- หน้าแรก
- ผมเป็นพ่อของตัวร้ายนะ ทำไมนางเอกถึงอยากเป็นลูกบุญธรรมผมล่ะเนี่ย
- บทที่ 13 จุ๊ๆ~~ หนุ่มสาวนี่มันดีจริงๆ!
บทที่ 13 จุ๊ๆ~~ หนุ่มสาวนี่มันดีจริงๆ!
บทที่ 13 จุ๊ๆ~~ หนุ่มสาวนี่มันดีจริงๆ!
หลิวซือหานเลิกเรียนไปก่อนหน้านี้แล้ว
แต่เฉาชวนยังมาไม่ถึง เขาจึงโทรไปบอกให้เธอกลับไปเก็บของที่หอพักก่อน แล้วค่อยลงมาตอนที่เขามาถึง
ตั้งแต่ที่คุณยายเสียชีวิต หลิวซือหานก็มักจะไม่กลับบ้านในช่วงสุดสัปดาห์เพราะเธอกลัวการต้องอยู่คนเดียว
เธอแตกต่างจากเด็กคนอื่นๆ ในช่วงกว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา วันหยุดที่เธอไม่อยากให้มาถึงมากที่สุดคือช่วงปิดเทอมฤดูหนาวและฤดูร้อน
การปิดเทอมช่วงฤดูหนาวและฤดูร้อนรังแต่จะตอกย้ำความโดดเดี่ยวของเธอ
เธอต้องอาศัยอยู่ตามลำพังในบ้านเก่าที่คุณยายทิ้งไว้ให้ และตอนกลางคืนก็ไม่กล้าแม้แต่จะปิดไฟนอน
แต่ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว
เมื่อได้ยินเฉาชวนบอกให้เก็บกระเป๋า เธอก็ดีใจจนเนื้อเต้น รู้สึกราวกับว่าตัวเองได้มีบ้านอีกหลังหนึ่งแล้ว
คนนอกคงยากที่จะเข้าใจถึงความสุขที่เปี่ยมล้นอยู่ภายในใจของเธอ
...
"หานหาน อาทิตย์นี้เธอจะกลับบ้านด้วยเหรอ?" เด็กสาวในหอพักเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"อื้อ กลับสิ!" หลิวซือหานหัวเราะคิกคัก ใบหน้าของเธอเบิกบานไปด้วยความสุข น้ำเสียงหนักแน่น
"แล้วเสาร์อาทิตย์นี้จะไปเดินชอปปิงไหม?"
"เอ่อ... คงไม่ได้ไปหรอก ฉันจะไปใช้เวลาช่วงสุดสัปดาห์กับคุณลุงน่ะ"
"งั้นก็ไม่เป็นไร!"
กริ๊ง กริ๊ง—
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น
หลิวซือหานปรายตามองสายเรียกเข้า ดวงตาของเธอเป็นประกาย เธอยังไม่ทันกดรับสายก็รีบคว้ากระเป๋าเดินทางแล้ววิ่งออกไปข้างนอก พลางตะโกนว่า "ฉันไปก่อนนะ บ๊ายบาย เจอกันวันจันทร์!"
"บ๊ายบาย เจอกันวันจันทร์"
เธอกดรับสายหลังจากเดินออกมาจากหอพักแล้ว "สวัสดีค่ะ คุณลุง!"
น้ำเสียงของเธอช่างหวานหยดย้อย
"เก็บของเสร็จหรือยัง? ลุงอยู่หน้าประตูแล้วนะ"
"เสร็จแล้วค่ะ เสร็จหมดแล้ว หนูจะลงไปเดี๋ยวนี้แหละ"
"ค่อยๆ เดินล่ะ อย่าวิ่งเร็วนัก"
"ได้ค่ะ!!"
เพียงไม่กี่วัน ความรู้สึกสนิทสนมที่หลิวซือหานมีต่อเฉาชวนก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ความสนิทสนมนี้มีที่มามากมาย
เงินบริจาคตลอดสิบสองปีที่ผ่านมาเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น
และอย่างที่เฉาชวนเคยบอกไว้ก่อนหน้านี้ เขารู้จักกับแม่ของเธอมานานแล้ว
นอกจากนี้ รัศมีตัวร้ายยังสามารถเมินเฉยต่อโชคชะตาของฝ่ายตัวเอกได้ ซึ่งช่วยเพิ่มเสน่ห์อันร้ายกาจให้มากยิ่งขึ้น
รวมไปถึงการเข้ามาเติมเต็มความรักจากพ่อที่หลิวซือหานขาดหายไป
ปัจจัยหลายๆ อย่างประกอบเข้าด้วยกัน ทำให้หลิวซือหานยอมรับเฉาชวนได้อย่างรวดเร็วและไร้ข้อกังขา
วันนี้หลิวซือหานไม่ได้สวมชุดนักเรียน ไม่ได้สวมถุงน่องสีขาวหรือรองเท้าหนัง
แต่เธอสวมกางเกงยีนส์รัดรูปแทน
ถึงแม้ซือหานตัวน้อยจะเพิ่งอยู่แค่มัธยมต้นปีที่หนึ่ง แต่โดยธรรมชาติแล้วเด็กผู้หญิงมักจะโตเป็นสาวเร็วกว่า
เธอไม่ใช่คนตัวเล็ก เธอสูงถึงร้อยหกสิบเซนติเมตรแล้ว
พันธุกรรมอาจจะมีส่วน แต่เรียวขาของเธอนั้นดูยาวเกินสัดส่วนไปมาก
กางเกงยีนส์รัดรูปขายาวก็ดูสวยงามโดดเด่นไม่แพ้ถุงน่องสีขาวเลย
เวลาที่เธอวิ่ง ผมเปียเล็กๆ ของเธอจะแกว่งไปมา ทำให้เธอดูสดใสและงดงามสมวัย
เมื่อเห็นซือหานตัวน้อยวิ่งมาที่ประตู พลังแห่งความเยาว์วัยของเธอก็ดึงดูดความสนใจของเฉาชวนไปจนหมดสิ้น
เป็นวัยรุ่นนี่มันดีจริงๆ!
หนุ่มสาวนี่มันยอดไปเลย!
เมื่อเฉาชวนลงจากรถในครั้งนี้ เขาไม่ได้แสดงท่าทีตกตะลึงอะไรตอนที่เห็นเด็กสาววิ่งเข้ามาหาด้วยรอยยิ้ม เขาเพียงแค่รับกระเป๋าเดินทางมาและลูบศีรษะเธอด้วยความเอ็นดู
"ลุงบอกแล้วไงว่าอย่าวิ่ง? ถ้าล้มขึ้นมาเดี๋ยวก็ร้องไห้อีกหรอก"
"หนูไม่ร้องหรอกน่า"
"ยายเด็กขี้แย"
"ไม่นะ หนูไม่ใช่เด็กขี้แยสักหน่อย" หลิวซือหานกระโดดเหยงๆ ด้วยความร้อนรน น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความตัดพ้อ
"ฮ่าๆๆ เอาล่ะๆ ไม่ขี้แยก็ไม่ขี้แย กลับบ้านกันเถอะ"
พี่สามนำกระเป๋าเดินทางไปเก็บไว้ที่ท้ายรถเรียบร้อยแล้ว
...
ห่างออกไปไม่ไกล
ในที่สุดหลินฮั่นก็เห็นหลิวซือหานเดินออกมา
แม้ว่าจะมีนักเรียนอยู่มากมาย แต่สายตาและวิสัยทัศน์ของผู้เชี่ยวชาญนั้นเหนือกว่าคนธรรมดาทั่วไปมาก เขาจึงสามารถล็อกเป้าหมายไปที่หลิวซือหานซึ่งวิ่งออกมาจากประตูโรงเรียนได้ในพริบตา
เมื่อเห็นหลิวซือหานลากกระเป๋าเดินทางพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง แววตาของหลินฮั่นก็อ่อนโยนลงโดยไม่รู้ตัว
เพียงแต่ว่า...
สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นแทบจะทำให้หลินฮั่นหัวใจวาย
หลิวซือหานวิ่งไปที่ริมถนนด้วยความตื่นเต้นและตรงไปหารถหรูคันหนึ่ง
ชายคนหนึ่งก้าวลงมาจากรถ
เมื่อมองจากระยะไกล ชายคนนั้นดูอายุไม่มากนัก น่าจะสักยี่สิบต้นๆ หรือสามสิบกว่าๆ
เขาเองก็ไม่แน่ใจนัก
แต่หลินฮั่นไม่ได้ใส่ใจเรื่องอายุของอีกฝ่ายเลย สิ่งที่เขาสนใจมีเพียงท่าทีของหลิวซือหานเท่านั้น
พวกเขาสนิทสนมกันเกินไปแล้ว
ทั้งการลูบศีรษะอย่างอ่อนโยน รอยยิ้มหยอกเย้า การแหย่เล่น และการพูดคุยหยอกล้อกัน...
ใครที่ไม่รู้คงคิดว่าผู้ชายคนนี้คือพ่อของหลิวซือหานแน่ๆ ท้ายที่สุดแล้ว หลิวซือหานก็หน้าตาสะสวย ส่วนผู้ชายคนนี้ก็หล่อเหลาเอาการ พวกเขาดูเหมือนพ่อลูกกันจริงๆ
แต่หลินฮั่นรู้ดีว่าหมอนี่ไม่ใช่พ่อของเธอเลยสักนิด เขาต่างหากที่เป็นพ่อของหลิวซือหาน
ถ้าอย่างนั้น...
ผู้ชายคนนี้คือใครกันล่ะ?
พ่อเลี้ยงงั้นเหรอ?
ตามข้อมูลที่หลินฮั่นสืบมา ผู้ชายคนนี้ไม่เคยมีตัวตนอยู่ในชีวิตของหลิวซือหานเลย
หมอนี่โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้
แต่ดูจากท่าทางแล้ว พวกเขาไม่น่าจะเพิ่งเคยเจอกัน
การกระทำของพวกเขามันช่างสนิทสนม ราวกับไม่มีช่องว่างระหว่างกันเลยแม้แต่น้อย
ความใกล้ชิดของทั้งคู่ทำให้หลินฮั่นรู้สึกเหมือนกำลังโดนสวมเขา
หรือว่าจะเป็น... เสี่ยเลี้ยงเด็กงั้นเหรอ?
แววตาของหลินฮั่นค่อยๆ มืดมน เย็นชา และเปี่ยมไปด้วยจิตสังหาร เขาจ้องมองชายในระยะไกลที่กำลังหัวเราะและหยอกล้อกับลูกสาวของเขาราวกับกำลังมองดูคนตาย
ผู้ชายคนนั้นหล่อเหลาเอาการก็จริง แต่หลินฮั่นทนดูไม่ได้เลย เขาขัดหูขัดตาหมอนี่แบบสุดๆ
ทันใดนั้น—
ก็เกิดความวุ่นวายขึ้นรอบๆ
หลินฮั่นหลุดออกจากภวังค์และสังเกตเห็นทันทีว่ามีบางคนรอบตัวตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจเดินเข้ามาใกล้เขา
ตำรวจนอกเครื่องแบบ!
สีหน้าของหลินฮั่นมืดทะมึนลง เขาจ้องมองไปแต่ไกลด้วยความเคียดแค้นขณะที่หลิวซือหานกำลังก้าวขึ้นรถไปด้วยรอยยิ้ม
เขาอยากจะเข้าไปขัดขวาง แต่มันก็สายเกินไปแล้ว
อารมณ์ความรู้สึกบอกให้เขาวิ่งออกไปที่ถนนแล้วขวางรถหรูคันนั้นเอาไว้
แต่สติสัมปชัญญะกลับห้ามไม่ให้เขาทำเช่นนั้น ไม่อย่างนั้นพวกตำรวจนอกเครื่องแบบจะต้องเข้ามาล้อมจับเขาจนหมดทางหนี และอาจจะถึงขั้นใช้ปืนด้วยซ้ำ
ถ้าเป็นอย่างนั้นเขาจะต้องตกอยู่ในอันตรายแน่
เหตุผลสำคัญที่สุดก็คือ เขาไม่ต้องการปะทะกับเจ้าหน้าที่ของรัฐในประเทศ
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง หลินฮั่นก็ตัดสินใจวิ่งหนี เขาจะถูกจับตัวไม่ได้ อย่างน้อยก็ไม่ใช่ตอนนี้
หลินฮั่นรีบจดจำป้ายทะเบียนรถเบนท์ลีย์เอาไว้อย่างรวดเร็วแล้วหนีไป
ทันใดนั้น เสียงตะโกนอันแหลมคมก็ดังแหวกฝูงชนขึ้นมา "หยุดเขาที!"
"หมอบลง!"
ปัง ปัง—
กระสุนเตือนสองนัดถูกยิงขึ้นฟ้า และสถานการณ์ก็ตกอยู่ในความโกลาหลทันที บรรดาผู้ปกครองที่เป็นผู้หญิงหลายคนเริ่มกรีดร้องออกมา
เสียงปืนที่ดังอยู่ข้างนอกฟังดูอู้อี้เล็กน้อยเมื่อทะลุเข้ามาในรถ
หลิวซือหานถึงกับพูดไม่ออก เธอหันกลับไปมองแล้วถามว่า "เอ๊ะ ข้างนอกเกิดอะไรขึ้นน่ะคะ?"
"น่าจะเป็นเสียงประทัดน่ะ นั่งนิ่งๆ เถอะ อย่าไปมุงดูเลย" เฉาชวนอธิบายอย่างไม่ใส่ใจพลางหยิกแก้มเธอเบาๆ
"อ๋อ!"
หลิวซือหานไม่เคยได้ยินเสียงปืนมาก่อน และประเทศนี้ก็ปลอดภัยมากพอ
ประตูและหน้าต่างรถยังช่วยบิดเบือนเสียงปืน ทำให้มันฟังดูคล้ายกับเสียงประทัดยักษ์
หลิวซือหานลูบใบหน้าเล็กๆ ของตัวเองแล้วถามว่า "คุณลุงคะ มาหยิกแก้มหนูทำไมเนี่ย? มันบานหมดแล้วนะ"
"ก็หนูน่ารักนี่นา ยายเด็กขี้แย"
"โธ่เอ๊ย หนูบอกแล้วไงว่าหนูไม่ใช่เด็กขี้แยแล้ว..."
"ฮ่าๆๆ!!"
ภายในรถกับภายนอกรถ—ช่างเหมือนอยู่กันคนละโลกเลยจริงๆ!