เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 78 ย้ายบ้าน

บทที่ 78 ย้ายบ้าน

บทที่ 78 ย้ายบ้าน


ยังไม่ทันถึงเที่ยง ลูกน้องแก๊งฝูอี้ซิงสองคนก็ช่วยพ่อของซ่งเทียนเย่าเก็บแผงซ่อมรองเท้ากลับมาแล้ว พอเห็นท่าทางโกรธแต่ไม่กล้าพูดของพ่อ ซ่งเทียนเย่าก็เดาได้เลยว่าลูกน้องสองคนนี้คงใช้วิธีข่มขู่ไล่พวกเพื่อนบ้านไปเป็นแน่

วันนี้ที่จินหยาเหลยมาหา เพราะได้ยินลูกน้องบอกว่าซ่งเทียนเย่ากลับบ้านและตอนเที่ยงไม่ได้มีธุระอะไร ก็เลยตั้งใจจะมาชวนไปดื่มเหล้า แต่พอเห็นว่าตอนบ่ายซ่งเทียนเย่าเตรียมจะย้ายบ้านจริงๆ เขาก็เลยไม่อ้าปากชวนซ่งเทียนเย่าไปที่ร้านอาหารอีก แต่ให้เกาเหลาเฉิงไปซื้อเหล้าซวงเจิงแต้จิ๋วชั้นดีสองไหกับพวกพะโล้จากบนถนนกลับมาแทน

ซ่งเทียนเย่า ซ่งชุนเหลียง จินหยาเหลย เกาเหลาเฉิง และเฉินไท่รวมห้าคน แน่นอนว่าในบ้านแคบๆ คงนั่งกันไม่หมด เฉินไท่จึงช่วยยกโต๊ะกินข้าวไปตั้งไว้ข้างนอก สำหรับคนในเขตบ้านไม้ เวลาบ้านไหนมีแขกมาแล้วนั่งไม่พอ การยกโต๊ะออกไปตั้งกินข้าวกันริมถนนถือเป็นเรื่องปกติ ส่วนจ้าวเหม่ยเจินนั้น ถึงแม้จะเป็นคนปากจัด แต่ถ้ามีแขกมาบ้าน เธอก็ไม่เคยมานั่งร่วมโต๊ะกินข้าวด้วยเลย

ทั้งห้าคนนั่งล้อมวงกันที่โต๊ะอาหาร ซ่งชุนเหลียงในฐานะเจ้าบ้านและเป็นพ่อของซ่งเทียนเย่า สมควรจะเป็นคนเอ่ยคำทักทายตามมารยาท แต่ซ่งเทียนเย่ารู้ดีว่า พ่อของเขาคนนี้จะให้ดื่มเหล้าหรือกินข้าวก็ทำได้หมด ยกเว้นเรื่องการเข้าสังคมนี่แหละที่ทำไม่ได้เลย

ดังนั้นซ่งเทียนเย่าจึงเป็นคนเปิดผนึกไหเหล้าและรินเหล้าให้ทุกคนที่โต๊ะเอง จินหยาเหลยชนแก้วกับซ่งชุนเหลียงอย่างมีมารยาท ทำตัวเป็นผู้น้อยเพื่อแสดงความขอบคุณซ่งชุนเหลียงที่เลี้ยงต้อนรับ

อันที่จริงอายุของจินหยาเหลยอาจจะมากกว่าซ่งชุนเหลียงด้วยซ้ำ แต่ในยุทธจักรเขาถือเรื่องกฎระเบียบ ในเมื่อซ่งเทียนเย่าเรียกเขาว่าพี่เหลย ไม่ใช่ลุงเหลยหรืออาเหลย เขาก็ทำได้แค่นับถือซ่งเทียนเย่าเป็นพี่เป็นน้องเท่านั้น

กลับเป็นซ่งชุนเหลียงเสียอีกที่ออกจะประหม่ากับการดื่มคารวะของจินหยาเหลย จนเหล้าหกกระฉอกออกมาสองสามหยด

"เลขาซ่ง ไม่ทราบว่าเตรียมจะย้ายไปอยู่ที่ไหนเหรอครับ?" หลังจากดื่มคารวะซ่งชุนเหลียงเสร็จ จินหยาเหลยก็เอ่ยถามซ่งเทียนเย่า

ซ่งเทียนเย่าตอบว่า "ผมเตรียมจะไปเช่าตึกแถวสักชั้นที่หว่านจ๋ายให้ครอบครัวอยู่น่ะครับ แต่ยังไม่ได้คิดไว้ว่าจะไปเช่าตรงไหนดี เอาไว้ขนของขึ้นรถบรรทุกไปถึงที่นั่นแล้วค่อยหานายหน้าติดต่อดูก็ได้ครับ"

จินหยาเหลยรู้สึกว่าสิ่งที่ซ่งเทียนเย่าพูดเป็นเรื่องปกติมาก แต่ซ่งชุนเหลียงที่นั่งอยู่ข้างๆ กลับแทบจะสำลักเหล้าที่เพิ่งดื่มลงไป ลูกชายของเขาคนนี้ยังหาบ้านไม่ได้เลยด้วยซ้ำ แต่ดันจะย้ายบ้านตอนบ่ายนี้เนี่ยนะ? ถ้าจ้างรถบรรทุกขนข้าวของไปถึงหว่านจ๋ายจริงๆ แล้วหาที่อยู่เหมาะสมไม่ได้ คืนนี้ไม่ต้องไปนอนข้างถนนกันหรอกหรือ?

"ทั้งเรื่องบ้านแล้วก็ค่าเซ้ง ยังไม่ได้คุยให้เรียบร้อยเลยเหรอ?" ซ่งชุนเหลียงช่างซ่อมรองเท้าในฐานะหัวหน้าครอบครัวตระกูลซ่ง รวบรวมความกล้าเอ่ยถามซ่งเทียนเย่ากลางวงเหล้า

ซ่งเทียนเย่าพยักหน้ารับอย่างเห็นเป็นเรื่องธรรมดา "ไปถึงที่นั่นแล้วค่อยเลือกก็พอครับ ยังไงบ้านก็มีถมเถไป อยากอยู่ชั้นไหนก็เลือกชั้นนั้นเลย"

ซ่งชุนเหลียงมองไปทางจินหยาเหลย สลับกับมองเกาเหลาเฉิง ก็พบว่าไม่มีใครรู้สึกแปลกใจกับเรื่องนี้เหมือนตัวเองเลย แต่เขาก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมเวลาจะย้ายบ้านเช่าบ้านถึงไม่หาบ้านไว้ล่วงหน้าก่อน สมัยนี้จะเช่าบ้านสักห้อง ค่าเซ้งก็ปาเข้าไปตั้งหลายพันเหรียญแล้ว

ในฮ่องกงตอนนี้นั้นไม่ได้ขาดแคลนที่อยู่อาศัยหรอก แต่สาเหตุที่ทำให้ประชากรหนึ่งในสามต้องทนใช้ชีวิตอย่างยากลำบากในเขตบ้านไม้ที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้อยู่บ่อยครั้ง เหตุผลหลักก็คือค่าเช่าบ้านมันแพงเกินไป ถึงแม้รัฐบาลอาณานิคมฮ่องกงจะจำกัดเพดานค่าเช่าสูงสุดเพื่อปรับปรุงสภาพแวดล้อมการอยู่อาศัยของประชาชน โดยกำหนดให้ค่าเช่ารายเดือนสูงสุดห้ามเกินสี่ร้อยเหรียญฮ่องกง พูดง่ายๆ ก็คือ ต่อให้เป็นวิลล่าหรูบนเขาวิกตอเรียพีค ค่าเช่าสูงสุดต่อเดือนก็เก็บได้แค่สี่ร้อยเหรียญฮ่องกงเท่านั้น ถ้าเก็บมากกว่านั้นก็จะมีหน่วยงานรัฐไปเชิญตัวเจ้าของบ้านมาคุยด้วย

แต่คิดหรือว่าทำแบบนี้แล้วจะทำให้คนจนมีที่ซุกหัวนอน? แน่นอนว่าไม่มีทาง ถึงแม้ค่าเช่าจะเก็บได้แค่สี่ร้อยเหรียญ แต่เจ้าของบ้านก็จะเรียกเก็บเงินก้อนหนึ่งที่เรียกว่า 'ค่าเซ้ง' ตอนที่ผู้เช่ามาเช่าบ้านแทน เงินก้อนนี้ไม่ถือว่าเป็นค่าเช่า จึงไม่ผิดกฎหมายของฮ่องกง ค่าเซ้งจะถูกหรือแพงก็ขึ้นอยู่กับสภาพบ้าน ถ้าคำนวณตามราคาตึกแถวในหว่านจ๋าย ค่าเซ้งโดยทั่วไปจะตกอยู่ที่ราวๆ สี่พันถึงเจ็ดพันเหรียญฮ่องกง ซึ่งหมายความว่า ต้องจ่ายค่าเซ้งเจ็ดพันเหรียญก่อน เจ้าของบ้านถึงจะยอมเซ็นสัญญาเช่าหนึ่งปีและปล่อยบ้านให้เช่า แถมผู้เช่าก็ยังต้องจ่ายค่าเช่ารายเดือนอีกเดือนละสองร้อยเหรียญต่อไปด้วย

ดังนั้นตึกแถวที่ติดป้ายประกาศให้เช่าเดือนละสองร้อยเหรียญ เอาเข้าจริงถ้าอยากจะเช่าอยู่สักหนึ่งปี ก็ต้องควักเงินจ่ายให้เจ้าของบ้านประมาณหกพันถึงแปดพันเหรียญฮ่องกงเลยทีเดียว

แต่ในสายตาของจินหยาเหลย วิธีเช่าบ้านแบบซ่งเทียนเย่านี่แหละที่สะดวกที่สุดแล้ว ขนของที่นี่ขึ้นรถบรรทุก วิ่งตรงไปที่หว่านจ๋าย พอถึงหว่านจ๋ายก็ไปหาบริกรตามโรงน้ำชาสักคน โยนทิปให้สักไม่กี่สิบเหรียญ บริกรพวกนั้นก็จะคอยวิ่งเต้นจัดการธุระให้เสร็จสรรพ พาคุณเดินดูบ้านไปทีละชั้น สุดท้ายถูกใจชั้นไหน ก็ควักเงินจ่ายแล้วทำสัญญาเดี๋ยวนั้นเลย

เผลอๆ จินหยาเหลยยังคิดด้วยซ้ำว่า ซ่งเทียนเย่าอาจจะไม่คิดจะขนข้าวของที่นี่ไปด้วยเลยก็ได้ เขาแค่อาจจะหาเช่าบ้านที่มีเฟอร์นิเจอร์ครบครัน แล้วก็หิ้วกระเป๋าเข้าไปอยู่ได้เลย

เมื่อเห็นสีหน้ากังวลของพ่อ ซ่งเทียนเย่าจึงเอ่ยขึ้นว่า "ไม่ต้องห่วงหรอกครับ ก่อนพระอาทิตย์ตกดิน พวกเราได้เข้าไปอยู่ในหว่านจ๋ายแน่นอน"

หลังจากกินข้าวดื่มเหล้ากันเสร็จ ลูกน้องแก๊งฝูอี้ซิงก็ไปช่วยจ้างรถบรรทุกรุ่นเก่าที่ใช้ส่งของให้บริษัทการค้ามาคันหนึ่ง แต่ด้วยความที่ทางเดินในเขตบ้านไม้นั้นคับแคบ รถบรรทุกจึงต้องจอดรออยู่ที่ถนนใหญ่ไกลออกไป การย้ายบ้านครั้งนี้จึงต้องพึ่งพาลูกน้องแก๊งฝูอี้ซิงกับเฉินไท่เป็นหลัก ซ่งเทียนเย่าทำทีเป็นหิ้วข้าวสารครึ่งกระสอบ แต่ก็ถูกเฉินไท่แย่งเอาไปแบกขึ้นบ่าหน้าตาเฉย จากนั้นเขาก็ไปยืนดูพวกนั้นขนของอย่างขะมักเขม้นอยู่ข้างๆ กับจินหยาเหลย

ข้าวของเครื่องใช้ของคนในเขตบ้านไม้ไม่ได้มีของมีค่าอะไรมากมายนัก ก็มีแค่ตู้เสื้อผ้าสองใบกับพวกของจุกจิกอย่างกะละมังล้างหน้า แจกันลายดอกเหมยเก่าๆ อะไรเทือกนั้น ใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมงกว่าๆ ก็ขนออกไปจนเกลี้ยงบ้าน

รอจนกระทั่งขนของทั้งหมดขึ้นรถบรรทุกเรียบร้อย จินหยาเหลยก็บอกลาซ่งเทียนเย่า ตั้งแต่ต้นจนจบ ลูกพี่ใหญ่แห่งแก๊งฝูอี้ซิงคนนี้ไม่ได้เอ่ยปากเลยสักคำว่าจะช่วยซ่งเทียนเย่าหาที่พักที่เหมาะสมให้

ถ้าเป็นคนคิดตื้นๆ ก็คงจะคิดว่าจินหยาเหลยขี้เหนียว หรือไม่ก็ขี้เกียจแม้แต่จะพูดจาตามมารยาท แต่ซ่งเทียนเย่ารู้ดีว่าหัวหน้าใหญ่แห่งแก๊งฝูอี้ซิงคนนี้เป็นคนฉลาด เขารู้ว่าต้องทำตัวอย่างไรถึงจะไม่เป็นที่น่ารำคาญ

เรื่องที่พักอาศัยไม่ใช่ว่าแค่ค่าเช่าถูกแล้วจะทำให้คนพอใจได้ มันต้องให้ซ่งเทียนเย่าเป็นคนถูกใจด้วยตัวเองถึงจะดีที่สุด เพราะฉะนั้นจินหยาเหลยถึงได้ไม่พูดแทรกเพื่อเสนอตัวช่วยจัดการให้ แต่เลือกที่จะช่วยซ่งเทียนเย่าขนของขึ้นรถให้เสร็จ แล้วก็ขอตัวกลับทันที

ซ่งเทียนเย่ารอจนแม่เก็บกวาดข้าวของเสร็จสรรพ ถึงได้ให้เธอไปรับซ่งเหวินเหวินที่โรงน้ำชาหญิงล้วนกลับมา ระหว่างที่รอซ่งเหวินเหวินอยู่นั้น ซ่งเทียนเย่าก็หันไปถามเฉินไท่ที่เหงื่อท่วมตัวด้วยความเหนื่อยล้าว่า

"อาไท่ นายเคยเรียนกังฟูมาใช่ไหม?"

"ใช่ครับ ตอนที่ผมอยู่บ้านนอกที่แผ่นดินใหญ่ ที่นั่นมีลานฝึกวิชา ผมก็เลยได้เรียนมวยกับอาจารย์ที่ลานฝึกมาตั้งแต่เด็ก ในบรรดาลูกศิษย์ที่เรียนด้วยกันร้อยกว่าคน อาจารย์บอกว่าผมตั้งใจเรียนที่สุดเลย" เฉินไท่ใช้มือปาดเหงื่อที่ไหลเป็นทางบนใบหน้าพลางตอบ

ซ่งเทียนเย่าตบไหล่เขาเบาๆ "ตอนเย็นกลับบ้านไปบอกพ่อกับแม่นะ ว่านายไม่ต้องไปทำงานที่โรงงานแล้ว เดี๋ยวฉันจะหางานให้ทำเอง มีที่พักแล้วก็เลี้ยงข้าวสามมื้อเลย"

"พี่เย่า พี่อุตส่าห์ไปประกันตัวผมออกมา ผมยังไม่ได้ตอบแทนพระคุณพี่เลย นี่ยังจะมาช่วยหางานให้อีก ผมมันพวกปากหนัก พูดอะไรไม่ค่อยเป็น แต่ผมจะตั้งใจทำงานแน่นอนครับ ผมแรงเยอะนะจะบอกให้" เฉินไท่ไม่รู้จะแสดงความขอบคุณต่อซ่งเทียนเย่าอย่างไรดี จึงทำได้แค่เบ่งกล้ามโชว์ให้ซ่งเทียนเย่าดู ทำเอาซ่งเทียนเย่าถึงกับต้องกลอกตาบนด้วยความเอือมระอา เป็นผู้ชายอกสามศอกแท้ๆ มาเบ่งกล้ามโชว์กันทำไม? คิดว่าเขาเป็นเกย์หรือไง?

"เลขาซ่ง! เลขาซ่ง! รอก่อนครับ! ผม... ซือเย๋ฮุยเองครับ!"

จบบทที่ บทที่ 78 ย้ายบ้าน

คัดลอกลิงก์แล้ว