- หน้าแรก
- บันทึกตำนานจักรพรรดิแมลง
- EP 228: 【อ่านฟรี!】 ห้วงฝันอันแสนงดงาม
EP 228: 【อ่านฟรี!】 ห้วงฝันอันแสนงดงาม
EP 228: 【อ่านฟรี!】 ห้วงฝันอันแสนงดงาม
EP 228: 【อ่านฟรี!】 ห้วงฝันอันแสนงดงาม
เดิมที ผู้ดูแลจางผู้นี้ ก็เป็นหนึ่งในตัวแทนของสำนักไท่เสวียนที่จะต้องเดินทางไปชมการแข่งขันศึกชิงดินแดนที่สำนักไท่จี๋อยู่แล้ว
เย่หลินเผยรอยยิ้มบางๆ ออกมา เขาลุกขึ้นยืนนิ่งอยู่กับที่พักหนึ่ง ริมฝีปากเม้มเข้าหากันเบาๆ ราวกับกำลังดื่มด่ำกับรสชาติของห้วงฝันเมื่อคืนนี้
ในฐานะผู้ฝึกตนที่มีดวงวิญญาณแกร่งกล้า เพียงแค่ร่ายมนต์ฝังไว้ในจิตวิญญาณก่อนเข้านอน พวกเขาก็สามารถเข้าไปในห้วงฝันได้อย่างมีสติครบถ้วน ซ้ำยังสามารถเนรมิตและเปลี่ยนแปลงห้วงฝันของตนเองได้อย่างอิสระ
ดังนั้น ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ แม้จะไม่ได้ส่งผลกระทบใดๆ ต่อโลกแห่งความเป็นจริง ทว่าความรู้สึกที่ได้รับนั้น กลับแจ่มชัดและสมจริงไม่ต่างจากการได้สัมผัสด้วยตนเอง ซ้ำยังเร่าร้อนและโลดโผนยิ่งกว่าเสียด้วยซ้ำ
นั่นเป็นเพราะในห้วงฝัน พวกเขาสามารถเสกสรรค์สถานที่ เสื้อผ้าอาภรณ์ และเติมเต็มพลังงานให้แก่ตนเองได้อย่างไร้ขีดจำกัด
“ศิษย์พี่หญิงช่างงดงามเหลือเกิน! ทว่าเดาว่าวันนี้นางคงจะหลบหน้าข้าเป็นแน่...”
เย่หลินหัวเราะหึๆ อย่างมีเลศนัย อารมณ์ของเขาเบิกบานอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
หลังจากจัดการล้างหน้าล้างตาและจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่เข้าทาง เขาก็ก้าวยาวๆ ออกจากห้องนอน ทันทีที่ก้าวพ้นประตู เขาก็พบกับสตรีวัยกลางคน ผู้ดูแลจาง กำลังยืนรออยู่หน้าประตูจวนของเขาแล้ว
“ศิษย์พี่หญิงจาง การเดินทางในครั้งนี้ ต้องรบกวนท่านแล้วขอรับ”
ผู้ดูแลจางที่เย่หลินเคยเคารพรักยิ่งนัก ในยามนี้เมื่อเขาบรรลุขั้นสร้างรากฐานจิตวิญญาณแล้ว หากนับตามลำดับขั้น นางก็กลายมาเป็นศิษย์พี่หญิงของเย่หลิน ทว่าในใจของเย่หลินยังคงให้ความเคารพและซาบซึ้งในบุญคุณของนางอยู่เสมอ
หากไม่ใช่เพราะนาง เย่หลินก็คงจะไม่ได้เสี่ยวหลานมาครอบครอง และบางทีผู้อาวุโสซุนก็อาจจะไม่รับเขาเป็นศิษย์ก็เป็นได้
ผู้ดูแลจางยิ้มตอบอย่างอ่อนโยน
“มิได้รบกวนอันใดเลย ท่านเจ้าแห่งยอดเขาได้กำชับข้าไว้แล้ว นางบอกว่าก่อนออกเดินทาง เจ้าไม่จำเป็นต้องไปกล่าวลากับนางอีก ยามนี้เหลือเวลาอีกเพียงเจ็ดวันก็จะถึงศึกชิงดินแดนแล้ว พวกเราต้องเร่งรีบหน่อย จะได้ไม่เสียการใหญ่ของสำนัก”
เย่หลินพยักหน้ารับ ก่อนจะเรียกเสี่ยวหลานออกมา แล้วกระโดดขึ้นขี่บนหลังของมัน พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
ส่วนผู้ดูแลจางก็ขี่กระบี่เหินเวหา ตามติดเย่หลินไปอย่างกระชั้นชิด
ระดับการบ่มเพาะพลังของผู้ดูแลจางนั้นไม่ธรรมดาเลย เย่หลินสัมผัสได้อย่างเลือนรางว่านางน่าจะบรรลุถึงขั้นสร้างรากฐานจิตวิญญาณขั้นสมบูรณ์แล้ว รอเพียงแค่จังหวะและโอกาสที่เหมาะสม ก็จะสามารถเผชิญกับอสนีบาตฟาดฟันเพื่อรวมปราณให้เป็นผลึก ก้าวเข้าสู่ขั้นก่อผลึกทองคำได้
ดังนั้น ในยามที่เสี่ยวหลานไม่ได้ใช้วิชาเร้นกายผายลม การที่นางจะบินตามความเร็วของเสี่ยวหลานให้ทัน ย่อมไม่ใช่ปัญหาสำหรับนางเลยแม้แต่น้อย
พริบตาเดียว ทั้งสองก็บินออกห่างจากยอดเขาสรรพสัตว์วิญญาณ มุ่งหน้าไปยังเมืองตงหลินอันเป็นที่ตั้งของจวนตระกูลหลินด้วยความเร็วสูง
ระหว่างทาง เย่หลินและผู้ดูแลจางได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันหลายเรื่อง
ประเด็นหลักที่สนทนากันก็คือ แผนการของเย่หลินหลังจากเดินทางถึงบ้านเกิด
เย่หลินบอกนางว่า เขาตั้งใจจะพักอยู่ที่นั่นสักสามวัน เพื่อกราบไหว้บรรพบุรุษและชำระแค้นให้สำเร็จลุล่วง เมื่อครบสามวันแล้ว ทั้งสองก็จะออกเดินทางไปยังสำนักไท่จี๋พร้อมกัน
ผู้ดูแลจางตอบตกลงตามแผนการของเย่หลินอย่างว่าง่าย
...
เมืองตงหลินแห่งราชวงศ์ต้าเสวียนตั้งอยู่บริเวณตีนเทือกเขาสวินหลง ห่างออกไปเพียงไม่กี่ร้อยลี้ ด้วยวิชาหลบหนีอันรวดเร็วของเย่หลินในปัจจุบัน เพียงแค่สี่ชั่วยาม เขากับผู้ดูแลจางก็มาลอยตัวอยู่เหนือท้องฟ้าของเมืองตงหลินอันคึกคักจอแจแล้ว
จากเบื้องบน เย่หลินแว่วเสียงตะโกนขายของของบรรดาพ่อค้าแม่ค้าดังระงมไปทั่วเมือง ทว่าในอดีต เย่หลินต้องหมกตัวอยู่แต่ในจวนตระกูลหลิน ไร้ซึ่งอิสรภาพและเวลาที่จะออกมาเดินเตร็ดเตร่ในเมือง เขาจึงไม่ได้คุ้นเคยกับเมืองตงหลินแห่งนี้มากนัก
ผู้ดูแลจางเอ่ยขึ้น “ศิษย์น้องเย่ พวกเราคงต้องแยกย้ายกันตรงนี้ อีกสามวันให้หลัง พวกเราค่อยกลับมาเจอกันที่นี่อีกครั้ง อ้อ หากเกิดเรื่องฉุกเฉินอันใดขึ้น ให้รีบส่งสัญญาณผ่านป้ายหยกประจำตัวสำนักไท่เสวียนทันที ข้าจะรีบรุดไปช่วยเหลือเจ้าโดยเร็วที่สุด”
เย่หลินพยักหน้ารับคำ
สิ้นคำ ผู้ดูแลจางก็หายวับไปกลายเป็นรุ้งแสงจางๆ ทะยานลงสู่เบื้องล่าง คาดว่านางคงจะไปหาโรงเตี๊ยมพักผ่อนตามที่ศิษย์พี่หญิงได้กำชับไว้เป็นแน่
ส่วนเย่หลินนั้น เขาล้วงยันต์เร้นกายออกมาจากถุงเฉียนคุนแผ่นหนึ่ง ยันต์แผ่นนั้นเปล่งแสงสว่างวาบขึ้นคราหนึ่ง ก่อนจะไปแนบติดอยู่บนอาภรณ์เวทของเขา
ร่างของเย่หลินก็พลันเลือนรางลงจนแทบมองไม่เห็น
เป้าหมายของการใช้ยันต์เร้นกาย ก็เพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างความตื่นตระหนกให้แก่ชาวบ้านธรรมดา ท้ายที่สุดแล้ว การปรากฏตัวของท่านเซียนย่อมถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับพวกเขา แม้เย่หลินจะสามารถกลับไปยังจวนตระกูลหลินอย่างเปิดเผยและสง่าผ่าเผย เพื่อให้ชาวบ้านนับหมื่นมากราบไหว้สักการะเขาได้ ทว่าเขากลับมองว่านั่นเป็นเรื่องไร้สาระ
การกลับมาเยือนบ้านเกิดอย่างยิ่งใหญ่และทรงเกียรติ มักจะเหมาะกับผู้ฝึกตนที่ใกล้จะสิ้นอายุขัย และยังคงมีความผูกพันกับบ้านเกิดเมืองนอนอย่างลึกซึ้ง ชาวบ้านถึงขั้นอาจจะสร้างศาลเจ้าและรูปปั้นจำลองของท่านเซียนผู้นั้น เพื่อกราบไหว้บูชาด้วยธูปเทียน
เย่หลินก้มลงมองสำรวจตัวเองสองสามครั้ง รู้สึกพึงพอใจกับประสิทธิภาพของยันต์เร้นกายเป็นอย่างยิ่ง
เดิมทียันต์เร้นกายเป็นเพียงยันต์ระดับหวงขั้นกลางเท่านั้น หากผู้ฝึกตนที่มีระดับพลังสูงกว่าสักหน่อยเพ่งมองดีๆ ก็ย่อมจับสัมผัสได้ ทว่าเมื่อมาอยู่บนตัวเย่หลิน ผนวกกับการใช้ 'เคล็ดซ่อนมังกร' เข้าช่วย ประสิทธิภาพของมันก็เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ต่อให้เป็นผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานจิตวิญญาณ หากไม่สังเกตให้ดี ก็ยากที่จะรับรู้ถึงการมีอยู่ของเขาได้ในทันที
เย่หลินตบหัวเสี่ยวหลานเบาๆ
“เสี่ยวหลาน เจ้ากลับไปบ่มเพาะพลังเถิด”
“รับทราบขอรับ นายท่าน”
ร่างของเสี่ยวหลานหดเล็กลงจนเหลือขนาดเท่านิ้วมือ แสงสีฟ้าสว่างวาบขึ้นคราหนึ่ง ก่อนที่มันจะอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย
เย่หลินลอยตัวอยู่กลางอากาศ ค่อยๆ ทิ้งตัวดิ่งลงไปยังหุบเขาเล็กๆ ที่อยู่ด้านหลังจวนตระกูลหลินอย่างช้าๆ
เย่หลินจดจำได้แม่นยำว่า ในหุบเขาแห่งนี้มีสุสานไร้ญาติซ่อนอยู่ บิดามารดา ปู่และย่าของเขา หลังจากสิ้นลมหายใจ ก็ถูกนำมาฝังไว้ ณ สถานที่แห่งนี้
ในเมืองแห่งนี้ นอกเหนือจากหลุมฝังศพของบุคคลอันเป็นที่รักแล้ว ก็ไม่มีสิ่งใดที่ควรค่าแก่การจดจำและอาลัยอาวรณ์อีกแล้ว เมื่อผู้ห่างไกลหวนคืนสู่มาตุภูมิ บุคคลแรกที่สมควรไปกราบไหว้ ย่อมต้องเป็นบุพการีผู้ให้กำเนิด!
ใช้เวลาเพียงไม่นาน เย่หลินก็เหาะเหินมาจนถึงเหนือหุบเขาเล็กๆ แห่งเดิม ทว่าเมื่อเขาทอดสายตามองลงไปเบื้องล่าง เขากลับต้องชะงักงัน หัวคิ้วขมวดมุ่นเข้าหากันจนแทบจะผูกเป็นปม ประกายความเยือกเย็นอันน่าสะพรึงกลัวสว่างวาบขึ้นในดวงตา
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือ หุบเขาเล็กๆ ที่เคยรกร้างว่างเปล่า บัดนี้กลับมีสุสานอันโอ่อ่าตระการตาสองแห่งตั้งตระหง่านอยู่ ซ้ำร้ายข้างสุสานเหล่านั้นยังมีธูปเทียนถูกจุดบูชา ควันไฟสีขาวลอยล่องขึ้นสู่ท้องฟ้า
หากเย่หลินจำไม่ผิด บริเวณที่สุสานอันวิจิตรตระการตาเหล่านี้ตั้งอยู่ ควรจะเป็นสถานที่ฝังศพของบิดามารดา ตลอดจนปู่และย่าของเขา ทว่าบัดนี้กลับถูกสุสานของเศรษฐีมีเงินฮุบไปเสียแล้ว
เขาดิ่งตัวลงสู่เบื้องล่างอย่างรวดเร็ว ก่อนจะร่อนลงตรงหน้าสุสานที่ใหญ่ที่สุด ทันใดนั้น สีหน้าของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นความตกตะลึงอีกครา
เมื่อได้เห็นข้อความที่สลักไว้บนป้ายศพ : สุสานของบิดา เย่เยว่ (มารดา หลี่อาฉ่าย) , บุตรชาย ท่านเซียนเย่หลิน
เย่เยว่ คือนามของบิดาเขา และ หลี่อาฉ่าย ก็คือนามของมารดาเขา
ต่อให้เป็นเขา ก็ยังคาดไม่ถึงเลยว่า สุสานอันวิจิตรตระการตานี้ จะถูกสร้างขึ้นเพื่อบิดามารดาของเขา!
“นายผู้เฒ่าหลินผู้นี้ ช่างเป็นคนมองการณ์ไกลเสียจริง”
บรรพบุรุษของเย่หลินล้วนเป็นทาสรับใช้มาตั้งแต่รุ่นทวด จึงไม่มีทางที่ญาติมิตรหรือมิตรสหายผู้มีฐานะจะมาสร้างสุสานใหญ่โตโอ่อ่าเช่นนี้ให้แก่บิดามารดาของเขาได้ เย่หลินจึงมั่นใจได้ทันทีว่า นี่ต้องเป็นฝีมือของจวนตระกูลหลินอย่างไม่ต้องสงสัย
เย่หลินได้กลายเป็นท่านเซียนแห่งสำนักไท่เสวียน ฐานะในยามนี้ของเขาจึงสูงส่งเหนือใคร ดูเหมือนว่านายผู้เฒ่าหลินจะเกรงกลัวว่าเย่หลินที่บรรลุมรรคผลจะกลับมาล้างแค้นตระกูลหลิน จึงชิงลงมือบูรณะสุสานของบุพการีเย่หลินให้ดูยิ่งใหญ่ตระการตาแต่เนิ่นๆ ซ้ำยังสั่งให้คนมาจุดธูปเทียนเซ่นไหว้เป็นประจำทุกวัน
ด้วยการกระทำเช่นนี้ หากเย่หลินหวนกลับมาเห็นภาพตรงหน้า ความเคียดแค้นที่มีต่อจวนตระกูลหลินก็อาจจะทุเลาเบาบางลงบ้าง
เย่หลินก้าวเดินไปยังสุสานอีกแห่งที่ตั้งอยู่ไม่ไกลนัก และก็เป็นดังคาด นั่นคือสุสานของปู่และย่าของเขา ซึ่งมีการจุดธูปเทียนเซ่นไหว้เช่นเดียวกัน
ในเมื่อแน่ใจแล้วว่าเป็นสุสานของบุคคลอันเป็นที่รัก เย่หลินก็โขกศีรษะให้แก่สุสานทั้งสองแห่งอย่างหนักแน่นแห่งละสามครั้ง ก่อนจะพึมพำแผ่วเบา
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านปู่ ท่านย่า หลินเอ๋อร์กลับมาเยี่ยมพวกท่านแล้ว”
“หลินเอ๋อร์ได้ดิบได้ดีแล้ว บัดนี้กลายเป็นท่านเซียนแห่งสำนักไท่เสวียน มีท่านอาจารย์และศิษย์พี่หญิงที่คอยดูแลข้าดุจญาติมิตร อีกทั้งยังมีสหายที่สนิทสนมกันอีกมากมาย หากพวกท่านรับรู้ได้ในปรโลก คงจะภาคภูมิใจในตัวหลินเอ๋อร์ไม่น้อยสินะ”
“พวกท่านจงหลับให้สบายเถิด หลินเอ๋อร์จะมุ่งมั่นสานต่อปณิธานของพวกท่านให้สำเร็จ และจะฟื้นฟูความรุ่งโรจน์ของตระกูลเย่ตามคำสั่งสอนของบรรพบุรุษให้จงได้”
“คนตระกูลเย่ จะไม่เป็นเพียงทาสรับใช้ที่ต่ำต้อยและสิ้นเนื้อประดาตัวอีกต่อไป นับจากนี้ไป ทุกรุ่นของตระกูลเรา จะต้องเป็นท่านเซียนที่พวกท่านไม่อาจจินตนาการได้ถึง มีพลังอำนาจพลิกฟ้าคว่ำสมุทร มีอาหารทิพย์ให้ลิ้มรสไม่รู้จบ มีอาภรณ์เซียนให้สวมใส่ไม่ขาดแคลน ทุกชีวิตในตระกูลจะได้รับการเชิดชูเกียรติ ยิ่งใหญ่เสียยิ่งกว่าองค์ฮ่องเต้ของราชวงศ์ใดๆ!”