- หน้าแรก
- อายุยืนคือจุดเริ่มต้นของความเป็นอมตะ
- บทที่ 251 อวิ๋นจือกลับบ้าน
บทที่ 251 อวิ๋นจือกลับบ้าน
บทที่ 251 อวิ๋นจือกลับบ้าน
ท่ามกลางการบำเพ็ญเพียรอย่างหนักหน่วงของหลี่ผิง เวลาหนึ่งปีผ่านไปอย่างไม่รู้ตัว
ส่วนเซียวอวิ๋นจือที่เดินทางไปยังทะเลน้ำแข็งเพื่อค้นหาหยกน้ำแข็งพันปี หลังจากผ่านไปหลายปี ในที่สุดนางก็เดินทางกลับมายังนครเฟยเสวี่ยได้อย่างปลอดภัย
ทันทีที่กลับมาถึงนครเฟยเสวี่ย สิ่งแรกที่นางทำคือไปหาซืออวี่ถงเพื่อส่งมอบภารกิจ
ซืออวี่ถงขอให้นนางทำเรื่องสามเรื่อง
เรื่องแรกคือหวังให้นางสืบหาสาเหตุการตกตายของปรมาจารย์มู่หยุนให้กระจ่าง
เซียวอวิ๋นจือได้ทราบจากปากของนักพรตเกาจีแล้วว่า ในวันที่เผ่ากระดูกหมานบุกโจมตีนครอวิ๋นเยว่อย่างไม่คิดชีวิต รวมถึงเบื้องหลังการล่มสลายของนครอวิ๋นเยว่และการตกตายของปรมาจารย์ระดับหลอมรวมแก่นปราณทั้งสอง แท้จริงแล้วเป็นฝีมือของผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกกำเนิดลึกลับผู้หนึ่ง
เมื่อเกี่ยวข้องกับผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกกำเนิด ย่อมเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เรื่องที่นางจะสามารถสืบสวนต่อไปได้อีก ดังนั้น นางจึงทำได้เพียงนำสิ่งที่นักพรตเกาจีบอกกล่าว มาเล่าให้ซืออวี่ถงฟังทั้งหมดตามความจริง
เมื่อได้ยินว่าการตายของบิดาตนอาจเกี่ยวพันกับผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกกำเนิด ซืออวี่ถงก็เงียบไปเนิ่นนาน ท้ายที่สุดนางก็เพียงแค่ถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง โดยไม่เอ่ยสิ่งใด
เซียวอวิ๋นจือเข้าใจความรู้สึกของนางดี ผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกกำเนิด ต่อให้เจ็ดเมืองหลักที่เหลืออยู่ของดินแดนสุดขั้วอุดรร่วมมือกันก็ยังไม่อาจรับมือได้ แล้วนางจะมีหนทางใดเล่า?
ซืออวี่ถงทำได้เพียงฝังความแค้นไว้ในใจให้ลึกสุดหยั่ง แล้วนำพาทุกคนในนิกายเฟยเสวี่ยก้าวเดินต่อไป บางที ในอนาคตหากตัวนางสามารถกลายเป็นยอดคนระดับวิญญาณแรกกำเนิดได้ ถึงตอนนั้นนางคงจะกลับมาสืบสวนเรื่องนี้ใหม่อีกครั้ง
เรื่องที่สอง ซืออวี่ถงปรารถนาจะได้หยกน้ำแข็งพันปีหนึ่งก้อน
เซียวอวิ๋นจืออาศัยพลังของหนูดินและคำชี้แนะของนักพรตเกาจี ทำให้สามารถค้นพบหยกน้ำแข็งพันปีได้อย่างราบรื่น และไม่ได้มีเพียงแค่ก้อนเดียว
ยามนี้ ต่อหน้าซืออวี่ถง นางหยิบกล่องหยกขนาดเท่าฝ่ามือออกมาจากถุงเก็บของ พร้อมกับยิ้มบางๆ "นี่คือหยกน้ำแข็งพันปีที่ท่านประมุขซือต้องการ เชิญท่านตรวจสอบดูเถิด"
ซืออวี่ถงรับคำอย่างนอบน้อม "ผู้อาวุโสเซียว ข้าน้อยขอเสียมารยาทแล้ว"
กล่าวจบ นางก็ประคองกล่องหยกขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ลอกยันต์วิญญาณผนึกที่อยู่ด้านบนออก แล้วเปิดกล่องหยกดัง 'กริ๊ก'
ในวินาทีที่กล่องหยกถูกเปิดออก ไอเย็นขุมหนึ่งก็แผ่ซ่านออกมา อุณหภูมิภายในห้องลดฮวบลงฉับพลัน เพียงพริบตาเดียวทุกหนแห่งในห้องก็ถูกปกคลุมไปด้วยชั้นน้ำแข็งบางๆ
ซืออวี่ถงตรวจสอบอย่างละเอียด ในที่สุดก็เผยสีหน้าพึงพอใจและกล่าวอย่างเคารพว่า "ก้อนที่ผู้อาวุโสเซียวมอบให้นี้คือหยกน้ำแข็งพันปีจริงๆ อวี่ถงซาบซึ้งใจยิ่งนัก"
"ไม่ต้องพูดถึงความซาบซึ้งอันใดหรอก นี่เดิมทีก็เป็นข้อตกลงระหว่างเจ้ากับข้าอยู่แล้ว" เซียวอวิ๋นจือพยักหน้ายิ้มๆ
จากนั้น นางก็กล่าวถึงเรื่องที่สาม ซืออวี่ถงขอให้นางสังหารหลงเจี๋ย ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานขั้นปลายแห่งนิกายปู้หยุน
ปีก่อน หลังจากเซียวอวิ๋นจือได้หยกเหมันต์หมื่นปีที่นักพรตเกาจีซ่อนไว้มาแล้ว นางก็เดินทางกลับมายังแผ่นดินใหญ่ทันที และมุ่งหน้าไปหานิกายปู้หยุนเพื่อตามหาหลงเจี๋ย ทว่าสิ่งที่นางคาดไม่ถึงก็คือ ตามข่าวกรองของผู้บำเพ็ญเพียรนิกายปู้หยุน ป้ายชีวิตของหลงเจี๋ยที่เก็บไว้ในนิกายได้แตกสลายไปตั้งแต่ช่วงที่มีคลื่นอสูรแล้ว
นั่นหมายความว่าหลงเจี๋ยตายไปตั้งนานแล้ว
ดังนั้นนางจึงทำได้เพียงกลับมายังนิกายเฟยเสวี่ย เพื่อแจ้งข่าวนี้ให้ซืออวี่ถงทราบด้วยตัวเอง
"ตายไปตั้งแต่ช่วงคลื่นอสูรแล้วหรือ?" ซืออวี่ถงได้ยินคำกล่าวนี้ สีหน้าก็แสดงความประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด
เพราะช่วงเวลาที่เกิดคลื่นอสูรทะเลน้ำแข็ง ก็ประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่เกิดความวุ่นวายในนครเฟยเสวี่ยพอดี ในยามคับขัน ปรมาจารย์เชียนเสวี่ยได้ลงมือจับกุมพวกผู้บำเพ็ญสันโดษที่เข้ามาปล้นชิงรวดเดียวจบ และระงับเหตุความวุ่นวายลงได้
หลังจากนั้น เมื่อนางสอบสวนอย่างหนัก จึงได้รู้จากปากของผู้บำเพ็ญสันโดษเหล่านั้นว่า เบื้องหลังการทำลายค่ายกลพิทักษ์นิกายและการที่กลุ่มผู้บำเพ็ญสันโดษบุกเข้ามาในนิกายเฟยเสวี่ย ล้วนเป็นฝีมือของหลงเจี๋ยที่ชักใยอยู่เบื้องหลัง
และในวันนั้นหลงเจี๋ยไม่ได้ปรากฏตัวในสนามรบหลัก นางจึงคาดเดาได้อย่างง่ายดายว่าเป้าหมายของหลงเจี๋ยคือของวิเศษสืบทอดประจำนิกายชิ้นนั้น และอาจารย์เหลยก็คงตายด้วยน้ำมือของหลงเจี๋ยเช่นกัน
ด้วยความเคียดแค้นอย่างหาที่สุดไม่ได้ในใจ นางจึงได้ร้องขอให้เซียวอวิ๋นจือลงมือสังหารหลงเจี๋ย! แต่คิดไม่ถึงเลยว่า หลงเจี๋ยจะตายไปตั้งแต่วันที่เกิดความวุ่นวายภายในนครเฟยเสวี่ยแล้ว
'ใครเป็นคนฆ่าหลงเจี๋ย? หรือว่าเขาตายด้วยน้ำมือของอสูรวิญญาณและเผ่าพันธุ์ต่างถิ่น?' ความคิดมากมายแล่นผ่านเข้ามาในหัวของซืออวี่ถง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ข้อสรุปใดๆ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ข้อมูลในมือนางมีน้อยเกินไป
เซียวอวิ๋นจือกล่าวกลั้วรอยยิ้ม "การตายของหลงเจี๋ย ข้าน้อยไม่ได้ลงแรงแม้แต่น้อย ดังนั้นหากท่านประมุขซือมีความต้องการ ข้าสามารถทำเรื่องให้แก่นครเฟยเสวี่ยได้อีกหนึ่งเรื่อง"
"ไม่ได้!" ซืออวี่ถงได้ยินเช่นนั้นก็รีบส่ายหน้าและกล่าวอย่างจริงจัง "ท่านปรมาจารย์เซียวอุตส่าห์เดินทางไปสืบข่าวการตายของหลงเจี๋ยที่นิกายปู้หยุนด้วยตัวเอง ก็นับว่าได้ทำตามสัญญาแล้ว อวี่ถงจะกล้าร้องขอให้ท่านปรมาจารย์เซียวทำเรื่องอื่นได้อย่างไร จากนี้ไป ท่านปรมาจารย์เซียวไม่ติดค้างบุญคุณนครเฟยเสวี่ยของข้าอีก!"
เซียวอวิ๋นจือมองนางแวบหนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ "ข้าจะเอาเปรียบเจ้าได้อย่างไร"
กล่าวจบ โดยไม่รอให้ซืออวี่ถงได้เอ่ยปาก นางก็หยิบหยกน้ำแข็งพันปีอีกก้อนหนึ่งออกมาจากถุงเก็บของ "การเดินทางไปยังทะเลน้ำแข็งครั้งนี้ ข้าโชคดีไม่น้อยที่พบหยกน้ำแข็งพันปีมากกว่าหนึ่งก้อน หยกน้ำแข็งพันปีก้อนนี้ขอมอบให้ท่านประมุขซือ ถือเป็นการชดเชยเรื่องที่สาม ดีหรือไม่?"
ซืออวี่ถงรีบปฏิเสธ แต่ท่าทีของเซียวอวิ๋นจือเด็ดขาดเป็นอย่างมาก ท้ายที่สุดนางก็จำใจต้องรับหยกน้ำแข็งพันปีก้อนที่สองมา
ถ้ำสถิตในตลาดฉางผิง
เซียวอวิ๋นจือหยิบป้ายอาญาสิทธิ์ค่ายกลถ้ำสถิตออกมา เปิดค่ายกลโดยตรง แล้วเดินนวยนาดเข้าไป ราวกับกลับบ้านตนเองอย่างเป็นธรรมชาติ
อันที่จริง ที่นี่ก็คือบ้านของนางจริงๆ เป็นบ้านร่วมกันของนางกับหลี่ผิง!
เมื่อทราบว่าหลังจากจากกันไปหลายปี ในที่สุดเซียวอวิ๋นจือก็กลับมาจากทะเลน้ำแข็ง หลี่ผิงจึงออกจากด่านกักตน ตั้งใจจะไปจองโต๊ะจัดงานเลี้ยงในเมืองเพื่อต้อนรับการกลับมาของนาง
แต่ข้อเสนอของเขากลับถูกเซียวอวิ๋นจือปฏิเสธ นางหยิบผลไม้วิญญาณล้ำค่าหลายชนิดออกมาจากถุงเก็บของ "พี่ใหญ่หลี่ น้องเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากทะเลน้ำแข็งมาได้ไม่น้อย ได้ผลไม้วิญญาณล้ำค่ามาหลายผล เชิญท่านลิ้มรสเถิด!"
เมื่อยืนอยู่กลางศาลา และเห็นของวิเศษที่เปี่ยมไปด้วยปราณวิญญาณซึ่งเซียวอวิ๋นจือวางไว้บนโต๊ะ หลี่ผิงก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มบางๆ เขาเดาได้แล้วว่านี่เป็นผลงานของใคร
และก็เป็นดังคาด ในวินาทีถัดมาเซียวอวิ๋นจือก็เอ่ยพร้อมรอยยิ้มว่า "จะว่าไปแล้ว หากไม่ใช่เพราะพี่ใหญ่หลี่ให้ข้ายืมหนูดิน การเดินทางครั้งนี้ของข้าก็คงไม่ราบรื่นเช่นนี้ และคงหาผลไม้วิญญาณเหล่านี้ไม่พบแน่"
ในความเป็นจริง หากไม่มีหนูดิน นางคงไม่มีทางค้นพบลูกแก้วเจี้ยจื่อที่ซ่อนตัวของนักพรตเกาจีได้อย่างแน่นอน เมื่อเป็นเช่นนั้น ย่อมไม่ได้รับวาสนาหยกเหมันต์หมื่นปีและอาวุธวิเศษกงล้อสุริยันจันทราในเวลาต่อมาเป็นแน่
อาจกล่าวได้ว่า การเดินทางครั้งนี้เจ้าหนูน้อยสร้างความดีความชอบครั้งใหญ่เลยทีเดียว
ระหว่างที่พูด เซียวอวิ๋นจือก็ปลดถุงอสูรวิญญาณข้างเอวออก ยื่นส่งให้หลี่ผิงด้วยมือข้างหนึ่ง พร้อมกับกล่าวติดตลกไปด้วยว่า "ข้าแทบจะตัดใจคืนหนูดินให้พี่ใหญ่หลี่ไม่ได้เลย"
หลี่ผิงยื่นมือไปรับถุงอสูรวิญญาณที่เซียวอวิ๋นจือส่งมาให้อย่างไม่เกรงใจ
ล้อเล่นก็ส่วนล้อเล่น หัวเราะก็ส่วนหัวเราะ การที่เซียวอวิ๋นจืออยากได้อสูรวิญญาณของเขานั้นเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน
"ไป!"
หลี่ผิงตบถุงอสูรวิญญาณเบาๆ เพื่อเรียกหนูดินออกมา หลังจากป้อนยาเม็ดเลี้ยงอสูรให้มันแล้ว จึงปล่อยให้มันวิ่งเล่นอย่างอิสระในลานบ้าน
หลังจากจัดการเรื่องทั้งหมดเสร็จสิ้น เขาถึงได้นั่งลงฝั่งตรงข้ามกับเซียวอวิ๋นจือ พลางลิ้มรสผลไม้วิญญาณอันโอชะ พลางฟังนางเล่าถึงประสบการณ์ตลอดหลายปีที่ผ่านมา
เมื่ออยู่ต่อหน้าหลี่ผิง เซียวอวิ๋นจือย่อมไม่คิดปิดบังสิ่งใด
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของนักพรตเกาจีในลูกแก้วเจี้ยจื่อ ร่องรอยของผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกกำเนิด หรือแม้แต่แผนการนำหยกเหมันต์หมื่นปีมาหลอมอาวุธวิเศษกงล้อสุริยันจันทรา นางก็เล่าให้หลี่ผิงฟังจนหมดสิ้น
แต่สิ่งที่ทำให้เซียวอวิ๋นจือประหลาดใจก็คือ เรื่องอื่นยังพอว่า ทว่าทันทีที่ได้ยินฉายาเต๋าของนักพรตเกาจี สีหน้าของหลี่ผิงกลับกลายเป็นแปลกประหลาดยิ่งนัก "อวิ๋นจือ เจ้าบอกว่าผู้บำเพ็ญเพียรยุคโบราณแห่งสำนักเทียนเฉี่ยวผู้นั้น มีนามว่า 'นักพรตก่าวจี' (นักพรตประกอบหุ่น) งั้นหรือ?"
สิ่งที่สำนักเทียนเฉี่ยวถนัดที่สุดคือการสร้างหุ่นเชิด หากเปรียบเทียบกับโลกในชาติก่อน นั่นก็คือบริษัทผลิตหุ่นยนต์นั่นเอง ดังนั้นการที่เขาเรียกตัวเองว่านักพรตก่าวจี (นักพรตประกอบหุ่น) ก็พอจะฟังขึ้นอยู่หรอก แต่ฉายานี้มันจะไม่ออกล้ำยุคไปหน่อยหรือ?
โชคดีที่หลังจากเซียวอวิ๋นจือเป็นฝ่ายอธิบาย เขาก็เข้าใจกระจ่างว่า แท้จริงแล้วผู้บำเพ็ญเพียรยุคโบราณแห่งสำนักเทียนเฉี่ยวคือ 'นักพรตเกาจี' ไม่ใช่ 'นักพรตก่าวจี' ที่หมายถึงนักพรตประกอบหุ่น
'เกาจี' หมายถึงสิ่งใด? หมายถึงไข่มุกริมฝั่งแม่น้ำนั่นเอง!
หลี่ผิงพยักหน้าเล็กน้อย "นั่นหมายความว่า อวิ๋นจือ เจ้าได้ตั้งสัตย์สาบานแห่งจิตวิถีว่าในอนาคตจะทุ่มเทสุดกำลังเพื่อสังหารมังกรวารีน้ำแข็งในทะเลน้ำแข็งตัวนั้น ส่วนนักพรตเกาจีผู้นั้นก็จะมอบหยกเหมันต์หมื่นปีให้เจ้าหนึ่งก้อน พร้อมกับวิธีหลอมอาวุธวิเศษ 'กงล้อสุริยันจันทรา' งั้นสินะ?"
"ใช่แล้ว พี่ใหญ่หลี่" เซียวอวิ๋นจือพยักหน้า
หลี่ผิงวิจารณ์ตามความเป็นจริง "ข้อตกลงนี้ก็นับว่ายุติธรรมดี"
หยกเหมันต์หมื่นปีเป็นวัตถุดิบวิญญาณระดับสูงสุดในโลกบำเพ็ญเซียน ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกกำเนิดมาพบเจอเข้าก็ยังอดไม่ได้ที่จะต้องแย่งชิง เมื่อนำวัตถุดิบวิญญาณระดับนี้มาผสานกับหินผลึกเพลิงหลีหมื่นปีเพื่อหลอมเป็นอาวุธวิเศษกงล้อสุริยันจันทรา อานุภาพของมันย่อมคาดเดาได้ไม่ยาก
เซียวอวิ๋นจือเบิกของมาใช้ก่อนแล้วค่อยผ่อนชำระคืนทีหลัง สิ่งที่ต้องจ่ายไปชั่วคราวก็เป็นเพียงแค่คำสาบานเท่านั้น
"จริงสิ พี่ใหญ่หลี่ ข้ารู้ว่าท่านกำลังตามหาเคล็ดวิชาจิตสัมผัสของสำนักเทียนเฉี่ยวมาตลอด และประจวบเหมาะที่สหายเต๋าเกาจีมี 'เคล็ดวิชาหมื่นวิญญาณสื่อเทวะ' ฉบับสมบูรณ์อยู่ในมือพอดี" เซียวอวิ๋นจือกล่าวถึงตรงนี้ ใบหน้าก็เผยให้เห็นถึงความปีติยินดี "พี่ใหญ่หลี่ ท่านจะได้สมปรารถนาแล้ว"
เมื่อพูดคุยเรื่องส่วนตัวกันจบแล้ว เซียวอวิ๋นจือก็หยิบลูกแก้วเจี้ยจื่อที่นักพรตเกาจีซ่อนตัวอยู่ออกมาจากถุงเก็บของ แล้ววางลงบนโต๊ะ
นางเอ่ยปากด้วยรอยยิ้ม "สหายเต๋าเกาจี ท่านนี้ก็คือสหายเต๋าหลี่ที่ข้าเคยเล่าให้ท่านฟัง คนที่ต้องการเคล็ดวิชาหมื่นวิญญาณสื่อเทวะฉบับสมบูรณ์ก็คือเขาผู้นี้นี่แหละ"
เมื่อฟังจากน้ำเสียงก็รู้ว่าเซียวอวิ๋นจือให้ความสำคัญกับหลี่ผิงมาก นักพรตเกาจีจึงไว้หน้าเป็นอย่างยิ่ง เขาไม่เรียกหลี่ผิงว่าผู้เยาว์ตรงๆ ทว่ากล่าวด้วยน้ำเสียงแข็งทื่อว่า "หากเฒ่าผู้นี้มองไม่ผิด สหายเต๋าหลี่คงจะฝึกฝนเคล็ดวิชาหมื่นวิญญาณสื่อเทวะขั้นที่หนึ่งไปแล้วกระมัง"
หลี่ผิงรู้จากปากของเซียวอวิ๋นจือมาแล้วว่า เศษเสี้ยววิญญาณของนักพรตเกาจีซ่อนตัวอยู่ในลูกแก้วสีเทานี้ ยามนี้เมื่อได้ยินเสียง เขาก็เอ่ยปากยิ้มๆ "ผู้อาวุโสกล่าวไม่ผิด ข้าน้อยได้ฝึกฝนเคล็ดวิชานี้แล้วจริงๆ"
"ดูเหมือนว่าพรสวรรค์ของสหายเต๋าหลี่จะถือว่าไม่เลว เคล็ดวิชาหมื่นวิญญาณสื่อเทวะหาใช่ว่าผู้บำเพ็ญเพียรคนใดก็จะฝึกฝนได้ หากไร้ซึ่งพรสวรรค์... เอ๊ะ หุ่นเชิดระดับสองขั้นสูงตัวที่อยู่ในลานนั่น เจ้าเป็นคนหลอมสร้างขึ้นมารึ?" น้ำเสียงของนักพรตเกาจีเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
เขามองเพียงปราดเดียวก็ดูออกแล้วว่า หุ่นเชิดที่ดูเหมือนจะธรรมดาซึ่งหลี่ผิงใช้งานเยี่ยงข้ารับใช้นั้น แท้จริงแล้วคือหุ่นเชิดระดับสองขั้นสูงที่มีพลังต่อสู้เทียบเท่ากับผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานขั้นปลาย
ในฐานะผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมรวมแก่นปราณ ปรมาจารย์หุ่นเชิดระดับสาม และนักพรตเกาจีที่ใช้ชีวิตอยู่ในสถานะเศษเสี้ยววิญญาณมานานนับพันปี ย่อมรู้ดีว่าความยากในการหลอมสร้างหุ่นเชิดระดับสองขั้นสูงนั้นสูงส่งเพียงใด
อันที่จริง ต่อให้เป็นสำนักเทียนเฉี่ยวเมื่อพันปีก่อน ปรมาจารย์หุ่นเชิดที่สามารถหลอมสร้างหุ่นเชิดระดับสองขั้นสูงได้ก็มีอยู่ไม่มากนัก
เขาคิดไม่ถึงเลยว่า หลังจากสำนักเทียนเฉี่ยวล่มสลายไปนับพันปี นอกจากตัวเขาแล้ว จะยังมีคนที่สามารถฟื้นคืนชีพหุ่นเชิดระดับสองขั้นสูงของสำนักเทียนเฉี่ยวขึ้นมาได้อีก
'วิชาหลอมสร้างหุ่นเชิดเป็นความลับสุดยอดของสำนัก หรือว่าในปีนั้นนอกจากเฒ่าผู้นี้แล้ว ยังมีศิษย์ร่วมสำนักคนอื่นรอดชีวิตมาได้ และได้สืบทอดวิชาหุ่นเชิดต่อไปงั้นหรือ?' นักพรตเกาจีคาดเดาเงียบๆ ในใจ
เมื่อได้ยินนักพรตเกาจีเอ่ยถาม หลี่ผิงก็ไม่ได้มีความคิดที่จะปิดบัง
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ต่อให้ตอนยังมีชีวิตอยู่ปรมาจารย์เกาจีจะเป็นถึงผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมรวมแก่นปราณ แต่ในสถานะเศษเสี้ยววิญญาณเช่นนี้ เขาย่อมไม่อาจก่อคลื่นลมอันใดได้ เพียงหลี่ผิงพลิกฝ่ามือก็สามารถกำจัดเขาได้แล้ว
เขาพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม "ผู้อาวุโสเดาไม่ผิด หุ่นเชิดตัวนี้เป็นข้าน้อยที่หลอมสร้างขึ้นมากับมือจริงๆ"