- หน้าแรก
- หมู่บ้านนี้มีสำนักเซียน
- บทที่ 499 : รูปแกะสลักไม้ขนาดเล็ก | บทที่ 500 : จุดสูงสุดของดินแดนวิญญาณเหนือและใต้
บทที่ 499 : รูปแกะสลักไม้ขนาดเล็ก | บทที่ 500 : จุดสูงสุดของดินแดนวิญญาณเหนือและใต้
บทที่ 499 : รูปแกะสลักไม้ขนาดเล็ก | บทที่ 500 : จุดสูงสุดของดินแดนวิญญาณเหนือและใต้
บทที่ 499 : รูปแกะสลักไม้ขนาดเล็ก
บทที่ 499 รูปแกะสลักไม้ขนาดเล็ก
เมื่อได้ยินเรื่องค่ายกลสมบัติพันธนาการดับสูญ ในที่สุดสีหน้าของหลินเซียวก็แสดงความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย
"หรือว่าค่ายกลนี้จะสามารถจับกุมฝักฝ่ายจี๋ซื่อได้?" เขาเอ่ยถามพลางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
"ถูกต้องแล้ว" เหออี้พยักหน้าตอบ "ตามบันทึกในคัมภีร์ฉบับไม่สมบูรณ์ ผู้ฝึกตนจี้มีวิชาลับที่สามารถใช้หินวิเศษชั้นยอดเพื่อเคลื่อนย้ายหลบหนีได้ ขอเพียงพวกเขาวางหินวิเศษชั้นยอดสำหรับเคลื่อนย้ายไว้ในสถานที่ลึกลับล่วงหน้า ก็จะสามารถจากไปได้อย่างง่ายดายโดยไม่สนตราผนึกของค่ายกลพลังวิญญาณต่าง ๆ ทำให้ยากต่อการจับกุมและล้อมปราบเป็นอย่างยิ่ง"
"อย่างไรก็ตาม ค่ายกลสมบัติพันธนาการดับสูญนี้จะป้องกันไม่ให้ผู้ฝึกตนจี้คนใดก็ตามที่เข้าไปข้างในหลบหนีออกไปได้ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม ทั้งพลังจี้ พลังวิญญาณ หรือปราณต้นกำเนิด"
หลังจากหลินเซียวแสดงความกังวลพื้นฐานที่ผู้ฝึกตนในโลกมนุษย์พึงมีต่อค่ายกลนี้ เขาก็กลับไปทำท่าทางไม่รู้อิโหน่อิเหน่แล้วถามอีกฝ่ายว่า:
"ในเมื่อค่ายกลนี้ทรงพลังขนาดนี้ ทำไมสำนักอักขระถึงไม่ใช้มันจับกุมฝักฝ่ายจี๋ซื่อโดยตรงเลยล่ะ?"
เหออี้ดูเหมือนจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้กะทันหัน เขาขยับมือซ้ายไปทางตันเถียนเพียงครู่ก่อนจะหยุดลงทันที แววตาเต็มไปด้วยการสืบค้นและครุ่นคิด: "เพราะค่ายกลนี้ไม่สามารถเปิดใช้งานโดยผู้ฝึกตนวิญญาณได้ มันต้องถูกเปิดใช้งานโดยผู้ฝึกตนที่สามารถหลอมรวมและควบคุมปราณต้นกำเนิดได้เท่านั้น"
หลังจากคำพูดของเขาจบลง ภายในห้องก็ตกอยู่ในความเงียบงันครู่หนึ่ง
หลินเซียวลังเล
เขาลังเลว่าจะยอมรับดีหรือไม่ เพราะอย่างไรเสียเรื่องของหินวิเศษชั้นยอดนั้นก็อันตรายเกินไป
ทว่าความลังเลของเขานั้นเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ เขาชิงพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้มใสซื่อก่อนที่ความเงียบจะเด่นชัดจนเกินจะแก้ไข: "เช่นนั้นในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรมีเบาะแสเกี่ยวกับผู้ฝึกตนที่สามารถควบคุมและหลอมรวมปราณต้นกำเนิดบ้างหรือไม่? หากมีสิ่งใดที่คนแซ่หลินผู้นี้พอจะช่วยได้ ข้าจะทำให้สุดความสามารถ"
เหออี้ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามคอยสังเกตสีหน้าของหลินเซียวมาโดยตลอดตั้งแต่เริ่มบทสนทนา แต่น่าเสียดายที่ปฏิกิริยาของอีกฝ่ายไม่มีช่องโหว่เลย ยกเว้นความเงียบงันสั้น ๆ ที่แทบจะสังเกตไม่เห็นนั่น แต่นั่นก็ไม่ได้พิสูจน์อะไร บางทีอีกฝ่ายอาจจะแค่ตอบช้าไปหน่อยเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม เหออี้มีลางสังหรณ์ว่าบทสนทนานี้จะจบลงแค่นี้ไม่ได้ หากหลินเซียวไม่รู้อะไรเลยก็แล้วไป แต่ถ้าเขาเกิดรู้เรื่องพลังต้นกำเนิด หรือแม้กระทั่งควบคุมพลังต้นกำเนิดตามที่บันทึกไว้ในคัมภีร์ฉบับไม่สมบูรณ์นั่นได้จริง ๆ แล้วเขาพลาดโอกาสนี้ไป จนทำให้ค่ายกลสมบัติพันธนาการดับสูญไม่ถูกเปิดใช้งาน เช่นนั้นมันคงจะ...
ทว่าเขาก็รู้ดีว่าต่อให้เป็นอย่างหลัง เขาก็ยังไม่มีเงื่อนไขใดที่สามารถจูงใจให้อีกฝ่ายยอมพูดได้ในตอนนี้ เมื่อนึกถึงสิ่งที่หลินเซียวบอกเขาบนเนินเขาเล็ก ๆ เมื่อสามวันก่อน เหออี้จึงหยิบรูปแกะสลักไม้ขนาดเล็กออกมาจากอกเสื้อแล้วถือไว้ในมือ
"ตั้งแต่ข้ามาที่โลกมนุษย์ ข้าได้ผ่านหลายแคว้น ในเมือง และหมู่บ้านมากมาย มีเพียงหลังจากเข้าสู่แคว้นผูอี้เท่านั้นที่ข้าได้ยินและได้เห็นสำนักที่เมื่อถูกกล่าวถึงโดยเหล่าปุถุชน สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความหวาดกลัวหรือความรู้สึกห่างเหิน แต่กลับเป็นความรักใคร่และความเลื่อมใสศรัทธาอย่างล้นเหลือ"
ขณะที่พูด เขาก็ยิ้มเยาะตัวเองออกมาอย่างกะทันหันแล้วเปลี่ยนน้ำเสียง: "พูดตามตรง ตอนแรกข้าคิดว่าสำนักหลิงเซียนเพียงแค่แสวงหาชื่อเสียง หรือคุณอาจจะมีแผนสมคบคิดบางอย่างเพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากปุถุชน"
"เป็นข้าเองที่ใช้ใจคนพาลไปวัดใจวิญญูชน"
พูดจบ เขาก็ชูมือขึ้นและมอบรูปแกะสลักไม้ขนาดเล็กให้หลินเซียว "นี่เป็นสิ่งที่ชาวบ้านมอบให้ข้าตอนที่ข้าตั้งใจเดินทางผ่านหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ห่างไกลแห่งหนึ่งหลังจากเข้าสู่มณฑลหูฟาง"
หลินเซียวนึกฉงน เขารับรูปแกะสลักไม้ขนาดเล็กมาพิจารณา เหออี้จึงอธิบายให้เขาฟัง: "เดิมทีข้าคิดว่าหากมีแผนสมคบคิด เจ้าคงจะมองหาสถานที่ที่มีคนพลุกพล่าน หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ห่างไกลเช่นนั้นไม่ควรจะถูกรบกวน แต่ข้ากลับคาดไม่ถึงว่าเจ้าจะจัดการได้ครอบคลุมถึงเพียงนี้ แม้แต่ตามมุมที่ห่างไกลเหล่านั้นก็ยังได้รับการดูแล"
เมื่อได้ยินคำพูดของเขา หลินเซียวก็ถึงกับพูดไม่ออก เขาพิจารณารูปแกะสลักไม้ขนาดเล็กในมืออย่างละเอียด จากเค้าโครงพอจะมองออกว่าเป็นคน มีหัว ลำตัว และแขนขา รวมถึงชุดคลุมที่เห็นได้ลาง ๆ ไม่มีรายละเอียดอื่นใดอีก เห็นได้ชัดว่าคนที่แกะสลักมันขึ้นมานั้นไม่มีฝีมือทางด้านงานฝีมือมากนัก
ทว่าบนพื้นผิวของเสื้อผ้าของรูปแกะสลักนั้นมีตัวอักษรเล็ก ๆ สองตัวสลักอยู่ แม้ฝีมือการแกะสลักจะไม่ประณีต แต่ความชัดเจนและความต่อเนื่องของเส้นสายกลับแสดงให้เห็นว่าผู้สลักได้ทุ่มเทความพยายามลงไปอย่างมาก ตัวอักษรสองตัวนั้นคือ 'หลิงเซียน'
"หมู่บ้านแห่งนั้นยากจนและห่างไกลมาก ชาวบ้านแทบจะไม่เคยออกไปไหนเลย นี่คือผลงานของช่างไม้แก่คนหนึ่งในหมู่บ้านนั้น ทุกครัวเรือนต่างก็บูชารูปแกะสลักไม้เล็ก ๆ แบบนี้ไว้ในบ้าน เมื่อข้าบอกว่าจะไปเยือนสำนักหลิงเซียน ช่างไม้แก่คนนั้นก็มอบมันให้ข้าด้วยความกระตือรือร้น" เหออี้กล่าว
เมื่อได้ยินดังนั้น หลินเซียวก็ก้มมองรูปแกะสลักไม้ที่ดูหยาบกระด้างในมือแล้วเผยรอยยิ้มที่จริงใจเป็นครั้งแรกของวัน เมื่อเห็นเช่นนี้ เหออี้ก็เข้าใจขึ้นมาทันที คนอย่างหลินเซียวไม่ใช่ว่าไม่มีความปรารถนา เขาก็มีความปรารถนาที่ต้องการไขว่คว้าและเติมเต็มเช่นกัน
ทว่าความปรารถนาของเขาไม่ได้ตั้งอยู่บนการทำร้ายผู้อื่น ทั้งยังไม่มีเจตนาร้ายแฝงอยู่เลย ในทางกลับกันมันกลับเต็มไปด้วยความเมตตา เมื่อสามวันก่อน เขาเพิ่งถามหลินเซียวว่าทำไมถึงปฏิบัติต่อปุถุชนด้วยความเมตตาเช่นนี้... มาตอนนี้เมื่อลองคิดดูแล้ว จะถามหาเหตุผลไปทำไมกัน?
ในโลกนี้มีทั้งคนเห็นแก่ตัว คนที่เฉยเมย และแน่นอนว่าย่อมต้องมีคนอย่างหลินเซียวอยู่ด้วย เพียงแต่คนประเภทแรกมีมาก และคนประเภทหลังมีน้อย ทุกคนจึงเห็นคนประเภทแรกเป็นเรื่องปกติ ถึงขั้นยอมรับในตัวพวกเขา ในขณะที่มองคนประเภทหลังเป็นความผิดปกติและไม่คิดจะทำความเข้าใจ
ดูเหมือนว่าเมื่อเขาก้าวออกมาจากวงจรแห่งการขัดแย้งและการชิงดีชิงเด่นที่คุ้นเคย การมองการกระทำของสำนักหลิงเซียนก็ไม่ดูแปลกประหลาดอีกต่อไป ผู้ฝึกตนมักพูดเรื่องการบำเพ็ญเพียรเพื่อเป็นเซียน แต่เซียนที่แท้จริงเป็นอย่างไร แม้แต่ผู้ฝึกตนในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรก็ยังไม่มีใครรู้
แต่เหออี้กลับรู้สึกขึ้นมาทันทีว่า เมื่อเทียบกับผู้คนมากมายที่เห็นแก่ตัวหรือเย็นชาและเห็นแก่ได้ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร คนอย่างหลินเซียวนั้นดูเหมาะสมกับคำว่า 'เซียน' มากกว่า
เมื่อมุมมองใหม่เปิดกว้างขึ้น เหออี้ก็ไม่หยั่งเชิงไปมาอย่างละเอียดถี่ถ้วนอีกต่อไป เพราะจู่ ๆ เขาก็เชื่อว่าในเรื่องการกำจัดหินวิเศษชั้นยอด เป้าหมายของพวกเขาต้องตรงกันอย่างแน่นอน ดังนั้นเขาจึงประกาศขึ้นทันทีว่า:
"เจ้าสำนักหลิน เมื่อได้ผ่านเหตุการณ์ในแคว้นหวนโหย่วมาแล้ว ย่อมต้องตระหนักดีถึงความอันตรายของหินวิเศษชั้นยอด หากเราปล่อยให้มันแพร่ระบาดต่อไป ใครจะรู้ว่าพื้นที่แห่งไหนจะได้รับผลกระทบเป็นรายต่อไป..."
ดูเหมือนจะตระหนักได้ว่าคำพูดของตนมีน้ำเสียงบีบบังคับ เหออี้จึงชะงักไป จากนั้นราวกับตัดสินใจได้แล้ว เขาจ้องมองหลินเซียวโดยตรงและกล่าวอย่างแน่วแน่ว่า: "ถ้าหาก... ช่างเถอะ ข้าเหออี้ ขอเข้าร่วมสำนักหลิงเซียน!"
พูดจบ โดยไม่รอให้หลินเซียวตอบรับ เขาก็หยิบสิ่งของชิ้นหนึ่งออกมาจากแหวนมิติแล้วถือไว้ในมือ: "สิ่งนี้คือเหรียญตราประจำตัวศิษย์สายตรงของสำนักอักขระ ซึ่งหลอมโดยปรมาจารย์การหลอมศัสตราอันดับเจ็ดเพียงหนึ่งเดียวในดินแดนวิญญาณเหนือและใต้ ตราบใดที่เจ้าของเหรียญตรายังไม่สิ้นชีพ หรือยังไม่ถอนสัมผัสวิญญาณออกไป ต่อให้เป็นผู้ฝึกตนผู้ยิ่งใหญ่ขอบเขตคืนสู่ความว่างเปล่าก็ยากที่จะทำลายมันได้อย่างสมบูรณ์"
"สำนักมีกฎว่า 'เหรียญตราอยู่ คนอยู่ เหรียญตราถูกทำลาย รายชื่อจะถูกลบออกจากบัญชีศิษย์สายตรงของสำนักอักขระโดยอัตโนมัติ'"
(จบตอน)
บทที่ 500 : จุดสูงสุดของดินแดนวิญญาณเหนือและใต้
บทที่ 500 จุดสูงสุดของดินแดนวิญญาณเหนือและใต้
เมื่อกล่าวจบ เหออี้ก็ดึงสัมผัสวิญญาณที่เขาเก็บไว้ในเหรียญตราประจำตัวกลับมาทันที
เหรียญตราประจำตัวของสำนักอักขระที่เพิ่งจะปรากฏขึ้น ค่อยๆ กลายเป็นเถ้าถ่านในมือของเหออี้
หลินเซียว:...
เดี๋ยวก่อน เขายังไม่ทันตกลงเรื่องที่คนคนนี้จะเข้าร่วมสำนักเลยไม่ใช่หรือ?
ถึงแม้ว่าเขาจะเพิ่งเอ่ยปากชวนไปเมื่อครู่ก็เถอะ
แต่!
แต่เขาแค่ชวนเฉยๆ!
ถนนพิสูจน์ใจยังต้องเดินผ่านอยู่นะเฮ้ย!
คนคนนี้ทำลายเหรียญตราประจำตัวทิ้งไปแบบนั้น หากเขาไม่ผ่านถนนพิสูจน์ใจ เขาก็จะไม่สามารถกลับไปที่สำนักอักขระได้อีกด้วย...
มุมปากของหลินเซียวกระตุก เขามองไปที่อีกฝ่ายแล้วถามว่า:
“สหายเต๋าเหอ แบบนี้ไม่ดูรีบร้อนไปหน่อยหรือ?”
ก่อนหน้านี้อีกฝ่ายเพิ่งจะปฏิเสธคำชวนของเขาอย่างชัดเจน แต่ตอนนี้กลับเป็นฝ่ายสมัครเข้ามาเอง หลินเซียวรู้ดีว่าอีกฝ่ายตั้งใจจะสืบหาความจริงเรื่องปราณต้นกำเนิดหลังจากเข้าร่วมสำนักของเขาแล้ว หากเขารู้ความจริง เขาคงจะพยายามเกลี้ยกล่อมให้หลินเซียวตกลงเปิดใช้งานค่ายกลสมบัติพันธนาการดับสูญเป็นแน่
การเข้าร่วมสำนักหลิงเซียนอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ คือวิธีแสดงความจริงใจของอีกฝ่าย
แต่หลินเซียวก็ยังอยากจะบ่นอยู่ดีว่า ‘พี่ชาย ท่านรีบร้อนเกินไปแล้ว!’
ทว่าเหออี้กลับไม่สนใจเขา และเพียงกล่าวตอบว่า:
“เจ้าสำนักหลิน ท่านไม่ยินดีต้อนรับข้าอย่างนั้นหรือ?”
หลินเซียวเก็บงานแกะสลักไม้ชิ้นเล็กลงในถุงมิติและส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ:
“เปล่า ข้าแค่กลัวว่าท่านจะไม่ผ่านถนนพิสูจน์ใจของสำนักเราน่ะ”
อย่างไรก็ตาม เหออี้ไม่ได้มีปฏิกิริยาต่อเรื่องนี้ เขาลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้าสงบและเปี่ยมสุข ก่อนจะคำนับหลินเซียวแล้วกล่าวว่า:
“ข้าได้ยินเรื่องความลี้ลับของถนนพิสูจน์ใจแห่งสำนักหลิงเซียนมานานแล้ว ข้าขอไปลองดูสักครั้ง”
เมื่อมองดูคนที่ก้มคำนับอย่างลึกซึ้งตรงหน้า หลินเซียวกลับรู้สึกเหมือนกำลังเห็นนกตัวน้อยที่ถูกขังในกรงมาตั้งแต่เด็ก ตอนนี้กรงนั้นได้เปิดออกและมันกำลังจะโบยบินออกไป
...
ทั้งสองมาถึงหน้าถนนพิสูจน์ใจ
“ความจริงสำนักของเราเพิ่งจะรับลูกศิษย์ใหม่ไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อน... ท่านแน่ใจนะว่าจะเข้าไปตอนนี้เลย? ท่านไม่ต้องการหาทางติดต่ออาจารย์หรือผู้อาวุโสในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรก่อนหรือ...?” หลินเซียวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขายังคงรู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง จึงเอ่ยยืนยันกับเหออี้
ไม่ใช่ว่าหลินเซียวเป็นห่วงเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวของเหออี้ แต่เขากังวลมากว่าหากทางนั้นได้รับข่าวว่าเหรียญตราประจำตัวของเหออี้ถูกทำลาย และคิดว่าเขาถูกทำร้ายจนตามมาหาเรื่องถึงที่นี่ มันจะกลายเป็นเรื่องยุ่งยากเกินไป
ท้ายที่สุดแล้ว มีข่าวลือว่าคนคนนี้มีเจ้าสำนักอักขระหนุนหลังอยู่
เหออี้เข้าใจความหมายแฝงนั้นและเอ่ยขึ้นทันที:
“เจ้าสำนักหลิน โปรดวางใจเถิด ข้าได้ตกลงกับผู้อาวุโสที่บ้านเกี่ยวกับการเดินทางมาโลกมนุษย์ในครั้งนี้ไว้แล้ว เว้นแต่ว่าชีวิตของข้าจะตกอยู่ในอันตราย ข้าจะจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง และพวกเขาจะไม่เข้ามาแทรกแซง เหรียญตราประจำตัวนั้นข้าเป็นคนทำลายมันเองด้วยความสมัครใจ พวกเขาย่อมรู้เรื่องนี้”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลินเซียวก็พยักหน้าแสดงความเข้าใจและไม่ถามอะไรต่อ เขาโบกมือเพื่อสลายเขตอาคมบนถนนพิสูจน์ใจ
ความจริงแล้ว หลินเซียวไม่รู้ว่าเหรียญตราประจำตัวศิษย์สายตรงของสำนักอักขระที่เหออี้ทำลายไปก่อนหน้านี้เป็นของจริงหรือของปลอม แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ
เพราะหากอีกฝ่ายสามารถผ่านถนนพิสูจน์ใจและเข้าสู่สำนักได้สำเร็จ เขาจะสามารถเห็นสถานะในรายชื่อลูกศิษย์ได้ ซึ่งนั่นจะพิสูจน์ได้ว่าอีกฝ่ายออกจากสำนักอักขระแล้วจริงๆ
และหากอีกฝ่ายแสร้งทำ เขาเชื่อว่าคนคนนี้จะไม่มีทางผ่านถนนพิสูจน์ใจไปได้เลย หรือต่อให้ผ่านไปได้ ระบบก็จะแจ้งเตือนว่าเขาไม่สามารถเข้าร่วมสำนักหลิงเซียนได้เพราะเป็นลูกศิษย์ของสำนักอื่นอยู่แล้ว
ดังนั้นเขาจึงไม่กังวลเลยว่าเหออี้จะเล่นตุกติกประเภท ‘ตัวอยู่ค่ายโจ ใจอยู่ค่ายเล่า’
“สหายเต๋าเหอ ท่าน... โชคดีนะ”
“ขอบคุณ” หลังจากเหออี้ประสานมือขอบคุณ เขาก็ก้าวขึ้นสู่ถนนพิสูจน์ใจที่ปูลาดด้วยกลีบดอกท้ออย่างมั่นคง
เมื่อมองตามแผ่นหลังที่ก้าวเข้าสู่ถนนพิสูจน์ใจ สีหน้าของหลินเซียวก็สลดลง เขาซวนเซไปนั่งขัดสมาธิข้างทางอย่างอ่อนแรง
“ระบบ ข้าสังหรณ์ใจไม่ค่อยดีเลย”
ระบบ: 【?】
“เจ้าต้องรู้จัก ‘ค่ายกลสมบัติพันธนาการดับสูญ’ ที่เหออี้พูดถึงใช่ไหม? และมันต้องใช้ปราณต้นกำเนิดในการเปิดใช้งาน... บอกข้ามาตามตรงเถอะ ในโลกนี้ไม่มีใครใช้ปราณต้นกำเนิดได้อีกแล้วจริงๆ หรือ?” หลินเซียวถามอย่างกัดฟัน
ระบบ:
【โลกนี้กว้างใหญ่นัก โปรดสำรวจด้วยตัวเองเถิดโฮสต์】
เมื่อได้ยินคำตอบ หลินเซียวก็ล้มตัวลงนอนแผ่บนพื้นเป็นรูปตัว ‘ต้า’ อย่างหมดอาลัยตายอยาก
“จบเห่แล้ว ดูท่าต่อให้มี ก็คงจะซ่อนเร้นและหาตัวยากสุดๆ”
หาตัวยากก็หมายความว่าหากไม่มีใครอื่น เขาก็ต้องรับหน้าที่นี้เอง
เว้นแต่ว่าเขาจะสามารถทนดูสมุนของหินวิเศษชั้นยอดสร้างความปั่นป่วนได้โดยไม่กะพริบตา
ซึ่งแน่นอนว่าเขาทำไม่ได้
แต่ถ้าเขาต้องเปิดใช้งานค่ายกลอันยิ่งใหญ่จากคัมภีร์ฉบับไม่สมบูรณ์โบราณที่สำนักอักขระเก็บรักษาไว้ มันจะดึงดูดความสนใจจากผู้อื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อนั้นคนจำนวนมากก็จะรู้ว่าเขาเขาสามารถใช้พลังที่แตกต่างจากผู้ฝึกตนส่วนใหญ่ และเป็นพลังที่มีบันทึกอยู่ในม้วนคัมภีร์ลับโบราณเท่านั้น นั่นคือปราณต้นกำเนิด
นี่หมายถึงการต้องถูกจับตามองอย่างมาก และในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร การถูกจับตามองอย่างมากหมายถึงการต้องเผชิญกับอันตรายหลายด้านพร้อมกัน
เพื่อทำใหอันตรายเหล่านี้หายไป หรือไม่ให้เกิดขึ้นเลย จำเป็นต้องมีความแข็งแกร่งที่เหนือชั้น
นั่นหมายความว่าเขาต้องยกระดับความแข็งแกร่งของตัวเอง
ถึงอย่างไร แม้การบำเพ็ญเพียรระดับหยวนอิงจะไม่ถือว่าต่ำเกินไปในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร แต่มันก็แค่ ‘ไม่ถือว่า’ ต่ำเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเขา หลินเซียว ผู้ฝึกตนจากโลกมนุษย์ ก้าวเข้าสู่สายตาของโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร สำนักหลิงเซียนของพวกเขาก็ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะได้รับผลกระทบไปด้วย
ดังนั้น ความแข็งแกร่งโดยรวมของสำนักหลิงเซียนก็ต้องได้รับการยกระดับอย่างเร่งด่วนเช่นกัน
ตอนนี้สำนักของพวกเขาก็กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วที่สุดแล้วแท้ๆ!
ปวดหัวจริง
หลินเซียวถอนหายใจพลางเหม่อมองท้องฟ้าเบื้องบน
เขาหวังว่าพวกสมุนของหินวิเศษชั้นยอดจะกบดานไปสักพักและไม่ก่อเรื่องเร็วเกินไปนัก เพื่อให้เขาและสำนักมีเวลาพัฒนามากขึ้น
“ข้าเพิ่งจะออกจากด่านกักตนมานะ—จะให้ข้ามีความสุขสนุกสนานมากกว่านี้หน่อยไม่ได้หรือไง?!”
—
แม้ว่าสำนักอักขระจะตั้งอยู่ในดินแดนวิญญาณเหนือ แต่ที่ตั้งจริงๆ ของมันอยู่ไม่ไกลจากพรมแดนระหว่างดินแดนวิญญาณเหนือและใต้นัก
อาณาเขตของสำนักอักขระนั้นกว้างใหญ่ไพศาล มีทั้งยอดเขา 49 แห่งและหุบเขา 36 แห่ง ทั้งยังมีทะเลสาบและป่าทึบมากมาย
ภายนอกประตูเขามีตลาดขนาดใหญ่ เมื่อหลายปีก่อน ตลาดแห่งนี้มีไว้สำหรับการซื้อขายภายในหมู่ลูกศิษย์สำนักอักขระเท่านั้น แต่เนื่องจากมันถูกจัดการโดยตรงโดยสำนักอักขระ ราคาจึงยุติธรรมและคงที่ อีกทั้งความปลอดภัยก็ยอดเยี่ยม เมื่อมีผู้ฝึกตนจากภายนอกหลั่งไหลเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ มันจึงค่อยๆ พัฒนากลายเป็นสถานที่ที่ต้อนรับการค้าขายจากทุกทิศทุกทาง
ไม่ว่าจะเป็นคนจากสำนักขนาดใหญ่และขนาดเล็กในพื้นที่โดยรอบ หรือผู้ฝึกตนอิสระ ทุกคนที่มาค้าขายที่นี่จะอดไม่ได้ที่จะแหงนมองท้องฟ้าเหนือสำนักอักขระเมื่อเดินผ่านประตูเขา
สูงขึ้นไปเจ็ดพันเมตรเหนือสำนักอักขระ คือเกาะลอยฟ้าเพียงแห่งเดียวในดินแดนวิญญาณเหนือและใต้ทั้งหมด
เล่ากันว่าที่นี่คือสถานที่ที่เป็นแกนกลางที่สุดของสำนักอักขระ
คลังสมบัติระดับสุดยอดของสำนักอักขระ สมุนไพรที่ล้ำค่าที่สุด ลูกศิษย์ที่โดดเด่นที่สุด และตำราลับที่สุด... ล้วนรวมอยู่ที่นั่น
และบนเกาะลอยฟ้านี้ ยังมีระบบป้องกันระดับสูงสุดของสำนักอักขระ รวมถึงขุมกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดของสำนักอักขระ และอาจจะแข็งแกร่งที่สุดในดินแดนวิญญาณเหนือและใต้ทั้งหมด นั่นคือไท่ฮว่าเต้าจวิน เจ้าสำนักอักขระ
ขอบเขตการบำเพ็ญเพียรของไท่ฮว่าเต้าจวินเริ่มพร่าเลือนในใจของผู้คน
ทุกคนรู้เพียงว่าเขาแข็งแกร่งมาก แต่ไม่มีใครรู้ระดับที่แน่นอนของเขา
บางคนบอกว่าเขาอยู่ในขอบเขตคืนสู่ความว่างเปล่า บางคนบอกว่าเขาถึงระดับการหลอมรวมร่างแล้ว และบางคนก็บอกว่าเขาเข้าสู่ขอบเขตครึ่งก้าวสู่การบรรลุเซียน—นั่นคือขอบเขตมหายาน
จะเป็นจริงหรือเท็จนั้นไม่มีใครรู้
อย่างไรก็ตาม ผู้ฝึกตนทุกคนในดินแดนวิญญาณเหนือและใต้ต่างมีความเห็นพ้องตรงกันว่า ไท่ฮว่าเต้าจวินคือจุดสูงสุดของดินแดนวิญญาณเหนือและใต้
(จบตอน)