- หน้าแรก
- หมู่บ้านนี้มีสำนักเซียน
- บทที่ 447 : การสอนครั้งแรกและแผนการก่อสร้าง | บทที่ 448 : สำนักหลิงเซียนที่แสนวุ่นวาย
บทที่ 447 : การสอนครั้งแรกและแผนการก่อสร้าง | บทที่ 448 : สำนักหลิงเซียนที่แสนวุ่นวาย
บทที่ 447 : การสอนครั้งแรกและแผนการก่อสร้าง | บทที่ 448 : สำนักหลิงเซียนที่แสนวุ่นวาย
บทที่ 447 : การสอนครั้งแรกและแผนการก่อสร้าง
บทที่ 447 การสอนครั้งแรกและแผนการก่อสร้าง
เมื่อแรกมาถึง หลินเซียวรู้สึกประหลาดใจที่เห็นผู้คนในหอฝึกตนมีเพียงน้อยนิด เขาคิดว่าเหล่าลูกศิษย์ใหม่เหล่านี้ช่างขาดความกระตือรือร้นในวันแรกของการเรียนชั้นเรียนฝึกตนเสียจริง
อย่างไรก็ตาม หลังจากกวาดสัมผัสวิญญาณไปยังบริเวณที่พักและรับรู้ความจริง เขาก็อดไม่ได้ที่จะพูดไม่ออก
ดูเหมือนว่าพวกเขาจะมองข้ามความจริงที่ว่าเด็กๆ เหล่านั้นเกล้าข้าไม่เป็น
เพราะก่อนหน้านี้ทุกคนในสำนักหลิงเซียนต่างก็รู้วิธีการเกล้าข้าและแต่งกายด้วยตนเองอยู่แล้ว
แม้แต่โม่หยวนเจียวซึ่งมาจากจวนแม่ทัพของแม่ทัพโม่ในแคว้นผูอี้ ก็ยังได้รับการฝึกฝนทักษะการดูแลตัวเองพื้นฐานเหล่านี้จากบิดามาตั้งแต่เด็ก
ดังนั้น จึงเป็นเรื่องจริงที่ไม่มีใครคาดคิดถึงปัญหานี้มาก่อน
เมื่อเห็นทุกคนเดินเข้ามา หลินเซียวก็ยิ้มให้พวกเขาเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า "ในเมื่อทุกคนมากันครบแล้ว เช่นนั้นเรามาเริ่มกันเลย"
หลังจากที่ทุกคนนั่งประจำที่แล้ว เขาก็สะบัดมือเบาๆ หนังสือหลายเล่มก็พุ่งออกมาจากแขนเสื้อของเขาดังเฟี้ยว
หนังสือเหล่านั้นบินตรงไปยังที่นั่งแต่ละที่ มาหยุดอยู่ตรงหน้าเหล่าลูกศิษย์ใหม่ แล้วค่อยๆ วางลงบนโต๊ะของแต่ละคนอย่างนุ่มนวล
"วันนี้ เราจะมาเริ่มพูดถึงวิชาบำเพ็ญจิตนี้กันก่อน"
ทุกคนก้มลงมองและพบว่าบนหน้าปกหนังสือมีตัวอักษรขนาดใหญ่ห้าตัวเขียนไว้ว่า: วิชาท้อแหล่งกำเนิดสุญตาหมื่นลักษณ์
แม้แต่ไป๋จู๋ก็จำมันได้
ไม่ใช่เพราะเขาที่เป็นขอทานน้อยจะมีวาสนาปาฏิหาริย์ใดๆ ในช่วงสิบสามปีที่ผ่านมาที่ทำให้เขาได้เรียนหนังสือ
แต่เป็นเพราะเมื่อตอนที่หลินเซียวและคนอื่นๆ วางแผนจะรับลูกศิษย์ใหม่ พวกเขาได้คำนึงถึงปัญหาเรื่องการอ่านออกเขียนได้ไว้แล้ว
พวกเขาคงไม่สามารถเริ่มสอนการอ่านเขียนใหม่ทุกครั้งที่รับคนเข้าสำนักได้ใช่หรือไม่?
เพราะนั่นจะทำให้ความก้าวหน้าของพวกเขาแตกต่างจากลูกศิษย์ที่รู้หนังสืออย่างสิ้นเชิง
เพื่อลดช่องว่างนี้ หลินเซียวจึงได้ติดตั้งฟังก์ชันพิเศษไว้ในถนนพิสูจน์ใจ
มันช่วยให้ลูกศิษย์ที่ไม่รู้หนังสือทุกคนสามารถเรียนรู้ตัวอักษรได้ในขณะที่อยู่ในดินแดนแห่งความฝันของถนนพิสูจน์ใจ
เขาไม่ได้ขอให้พวกเขาต้องเป็นบัณฑิตผู้มีความรู้สูงส่ง และไม่ได้ต้องการให้ไปสอบราชการ เขาเพียงแค่ต้องการให้แน่ใจว่าพวกเขารู้จักตัวอักษรที่ใช้กันทั่วไปและตัวอักษรที่ใช้ในวิชาบำเพ็ญจิตส่วนใหญ่ของสำนักหลิงเซียน
ดังนั้น ในบรรดาลูกศิษย์ใหม่เหล่านี้ จึงกล่าวได้ว่าไม่มีใครที่ไม่รู้หนังสือเลย
อย่างไรก็ตาม ก่อนจะเปิดหนังสือ หลายคนที่เดิมทีอ่านหนังสือไม่ออกต่างก็ยังไม่รู้ตัว
เมื่อไป๋จู๋ก้มมองและเห็นชื่อวิชาบำเพ็ญจิต "วิชาท้อแหล่งกำเนิดสุญตาหมื่นลักษณ์" เขาถึงกับตะลึงไปพักใหญ่หลังจากพบว่าตนเองจำตัวอักษรเหล่านั้นได้จริงๆ
ต่อมาเขาจึงตระหนักได้ว่าเขาได้เรียนรู้มันมาจากถนนพิสูจน์ใจ
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกซาบซึ้งใจต่อสำนักแห่งนี้มากยิ่งขึ้น
สำนักไม่ได้ดูถูกเขาที่เขาอ่านไม่ออกหรือเป็นเพียงขอทานน้อย และยังสอนให้เขาอ่านออกเขียนได้ผ่านดินแดนแห่งความฝัน
ตอนนี้เมื่อเขามาอยู่ที่นี่ เขาได้กินอิ่ม นอนอุ่น และยังกลายเป็นคนที่มีความรู้คนหนึ่ง!
นี่เป็นสิ่งที่... เขาไม่เคยกล้าแม้แต่จะจินตนาการถึงเลยในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา...
ไป๋จู๋ก้มศีรษะลง พลางลูบไล้หนังสือในมืออย่างทะนุถนอม และเปิดไปยังหน้าแรกตามคำพูดของเจ้าสำนักที่อยู่บนแท่นบรรยาย
เหตุผลที่เลือก "วิชาท้อแหล่งกำเนิดสุญตาหมื่นลักษณ์" แทนที่จะเป็น "คัมภีร์หัวใจต้นกำเนิด" หรือวิชาอื่นๆ นั้นง่ายมาก
หลินเซียวเพียงแค่รู้สึกว่านี่เป็นวิชาบำเพ็ญจิตวิชาแรกของสำนักพวกเขา
และยังเป็นวิชาบำเพ็ญจิตที่ถือกำเนิดมาจากต้นท้อสิบลี้ ผู้อาวุโสที่คอยสนับสนุนสำนักอย่างเงียบเชียบและแข็งแกร่งเสมอมา
ในแง่ของระดับ วิชานี้ถือว่าไม่ต่ำ และในแง่ของเนื้อหา มันเป็นวิชาบำเพ็ญจิตที่เริ่มต้นได้ง่ายที่สุดในสำนักขณะนี้
ดังนั้น หลินเซียวจึงเชื่อว่าการใช้มันเป็นวิชาบำเพ็ญจิตวิชาแรกเพื่อให้ลูกศิษย์ใหม่ได้สัมผัสกับการฝึกตนนั้นเหมาะสมอย่างยิ่ง
เขาไม่ใช่คนในรุ่นที่ "ไม่เข้าใจอะไรเลย" เหมือนในตอนนั้นอีกต่อไป
หลินเซียวซึ่งมีระดับการฝึกตนถึงขั้นหยวนอิง นั่งอยู่บนแท่นบรรยายอย่างสบายๆ พลางอธิบายเนื้อหาบทแรกของวิชาท้อแหล่งกำเนิดสุญตาหมื่นลักษณ์ให้เหล่าลูกศิษย์ใหม่ด้านล่างฟังอย่างคล่องแคล่ว
บางทีอาจเป็นเพราะความเข้มข้นของพลังปราณภายในสำนักหลิงเซียนไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
หรือบางทีอาจเป็นเพราะมีอาจารย์ฝึกสอนในระดับหยวนอิงอย่างหลินเซียวอยู่ด้วย
หลังจากที่เขาจบการสอนในภาคเช้า ภายในหอฝึกตนแห่งนี้ ลูกศิษย์ใหม่หลายคนเริ่มมีสัญญาณจางๆ ว่ากำลังจะชักนำปราณเข้าสู่ร่างกายได้แล้ว!
อย่างไรก็ตาม มันเป็นเพียงสัญญาณจางๆ เท่านั้น และพวกเขายังไม่สามารถชักนำปราณเข้าสู่ร่างกายได้สำเร็จในทันที
แต่เพียงเท่านี้ก็ทำให้หลินเซียวมีความสุขมากแล้ว
เป็นเรื่องดีที่ลูกศิษย์ใหม่ของสำนักเขามีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว!
เพราะเมื่อลูกศิษย์ก้าวหน้าเร็ว สำนักของพวกเขาก็จะพัฒนาไปได้อย่างรวดเร็วใช่หรือไม่?
ดังนั้น หลินเซียวที่กำลังอารมณ์ดีจึงสอนเกินเวลาไปอย่างมีความสุข เขาเน้นย้ำเนื้อหาเกี่ยวกับการชักนำปราณเข้าสู่ร่างกายให้ทุกคนฟังอย่างละเอียดอีกครั้งก่อนจะประกาศเลิกชั้นเรียน
ด้านนอกหอฝึกตน หลิวอวี้หนาน เถี่ยโถว และหูเหลียง ต่างเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ และในที่สุดพวกเขาก็ได้เห็นเหล่าลูกศิษย์ใหม่เดินออกมาเสียที
เวลาไม่เคยคอยใคร
หลิวอวี้หนานรีบนำลูกศิษย์ใหม่กลับไปยังกระท่อมมุงจาก นำทางให้ทุกคนนั่งสมาธิและทบทวนความรู้ที่เพิ่งได้รับมาจากการเรียนชั้นเรียนฝึกตน
ในขณะเดียวกัน เขาก็ช่วยตอบคำถามง่ายๆ ให้กับลูกศิษย์ใหม่บางคนที่ยังมีข้อสงสัย
แน่นอนว่าหลินเซียวได้แก้ปัญหาหลักๆ ในชั้นเรียนไปเกือบหมดแล้ว
ตอนนี้หลิวอวี้หนานเพียงแค่อธิบายปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ให้พวกเขาฟังในฐานะรุ่นพี่ที่ผ่านมาก่อน
แน่นอนว่า เนื่องจากหอเบ็ดเตล็ดของพวกเขามีหน้าที่รับผิดชอบในการดูแลลูกศิษย์ใหม่โดยตรง หลิวอวี้หนานจึงต้องทำหน้าที่เหล่านี้ด้วย
ส่วนหูเหลียง เขาคือคนที่หลิวอวี้หนานดึงตัวมาเพื่อนำเหล่าลูกศิษย์ใหม่ในการสร้างที่พัก
ไม่มีทางอื่น เดิมทีหลิวอวี้หนานต้องการจะเรียกพ่อของหูเหลียง หรือลุงหูโดยตรง แต่ลุงหูเป็นคนขี้อาย
เขาจึงผลักดันลูกชายของตัวเองออกมาแทน
เพราะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ลุงหูได้สอนทักษะฝีมือเกี่ยวกับการสร้างบ้านให้หูเหลียงไว้มากมายจริงๆ
เมื่อลูกชายได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี เขาก็สามารถนำมาใช้งานได้ในยามคับขันเช่นนี้
ดังนั้น หลิวอวี้หนานจึงไม่ได้บังคับและแค่ดึงตัวเขามา
หลังจากผ่านช่วงเวลาทบทวนไปหนึ่งชั่วโมง เหล่าลูกศิษย์ใหม่ก็เริ่มภารกิจการก่อสร้างอย่างเป็นทางการ
การจะเริ่มก่อสร้างได้นั้น ขั้นแรกต้องมีแผนการและต้องมีวัสดุ
เกี่ยวกับแผนการสำหรับที่พักของพวกเขา หลิวอวี้หนานให้เวลาพวกเขาหนึ่งชั่วธูปในการหารือกันเอง
ในบรรดาลูกศิษย์ใหม่ มีคนชี้ให้เห็นว่าพวกเขามีจำนวนมากเกินไป หากคนกว่าร้อยคนต่างคนต่างพูด อย่าว่าแต่หนึ่งชั่วธูปเลย แม้แต่ทั้งบ่ายพวกเขาก็คงสรุปผลไม่ได้
ดังนั้น จึงมีคนเสนอให้คัดเลือกคนห้าคนที่พวกเขาเห็นว่ามีความสามารถในการตัดสินใจได้มากกว่า แล้วให้คนเหล่านั้นดำเนินการวางแผนและหารือในรายละเอียด ส่วนคนอื่นๆ ก็แค่คอยรับฟังอยู่ข้างๆ
จากการทำความรู้จักกันในช่วงสองวันที่ผ่านมา เหล่าลูกศิษย์ใหม่ต่างก็พอจะมีความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับผู้คนที่อยู่รอบข้างบ้างแล้ว
ดังนั้น ใช้เวลาไม่นาน ทั้งห้าคนนี้ก็ได้รับเลือก
คนแรกคือไป๋จู๋
เพราะพวกเขารู้ว่าเขาเป็นคนแรกที่ผ่านการทดสอบบนถนนพิสูจน์ใจ และเร็วกว่าคนอื่นๆ ถึงครึ่งวัน ทุกคนจึงให้การยอมรับในตัวเขาจากใจจริง
ส่วนอีกสี่คนคือ เลี่ยงจงหวยและหยวนจินเซิงซึ่งเป็นผู้ฝึกตน, เซวียนหยวนฮ่าวเย่ว์ หญิงสาวผู้รอบรู้และละเอียดรอบคอบ, และอาจารย์เพ่ย ผู้มีความสุขุม รอบรู้ และมีชื่อเสียงที่ดีจากการสอนที่สถานศึกษาหลิงเซียนมาเป็นเวลาสามปี
ทั้งสี่คนไม่ทำให้ผิดหวัง ในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วธูป พวกเขาก็ทำแผนผังการวางแผนคร่าวๆ เสร็จสมณ์
หลิวอวี้หนานไม่ได้มองดูเลยด้วยซ้ำ เขาเพียงบอกพวกเขาว่าเมื่อวางแผนเสร็จแล้ว ก็ต้องเริ่มการก่อสร้างทันที
อันดับแรก พวกเขาต้องจัดหาคนไปรวบรวมวัสดุ
อย่างไรก็ตาม ในบรรดาคนร้อยกว่าคนนี้ มีทั้งคนชราและเด็ก และวิธีการจัดสรรงานก็ถือเป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง
ในจุดนี้ หลิวอวี้หนานก็ยกหน้าที่ให้พวกเขาจัดการกันเองอย่างเต็มที่
เขามีหน้าที่เพียงคอยให้คำแนะนำที่เหมาะสมอยู่ข้างๆ และดูแลเรื่องความปลอดภัยเท่านั้น
หูเหลียงเองก็มีหน้าที่เพียงแค่ช่วยแก้ปัญหาทางเทคนิคเกี่ยวกับการก่อสร้างและสอนทักษะการก่อสร้างให้กับพวกเขา
ทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่ต้นจนจบ จะต้องได้รับการประสานงานและวางแผนโดยเหล่าลูกศิษย์ใหม่ด้วยตนเอง
(จบตอน)
บทที่ 448 : สำนักหลิงเซียนที่แสนวุ่นวาย
บทที่ 448 สำนักหลิงเซียนที่แสนวุ่นวาย
เหล่าลูกศิษย์ใหม่ทั้งห้าคนที่ได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนเจรจาแผนการ ยังได้กลายเป็นทีมผู้นำสำหรับภารกิจการก่อสร้างในครั้งนี้ด้วย
หลังจากทั้งห้าคนวางแผนเสร็จสิ้นแล้ว พวกเขาก็นำพิมพ์เขียวที่ลงรายละเอียดไปแสดงให้ลูกศิษย์ใหม่คนอื่นๆ ดู
แผนการนั้นความจริงแล้วเรียบง่ายมาก นั่นคือการล้อมรั้วพื้นที่ลานกว้างบนที่ราบที่อยู่ใกล้กับหอฝึกตนมากที่สุด
ภายในนั้นจะมีการแบ่งเป็นเรือนพักหลังเล็กยี่สิบสองหลัง แต่ละหลังมีหกห้องและมีสระน้ำลึกหนึ่งสระ โดยแต่ละห้องมีขนาดประมาณสิบสองตารางเมตร
ด้วยจำนวนหนึ่งคนต่อหนึ่งห้อง พวกเขาก็จะสามารถรองรับคนได้ทั้งหมดหนึ่งร้อยสามสิบสองคนพอดี
พวกเขายังได้หารือเรื่องสระน้ำลึกในแต่ละเรือนกับทุกคน และตกลงกันว่าคนทั้งหกในแต่ละเรือนจะช่วยกันรับหน้าที่ไปตักน้ำเอง
เพราะอย่างไรเสียพวกเขาก็อยู่บนภูเขา การขุดบ่อน้ำจึงทำได้ยากลำบากมาก
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้อาวุโสหูยังแนะนำให้พวกเขาไปตักน้ำทุกวัน โดยบอกว่ามันเป็นวิธีที่ดีในการฝึกฝนร่างกาย
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม มีสระน้ำเล็กๆ อยู่ข้างภูเขา ดังนั้นการไปตักน้ำจึงไม่ใช่งานที่หนักหนาสาหัสเกินไปนัก
เมื่อแผนการโดยรวมสรุปได้แล้ว ก็ถึงเวลาเริ่มต้นการลงมือทำจริง
ในการสร้าง ก่อนอื่นต้องมีวัสดุ
หูเหลียงสอนให้กลุ่มทั้งห้าคนคำนวณจำนวนวัสดุที่จำเป็นต้องใช้ และเนื่องจากทั้งห้าคนเฉลียวฉลาดมาก พวกเขาจึงเรียนรู้วิธีคำนวณในเวลาไม่นาน
อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่จำเป็นต้องละเอียดละออถึงที่สุด เพียงแค่คำนวณค่าโดยประมาณเพื่อให้มีเป้าหมายในการเริ่มงานก็พอแล้ว
ส่วนรายละเอียดต่างๆ สามารถปรับเปลี่ยนได้ในภายหลังระหว่างกระบวนการลงมือทำ
เมื่อภารกิจในการจัดหาวัสดุก่อสร้างถูกกระจายไปยังลูกศิษย์ใหม่ทุกคน พวกเขาก็เริ่มลงมือปฏิบัติการ
ในหมู่ลูกศิษย์ใหม่มีทั้งคนแก่และเด็ก แต่ส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาวและวัยรุ่นซึ่งเป็นกำลังหลักของกลุ่ม
ประกอบกับการที่หอเบ็ดเตล็ดได้มอบถุงมิติเพิ่มเติมให้ทุกคนเป็นพิเศษเพื่อใช้ขนดินและหิน กระบวนการรวบรวมวัสดุทั้งหมดจึงดำเนินไปอย่างราบรื่นมาก
คนที่มีร่างกายแข็งแรงกำยำจะริเริ่มช่วยเหลือคนที่อ่อนแอ
คนที่อายุน้อยกว่าแม้จะขาดกำลังวังชา แต่พวกเขาก็มีพลังงานล้นเหลือและคอยช่วยวิ่งวุ่นหยิบจับสิ่งของ
ส่วนผู้สูงอายุที่ร่างกายทรุดโทรมจะคอยช่วยเหลือในเรื่องการสื่อสารและงานบันทึกข้อมูล
กล่าวสั้นๆ คือ ทุกคนต่างทำงานอย่างหนักตามความสามารถของตน และไม่มีใครเลยที่คิดจะอู้งาน
หลิวอวี้หนานที่คอยเฝ้าติดตามพวกเขาอยู่อย่างเงียบๆ โดยใช้วิชาพรางตัว มองดูแล้วรู้สึกประทับใจมาก
อุปนิสัยของลูกศิษย์ใหม่ที่คัดเลือกผ่านถนนพิสูจน์ใจนั้นยอดเยี่ยมไร้ที่ติจริงๆ
เพราะสถานการณ์ของลูกศิษย์ใหม่เหล่านี้แตกต่างจากพวกเขาในตอนนั้น พวกเขามีมิตรภาพที่ยาวนานนับทศวรรษกับเซียวเกอเอ๋อร์ เติบโตมาด้วยกันและผ่านเหตุการณ์ต่างๆ มาด้วยกันตั้งแต่เด็ก
แต่สำหรับคนเหล่านี้ในตอนนี้ พวกเขาเพิ่งรู้จักกันเพียงแค่สองสามวันเท่านั้น
ในขณะที่เหล่าลูกศิษย์ใหม่ยุ่งจนหัวหมุน คนรุ่นเก่าก็ไม่ได้อยู่เฉยเช่นกัน
ทุกเย็น เจียงโหย่วฟู่จะตระเตรียมอาหารค่ำที่รสเลิศ กลิ่นหอมกรุ่น และสีสันน่ารับประทานให้แก่เหล่าลูกศิษย์ใหม่ โดยบรรจุลงในอ่างใบใหญ่ แล้วส่งไปยังเขตก่อสร้างด้วยตะกร้าผักบินขนาดใหญ่นั้น
หลิวเซิ่งเซิ่งจะตามไปด้วย
เมื่อท่านอาจารย์ของนางเป็นคนปรุงอาหาร นางก็มีหน้าที่แจกจ่ายอาหารให้ทุกคน
ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์นี้ เหล่าลูกศิษย์ใหม่ที่เหน็ดเหนื่อยจากการทำงานมาทั้งวันจะนำภาชนะบรรจุอาหารที่สะอาดสะอ้านของตนมารับอาหาร แล้วถือไปนั่งทานข้างๆ อย่างมีความสุข
ในเวลาเดียวกัน
ด้วยจำนวนปากท้องที่เพิ่มขึ้นกว่าร้อยคน กลุ่มหลิงเทียนจึงเป็นกลุ่มแรกที่ไม่อาจหยุดพักได้
แม้ว่าผลผลิตจากที่นาวิญญาณของพวกเขาจะเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับข้าววิญญาณเพียงไม่กี่เมล็ดในช่วงเริ่มต้นเมื่อสามปีที่แล้ว แต่มันก็ยังไม่เพียงพอที่จะรองรับการบริโภคที่ไม่มีขีดจำกัด
เพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ จนถึงตอนนี้พวกเขาส่วนใหญ่จึงกินข้าวธรรมดาสำหรับมื้อค่ำในแต่ละวัน
ข้าววิญญาณจะถูกนำมาปรุงเฉพาะในโอกาสที่ทุกคนอยู่กันพร้อมหน้าหรือในงานมงคลใหญ่ๆ เท่านั้น
แต่ตอนนี้เมื่อคนใหม่มาถึง พวกเขาก็ต้องให้คนเหล่านั้นได้กินอิ่มหนำสำราญ
ดังนั้น เมื่อเร็วๆ นี้อาจารย์หลินผู้เฒ่าจึงกัดฟันควักเสบียงในคลังของกลุ่มหลิงเทียน ตกลงให้เจียงโหย่วฟู่ผสมข้าววิญญาณกับข้าวธรรมดาสำหรับมื้อค่ำของเหล่าลูกศิษย์ใหม่ในแต่ละวัน
แม้ว่าเหล่าผู้อาวุโสจะรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง แต่พวกเขาก็เห็นพ้องกันเป็นเอกฉันท์ว่าข้าววิญญาณเพียงเล็กน้อยนี้ไม่ควรจะประหยัด
เนื่องจากลูกศิษย์ใหม่เพิ่งมาถึงที่นี่ พวกเขาจึงต้องพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้คนเหล่านั้นได้กินดีอยู่ดี
อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุนี้ กลุ่มหลิงเทียนจึงทำงานหนักในไร่นามากขึ้นทุกวัน และพวกเขายังเปิดที่ดินเพิ่มขึ้นอีกหลายแปลง
เพื่อเพิ่มผลผลิต หอต่างๆ ที่ฝึกฝนสี่ศิลป์ก็ไม่สามารถอยู่เฉยได้เช่นกัน
อาจารย์หลินผู้เฒ่าพาหลินต้าโหย่วและคนอื่นๆ ไปป้วนเปี้ยนอยู่ที่หอสี่ศิลป์ทุกวัน กระตุ้นให้พวกเขาทำค่ายกล ศัสตราเวท และยันต์ที่อำนวยประโยชน์ต่อการเพาะปลูกให้มากขึ้น และในขณะเดียวกันก็ให้ดูว่ามีสิ่งใหม่ๆ ที่สามารถช่วยในการทำฟาร์มได้หรือไม่
อาจารย์หลินผู้เฒ่าไม่เว้นแม้แต่ห้องปรุงยา
เขาเดินเข้าไปในห้องปรุงยา ตบไหล่ซุนอี้เกาแล้วพูดว่า "เจ้าเด็กตระกูลซุน เม็ดยาไม่ได้มีไว้ให้คนกินเท่านั้นนะ เจ้าควรลองตรึกตรองดูให้มากขึ้นว่ามีเม็ดยาชนิดไหนที่พืชกินได้บ้างไหม เข้าใจไหม?"
เมื่อได้ยินดังนั้น ซุนอี้เกามีสีหน้าครุ่นคิด เขาหันกลับไปแล้วเริ่มพลิกดูหนังสืออย่างละเอียดและจดสูตรปรุงยาแบบง่ายๆ บางส่วนเพื่อเริ่มทำการวิจัย
หลังจากได้ยินเรื่องนี้ เลี่ยวพ่านถูเองก็รีบไปที่ห้องปรุงยาเช่นกัน
เดิมทีเขาตั้งใจจะบอกซุนอี้เกาว่าอย่าไปฟังเรื่องไร้สาระของชายชราคนนั้น แต่เมื่อเขาเห็นลูกศิษย์ของตัวเองถือผลการวิจัยล่าสุดและอธิบายรายละเอียดต่างๆ อย่างเป็นจริงเป็นจัง จากนั้นเมื่อเขาปรุงเม็ดยากึ่งสำเร็จรูปออกมาขวดหนึ่งเพื่อทำการทดลองให้ดู เลี่ยวพ่านถูก็กลืนคำพูดที่ตั้งใจจะพูดลงไปทันที
จากนั้นทั้งท่านอาจารย์และลูกศิษย์ก็หมกตัวอยู่ในห้องปรุงยาไม่ยอมออกมา
แม้กระทั่งเมื่อถึงรอบที่พวกเขาต้องไปที่หอฝึกตนเพื่อบรรยายให้ลูกศิษย์ใหม่ฟัง หลิวอวี้หนานก็ต้องวิ่งไปขุดพวกเขาออกมาจากห้องปรุงยาและพากันไปที่นั่น
นอกจากข้าววิญญาณแล้ว สิ่งที่มีการบริโภคสูงเป็นอันดับสองคือเนื้อสัตว์อสูร
ไม่รู้ว่าอาจารย์หลินผู้เฒ่าไปพูดอะไรกับเสี่ยวล่วน แต่เสี่ยวล่วนซึ่งปกติแล้วจะขี้เหนียว กลับใจกว้างอย่างน่าประหลาดเมื่อพูดถึงมื้ออาหารของลูกศิษย์ใหม่
เรื่องนี้ทำให้เจียงเฉิงเทียนประหลาดใจมาก เพราะปกติเขาต้องใช้เวลานานในการโต้เถียงทุกครั้งที่ไปขอเนื้อที่สวนสัตว์อสูร
เขาถึงกับอยากใช้โอกาสที่ผู้อาวุโสเสี่ยวล่วนคุยด้วยง่ายๆ ขอเพิ่มอีกสักหน่อย
แต่เห็นได้ชัดว่าเสี่ยวล่วนได้คำนวณปริมาณที่ใช้ในมื้อค่ำแต่ละมื้อมาอย่างแม่นยำ ดังนั้นจึงไม่มีเพิ่มให้แม้แต่นิดเดียว
แผนการเล็กๆ ของเจียงเฉิงเทียนจึงล้มเหลวไปตามระเบียบ
ในขณะเดียวกัน หอการคลังก็ไม่เคยว่างเว้นจากงานเช่นกัน
เนื่องจากการค้าระหว่างโลกมนุษย์และโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรของสำนักหลิงเซียนนั้นดำเนินอยู่ตลอดเวลา
ยิ่งไปกว่านั้น เพราะช่วงนี้มีลูกศิษย์เพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายในอนาคตก็จะเพิ่มตามไปด้วย ดังนั้นในขณะที่รักษาช่องทางการค้าเดิมไว้ ถานเจียงเหอจึงต้องศึกษาหาวิธีขยายลู่ทางธุรกิจไปพร้อมกัน
จะว่าไปแล้ว เรื่องการให้ราชวงศ์ติดต่อกับประเทศอื่นๆ แม้ว่าจะต้องใช้เวลา แต่ก็น่าจะมีผลตอบรับจากทางราชวงศ์ในเร็วๆ นี้
ส่วนคนที่ไม่ค่อยมีงานในมือตอนนี้ ส่วนใหญ่ก็ถูกกลุ่มหลิงเทียนหรือหอเบ็ดเตล็ดเกณฑ์ไปทำงานกันหมด
แม้แต่ฟางถ้วนถ้วนที่ปกติจะทำตัวสบายๆ ก็ถูกคว้าตัวไปทำนาด้วย
ในช่วงเวลาหนึ่ง เราไม่สามารถหาใครสักคนในสำนักหลิงเซียนที่ว่างงานอยู่ได้เลย
หลินเซียวในฐานะเจ้าสำนัก ออกจากการกักตนมาได้สองสามวันแล้ว และในที่สุดเขาก็จำเรื่องที่ยังทำไม่เสร็จก่อนจะเข้ากักตนได้
เขาเก็บตัวอยู่ในห้องเล็กๆ ในตำหนักหลอมประดิษฐ์และไม่ออกมาหลายวันติดต่อกัน แม้แต่หลินอวิ๋นที่ใช้เวลาอยู่ในตำหนักหลอมประดิษฐ์ทุกวันก็ยังไม่รู้ว่าเขากำลังทำอะไรอยู่
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเขาจะไม่ยอมออกมา แต่อาหารค่ำทุกวันของเจียงโหย่วฟู่ก็ไม่เคยขาดหายไปเลย
(จบตอน)