- หน้าแรก
- บันทึกตำนานจักรพรรดิแมลง
- EP 128: 【อ่านฟรี!】 ให้แมลงวิญญาณร่ำเรียนศาสตร์แห่งค่ายกล
EP 128: 【อ่านฟรี!】 ให้แมลงวิญญาณร่ำเรียนศาสตร์แห่งค่ายกล
EP 128: 【อ่านฟรี!】 ให้แมลงวิญญาณร่ำเรียนศาสตร์แห่งค่ายกล
EP 128: 【อ่านฟรี!】 ให้แมลงวิญญาณร่ำเรียนศาสตร์แห่งค่ายกล
ไม่นานนัก แสงแห่งพลังปราณก็สว่างวาบขึ้นในมือของเย่หลินอย่างต่อเนื่อง คัมภีร์เล่มหนาและม้วนหยกสลักลวดลายโบราณจำนวนมากถูกดึงออกมาจากถุงเฉียนคุนของคุณชายหวัง เย่หลินพินิจพิจารณาสิ่งเหล่านี้อย่างละเอียดถี่ถ้วน
บนหน้าปกคัมภีร์ปรากฏตัวอักษรจารึกไว้ว่า 'ม้วนลับค่ายกลตระกูลหวัง', 'ทฤษฎีพื้นฐานศาสตร์แห่งค่ายกล', 'บันทึกประสบการณ์การวางค่ายกลของหวังเสียหยาง', 'คำอธิบายแนวคิดการปรับปรุงค่ายกล'...
ส่วนบนม้วนหยกนั้น สลักไว้ว่า 'ค่ายกลหมอกเร้นกายมฤตยู', 'ค่ายกลหกทวารปฐพีลี้ลับ', 'ค่ายกลปราณกระบี่สังหารมาร', 'ค่ายกลเจ็ดดาราคุ้มภัย'...
ม้วนคัมภีร์กองพะเนินเทินทึกสูงท่วมหัวคน ส่วนม้วนหยกโบราณก็มีมากถึงหลายสิบชิ้น
นอกจากนี้ เย่หลินยังพบถุงใส่ศิลาปราณศักดิ์สิทธิ์อีกหลายใบ ศาสตราวิญญาณระดับสูงนับสิบชิ้น ธงค่ายกลระดับสูงอีกหนึ่งกำมือใหญ่ และขวดยาหลากหลายขนาดที่บรรจุโอสถนานาชนิด
ทว่าสิ่งที่มีจำนวนมากที่สุดคือ วัสดุสำหรับการวางค่ายกลที่เปล่งประกายแสงเบญจธาตุหลากสีสัน วัสดุเหล่านี้ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างค่ายกล
เสี่ยวไป๋ที่กลับคืนร่างเป็นอสรพิษขาวตัวน้อย เลื้อยไปมาบนม้วนหยกและคัมภีร์ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เย่หลินเปิดถุงศิลาปราณศักดิ์สิทธิ์ดูหลายใบ เขาส่ายหน้าเบาๆ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงผิดหวัง “ยากจนเสียจริง... มีศิลาปราณศักดิ์สิทธิ์รวมกันแล้วแค่สามพันกว่าก้อนเอง...”
เย่หลินคิดว่าในถุงเฉียนคุนของยอดอัจฉริยะฝ่ายมารอย่างหวังเสียหยาง น่าจะเต็มไปด้วยสมบัติล้ำค่าที่ไม่อาจประเมินค่าได้ ทว่ากลับกลายเป็นว่าผู้บำเพ็ญเพียรฝ่ายมารผู้นี้เป็นเพียงหนอนหนังสือ ที่เก็บคัมภีร์ไว้เต็มถุงเฉียนคุน สิ่งที่มีค่าที่สุดก็คือคัมภีร์และม้วนหยกค่ายกลเหล่านี้นี่เอง
ทว่าเสี่ยวไป๋กลับไม่ได้แสดงท่าทีผิดหวังแม้แต่น้อย น้ำเสียงของมันเต็มไปด้วยความร่าเริง
“เจ้านายอย่าเพิ่งผิดหวังไปเลยเจ้าค่ะ คัมภีร์และม้วนหยกค่ายกลเหล่านี้ ล้วนเป็นสมบัติล้ำค่าที่มีเงินก็ใช่ว่าจะหาซื้อได้ ลองดู 'ม้วนลับค่ายกลตระกูลหวัง' เล่มนี้สิเจ้าคะ เห็นได้ชัดว่าเป็นสมบัติประจำตระกูลของหวังเสียหยาง ส่วน 'บันทึกประสบการณ์การวางค่ายกลของหวังเสียหยาง' เล่มนี้ ก็บันทึกความเข้าใจอันลึกซึ้งที่เขามีต่อศาสตร์แห่งค่ายกลไว้มากมาย ซึ่งจะช่วยให้ผู้ที่ต้องการศึกษาศาสตร์นี้ ลัดขั้นตอนไปได้มากทีเดียว”
“จะบอกว่าคัมภีร์และม้วนหยกเหล่านี้มีค่าควรเมือง ก็ไม่เกินจริงเลยเจ้าค่ะ...”
เย่หลินพยักหน้าเบาๆ เผยรอยยิ้มออกมา เขาลูบหัวอสรพิษน้อยพลางกล่าวว่า “ข้าก็ไม่ได้ตั้งใจจะนำของพวกนี้ไปขายหรอก ข้าตั้งใจว่าจะสร้างหอคัมภีร์ขึ้นในมิติแหวนโบราณ เพื่อใช้เก็บรวบรวมคัมภีร์และเคล็ดวิชาแปลกพิสดารจากทั่วทุกสารทิศ”
“แมลงวิญญาณที่พวกเราเลี้ยงไว้ บัดนี้ก็มีจำนวนไม่น้อยแล้ว อีกทั้งพวกมันยังมีสติปัญญาที่ไม่ธรรมดา เมื่อจำนวนเพิ่มมากขึ้น ย่อมต้องมีเจ้าตัวเล็กที่สนใจในศาสตร์แห่งค่ายกล หรือศาสตร์แขนงอื่นๆ ในวิถีแห่งการบำเพ็ญเพียรอย่างแน่นอน”
“คัมภีร์เหล่านี้ ข้าจะมอบให้แมลงวิญญาณทุกตัวได้ศึกษาอย่างอิสระ ไม่แน่ว่าในอนาคต พวกเราอาจจะสามารถผลิตอัจฉริยะด้านค่ายกลออกมาได้เป็นกอบเป็นกำ”
ดวงตาของเสี่ยวไป๋เป็นประกาย
“เจ้านายช่างปราดเปรื่องยิ่งนัก เป็นความคิดที่ยอดเยี่ยมมากเจ้าค่ะ แม้ในมิติแหวนโบราณจะสามารถดลบันดาลให้เกิดวิชาลี้ลับได้ ทว่าผลลัพธ์นั้นเป็นแบบสุ่ม และไม่อาจดลบันดาลความรู้เฉพาะทางด้านศาสตร์แห่งค่ายกล ศาสตร์แห่งโอสถ หรือศาสตร์แห่งการหลอมศาสตราได้ การมีคัมภีร์เหล่านี้ ถือเป็นการอุดช่องโหว่ของมิติแหวนโบราณได้อย่างพอดิบพอดี”
เสี่ยวไป๋คือแมลงวิญญาณที่เรียนรู้วิชาลี้ลับในมิติแหวนโบราณได้มากที่สุด มันจึงคุ้นเคยกับมิตินี้ดีที่สุด วิชาลี้ลับทั้งหมดที่เรียนรู้มาจากมิติแหวนโบราณ ล้วนเกี่ยวข้องกับการเพิ่มพูนพลังบ่มเพาะ เสริมสร้างพลังปราณ เสริมความแข็งแกร่งของดวงวิญญาณ เสริมทักษะการต่อสู้ ฯลฯ ในขณะที่วิชาประเภทอื่นยังไม่เคยปรากฏเลย
แม้เย่หลินจะมีความสนใจในศาสตร์แห่งค่ายกลอยู่บ้าง ทว่าเขามั่นใจว่าตนเองไม่ใช่อัจฉริยะด้านค่ายกลอย่างแน่นอน หากต้องการมีความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในศาสตร์นี้ อย่างน้อยก็ต้องทุ่มเทศึกษาอย่างจริงจังเป็นเวลาหลายสิบปี หรืออาจจะถึงร้อยปี
ในตอนนี้ เขายังไม่มีเวลามากพอที่จะทำเช่นนั้น
ดังนั้น สิ่งใดที่เขาไม่อาจครอบครองได้ เขาก็จะปล่อยให้แมลงวิญญาณของเขาครอบครองแทน ซึ่งนั่นก็เท่ากับว่าเขาได้ครอบครองมันแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น เย่หลินเชื่อมั่นว่า ตราบใดที่เขามีแมลงวิญญาณจำนวนมากพอ ย่อมต้องมีอัจฉริยะด้านค่ายกลที่มีพรสวรรค์เหนือกว่าหวังเสียหยางถือกำเนิดขึ้นอย่างแน่นอน เมื่อถึงเวลานั้น เย่หลินก็จะมี “หวังเสียหยาง” อยู่ในครอบครองเป็นจำนวนมาก
คิดได้ดังนั้นก็ลงมือทำทันที ภายในมิติแหวนโบราณ เย่หลินเพียงแค่ใช้ความคิด อาคารไม้หลังหนึ่งที่ดูไม่โอ่อ่านัก ทว่าเรียบง่ายและเป็นระเบียบ ก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ เหนือประตูทางเข้ามีป้ายจารึกอักษรสามตัวใหญ่ว่า “หอคัมภีร์”!
ในมิติแหวนโบราณ เย่หลินไม่สามารถสร้างสิ่งมีชีวิต ไม่สามารถเสกพลังปราณหรือสมบัติล้ำค่าให้เกิดขึ้นจากความว่างเปล่า ทว่าเขาสามารถเนรมิตดิน หิน และแหล่งน้ำได้เพียงแค่ใช้ความคิด
ไม่นาน คัมภีร์แต่ละเล่มก็ลอยละล่องลงมาจากฟากฟ้า จัดเรียงตัวเองเข้าชั้นหนังสือในหอคัมภีร์อย่างเป็นระเบียบ
จากนั้น เย่หลินก็สลักอักษรตัวใหญ่สองบรรทัดไว้ที่หน้าประตู
“ห้ามกัดแทะคัมภีร์”
“อ่านจบแล้วต้องนำกลับมาคืนที่เดิม”
เพียงเท่านี้ หอคัมภีร์ที่เป็นสมบัติส่วนตัวของแมลงวิญญาณก็ถูกสร้างขึ้นจนสำเร็จ
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย เย่หลินก็รู้สึกคาดหวังและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง
“เสี่ยวไป๋ ต่อไปเจ้าต้องช่วยข้าคัดเลือกเจ้าตัวเล็กที่เฉลียวฉลาดมาดูแลหอคัมภีร์ และคอยจัดการดูแลคัมภีร์ต่างๆ ที่จะเพิ่มเข้ามาในอนาคตด้วยนะ”
เสี่ยวไป๋ผงกหัวรับคำอย่างว่าง่าย
“รับทราบเจ้าค่ะ เจ้านาย”
กล่าวจบ เสี่ยวไป๋ก็กลายร่างเป็นแสงแห่งพลังปราณ พุ่งเข้าไปในแหวนโบราณที่นิ้วของเย่หลิน
เย่หลินกวาดสายตาสำรวจความเป็นไปในมิติแหวนโบราณ เขารู้สึกใคร่รู้เช่นกันว่า เหล่าแมลงวิญญาณจะมีความคิดเห็นอย่างไรต่อหอคัมภีร์ที่เขาสร้างขึ้น และในบรรดาหนอนไหมหิมะและแมงมุมพันเส้นไหมนับพันนับหมื่นตัวนี้ จะมีอัจฉริยะด้านค่ายกลที่หาตัวจับยากถือกำเนิดขึ้นบ้างหรือไม่
แม้มิติแหวนโบราณจะยังไม่ขยายขนาดขึ้น ยังคงมีความกว้างยาวประมาณหนึ่งร้อยจั้ง ทว่าเมื่อเทียบกับตอนที่เพิ่งได้มาซึ่งเป็นเพียงทะเลทรายอันเวิ้งว้าง บัดนี้มันได้แปรสภาพเป็นโอเอซิสที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา
มีทั้งสวนสมุนไพรวิญญาณ สวนโอสถวิญญาณ พื้นที่ปลูกต้นหม่อนน้ำแข็งวิญญาณ เขตที่อยู่อาศัยของแมลงวิญญาณ สำนักศึกษาของแมลงวิญญาณ ลานบ่มเพาะพลัง ลานฝึกฝนคาถา และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ อีกมากมาย บัดนี้ยังมีหอคัมภีร์เพิ่มเข้ามาอีก เรียกได้ว่าแม้จะมีขนาดเล็ก แต่ก็มีครบทุกสิ่งอย่าง
ปัจจุบัน จำนวนแมลงวิญญาณที่อาศัยอยู่ในมิติแหวนโบราณมีมากถึงหนึ่งหมื่นตัว ส่วนใหญ่เป็นหนอนไหมหิมะและแมงมุมพันเส้นไหมที่ทำหน้าที่ผลิตพวกมันทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย สร้างความมั่งคั่งให้เย่หลินอย่างไม่ขาดสาย
ค่าใช้จ่ายของเย่หลินในช่วงสองปีที่ผ่านมา ล้วนมาจากพวกมันทั้งสิ้น
อย่างไรก็ตาม เย่หลินไม่ได้ใช้นโยบายกดขี่ข่มเหงเยี่ยงนายทุนหน้าเลือด พวกมันทำงานผลิตตามเวลาที่กำหนด เมื่อเสร็จงานก็เป็นอิสระ สามารถพูดคุยเล่นสนุกกับแมลงวิญญาณตัวอื่น หรือฝึกฝนคาถาเพื่อเพิ่มระดับพลังได้อย่างเสรี
ปัจจุบัน ผู้ดูแลหนอนไหมหิมะคือฉานอีและฉานเอ้อร์ ที่วันๆ เอาแต่กินจนตัวยาวถึงครึ่งจั้ง ส่วนผู้ดูแลแมงมุมพันเส้นไหมคือเสี่ยวเฉียงและเสี่ยวหลาน
หากมีแมลงวิญญาณตัวใดเกิดการกลายพันธุ์ไปในทิศทางที่เอื้อต่อการต่อสู้ พวกมันก็จะได้รับการยกเว้นจากการผลิต เพื่อมุ่งเน้นไปที่การฝึกฝนและเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้
ขณะนี้ มีแมงมุมพันเส้นไหมที่มีความดุร้ายและมีพลังรบสูงส่งโดดเด่นออกมาหลายสิบตัวแล้ว เพียงแต่เย่หลินยังต้องหาโอกาสปล่อยพวกมันออกไปประลองฝีมือดูสักครั้ง
ส่วนหนอนไหมหิมะตัวน้อยดูเหมือนจะสืบทอดนิสัยชอบกินมาจากฉานอีและฉานเอ้อร์ พวกมันไม่ถนัดและไม่ชอบการต่อสู้ แต่ถนัดกินเป็นที่สุด ตอนนี้มีหนอนไหมหิมะจำนวนไม่น้อยที่มีฟันคมกริบ สามารถกัดศาสตราวิญญาณระดับสูงได้อย่างง่ายดายราวกับเคี้ยวขนม
พวกมันใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและไร้กังวลอยู่ในมิติแหวนโบราณแห่งนี้