- หน้าแรก
- แผนการฟอกขาวของตัวร้าย
- 8 - เขาต้องร้องไห้แน่ๆ
8 - เขาต้องร้องไห้แน่ๆ
8 - เขาต้องร้องไห้แน่ๆ
8 - เขาต้องร้องไห้แน่ๆ
ทั่วทั้งลานฝึกพลันเงียบกริบ
บางทีอาจเป็นเพราะลั่วหนิงอวิ๋นมีสถานะเป็นศิษย์ชั้นในที่สูงส่ง หรืออาจเพราะแรงกดดันจากตัวนางมากเกินไป จนไม่มีใครกล้าปริปากแม้แต่น้อย
ร่างของโม่จิ่วเกร็งแน่น ใบหน้าแสดงความตกตะลึงอย่างชัดเจน ดูก็รู้ว่าเขาถูกการปรากฏตัวของลั่วหนิงอวิ๋นทำให้ตกใจ
เขาตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว แล้วพยายามดึงข้อมือตนเองให้หลุดจากมือของนาง
แต่ลั่วหนิงอวิ๋นกลับไม่ยอมปล่อย ยังคงจับแน่น
“ปล่อยข้า!”
โม่จิ่วพยายามดิ้นรนไม่สำเร็จ จึงเงยหน้าสบตากับดวงตาเย็นชาของลั่วหนิงอวิ๋น ดวงตาคู่สวยเต็มไปด้วยความโกรธไม่แพ้กัน
ผู้คนรอบข้างขนลุกซู่ สูดหายใจเย็นเข้าพร้อมกันอีกครั้ง
ทั่วทั้งสำนักเทียนหลานนี้ คงมีเพียงคุณชายน้อยผู้นี้เท่านั้นที่กล้าใช้น้ำเสียงเช่นนี้กับลั่วหนิงอวิ๋น
และในขณะเดียวกัน ก็มีเพียงศิษย์พี่ผู้นี้เท่านั้นที่สามารถควบคุมหลินโม่จิ่วผู้นิสัยร้ายกาจได้
“ปล่อยเจ้า? เพื่อให้เจ้าไปก่อเรื่องให้ข้าอีกหรือ?” ลั่วหนิงอวิ๋นกล่าวเสียงต่ำ “หากเจ้าขืนไม่ฟังอีก ข้าจะรายงานอาวุโสหลินให้กักบริเวณเจ้า เพื่อให้เจ้าทบทวนตัวเองสักเดือน!”
ดวงตาหงส์ของโม่จิ่วเหมือนจะพ่นไฟออกมา “ขังก็ขัง! ข้ากลัวเจ้ารึไง!”
“ปล่อย......ข้า!!”
เสียงสุดท้ายนั้นแทบเป็นเสียงกรีดร้อง
ลั่วหนิงอวิ๋นใบหน้ามืดครึ้มยิ่งขึ้นเรื่อยๆ แล้วอยู่ดีๆ ก็ชะงักไปเมื่อเห็นใบหน้าของโม่จิ่ว
ดวงตาของโม่จิ่วแดงก่ำ เต็มไปด้วยน้ำใสที่คลอเอ่อ ริมฝีปากเม้มแน่น ดวงตาเต็มไปด้วยความดื้อรั้นราวกับจะกลั้นน้ำตาไว้สุดชีวิต
ลั่วหนิงอวิ๋นเหมือนถูกไฟช็อตโดยไม่รู้ตัว รีบปล่อยมือในทันใด
โม่จิ่วสะบัดข้อมือจนหลุดออก แล้ววิ่งพรวดขึ้นบันไดทันทีโดยไม่หันหลังกลับ
ลั่วหนิงอวิ๋นรีบมองตาม เห็นระหว่างที่เขาวิ่งไป มือข้างหนึ่งยกขึ้นปาดใบหน้า ส่วนข้อมืออีกข้างมีรอยช้ำแดงเข้มเห็นได้ชัด ตัดกับผิวขาวราวหิมะจนดูสะดุดตายิ่งนัก
จนถึงตอนนี้ นางจึงตระหนักได้ว่าตัวเองทำอะไรลงไป ความโกรธที่เคยมีก็สลายไปในพริบตา กลายเป็นความรู้สึกผิดลึกๆ
“โม่จิ่ว...” ลั่วหนิงอวิ๋นคิดจะเรียกเขาไว้ แต่เมื่อนึกได้ว่าเขาอาจรู้สึกขายหน้าที่เกือบร้องไห้ต่อหน้าผู้คน นางจึงกลืนคำพูดกลับลงไป
...จัดการเรื่องที่นี่ให้เสร็จก่อน แล้วค่อยไปขอโทษเขาเป็นการส่วนตัว
สายตานางกวาดมองศิษย์รอบข้างอยากเย็นชา
“จ้องอะไรกัน!”
ศิษย์ทั้งหมดรีบหลบสายตากลับทันที
เซียวมู่เสวี่ยเองก็ค่อยๆ ถอนสายตาจากแผ่นหลังของโม่จิ่ว ภาพในหัวของเขาที่น้ำตาคลอ ทำให้นางหัวเราะเบาๆ ในใจ
คุณชายเอาแต่ใจ โดนเข้าหน่อยก็ไปไม่เป็นแล้ว
แต่ยังไม่ทันดีใจได้เต็มที่ ก็สัมผัสได้ถึงสายตากดดันจ้องมาทางตนเอง
พอเงยหน้าขึ้นก็พบว่าลั่วหนิงอวิ๋นกำลังมองนางด้วยสายตาเย็นเฉียบ
เซียวมู่เสวี่ยตกใจในใจ แต่สีหน้าไม่เปลี่ยน ถามเสียงเรียบ “ศิษย์พี่ลั่ว มีอะไรหรือ?”
ลั่วหนิงอวิ๋นไม่ตอบ เพียงก้าวเข้าใกล้หนึ่งก้าว กลิ่นอายพลังทะลักออกมาจากร่างอย่างจงใจ
เจาะจงกดดันใส่นางเพียงผู้เดียว
แรงกดดันรุนแรงจนพลังในกายเซียวมู่เสวี่ยรู้สึกถูกท้าทาย นางเกือบสะบัดกลับไปโดยไม่รู้ตัว แต่ก็รีบควบคุมไว้
ใบหน้าเริ่มซีดเหงื่อผุดขึ้นทั่วหน้าผาก ทั้งตกใจและไม่เข้าใจ
“ทำไม...” นางกัดฟันเอ่ย
“เจ้าจำได้หรือไม่ ว่าเมื่อครู่เจ้าพูดอะไร?”
เซียวมู่เสวี่ยยิ่งกัดฟันแน่น
ก็จริงอย่างที่คิด...เพราะประโยคนั้น
เสียงของอาจารย์ดังกวนขึ้นมาอีกครั้งในหัว
『หึหึ เจ้าพูดลอยๆ แบบนั้นไปใย? เจ้าเด็กนั่นไม่ใช่คนที่เจ้าควรไปยั่วเล่นหรอก』
『ข้ารู้แล้ว!』
เด็กเหลือขอเอ๊ย!
เซียวมู่เสวี่ยด่าโม่จิ่วในใจ แล้วฝืนกล่าวเสียงอ่อน
“เป็นเพียงคำพูดที่หลุดปากออกไป ศิษย์น้องขออภัย”
“หลุดปาก?” น้ำเสียงของลั่วหนิงอวิ๋นสูงขึ้นทันที ดวงตาเย็นเยือกราวกับจะจับต้องได้ “คำพูดเจ้าไม่ใช่เรื่องที่พูดเล่นได้!”
นางเตือนโม่จิ่วไม่ให้ยุ่งกับเซียวมู่เสวี่ยก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าเซียวมู่เสวี่ยจะมาเหยียบย่ำโม่จิ่วได้
ไม่ว่าอย่างไร โม่จิ่วก็เป็นน้องชายของนาง ไม่มีใครมีสิทธิ์รังแก
และถ้าเซียวมู่เสวี่ยคือคนที่ทำให้เขาน้ำตาคลอเช่นนั้น...นางต้องจัดการแน่
ลั่วหนิงอวิ๋นมองอีกฝ่ายที่พยายามต้านทานแรงกดดัน สีหน้าซีดเผือดเต็มไปด้วยเหงื่อ แต่ยังฝืนยืนอยู่ไม่ยอมถอย
มองดูเช่นนี้...เหมือนกับโม่จิ่วไม่มีผิด
ลั่วหนิงอวิ๋นจึงคลายแรงกดดันลง กล่าวว่า “คราวหลังจงรู้สถานะของตัวเองให้ดี” ก่อนจะหมุนตัวจากไป
เซียวมู่เสวี่ยถอนหายใจอย่างแรง เสียงสั่นเล็กน้อย “ข้าจะจำไว้”
ลั่วหนิงอวิ๋นพยักหน้า จากนั้นพูดทิ้งท้าย
“หลังจากฝึกเช้าเสร็จ ไปที่หอสมุนไพรแล้วเอาสมุนไพรหนึ่งต้น บอกว่าเป็นข้าให้มาเอา”
ตีนหนึ่ง หวานหนึ่ง
คงเพราะความอดทนของเซียวมู่เสวี่ยทำให้ลั่วหนิงอวิ๋นพอใจบ้าง
ถึงแม้เซียวมู่เสวี่ยจะไม่ต้องการคำชมจากนาง...แต่ของที่ได้เปล่าหากไม่เอาก็เป็นคนโง่แล้ว
หลังจากสูดหายใจลึกไม่กี่ครั้ง ลมหายใจของนางก็กลับมาเป็นปกติ
จากนั้นนางก็เหลือบมองเสื้อผ้าที่เปียกเหงื่อเล็กน้อย ส่ายหน้าเบาๆ แล้วเดินกลับห้องพักของตนเอง
ศิษย์รอบข้างก็แยกย้ายกันไป ทำหน้าที่ของตน
ลั่วหนิงอวิ๋นเดินตรงไปยังเรือนพักของโม่จิ่ว ยืนอยู่หน้าประตู ลังเลครู่หนึ่งก่อนจะเอื้อมมือผลักประตู
ผลักเท่าไรก็ไม่ขยับ
ล็อกไว้แล้ว
นางเผยสีหน้าเขินอายเล็กน้อย ก่อนจะเคาะประตูเบาๆ แล้วพูดขึ้น
“โม่จิ่ว เปิดประตู”
ไม่มีเสียงตอบ
“โม่จิ่ว เปิดประตูเถอะ!” นางเคาะต่ออีกสองสามที
"ไสหัวไป!"
เสียงตวาดเย็นยะเยือกดังมาจากข้างใน
หากเป็นแต่ก่อน โม่จิ่วกล้าพูดเช่นนี้ ลั่วหนิงอวิ๋นคงโมโหไปนานแล้ว
แต่ตอนนี้ นางกลับรู้สึกผิดอย่างรุนแรง
ไม่ใช่เพียงเพราะรู้สึกว่าตนผิด แต่เพราะเสียงนั้นแฝงเสียงสะอื้นชัดเจน
บางที...เด็กนั่นอาจร้องไห้อยู่ใต้ผ้าห่มแล้วก็ได้
ลั่วหนิงอวิ๋นยิ่งรู้สึกผิด ยืนนิ่งครู่หนึ่งก่อนถอนหายใจ
“เจ้าไม่อยากได้ลูกแก้ววิญญาณที่เคยรบเร้าข้าอยู่หรือ? ตอนนี้ข้าเอามาให้แล้ว”
พลางพูด พลางหยิบลูกแก้วสีน้ำเงินออกจากฝ่ามือ วางไว้หน้าประตู แล้วจากไปโดยไม่กล่าวอะไรอีก
...เงียบงันยาวนาน
แกร๊ก......
ประตูเปิดออก ร่างในชุดขาวโน้มตัวลง หยิบลูกแก้วขึ้นมา แล้วปัดฝุ่นบนผิวมัน
“ลูกแก้วนี้ไม่เลว เอาไปสลับกับลูกแก้วไฟในบ่อน้ำพุร้อน ทีนี้ก็อาบน้ำเย็นได้แล้ว”
สายตาเลื่อนขึ้นอย่างช้าๆ เผยให้เห็นใบหน้างดงามจางๆ ยิ้มบางพาดมุมปาก ดวงตานิ่งสงบไร้ระลอก
ไม่มีเค้าความเศร้า หรือแม้แต่น้ำตาแม้แต่น้อย
……….