- หน้าแรก
- เกิดใหม่เพื่อเป็นใหญ่กว่าใคร
- บทที่ 98 สามพยัคฆ์หนึ่งเสือดาว
บทที่ 98 สามพยัคฆ์หนึ่งเสือดาว
บทที่ 98 สามพยัคฆ์หนึ่งเสือดาว
หลังจากแวะทานมื้อเช้าที่โรงน้ำชาใต้ตึกเสร็จ ซ่งเทียนเย่าก็นั่งรถลากตรงไปยังบริษัทการค้าลี่เฮิงที่ถนนเมอร์เรย์ในเขตเซ็นทรัลทันที
ในเมื่อฉู่เสี้ยวจงแสดงความจำนงว่าจะเป็นฝ่ายชดใช้เงินที่บริษัทการค้าฝูจงสูบไปจากลี่คังคืนให้ เจ้านายของเขาอย่างคุณชายรองฉู่ที่ดูไม่ออกว่านั่นคือการส่งสัญญาณผูกมิตร ก็คงจะไม่รู้ว่าต้องตอบสนองยังไง แต่ตัวเขาเองจำเป็นต้องเป็นฝ่ายตอบรับการผูกมิตรครั้งนี้ ตอนนี้ลี่คังถือว่าแยกตัวออกมาจากกงสีของตระกูลฉู่อย่างเป็นทางการแล้ว เป็นเพียงธุรกิจส่วนตัวของฉู่เสี้ยวซิ่นเท่านั้น ถ้าเขาทำตัวไม่รู้เรื่องรู้ราวเหมือนเจ้านาย จนทำให้ฉู่เสี้ยวจงทนไม่ไหว ต้องใช้เส้นสายและทรัพยากรของกงสีมาถล่มลี่คังล่ะก็ มีหวังได้ไม่คุ้มเสียแน่
ซ่งเทียนเย่ามองดูเข็มนาฬิกาบนหอนาฬิกาเขตเซ็นทรัลชี้ไปที่เลขแปดพอดี ถึงได้เดินเข้าไปในตึกจิ่นซิงซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทการค้าลี่เฮิง
เมื่อขึ้นมาถึงชั้นสามตามป้ายบอกทาง ก็พบว่าบริษัทลี่เฮิงของฉู่เสี้ยวจงนั้น มีขนาดใหญ่กว่าบริษัทลี่คังของฉู่เสี้ยวซิ่นมาก ฉู่เสี้ยวจงเหมาพื้นที่ชั้นสามทั้งชั้นไว้เลย แถมหน้าประตูทางเข้ายังจัดให้มีเคาน์เตอร์ต้อนรับแบบบริษัทอังกฤษด้วย มีพนักงานสาวหน้าตาจิ้มลิ้มส่งยิ้มหวาน กล่าวทักทายซ่งเทียนเย่าอย่างสุภาพ
เมื่อลองเอามาเทียบกับบริษัทลี่คังที่เขาทำงานอยู่แล้ว ลี่คังก็เหมือนบริษัทห้องแถวไก่กาดีๆ นี่เอง เทียบกันไม่ติดเลย เหมือนเอาดาวเด่นประจำไนต์คลับไปเทียบกับไก่หลงข้างถนนยังไงยังงั้น
"ผมมาขอพบคุณชายจงครับ" ซ่งเทียนเย่ายืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ต้อนรับ แล้วเอ่ยกับพนักงานสาว
พนักงานสาวก้มลงดูสมุดบันทึกนัดหมายในมือ พลางถามว่า "ขอทราบชื่อด้วยค่ะ ไม่ทราบว่าได้นัดหมายกับคุณฉู่ไว้ก่อนหรือเปล่าคะ..."
"เลขาซ่งใช่ไหมคะ?"
ยังไม่ทันที่พนักงานต้อนรับจะพูดจบ ก็มีเสียงดังขึ้นมาจากประตูห้องหนึ่งที่อยู่ไม่ไกล
เจียงหย่งเอินในรองเท้าส้นสูง ถือแฟ้มเอกสารเดินออกมาจากห้องนั้น พอเห็นซ่งเทียนเย่ายืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ ก็เลยเอ่ยทักขึ้น
"คุณเจียง" ซ่งเทียนเย่าหันไปมองเจียงหย่งเอินที่กำลังเดินเข้ามา พร้อมกับส่งยิ้มให้ ราวกับเป็นคนละคนกับซ่งเทียนเย่าที่เพิ่งทำหน้าตึงใส่หล่อนเมื่อคืนนี้เลย
ส่วนเจียงหย่งเอินก็ทำทีเป็นลืมคำพูดของซ่งเทียนเย่าเมื่อคืนไปซะสนิท เธอเดินเข้ามาแล้วหันไปสั่งพนักงานต้อนรับก่อนว่า "นี่คือเลขาซ่ง จากบริษัทการค้าลี่คัง เลื่อนนัดของคุณฉู่ตั้งแต่ตอนนี้ไปจนถึงเก้าโมงเช้าออกไปอีกหนึ่งชั่วโมงนะ เดี๋ยวฉันเซ็นรับรองให้เอง"
หลังจากสั่งงานพนักงานต้อนรับและเซ็นชื่อรับรองเสร็จ เจียงหย่งเอินถึงได้เงยหน้าขึ้นมามองซ่งเทียนเย่า "มาพบคุณฉู่เหรอคะ?"
"รบกวนคุณเจียงช่วยพาผมไปพบคุณชายจงทีนะครับ" ซ่งเทียนเย่าพยักหน้าให้เจียงหย่งเอินอย่างมีมารยาท
เจียงหย่งเอินหมุนตัวอย่างกระฉับกระเฉง นำทางซ่งเทียนเย่าไปที่ห้องทำงานของฉู่เสี้ยวจง "เชิญตามฉันมาเลยค่ะ"
เมื่อมาถึงหน้าห้องทำงานห้องหนึ่ง เจียงหย่งเอินก็เคาะประตูเบาๆ สองครั้ง "คุณฉู่คะ? เลขาซ่งเทียนเย่าจากบริษัทลี่คังมาขอพบค่ะ"
"เข้ามาสิ" เสียงของฉู่เสี้ยวจงดังลอดออกมาจากข้างใน
เจียงหย่งเอินผลักประตูเข้าไป แล้วผายมือเชิญซ่งเทียนเย่าเข้าไปด้านใน ฉู่เสี้ยวจงเงยหน้าขึ้นจากหนังสือพิมพ์บนโต๊ะทำงาน มองซ่งเทียนเย่าที่เพิ่งเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มพอดีๆ
"เลขาซ่ง เชิญนั่งครับ คุณเจียง รบกวนชงกาแฟให้ผมกับเลขาซ่งสองที่ด้วยนะครับ"
ซ่งเทียนเย่านั่งลงบนโซฟาข้างๆ แล้วยิ้มให้ฉู่เสี้ยวจง "คุณชายจงเกรงใจไปแล้วครับ เมื่อคืนผมฟังคุณชายซิ่นเล่าว่า คุณชายจงคงได้ข่าวมาว่าช่วงนี้ลี่คังเงินสดขาดมือ ก็เลยไปตรวจสอบดู แล้วพบว่าบริษัทฝูจงยังค้างชำระเงินก้อนสุดท้ายให้ลี่คังอยู่ ก็เลยตั้งใจจะโอนเงินเข้าบัญชีลี่คังภายในสองวันนี้ เพื่อช่วยให้ลี่คังผ่านช่วงเวลาวิกฤตินี้ไปได้ เรื่องนี้ทำเอาคุณชายซิ่นรู้สึกเกรงใจมากเลยล่ะครับ รู้สึกว่าพี่น้องกันแท้ๆ ไม่น่าจะต้องมาทำตัวห่างเหินกันขนาดนี้เลย แต่คุณชายซิ่นก็ไม่กล้าพูดตรงๆ วันนี้ก็เลยส่งผมมาเพื่อขอบคุณคุณชายจงน่ะครับ"
ระหว่างที่พูด ซ่งเทียนเย่าก็ยิ้มแย้มแจ่มใส ส่วนฉู่เสี้ยวจงก็รับฟังด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่ทั้งคู่ต่างก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่า คำพูดสวยหรูของซ่งเทียนเย่าเมื่อครู่ ก็เป็นแค่ข้ออ้างที่ยกมาอ้างลอยๆ เพื่อเป็นข้ออ้างในการมาพบเท่านั้น แต่ฉู่เสี้ยวจงก็ต้องยอมรับเลยว่า น้องชายของเขาช่างหาคนมีฝีมือมาใช้งานได้เก่งจริงๆ เมื่อคืนเพิ่งจะยุให้น้องชายเปิดฉากซัดหน้าเขาตรงๆ มาวันนี้ก็กล้ามาตีหน้าซื่อเล่าความเท็จว่า เงินของฝูจงก้อนนั้นเป็นความหวังดีของเขา ฉู่เสี้ยวจง ที่ตั้งใจจะโอนไปช่วยเหลือลี่คังที่กำลังขาดแคลนเงินสดซะงั้น
"ไม่เป็นไรหรอก เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ถึงกับต้องรบกวนให้เลขาซ่ง..." ฉู่เสี้ยวจงพับหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษบนโต๊ะเก็บ วางมือทั้งสองข้างทาบลงบนโต๊ะเตรียมจะเอ่ยปาก
แต่ยังไม่ทันจะพูดจบ ซ่งเทียนเย่าก็ลุกขึ้นยืน "เรียกผมว่าอาเย่าก็ได้ครับ เลขาอย่างผม ถ้าเอาไปเทียบกับคุณเจียงของคุณชายจงแล้ว ก็เป็นได้แค่ตัวตลกเท่านั้นแหละครับ คุณชายจง"
"ได้สิ งั้นเรียกอาเย่าก็แล้วกัน ดูเป็นกันเองดี ยังไงพวกเราก็เป็นคนแต้จิ๋วเหมือนกันนี่นา" ฉู่เสี้ยวจงพอใจกับท่าทีของซ่งเทียนเย่ามาก เขายิ้มไม่หุบ "อาเย่า เรื่องเล็กๆ แค่นี้ไม่เห็นต้องลำบากนายมาถึงนี่เลย เงินแค่สองแสนสามหมื่นเหรียญ บางทีค่าขนมเดือนนึงของอาซิ่นยังมากกว่านี้อีกนะ"
'สองแสนสามหมื่นเหรียญฮ่องกง' ซ่งเทียนเย่าเอาตัวเลขนี้ไปทบทวนในหัวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพูดต่อทันที "จริงๆ แล้วผมยังมีเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อยากจะสอบถามคุณชายจงสักหน่อยน่ะครับ ไม่ทราบว่าคุณชายจงพอจะเคยได้ยินชื่อบริษัทชายฝั่งยุโรปบ้างไหมครับ?"
ในตอนนั้นเอง เจียงหย่งเอินก็ถือถาดใส่กาแฟสองแก้วเดินเข้ามาในห้องพอดี
รอยยิ้มบนใบหน้าของซ่งเทียนเย่าพลันสว่างไสวขึ้นชั่วขณะตอนที่เจียงหย่งเอินผลักประตูเข้ามา ส่วนฉู่เสี้ยวจงที่เห็นรอยยิ้มอันสดใสของซ่งเทียนเย่าเข้าพอดี ก็มีสีหน้าไม่พอใจวูบหนึ่ง ก่อนจะปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว
"เลขาซ่ง กาแฟค่ะ" เจียงหย่งเอินวางกาแฟแก้วหนึ่งลงบนโต๊ะข้างโซฟาของซ่งเทียนเย่า
"ขอบคุณครับคุณเจียง" ซ่งเทียนเย่าพยักหน้าขอบคุณหล่อนเล็กน้อย ก่อนจะหันไปทางฉู่เสี้ยวจง "คุณชายจง ก่อนหน้านี้ลี่คังเคยทำธุรกรรมกับบริษัทชายฝั่งยุโรปอยู่สองสามครั้ง แต่คุณชายก็ทราบดีใช่ไหมครับว่า พนักงานเก่าๆ ของบริษัทถูกย้ายไปดูแลธุรกิจอื่นของตระกูลหมดแล้ว ส่วนคุณชายซิ่นที่เป็นเจ้านายก็จำรายละเอียดปลีกย่อยพวกนี้ไม่ค่อยจะได้ ผมก็เลยถือโอกาสแวะมาถามข้อมูลบริษัทนี้จากคุณชายจงน่ะครับ คุณชายจงอยู่ในวงการธุรกิจมานาน น่าจะพอรู้เรื่องบริษัทน้อยใหญ่ในฮ่องกงบ้างนะครับ"
"เฮ้อ~" ฉู่เสี้ยวจงปรายตามองเจียงหย่งเอินที่ชงกาแฟเสร็จแล้วก็ยืนรอรับคำสั่งอยู่ข้างๆ ก่อนจะพูดกับซ่งเทียนเย่าว่า "ฉันรู้ว่านายอยากจะถามอะไร ข้อมูลของบริษัทชายฝั่งยุโรปน่ะเหรอ? ฉันก็พอรู้มาบ้าง บริษัทนี้เป็นของตระกูลจาง เมื่อก่อนครอบครัวจางเคยเปิดร้านขายของชำชื่อ 'จางจี้' อยู่ที่กว่างโจว ผู้นำตระกูลชื่อ จางจู้ซาน มีลูกชายสี่คน ฐานะค่อนข้างดีเลยล่ะ แต่จางจู้ซานกรำงานหนักเกินไป อายุแค่ห้าสิบสี่ก็ล้มป่วยและเสียชีวิตไปซะก่อน หลังจากนั้นกองทัพญี่ปุ่นก็บุกยึดครองภาคใต้ของจีน กว่างโจวก็เลยแตก ลูกชายคนรอง จางอวี้ฉี ตอนนั้นเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ที่ฉงชิ่ง ส่วนภรรยาของจางจู้ซานก็หอบหิ้วลูกชายอีกสามคนที่เหลือหนีตายมาฮ่องกง อาศัยเงินเก็บที่มีมาเปิดร้านขายของชำสไตล์ตะวันตกชื่อ 'จางจิ่นจี้' อยู่ในย่านเซ็นทรัล หลังจากนั้นลูกชายคนโต จางอวี้เจีย ก็ก้าวขึ้นมาบริหารธุรกิจของครอบครัว กิจการก็ค่อยๆ เติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนเปิดบริษัทการค้าเพิ่มอีกหลายแห่ง ทั้ง 'จู้ซิง', 'ไท่เหอ' และอื่นๆ ส่วนบริษัทชายฝั่งยุโรปนี่ เป็นบริษัทที่ตระกูลจางตั้งขึ้นมาเพื่อทำธุรกิจค้ายาโดยเฉพาะ ถ้านายคิดจะเล่นงานตระกูลจางล่ะก็..."
พูดมาถึงตรงนี้ ฉู่เสี้ยวจงก็หัวเราะแห้งๆ ออกมา "สู้มาเล่นงานฉันตรงๆ ยังจะง่ายกว่าอีก ตอนที่ประธานสมาคมการค้าใหญ่ทั้งสามของชาวกวางตุ้งนั่งคุยกันเรื่องทายาทรุ่นหลังที่กำลังสร้างชื่อในวงการธุรกิจ พวกเขายังชมเป็นเสียงเดียวกันเลยว่า 'ตระกูลจางมีลูกชายสี่คน เป็นสามพยัคฆ์กับอีกหนึ่งเสือดาว ทุกคนล้วนมีบุคลิกแบบผู้นำตระกูล มีราศีของเจ้าสัวกันทั้งนั้น' พูดกันตามตรง เรื่องการซื้อขายสามทางระหว่างบริษัทฝูจง, ลี่คัง และบริษัทชายฝั่งยุโรปเนี่ย ฉันเพิ่งจะมารู้เรื่องก็ตอนที่นายเข้ามาทำลี่คัง แล้วลุงของฉันก็ออกจากบริษัทไปแล้วนั่นแหละ ลุงที่แก่จนปูนนั้นของฉัน ดันถูกคุณชายสี่ของตระกูลจางอย่าง จางอวี้เหลียง ที่อายุแค่ยี่สิบห้า หลอกเอาซะหัวปั่นเป็นไอ้โง่เลย ยาล็อตนึงมูลค่าสามแสนเหรียญฮ่องกง ทำบัญชีเวียนเทียนไปมาตั้งสิบเอ็ดรอบ บริษัทฝูจงได้เงินมาแค่สองแสนสามหมื่น ส่วนเงินที่เหลืออีกเกือบสี่แสน ดันไปเข้ากระเป๋าของจางอวี้เหลียงจนหมด แต่บริษัทฝูจงที่มีฉันหนุนหลังอยู่ ดันต้องมาเป็นแพะรับบาป เพราะไม่ว่าฉันจะได้กำไรมากน้อยแค่ไหน คนนอกก็เห็นแค่ว่า ฉู่เสี้ยวจง อย่างฉันรังแกน้องชายต่างแม่ พี่น้องทะเลาะเบาะแว้งกันเอง ฟังฉันนะ กลับไปทำธุรกิจลักลอบขนของเถื่อนให้ลี่คังเถอะ ฉวยโอกาสตอนที่ยังมีสงครามเกาหลี หาเงินให้อาซิ่นเยอะๆ ดีกว่า เลิกคิดเรื่องที่จะไปทวงเงินก้อนนั้นคืนจากบริษัทชายฝั่งยุโรปซะเถอะ"