- หน้าแรก
- เกิดใหม่เพื่อเป็นใหญ่กว่าใคร
- บทที่ 91 สามห้วงคำนึง
บทที่ 91 สามห้วงคำนึง
บทที่ 91 สามห้วงคำนึง
หลังจากยืนรับลมและพูดคุยกันที่จุดชมวิวเกือบครึ่งชั่วโมง เมื่อเห็นฉู่เสี้ยวจงกับเจียงหย่งเอินเดินออกจากร้านอาหารบนยอดเขาแล้วมุ่งหน้าไปยังสถานีเพื่อรอรถรางลงเขา ในขณะที่หน้าประตูร้านอาหาร มีหญิงวัยกลางคนชาวตะวันตกกำลังยืนกำชับอะไรบางอย่างกับชายหนุ่มชาวตะวันตกในชุดพนักงานร้านอาหารสไตล์อังกฤษ แองจี้ เพอร์ริส ซึ่งถือของขวัญที่เตรียมมาไว้ในมือ ก็เอ่ยปากขึ้น "ถึงเวลาที่เราต้องไปลิ้มรสอาหารเย็นที่ร้านอาหารชื่อดังแห่งนี้กันแล้วล่ะ"
"เดี๋ยวพอแสดงความเป็นพลเมืองดีเสร็จ ก็เตรียมตัวลงเขาได้เลย แล้วไปเจอกันที่ลี่ฉือนะ" ซ่งเทียนเย่าหันไปกำชับฉู่เสี้ยวซิ่น
ฉู่เสี้ยวซิ่นกวาดตามองไปรอบๆ "จะมีคนกระโดดหน้าผาหรือไง? คลื่นลมสงบแบบนี้ จะให้ฉันไปช่วยใครที่ไหน"
ระหว่างที่พูด ทั้งสามคนก็เดินตรงไปยังร้านอาหาร เมื่อเข้าใกล้ประตูร้านมากขึ้นเรื่อยๆ แองจี้ เพอร์ริส และหญิงวัยกลางคนชาวตะวันตกรูปร่างค่อนข้างท้วมคนนั้น ก็บังเอิญหันมาสบตากันด้วยความประหลาดใจ นี่แหละคือจุดอ่อนของพวกคนอังกฤษ ทั้งๆ ที่รู้ดีอยู่แก่ใจว่านัดเจอกันที่นี่ แต่ก็ยังต้องแกล้งทำเป็นประหลาดใจราวกับว่า 'แหม บังเอิญจังเลย มาทานอาหารที่นี่เหมือนกันเหรอเนี่ย'
"สวัสดีค่ะ มาดามเบธ มาทานอาหารที่นี่เหมือนกันเหรอคะ?" แองจี้ เพอร์ริส ทักทายภริยาชาวออสเตรเลียของสือจื้ออี้ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ
มาดามเบธมองดูซ่งเทียนเย่าและฉู่เสี้ยวซิ่นที่เดินตามแองจี้ เพอร์ริส มา ก่อนจะยิ้มตอบ "สวัสดีตอนเย็นค่ะ คุณเพอร์ริส มาทานอาหารกับเพื่อนๆ เหรอคะ?"
"ใช่ค่ะ ขอแนะนำนะคะ นี่คือมาดามเบธ สมาชิกอาวุโสของสมาคมพฤกษศาสตร์แห่งฮ่องกง ส่วนสองท่านนี้คือนายจ้างของฉัน คุณฉู่เสี้ยวซิ่น เจ้าของบริษัทการค้าลี่คัง และนี่คือคุณซ่งเทียนเย่าค่ะ" แองจี้ เพอร์ริส ทำหน้าที่แนะนำตัวให้ทั้งสองฝ่ายรู้จักกัน
นี่ก็เป็นอีกหนึ่งธรรมเนียมของพวกคนอังกฤษ หากไม่มีแองจี้ เพอร์ริส เป็นคนกลางคอยแนะนำตัวให้ในสถานการณ์แบบนี้ มาดามเบธก็คงไม่มีวันเป็นฝ่ายเอ่ยปากทักทายชายหนุ่มทั้งสองก่อนอย่างแน่นอน
"สวัสดีตอนเย็นครับมาดาม ยินดีที่ได้รู้จักครับ" ฉู่เสี้ยวซิ่นและซ่งเทียนเย่าโค้งคำนับให้มาดามเบธอย่างสุภาพ
"ที่รัก ทางร้านบอกว่าเนื้อแองกัสย่างของเราต้องรออีกแป๊บนึงน่ะ อ้าว บังเอิญเจอเพื่อนเหรอ?" ชายชาวอังกฤษวัยกลางคนเดินออกมาจากร้านอาหาร กวาดตามองคนทั้งสามตรงหน้า แล้วเอ่ยถามภรรยาด้วยสำเนียงลอนดอนที่ค่อนข้างหนัก
ตั้งแต่ผู้ชายคนนี้ปรากฏตัว ซ่งเทียนเย่าก็เริ่มประเมินรองอธิบดีกรมพาณิชย์และอุตสาหกรรมที่ดูจะละโมบกว่าชาวอังกฤษคนอื่นๆ คนนี้ทันที รูปลักษณ์ภายนอกของเขาเป็นแบบฉบับของชาวอังกฤษโดยแท้ สวมชุดสูทสีเทาเรียบๆ กับรองเท้าหนังสีดำ หน้าผากกว้าง เถิกขึ้นไปด้านหลัง จมูกงุ้มเล็กน้อยและมีสีแดงระเรื่อ ภายใต้คิ้วดกหนาคือเบ้าตาที่ลึกโบ๋ ซ่อนดวงตาสีฟ้าอมเทาที่เปล่งประกายคมกริบไว้ภายใน
มาดามเบธหันไปตอบสามีของตน "เพื่อนที่รู้จักกันที่สมาคมพฤกษศาสตร์น่ะค่ะ นี่คือคุณแองจี้ เพอร์ริส ส่วนอีกสองท่านคือเพื่อนชาวจีนของเธอ เป็นเจ้าของบริษัท คุณฉู่ และคุณซ่งค่ะ"
จากนั้นเธอก็แนะนำให้ทั้งสามคนรู้จักกับสามี "นี่คือแพทริค สามีของฉันเองค่ะ ชื่อภาษาจีนของเขาคือ สือจื้ออี้"
"ยินดีที่ได้รู้จักพวกคุณทุกคน..."
"ปัง~" จู่ๆ เสาไฟก๊าซที่คนงานกำลังซ่อมอยู่ไม่ไกลจากหน้าร้านอาหารก็เกิดเสียงดังปังขึ้น พร้อมกับเปลวไฟที่พวยพุ่งออกมา ทำเอาคนงานที่กำลังยืนอยู่บนบันไดพาดเสาไฟตกใจจนเสียหลัก หงายหลังตกลงมาจากบันไดสูงสองเมตร ร่างกระแทกพื้นหญ้าดังอั้ก!
"พระเจ้าช่วย..." ทุกคนในบริเวณนั้นต่างก็ตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า แต่สายตาของซ่งเทียนเย่ากลับจับจ้องไปที่สองสามีภรรยาสือจื้ออี้อย่างไม่วางตา จังหวะที่ความสนใจของทั้งคู่ถูกดึงไปที่เสาไฟก๊าซ เขาก็รีบใช้หัวรองเท้าหนังเตะส้นรองเท้าของฉู่เสี้ยวซิ่นเบาๆ อย่างรวดเร็ว
ฉู่เสี้ยวซิ่นวิ่งเข้าไปที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็วก่อนที่ใครจะทันตั้งตัว เขารีบเข้าไปประคองคนงานที่ตกลงมาไว้ได้ก่อนที่คนงานอีกสองคนจะเข้ามาถึง "เจ็บตรงไหนบ้าง?"
"เอวผม เอวผม! โอ๊ย เจ็บ!" คนงานที่ได้รับบาดเจ็บร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวดในอ้อมแขนของฉู่เสี้ยวซิ่น
ฉู่เสี้ยวซิ่นประคองไหล่ของอีกฝ่าย ค่อยๆ ปรับท่านั่งให้แผ่นหลังราบลงกับพื้น "เดี๋ยวฉันจะพาไปส่งโรงพยาบาล รถฉันจอดอยู่ตีนเขา เฮ้ย มาช่วยกันแบกเขาขึ้นรถรางลงเขาที!"
"อาเย่า ฉันจะขับรถพาคนเจ็บไปโรงพยาบาลนะ นายกับฝรั่ง... คุณเพอร์ริส ค่อยๆ ลงเขาไปแล้วกัน นั่งแท็กซี่กลับเองนะ" ฉู่เสี้ยวซิ่นช่วยพยุงคนเจ็บขึ้นหลังคนงานอีกคน แล้วคอยประคองหลังของคนเจ็บอย่างระมัดระวัง พร้อมกับตะโกนบอกขณะวิ่งไปทางสถานีรถราง
พอทุกคนตั้งสติได้ ฉู่เสี้ยวซิ่นกับคนเจ็บก็เกือบจะหายลับตาไปจากยอดเขาเสียแล้ว
"พระเจ้าคุ้มครอง หวังว่าคนงานคนนั้นจะไม่เป็นอะไรมากนะ" มาดามเบธที่เพิ่งได้สติจากเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อครู่เอ่ยขึ้น ใบหน้ายังคงมีรอยแดงเรื่อจากความตกใจ
สือจื้ออี้เองก็ยังดูงุนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขาหันไปมองแองจี้ เพอร์ริส และซ่งเทียนเย่า หวังจะจับพิรุธบางอย่างจากสีหน้าของทั้งคู่ได้
แต่สองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขา แองจี้ เพอร์ริส ก็มีสีหน้าแดงก่ำด้วยความตกใจไม่ต่างกัน ส่วนซ่งเทียนเย่าก็มีท่าทีประหม่า ลุกลี้ลุกลน มือทั้งสองข้างที่ซ่อนอยู่ข้างลำตัวกำเข้าหากันแน่นเป็นระยะๆ
"คุณฉู่เป็นคนดีจริงๆ ค่ะที่รัก เขาพาคนเจ็บไปโรงพยาบาลแล้ว พวกเราเข้าไปในร้านอาหารกันเถอะ พระเจ้าจะคุ้มครองคนเจ็บเอง" สือจื้ออี้โอบไหล่ภรรยาเบาๆ พลางเอ่ย
พูดจบ เขาก็ปรายตามองแองจี้ เพอร์ริส และซ่งเทียนเย่าอีกครั้ง
ถ้าสองคนนี้ยังดึงดันจะตามพวกเขาเข้าไปทานอาหารในร้านให้ได้ นั่นก็แสดงว่าอุบัติเหตุเมื่อครู่คงเป็นฝีมือของพวกเขาแน่ๆ ถึงแม้จะยังไม่รู้ว่าพวกเขามีแผนอะไรก็เถอะ
แต่ถ้าพวกเขารีบขอตัวกลับไป ก็แสดงว่ามันเป็นแค่อุบัติเหตุจริงๆ
ถึงแม้บริษัทการค้าลี่คังจะเป็นธุรกิจของตระกูลฉู่ มหาเศรษฐีชาวแต้จิ๋ว แต่สือจื้ออี้ก็พอจะสืบเรื่องของลี่คังมาบ้างแล้ว เขารู้ดีว่าฉู่เสี้ยวซิ่นเป็นใคร และก็รู้ด้วยว่าธุรกิจของลี่คังไม่ค่อยจะสู้ดีนัก ดูท่าแล้วคงไม่สามารถตอบสนองความต้องการของเขาได้ การไม่ได้สานสัมพันธ์กับเจ้าของบริษัทเล็กๆ ที่เป็นเพียงทายาทผู้ตกกระป๋องของตระกูลใหญ่แบบนี้ สำหรับสือจื้ออี้แล้ว ไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเลยสักนิด
"คุณสือครับ" เมื่อเห็นสือจื้ออี้โอบภรรยากำลังจะเดินกลับเข้าไปในร้าน ซ่งเทียนเย่าก็ตัดสินใจเอ่ยปากขึ้นอย่างอาจหาญ "ขออภัยด้วยครับ คงจะอยู่ทานมื้อค่ำด้วยไม่ได้แล้ว แต่ขออนุญาตคุยกับภริยาของคุณสักสองสามประโยคได้ไหมครับ? อันที่จริง พวกเรามีเรื่องอยากจะรบกวนให้มาดามเบธช่วยเหลือสักหน่อยครับ"
ในสายตาของชาวอังกฤษอย่างสือจื้ออี้ การกระทำนี้ถือว่าค่อนข้างกะทันหันและเสียมารยาท แต่เมื่อเห็นแก่ท่าทีที่ดูประหม่าของอีกฝ่าย ซึ่งอาจเป็นเพราะอุบัติเหตุที่เพิ่งเกิดขึ้นกับฉู่เสี้ยวซิ่น สือจื้ออี้จึงเลือกที่จะมองข้ามไป สองสามีภรรยาหันกลับมา มาดามเบธมองซ่งเทียนเย่าแล้วเอ่ยเป็นภาษาอังกฤษว่า "คุณซ่ง มีเรื่องอะไรหรือเปล่าคะ?"
"ความจริงแล้ว เรื่องนี้คุณฉู่เสี้ยวซิ่นควรจะเป็นคนบอกกับคุณด้วยตัวเอง แต่คุณก็เห็นแล้วว่าเขายังไม่ทันได้อ้าปาก ก็ต้อง... ไปช่วยคนเสียก่อน เรื่องมันเป็นแบบนี้ครับ คุณแองจี้ เพอร์ริส เล่าให้ฟังว่าคุณเป็นถึงบัณฑิตเกียรตินิยมสาขาวิทยาศาสตร์อุทกวิทยา จากมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์อุทกวิทยาและปัญหาแหล่งน้ำตัวจริงเสียงจริง ในฐานะที่บริษัทการค้าลี่คังเป็นบริษัทค้ายา เรากำลังร่างแผนก่อตั้งองค์กรภาคเอกชนเพื่อตรวจสอบและแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำดื่มของชาวฮ่องกงครับ เราได้ทำการสำรวจแบบไม่เป็นทางการมาบ้าง และพบว่าชาวฮ่องกงส่วนใหญ่ติดเชื้อพยาธิจากการดื่มน้ำดิบหรือน้ำจากแหล่งที่ไม่สะอาด แต่พวกเราก็ไม่มีความรู้เฉพาะทางในด้านนี้ มหาวิทยาลัยฮ่องกงเองก็ไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์อุทกวิทยาเลย เราจึงอยากจะขอเรียนเชิญคุณเข้าร่วมและให้คำปรึกษาแก่องค์กรของเราครับ หากเราได้รับรายงานที่น่าเชื่อถือ บริษัทการค้าลี่คังก็ยินดีที่จะบริจาคยารักษาโรคพยาธิในนามขององค์กรนี้เป็นประจำทุกปี โดยยาล็อตแรกที่บริจาคจะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่าห้าแสนเหรียญฮ่องกงเลยทีเดียวครับ" ซ่งเทียนเย่าพูดภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่วฉะฉาน จากนั้นก็ก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว "ผมหวังว่าคุณจะพิจารณาเรื่องนี้อย่างถี่ถ้วนนะครับ พวกเราต้องการความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญอย่างคุณจริงๆ และผู้ป่วยที่ทนทุกข์ทรมานจากโรคพยาธิเหล่านั้น ก็ต้องการความช่วยเหลือจากคุณเช่นกันครับ สุดท้ายนี้ ขอให้ทั้งสองท่านทานมื้อค่ำให้อร่อยนะครับ พวกเราขอตัวลงเขาก่อน ราตรีสวัสดิ์ครับ"
พูดจบ ซ่งเทียนเย่าก็โค้งคำนับอย่างมีมารยาท แล้วหันหลังเดินจากไปทันที แองจี้ เพอร์ริส แอบยื่นของขวัญที่เตรียมมาให้กับพนักงานต้อนรับของร้านอาหาร โค้งคำนับให้ทั้งสองคนเล็กน้อย แล้วรีบหันหลังเดินตามซ่งเทียนเย่าไป
"เราเข้าไปข้างในกันเถอะ ที่รัก" สือจื้ออี้ทอดสายตามองแผ่นหลังของคนทั้งสองที่เดินจากไปไกล ก่อนจะโอบไหล่ภรรยาหมายจะพาเดินเข้าไปในร้าน
ทว่าคราวนี้ มาดามเบธกลับไม่ยอมเดินตาม เธอฝืนตัวไว้เล็กน้อย แล้วดึงมือของสือจื้ออี้ออกจากไหล่ "แพทริค นี่มันเป็นโอกาสที่ดีเลยนะ ในที่สุดก็มีคนรู้สักทีว่าที่เราพบปะผู้คนมากมายมาตลอดนั้น เรากำลังรอคอยอะไรอยู่"
"ฉันจำชื่อพวกเขาได้แล้วล่ะ ชายหนุ่มคนนั้นพูดจาได้ดีทีเดียว ไม่ต้องรีบร้อนไปหรอกที่รัก เข้าไปข้างในกันเถอะ เนื้อย่างของเราน่าจะเสร็จแล้วล่ะ" สือจื้ออี้มองหน้าภรรยา พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"ฉันปล่อยโอกาสนี้หลุดมือไปไม่ได้ และคุณเองก็ปล่อยมันไปไม่ได้เหมือนกัน" มาดามเบธจ้องมองสามี น้ำเสียงเจือความเศร้าสร้อย "ฉันไม่อยากให้ภรรยาเจ้านายคุณ หรือแม้แต่ภรรยาลูกน้องคุณ มองฉันด้วยสายตาแปลกๆ ที่แฝงไปด้วยความรังเกียจอีกแล้ว คุณเองก็รอคอยโอกาสนี้มาตลอดไม่ใช่เหรอ? ที่รัก ความจริงคุณควรจะได้เลื่อนขั้นเป็นเจ้าหน้าที่ระดับ 1 ตั้งแต่หลังสงคราม และอีกสามปีต่อมาก็ควรจะได้เป็นเจ้าหน้าที่ระดับบริหารแล้วด้วยซ้ำ ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะสถานะของฉัน..."
"เชื่อฉันเถอะ โอกาสมันมาถึงแล้วไม่ใช่เหรอ? เราจะต้องคว้ามันไว้ให้ได้แน่ๆ ฉันบอกแล้วไงว่าไม่ต้องรีบ อย่างน้อยตอนนี้เราก็รู้แล้วว่า มีคนที่รู้ใจว่าเราต้องการอะไร แถมพวกเขายังฉลาดมากด้วย" สือจื้ออี้ตบไหล่ภรรยาเบาๆ ก่อนจะโอบประคองเธอเข้าไปในร้านอาหารในที่สุด
……
"ฉันคิดว่าถึงแม้คุณสือจะไม่เอ่ยปากรั้งเราไว้ แต่มาดามเบธน่าจะพูดอะไรบ้างนะ" แองจี้ เพอร์ริส หันไปมองซ่งเทียนเย่าที่ยืนรอรถรางอยู่เงียบๆ พลางเอ่ยปลอบใจ "อย่าเพิ่งผิดหวังไปเลยนะ คุณทำใหัสองสามีภรรยาคู่นั้นประทับใจได้แล้วล่ะ ในบรรดาคนจีนทั้งหมด คงไม่มีใครคิดจะเข้าหาพวกเขาผ่านทางสถานะของมาดามเบธหรอก"
"ไม่ต้องปลอบผมหรอกแองจี้ ผมไม่ได้ผิดหวังเลย กลับรู้สึกนับถือในความหนักแน่นและความรักเดียวใจเดียวของรองอธิบดีสือคนนี้ด้วยซ้ำ ผู้ชายชั้นสูงชาวอังกฤษแท้ๆ อย่างเขา ตอนที่ตัดสินใจแต่งงานกับผู้หญิงออสเตรเลีย ซึ่งในสายตาของคนอังกฤษถือว่าเป็นดินแดนของพวกนักโทษ เขาคงต้องคิดมานับครั้งไม่ถ้วนแล้วว่าจะต้องเผชิญกับคำเยาะเย้ยและแรงกดดันมากแค่ไหนหลังจากแต่งงาน แต่เขาก็ยังยืนหยัดเพื่อความรัก หลังแต่งงานเขาคงคิดหาวิธีต่างๆ นานาเพื่อเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ที่เป็นอยู่ และเมื่อโอกาสที่รอคอยมาถึงตรงหน้าเขาและภรรยาที่เขารักสุดหัวใจ เขากลับยังคงสงวนท่าทีไว้ได้ แบบนี้ไม่น่าชื่นชมหรอกเหรอ?" ซ่งเทียนเย่าล้วงบุหรี่ออกจากกระเป๋า "ถึงแม้ผมจะแอบเสียดายอยู่ลึกๆ ที่เขาไม่เอ่ยปากรั้งไว้ ทั้งที่ผมอุตส่าห์ไปหาอ่านหลักคำสอนของแองกลิกันกับตำราวิทยาศาสตร์อุทกวิทยามาเพื่อเขาโดยเฉพาะ แต่ก็ต้องขอยกคำว่านับถือให้เขาจริงๆ คนที่กล้าเผชิญหน้ากับการแบ่งแยกชนชั้นในสังคมอังกฤษเพื่อแต่งงานกับผู้หญิงที่รัก และยังคงรักษาความสุขุมไว้ได้เมื่อโอกาสมาถึง สมกับเป็นสุภาพบุรุษชาวอังกฤษตัวจริง"
ซ่งเทียนเย่าพูดจบก็จุดไม้ขีดไฟสูบบุหรี่แล้วเงียบไป แองจี้ เพอร์ริส เองก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เธอแอบคิดถึงความเป็นไปได้ที่ดูเหมือนจะริบหรี่ ถ้าในวันข้างหน้า มีสักเสี้ยววินาทีหนึ่งที่เธอซึ่งเป็นผู้หญิงอังกฤษ จะยอมละทิ้งความเย่อหยิ่งทางชนชั้น แล้วไปมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับชายหนุ่มชาวจีนผู้แสนจะโดดเด่นคนนี้ จะมีใครเอ่ยปากชมเธอว่า 'น่านับถือ' เหมือนอย่างที่ซ่งเทียนเย่าพูดในคืนนี้บ้างไหมนะ
สายลมยามค่ำคืนพัดแผ่วเบา ความมืดเริ่มโรยตัวลงมาปกคลุม ท่ามกลางแสงจันทร์บนยอดเขา สองหนุ่มสาวต่างจมอยู่ในภวังค์ความคิดของตนเอง คนหนึ่งครุ่นคิดถึงเรื่องอำนาจและเงินตรา ส่วนอีกคนกลับปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับความรักและความปรารถนาลึกๆ ในใจ