เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 62 สตรีศักดิ์สิทธิ์ผู้ถูกทอดทิ้งกับเทพสวรรค์ 5

บทที่ 62 สตรีศักดิ์สิทธิ์ผู้ถูกทอดทิ้งกับเทพสวรรค์ 5

บทที่ 62 สตรีศักดิ์สิทธิ์ผู้ถูกทอดทิ้งกับเทพสวรรค์ 5


บทที่ 62 สตรีศักดิ์สิทธิ์ผู้ถูกทอดทิ้งกับเทพสวรรค์ 5

กระดูกเทพคือสิ่งที่ฉาจิ่วต้องการอย่างนั้นหรือ?

สิ่งที่นางต้องการคือความเมตตาจากเทพเจ้าต่างหาก

หากนางชิงกระดูกเทพกลับมาเร็วเกินไป นางก็คงไม่อาจแสดงท่าทีน่าเวทนาต่อหน้าท่านเทพฉือได้

"ท่านเทพฉือ เรื่องราวในโลกมนุษย์จะคู่ควรให้มือของท่านต้องแปดเปื้อนได้อย่างไรเจ้าคะ?"

ฉาจิ่วคุกเข่าแทบเท้าท่านเทพฉือ ช้อนตามองเขา ดวงตาของนางทอประกายเปี่ยมไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธาอย่างหมดหัวใจ

"ข้าจะทำให้หลิงซีต้องชดใช้ด้วยความเจ็บปวดเป็นพันเท่าเพื่อทวงคืนกระดูกเทพกลับมาให้ข้าเอง"

ท่านเทพฉือมิได้เอ่ยสิ่งใด

ครู่ต่อมา เขาจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ตามใจเจ้า"

ราวกับว่าเขาไม่ได้ใส่ใจเลยแม้แต่น้อยว่าฉาจิ่วจะเลือกหนทางใด

ทว่าวินาทีต่อมา เขากลับยื่นนิ้วออกไปอย่างเชื่องช้า ปลายนิ้วขาวผ่องดุจหยกหยุดอยู่ตรงหน้าฉาจิ่ว

ฉาจิ่วชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะโน้มหน้าผากเข้าไปหาอย่างลังเล

ทันทีที่ปลายนิ้วของเขาแตะลงบนหน้าผากนาง หยดเลือดศักดิ์สิทธิ์หยดเล็กๆ ก็ถูกถ่ายทอดเข้าสู่ร่างกายของฉาจิ่วอีกครั้ง

พลังอันมหาศาลทว่าอ่อนโยนแผ่ซ่านไปทั่วทุกกระเบียดนิ้วของกระดูกและเส้นลมปราณ แสงศักดิ์สิทธิ์เรืองรองปรากฏขึ้นจางๆ บนหน้าผากของฉาจิ่ว ก่อกำเนิดเป็นรอยประทับรูปดอกบัวสีทอง

ท่านเทพฉือได้ประทานรอยประทับศักดิ์สิทธิ์รูปดอกบัวให้แก่ฉาจิ่วอีกครั้ง

มันสว่างไสวและศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่ารอยประทับบงกชที่เคยอยู่บนหน้าผากของจิ่งหลีเสียอีก

ฉาจิ่วประหลาดใจยิ่งนัก นางประทับริมฝีปากลงบนหลังมือของท่านเทพฉืออีกครั้งเพื่อแสดงความขอบคุณ

หลังจากที่ฉาจิ่วเดินออกมาจากประตูคันฉ่อง ทุกคนก็สังเกตเห็นรอยประทับบงกชบนตัวนางอย่างรวดเร็ว

"นั่นมันรอยประทับศักดิ์สิทธิ์!" ใครบางคนร้องอุทานขึ้นมา "ท่านเทพฉือยอมรับสตรีศักดิ์สิทธิ์จิ่งหลีแล้ว!"

รอยประทับดอกบัวนี้คือตัวแทนการยอมรับจากท่านเทพฉือ และด้วยเหตุนี้จึงเป็นสัญลักษณ์แสดงตัวตนของสตรีศักดิ์สิทธิ์สืบต่อกันมาทุกรุ่น

เจ้าสำนักหลิงซีจะลำเอียงเข้าข้างหลิงซีไปเพื่อสิ่งใด ในเมื่อนางไม่สามารถแม้แต่จะก้าวผ่านประตูคันฉ่องเข้าไปได้ด้วยซ้ำ

กลับกลายเป็นฉาจิ่ว ผู้ซึ่งถูกสำนักหลิงซีทอดทิ้งต่างหาก ที่ได้รับความเห็นชอบจากท่านเทพฉืออีกครั้ง

สำนักอื่นๆ ที่มาร่วมชมพิธีการต่างพากันส่ายหน้าและถอนหายใจ พวกเขารู้สึกว่าเหิงซานเยว่นั้นใจแคบและไร้ซึ่งสายตาในการมองคน

หลิงซีฟื้นตัวขึ้นมากแล้วภายใต้การรักษาของเหิงซานเยว่ นางนอนเอนกายอยู่ในอ้อมแขนของผู้เป็นอาจารย์ เฝ้ามองฉาจิ่วเดินออกมาจากประตูคันฉ่องด้วยความรู้สึกไม่ยินยอมพร้อมใจ

เหตุใดกัน? เห็นอยู่ชัดๆ ว่านางไม่มีกระดูกเทพ แล้วทำไมถึงยังสามารถเข้าไปในประตูคันฉ่องได้?

ทำไมเทพเจ้าถึงยอมรับคนไร้ค่าที่ไม่มีอนาคตด้วย?

ในเมื่อเรื่องราวดำเนินมาถึงจุดนี้ เหิงซานเยว่จึงทำได้เพียงประกาศว่า "จิ่งหลี ในเมื่อท่านเทพฉือเลือกเจ้า เจ้าก็จงเป็นสตรีศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักหลิงซีต่อไปเถิด"

ระบบปราณชะตาเอ่ยด้วยน้ำเสียงหดหู่ "เยี่ยมไปเลย ตอนนี้ทั้งกระบี่เยว่ซวงและรอยประทับบงกชก็หายวับไปหมดแล้ว"

แผนการที่จะเข้าใกล้ท่านเทพฉือก็พังไม่เป็นท่าไปด้วย

ทำไมโฮสต์คนนี้ถึงได้ไม่ได้เรื่องขนาดนี้นะ?

หลิงซีกัดฟันกรอด "ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาบ่น ลองคิดดูสิว่ายังมีวิธีอื่นที่จะแย่งชิงโชคชะตาของจิ่งหลีมาได้อีกหรือไม่?"

ระบบปราณชะตาตอบกลับ "การทดสอบในดินแดนลี้ลับกำลังจะเริ่มขึ้นในอีกไม่ช้า ถึงตอนนั้นก็สังหารนางในดินแดนลี้ลับ แล้วแย่งชิงทุกอย่างกลับมาสิ"

"นางอยู่ตั้งระดับเลี่ยนซวีเชียวนะ! ข้าจะฆ่านางได้อย่างไร?"

"ไม่ได้เรื่อง" ระบบปราณชะตากล่าวอย่างดูแคลน "มีสัตว์อสูรระดับสูงมากมายในดินแดนลี้ลับ แถมข้ายังมีของวิเศษช่วยเจ้าอีก ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับเลี่ยนซวี เจ้าก็รับมือไม่พลาดหรอกน่า"

หลิงซีดีใจเป็นล้นพ้น "เจ้าพูดถูก"

เหิงซานเยว่สังเกตเห็นว่ารอยประทับบงกชในมือของฉาจิ่วหายไป เปลือกตาของเขากระตุก และเกิดลางสังหรณ์ใจที่ไม่ดีขึ้นมา

"รอยประทับบงกชอยู่ที่ใด?" เขาเอ่ยถาม

ฉาจิ่วยักไหล่ "อ้อ ข้าหลอมมันแล้วนำไปถวายแดนศักดิ์สิทธิ์แล้วเจ้าค่ะ"

เหิงซานเยว่ถึงกับปวดขมับ

หลิงซีแทบจะกรีดร้องออกมาดังๆ

นางบ้าไปแล้วหรือไร? ของล้ำค่าระดับนั้น นางกลับนำไปหลอมเพื่อเป็นของถวายเนี่ยนะ?

ฉาจิ่วเป็นคนโง่งั้นหรือ?

ทุกคนที่อยู่ที่นั่นต่างรู้สึกว่าเป็นเรื่องยากจะเชื่อ

และนี่ก็คือเหตุผลที่แน่ชัดว่าทำไมวันนี้ท่านเทพฉือถึงได้โปรดปรานฉาจิ่วมากนัก

ความเลื่อมใสศรัทธาอันแรงกล้า ปราศจากความปรารถนาอันเห็นแก่ตัวและความโลภ อุทิศทุกสิ่งทุกอย่างให้แก่เขาอย่างแท้จริง ทำให้เขารู้สึกพึงพอใจ

ดังนั้น เขาจึงไม่ขัดข้องที่จะประทานเกียรติยศแห่งรอยประทับบงกชให้แก่ฉาจิ่ว

พิธีแต่งตั้งที่ดูราวกับละครตลกจบลงเพียงเท่านั้น และผู้มาสังเกตการณ์ก็แยกย้ายกันไปพร้อมกับความคิดที่หลากหลาย

เป็นไปได้ว่าสำนักหลิงซีคงจะกลายเป็นตัวตลกและหัวข้อสนทนาของสำนักใหญ่อื่นๆ ไปอีกนานแสนนาน

ชุนอี้้กำลังจะเดินตามนักพรตฉืออวี้กลับไปยังยอดเขาของตน แต่เขากลับถูกศิษย์พี่ผลักล้มลงกับพื้นอย่างแรง

"ไอ้คนทรยศ ไสหัวไปซะ" ศิษย์พี่ถ่มน้ำลายใส่เขา

ชุนอี้้ไม่รู้ว่าตนทำอะไรผิด จึงเงยหน้ามองนักพรตฉืออวี้ผู้เป็นอาจารย์ด้วยความสับสน

ใครจะคาดคิดว่า นักพรตฉืออวี้เพียงแต่มองเขาด้วยสายตาเย็นชา ทิ้งท้ายคำพูดไว้ว่า "นับแต่นี้ไป เจ้าไม่ใช่ศิษย์ของข้าอีกต่อไป" จากนั้นก็เหาะทะยานไปบนกระบี่พร้อมกับคนอื่นๆ

ชุนอี้้นั่งเหม่อลอยอยู่บนพื้น รู้สึกเศร้าโศกเสียใจเป็นอย่างมาก

ใครบางคนแถวนั้นเอ่ยเตือนเขา "ใครบ้างไม่รู้ว่าท่านนักพรตฉืออวี้ชื่นชอบศิษย์พี่หญิงหลิงซี? การที่เจ้าให้สตรีศักดิ์สิทธิ์ยืมกระบี่ ก็เท่ากับเจ้าตั้งตนเป็นปรปักษ์กับเขาไม่ใช่หรือ?"

ชุนอี้้รู้สึกไม่พอใจ "ศิษย์ร่วมสำนักช่วยเหลือเกื้อกูลกันมันผิดตรงไหน?"

เมื่อเห็นว่าเขาไม่เข้าใจ ชายผู้นั้นก็ส่ายหน้าแล้วเดินจากไป

เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งเดินเข้ามาหาเขา

"อาจารย์ของเจ้าไม่ต้องการเจ้าแล้ว" ฉาจิ่วถือกระบี่เยว่ซวงพลางก้มมองเด็กหนุ่มที่กำลังสับสนงุนงง "เจ้าอยากจะติดตามข้าหรือไม่?"

ชุนอี้้เงยหน้ามองนางอย่างไม่อยากจะเชื่อ และเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง "ท่านอาจารย์อาหญิง ท่านเต็มใจจะรับข้าไว้จริงๆ หรือขอรับ?"

เขามีรากปราณสามสาย นักพรตฉืออวี้จึงไม่ค่อยชอบเขาและไม่เคยทุ่มเทแรงกายแรงใจสอนสั่งเขาเลย

เขาทำได้เพียงเดินตามรอยศิษย์คนอื่นๆ อีกนับพันคน เพื่อเรียนรู้วิชาบำเพ็ญจิตขั้นพื้นฐานที่แสนธรรมดาที่สุด คลำทางเอาเอง และระดับการบำเพ็ญเพียรของเขาก็หยุดนิ่งอยู่ที่ขั้นปลายของระดับสร้างรากฐานมาเนิ่นนานโดยไม่มีความก้าวหน้าใดๆ

ฉาจิ่วคิดว่าในเมื่อนางกำลังจะย้ายที่อยู่ นางก็บังเอิญต้องการผู้ติดตามตัวน้อยๆ สักคนพอดี และเด็กคนนี้ ชุนอี้้ ก็ดูเหมือนจะมีนิสัยใจคอไม่เลว

นางเอ่ยถาม "เจ้าไม่เต็มใจหรือ?"

ชุนอี้้พยักหน้ารัวๆ ราวกับลูกไก่จิกข้าวสาร "ข้าเต็มใจ ข้าเต็มใจขอรับ"

แน่นอนว่าเขาต้องเต็มใจอยู่แล้ว!

เขาดีใจจนเนื้อเต้น

ฉาจิ่วพยักหน้า "เช่นนั้นก็จงตามข้ามา"

"ไปที่ใดหรือขอรับ?"

"ยอดเขาชางสุ่ย"

เมื่อฉาจิ่วพาชุนอี้้มาถึงยอดเขาชางสุ่ย หลิงซีกำลังสะอื้นไห้อยู่ในอ้อมกอดของเหิงชิงเหยา

"ศิษย์พี่ชิงเหยา กระดูกเทพชิ้นนั้นเป็นของข้าจริงๆ ทำไมแดนศักดิ์สิทธิ์ถึงไม่อนุญาตให้ข้าเข้าไปล่ะเจ้าคะ?"

เหิงชิงเหยาเองก็สงสัยในเรื่องนี้เช่นกัน เขาไปถามเหิงซานเยว่ผู้เป็นบิดา และคำตอบที่ได้รับก็คือ ท่านเทพฉือมีเจตนาแอบแฝงและปฏิเสธหลิงซีเพราะทรงโปรดปรานฉาจิ่วมากกว่า

เหิงชิงเหยาเชื่อคำพูดของบิดาอย่างสนิทใจ เขาลูบแผ่นหลังที่สั่นเทาของหลิงซีขณะที่นางร้องไห้และเอ่ยปลอบโยน "เอาล่ะ พวกเราต่างรู้ดีว่าเจ้าไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่นั่นคือการตัดสินใจของท่านเทพฉือ ไม่ใช่เรื่องที่พวกเราจะไปตั้งคำถามได้"

หลิงซีกัดริมฝีปาก "การที่ท่านเทพฉือโปรดปรานศิษย์พี่หญิงจิ่งหลี หมายความว่าเขาสามารถปฏิเสธความสามารถของข้าได้อย่างนั้นหรือ?"

"ความสามารถของเจ้าคือการลักขโมยและหลอกลวงงั้นหรือ?" ฉาจิ่วเอ่ยกลั้วรอยยิ้ม นางกอดอกพิงกรอบประตูอยู่

"เหตุใดเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่? ยอดเขาชางสุ่ยไม่ต้อนรับเจ้า" ศิษย์น้องชายหน้าเด็กที่ยืนอยู่ด้านข้างออกปากไล่นางอย่างไม่ไว้หน้า

ฉาจิ่วจำเขาได้

เขาชื่อม่อชิงหลี เมื่อห้าร้อยปีก่อน เขายังเป็นแค่เด็กน้อยเตาะแตะที่ชอบเกาะติดจิ่งหลีแจ ร้องเรียกด้วยเสียงอ้อแอ้ว่า "ศิษย์พี่หญิง อุ้มหน่อย"

บัดนี้ เมื่อพบกันอีกครั้ง กลับมีเพียงความห่างเหินและระแวดระวังปรากฏอยู่บนใบหน้าของม่อชิงหลี

วันเวลาเปลี่ยนแปร ผู้คนก็มิได้เป็นเหมือนดั่งวันวาน

ฉาจิ่วเอียงคอ ดูเหมือนกำลังงุนงง "หากข้าจำไม่ผิด ที่นี่คือยอดเขาชางสุ่ยของข้าไม่ใช่หรือ? พวกเจ้าต่างหากที่ควรจะเป็นฝ่ายไสหัวไป?"

เหิงชิงเหยาที่กำลังตระกองกอดหลิงซีขมวดคิ้วอย่างไม่สบอารมณ์ "จิ่งหลี สถานที่แห่งนี้ถูกเปลี่ยนเป็นที่พักของหลิงซีมาตั้งแต่สองร้อยปีก่อนแล้ว"

"แล้วอย่างไรล่ะ?"

เหิงชิงเหยาไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดศิษย์น้องหญิงที่เคยอ่อนโยนและมีเหตุผลถึงได้กลายเป็นคนคิดเล็กคิดน้อยเช่นนี้

ริมฝีปากของเขาเม้มเข้าหากันเป็นเส้นตรง "ในเมื่อนางคุ้นชินกับการอาศัยอยู่ที่นี่แล้ว การย้ายไปย้ายมาตอนนี้จะไม่วุ่นวายไปหน่อยหรือ?"

ฉาจิ่วหัวเราะลั่น "อ้อ หมายความว่าถ้านางชินกับการใช้ของของคนอื่น ของสิ่งนั้นก็จะกลายเป็นของนางไปเลยอย่างนั้นสิ?"

หลิงซีฟังความนัยในคำพูดของฉาจิ่วออก นางข่มความเจ็บปวดในร่างกายและฝืนลุกขึ้นยืน ดูราวกับดอกไม้สีขาวอันบอบบางแต่เข้มแข็ง

"ศิษย์พี่ชิงเหยา ในเมื่อศิษย์พี่หญิงจิ่งหลีต้องการให้ข้าย้ายออก ข้าก็จะไม่ฝืนอยู่ให้เป็นที่รำคาญใจ ข้าขอย้ายไปอยู่ที่ยอดเขาอู๋หยาของศิษย์พี่ชั่วคราวก่อนได้หรือไม่เจ้าคะ?"

เหิงชิงเหยาลังเลเล็กน้อย

หลิงซีอธิบายเสริม "เป็นเพราะพลังปราณที่ยอดเขาอู๋หยานั้นอุดมสมบูรณ์กว่า ข้าจึงคิดว่าหากไปพักฟื้นที่นั่น ข้าคงจะหายเป็นปกติได้เร็วขึ้น"

เหิงชิงเหยาคลายคิ้วลง "เอาเช่นนั้นก็ได้"

เมื่อได้รับอนุญาต ริมฝีปากของหลิงซีก็ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย และนางก็แอบปรายตามองฉาจิ่วอย่างท้าทาย

เห็นไหมล่ะ? ต่อให้เจ้าไล่นางออกจากยอดเขาชางสุ่ยได้ แล้วอย่างไรเล่า?

นางก็ยังสามารถแย่งชิงสิ่งที่ฉาจิ่วหวงแหนที่สุดไปได้อยู่ดี

เมื่อสองร้อยปีก่อน ตอนที่หลิงซีเข้ามาในสำนักหลิงซี นางรู้ดีว่าเหิงชิงเหยาและฉาจิ่วมีสัญญาหมั้นหมายกัน

แต่ผู้บำเพ็ญเพียรที่ทั้งหล่อเหลาและทรงพลังอย่างเหิงชิงเหยา มีใครบ้างที่จะไม่ชอบ?

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นางเค้นสมองคิดหาวิธี งัดเอาเล่ห์เหลี่ยมทุกรูปแบบจากชีวิตก่อนที่เคยเป็นพนักงานขายมาใช้ วางแผนยั่วยวนสารพัด จนในที่สุดก็ทำให้เหิงชิงเหยาหวั่นไหวไปกับนางได้สำเร็จ

การได้ครอบครองเหิงชิงเหยา อย่างแรกคือสามารถเติมเต็มความเย่อหยิ่งจองหองของนางได้ และอย่างที่สองคือช่วยเพิ่มค่าโชคชะตาให้กับระบบปราณชะตาด้วย

หลิงซีรู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมาก

ทว่าฉาจิ่วกลับไม่ปรายตามองนางแม้แต่น้อย สั่งการให้ชุนอี้้เก็บข้าวของทุกอย่างในยอดเขาชางสุ่ยที่เป็นของหลิงซีไปโยนทิ้งไว้ข้างนอกโดยตรง

ภายในลานกว้าง ป่าท้อที่แต่เดิมเคยเหี่ยวเฉาและโรยราดูเหมือนจะรับรู้ได้ถึงการกลับมาของเจ้าของ มันกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งอย่างไม่คาดคิด กิ่งก้านสาขาชูชันแข็งแรง และดอกท้อก็พากันเบ่งบานสะพรั่งดอกแล้วดอกเล่า

ม่อชิงหลีตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก "นี่... ต้นท้อที่เหี่ยวเฉามาถึงห้าร้อยปี ดอกมันบานแล้ว!"

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าหลิงซีจะใช้เลือดกึ่งเทพหล่อเลี้ยงป่าท้อแห่งนี้มากมายเพียงใด นางก็ไม่สามารถชุบชีวิตมันได้

แต่บัดนี้ เมื่อฉาจิ่วกลับมา ดอกท้อกลับเบ่งบานขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติงั้นหรือ?

แม้แต่เหิงชิงเหยาก็ยังรู้สึกถึงอารมณ์อันซับซ้อนที่ตีรวนอยู่ในใจ

เมื่อเดินทางออกจากยอดเขาชางสุ่ย ในที่สุดเขาก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยกับหลิงซี "กระดูกเทพของเจ้า..."

มันเป็นของเจ้าจริงๆ หรือ?

เขาไม่ได้ถามสิ่งใดต่อ

เขาตระหนักได้ว่า ตนเองไม่มีความกล้าพอที่จะยอมรับคำตอบนั้น

จบบทที่ บทที่ 62 สตรีศักดิ์สิทธิ์ผู้ถูกทอดทิ้งกับเทพสวรรค์ 5

คัดลอกลิงก์แล้ว