- หน้าแรก
- จอมราชันย์เวทธาตุทลายสวรรค์
- บทที่ 74: คำท้าทายของหูเจีย
บทที่ 74: คำท้าทายของหูเจีย
บทที่ 74: คำท้าทายของหูเจีย
บทที่ 74: คำท้าทายของหูเจีย
"เป็นอย่างนี้นี่เอง พอเจ้าอธิบาย ข้าก็เข้าใจแล้ว"
หลังจากระบบแจ้งเตือน ลู่อวิ๋นเซียวก็พลันตระหนักได้ ในตอนนี้เขาปราศจากธาตุไฟและไม่สามารถหลอมโอสถได้ ทว่าการหมักสุรานั้นไม่ใช่ปัญหา
ในโลกใบนี้มีเม็ดยาจิตวิญญาณ เฉกเช่นเดียวกับที่มีสุราจิตวิญญาณ มีโอสถเซียน ก็ย่อมมีน้ำอมฤตหยก
วิถีแห่งการหมักบ่มสุรา หากศึกษาให้ลึกซึ้งเพียงพอ ย่อมเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการบำเพ็ญเพียร
การที่ระบบมอบทักษะหมักสุราระดับกลางให้เขา คงเป็นเพราะต้องการให้เขากลั่นสุราจิตวิญญาณเพื่อเสริมพลัง และรักษาระดับความเร็วในการบำเพ็ญเพียรเอาไว้จนกว่าเขาจะได้ครอบครองธาตุไฟ
"แต่ข้าไม่ค่อยชอบดื่มสุราสักเท่าไหร่นะ"
ลู่อวิ๋นเซียวลูบปลายคาง เขาไม่ได้สนใจการร่ำสุรามากนัก ท้ายที่สุดแล้วเขาคือผู้ใช้กระบี่
และยอดฝีมือกระบี่ส่วนใหญ่ที่มีมาตรฐานสูงส่งมักจะไม่ดื่มสุรา อย่างเช่นไซมึ้งชวยเซาะ หรือเอี๊ยบโกวเซียะ
ตัวเขาเองก็เช่นกัน การดื่มสุราทำให้สติพร่ามัวและไม่อาจสัมผัสถึงตัวตนของกระบี่ในมือได้อย่างถ่องแท้
และสำหรับผู้ใช้กระบี่แล้ว กระบี่ในมือย่อมเป็นสิ่งสำคัญอย่างไม่ต้องสงสัย
"โฮสต์ เห็นได้ชัดว่าท่านไม่ค่อยได้ดื่มสุรา สุราเป็นสิ่งที่หากดื่มแต่พอดี จะยิ่งทำให้เลือดลมสูบฉีดและช่วยให้จดจ่อได้ดียิ่งขึ้น เป็นอย่างไรล่ะ ท่านนี่ค่อนข้างจะอ่อนหัดเลยทีเดียวใช่หรือไม่?"
"หากท่านกลัวจะเมา ก็แค่ดื่มให้น้อยลงหน่อย อีกอย่าง ไม่มีใครขอให้ท่านดื่มอย่างบ้าคลั่งระหว่างที่กำลังต่อสู้เสียหน่อย"
"ยิ่งไปกว่านั้น สุราจิตวิญญาณที่กลั่นด้วยทักษะหมักสุราระดับกลางซึ่งเป็นรางวัลจากระบบนั้นมีรสชาติเลิศล้ำ ข้ารับรองเลยว่าโฮสต์จะต้องชอบมันอย่างแน่นอน"
น้ำเสียงราบเรียบของระบบดังขึ้น
"จริงหรือมั่วเนี่ย?"
ลู่อวิ๋นเซียวเอ่ยถามด้วยความเคลือบแคลงใจเล็กน้อย แม้ว่าตอนนี้เขาจะครอบครองทักษะหมักสุราระดับกลางและรู้วิธีการหมักบ่มแล้ว แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าสุรานั้นจะออกมาดีหรือไม่จนกว่าจะได้ลงมือทำจริง
"แน่นอนว่าเป็นความจริง ระบบไม่เคยโกหก"
ระบบตอบกลับ
"ค่อยน่าฟังหน่อย เอาล่ะ ข้าไม่มีคำถามอะไรแล้ว เจ้าไปได้แล้วล่ะ ถอยไปซะ"
ลู่อวิ๋นเซียวโบกมือพลางเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย
"โฮสต์ ท่านถีบหัวส่งข้าทันทีที่ใช้งานเสร็จเลยนะ ฮือๆ มโนธรรมของท่านไม่เจ็บปวดบ้างเลยหรือ?"
ระบบส่งเสียงร้องไห้กระซิกๆ
"ไม่เลยสักนิด เจ้าน่ารำคาญเกินไปแล้ว หากไม่มีอะไรแล้วก็หุบปากไปเสียเถอะ จะได้เงียบสงบหน่อย"
ลู่อวิ๋นเซียวกล่าวด้วยใบหน้าเรียบตึง
ระบบ "..."
"โฮสต์ไร้หัวใจ ในที่สุดข้าก็มองท่านผิดไปจริงๆ"
ระบบพึมพำแล้วเงียบเสียงลง ท้ายที่สุดแล้วนี่คือโฮสต์คนที่เก้า ซึ่งเป็นคนสุดท้าย มันช่วยไม่ได้ เพื่ออุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ เพื่อที่จะได้กลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่แท้จริง มันจำต้องกล้ำกลืนฝืนทนต่อความเย่อหยิ่งนี้ไว้
เฮ้อ มันคงเป็นระบบที่ไร้ศักดิ์ศรีที่สุดในประวัติศาสตร์แล้วล่ะมั้ง
อย่างไรก็ตาม ลู่อวิ๋นเซียวกลับอารมณ์ดี เขาลุกขึ้นยืนและจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ เมื่อทะลวงระดับเข้าสู่ชั้นโต้วซือสำเร็จแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะต้องรั้งอยู่ในหน่วยบังคับใช้กฎหมายอีกต่อไป เขาสามารถกลับไปยังสถานศึกษาได้แล้ว
ลู่อวิ๋นเซียวผลักบานประตูเปิดออกและก้าวเดินออกไปด้านนอก
เมื่อเดินออกจากกระท่อมหลังเล็ก เขาก็มาถึงสถานที่รับประทานอาหาร ตอนนี้เป็นเวลาเช้าตรู่ และหลังจากที่ไม่ได้กินหรือดื่มอะไรมาทั้งคืน เขาก็รู้สึกหิวขึ้นมานิดหน่อย
อู๋ฮ่าวเองก็อยู่ที่นั่นด้วย ลู่อวิ๋นเซียวจัดการหาอาหารเช้ามาเล็กน้อยและนั่งลงตรงหน้าอู๋ฮ่าว
ตลอดช่วงเวลาสามเดือนที่ผ่านมา ทั้งสองมักจะออกไปทำภารกิจด้วยกันแทบจะตลอดเวลา ความสัมพันธ์ของพวกเขาจึงนับว่าดีขึ้นมากทีเดียว
"เจ้าทะลวงระดับสู่ชั้นโต้วซือแล้วงั้นหรือ?"
เมื่อมองดูลู่อวิ๋นเซียวที่ดูสดชื่นแจ่มใส และสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันตรายที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเขา อู๋ฮ่าวก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามเสียงเบา
"อืม เพิ่งจะทะลวงระดับน่ะ ตอนนี้ข้าเป็นโต้วซือหนึ่งดาวแล้ว"
ลู่อวิ๋นเซียวพยักหน้าเล็กน้อยและเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ซี๊ด... เจ้าสัตว์ประหลาดเอ๊ย!"
อู๋ฮ่าวมองลู่อวิ๋นเซียวด้วยความตกตะลึง ในช่วงเวลาสามเดือน เขาเพิ่งจะทะลวงระดับมาถึงโต้วซือสองดาว ซึ่งพัฒนาขึ้นมาเพียงแค่หนึ่งดาวกว่าๆ เท่านั้น
ทว่าลู่อวิ๋นเซียวกลับทะลวงระดับรวดเดียวจากโต้วเจ่อแปดดาวขึ้นมาเป็นโต้วซือหนึ่งดาวได้โดยตรง แถมตรงกลางนั้นยังมีคอขวดของระดับโต้วซือขวางกั้นอยู่อีก! ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรของเจ้านี่มันช่างรวดเร็วเกินไปแล้ว
"เจ้าเองก็ไม่เลวเหมือนกัน การเลื่อนระดับในช่วงชั้นโต้วซือนั้นเชื่องช้ากว่าตอนอยู่ชั้นโต้วเจ่อมากนัก การที่เจ้าสามารถเลื่อนขึ้นมาได้มากกว่าหนึ่งดาวภายในสามเดือนโดยไม่ต้องพึ่งพาพลังภายนอกใดๆ ก็นับว่าใช้ได้แล้ว"
ลู่อวิ๋นเซียวกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าเอาไปเทียบกับใครล่ะนะ"
อู๋ฮ่าวส่งยิ้มขื่นๆ หากเทียบกับคนอื่นแล้ว เขาจัดว่าไม่เลวเลยจริงๆ แต่พอเอามาเทียบกับลู่อวิ๋นเซียว เขายังคงตามหลังอยู่อีกไกลโข
"ว่าแต่ เช้านี้เจ้าวางแผนจะกลับไปเลยหรือไม่?"
อู๋ฮ่าวส่ายหน้าและเปลี่ยนเรื่องคุย
"อืม ข้าจะกลับไป ผ่านมาตั้งสามเดือนแล้ว ถึงเวลาต้องพักผ่อนเสียหน่อย คนเราก็เหมือนเส้นสาย ไม่อาจขึงตึงไว้ได้ตลอดเวลา บางครั้งก็จำต้องผ่อนปรนบ้าง"
ลู่อวิ๋นเซียวพยักหน้ารับพลางเอ่ยตอบ
"ถ้าเช่นนั้นก็กลับด้วยกันเถอะ ข้าเองก็จำเป็นต้องกลับไปพอดี"
อู๋ฮ่าวเสนอแนะ
"ตกลง!"
ลู่อวิ๋นเซียวตอบรับในทันที
...
สัตว์เวทกริฟฟอนบินทะยานไปบนท้องฟ้า หลังจากบินมาเกือบหนึ่งวันเต็ม เมื่อใกล้ถึงเวลาสี่โมงเย็น ลู่อวิ๋นเซียวและอู๋ฮ่าวก็เดินทางกลับมาถึงสถานศึกษาเจียหนานในที่สุด
หลังจากเดินทางไปยังโถงหน่วยบังคับใช้กฎหมายเพื่อส่งมอบภารกิจและรับแต้มผลงาน ลู่อวิ๋นเซียวกับอู๋ฮ่าวก็เดินมุ่งหน้าไปยังทิศทางของสวนเจิ้นอู่
สามเดือนแห่งการฝึกฝนอันนองเลือดได้อาบย้อมตัวลู่อวิ๋นเซียวให้ถูกปกคลุมไปด้วยจิตสังหารอันเยียบเย็น เมื่อมีอู๋ฮ่าวเดินตามอยู่เคียงข้าง แม้จะมีศิษย์พี่หญิงหลายคนคอยเอ่ยทักทายเขาไปตลอดทาง ทว่ากลับไม่มีใครกล้าเข้ามาใกล้ชิดเขาเลยแม้แต่น้อย
ทั้งสองเดินมาอย่างราบรื่น ทว่าในขณะที่พวกเขากำลังจะก้าวเข้าสู่บริเวณสวนเจิ้นอู่ เสียงตะโกนแหลมใสก็ดังขึ้น ทำให้ฝีเท้าของลู่อวิ๋นเซียวต้องชะงักลง
"ลู่อวิ๋นเซียว ในที่สุดข้าก็หาเจ้าจนพบ หยุดอยู่ตรงนั้นเดี๋ยวนี้เลยนะ!"
ลู่อวิ๋นเซียวหันกลับไปมอง และเห็นหูเจียในชุดอาภรณ์สีแดงกำลังก้าวยาวๆ ตรงมาหาจากระยะไม่ไกลนัก เพียงชั่วอึดใจ นางก็มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเขา ดวงตาที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาจ้องมองเขาเขม็ง ทั่วทั้งร่างแผ่กลิ่นอายความดุดันกร้าวแกร่งออกมาอย่างเข้มข้น
"หูเจีย เจ้านี่มันเหมือนวิญญาณตามติดเลยนะ ใช่หรือไม่? เจ้าจำเป็นต้องตามตื๊อข้าอย่างไม่ลดละถึงเพียงนี้เลยหรือ?"
ลู่อวิ๋นเซียวขมวดคิ้ว เขาไม่คาดคิดเลยว่าแม้เวลาจะผ่านไปถึงสามเดือนแล้ว หูเจียก็ยังคงมีนิสัยก้าวร้าวเหมือนเช่นเคย ซึ่งนั่นทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดใจขึ้นมาเล็กน้อย
ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่เขาต้องถูกใครบางคนบีบคั้นมาจนถึงขั้นนี้?
"ขอโทษข้ามาเดี๋ยวนี้!"
หูเจียยืนเท้าสะเอว ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความเอาแต่ใจ
"อย่าแม้แต่จะคิด"
ลู่อวิ๋นเซียวส่ายหน้า ปฏิเสธคำขอของหูเจียอย่างเด็ดขาด
"ถ้าเช่นนั้นข้าขอท้าประลองกับเจ้า เป็นการดวลกันอย่างยุติธรรม ลู่อวิ๋นเซียว หากเจ้ายังมีความเป็นลูกผู้ชายอยู่ก็รับคำท้าเสีย หากเจ้าชนะ ทุกอย่างเป็นอันจบสิ้น และข้าจะไม่ตามตื๊อให้เจ้าขอโทษอีก"
"แต่หากเจ้าแพ้ ข้าไม่เพียงแต่ต้องการให้เจ้าขอโทษข้าต่อหน้านักเรียนทุกคนในสถานศึกษาเท่านั้น แต่ข้ายังต้องการให้เจ้ามาเป็นคนรักของข้า แบบที่เจ้าต้องสารภาพรักต่อหน้านักเรียนทุกคนด้วย"
หูเจียกล่าวเสียงดัง นางยังมีเดิมพันที่ยังไม่รู้ผลกับหูกันค้างอยู่ และยิ่งไปกว่านั้น ลู่อวิ๋นเซียวยังเคยปฏิเสธนางในที่สาธารณะจนทำให้นางต้องสูญเสียหน้าไปจนหมดสิ้น คราวนี้นางต้องการจะทวงทุกสิ่งทุกอย่างคืนมาในคราวเดียว
ในตอนนั้นลู่อวิ๋นเซียวปฏิเสธคำสารภาพรักของนางในที่สาธารณะ และคราวนี้นางก็ต้องการให้ลู่อวิ๋นเซียวสารภาพรักกับนางในที่สาธารณะเช่นกัน
หลังจากที่นางตกลงรับรัก นางก็จะถีบหัวส่งลู่อวิ๋นเซียวทิ้งไป มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะช่วยระบายความแค้นในใจของนาง และทำให้การเดิมพันกับหูกันเสร็จสิ้นสมบูรณ์
นี่คือสิ่งที่อยู่ในหัวของนางทั้งหมด อาจกล่าวได้ว่านางวางแผนเอาไว้ได้อย่างสวยหรูเลยทีเดียว