- หน้าแรก
- ยอดตำรวจมือปราบ ล่าทะลุโลกอาชญากรรม
- บทที่ 87 เข้ารับตำแหน่งที่คณะกรรมการการเมืองและกฎหมาย เลขาธิการลู่ชื่นชม
บทที่ 87 เข้ารับตำแหน่งที่คณะกรรมการการเมืองและกฎหมาย เลขาธิการลู่ชื่นชม
บทที่ 87 เข้ารับตำแหน่งที่คณะกรรมการการเมืองและกฎหมาย เลขาธิการลู่ชื่นชม
บทที่ 87 เข้ารับตำแหน่งที่คณะกรรมการการเมืองและกฎหมาย เลขาธิการลู่ชื่นชม
คณะกรรมการการเมืองและกฎหมายเมืองลู่เฉิงตั้งอยู่ในอาคารที่ทำการคณะกรรมการพรรคประจำเมือง!
วันนี้เป็นวันแรกที่หลินอวี่เข้ารับตำแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการการเมืองและกฎหมาย
แน่นอนว่าเขาต้องมาฝากเนื้อฝากตัวกับเลขาธิการหงที่นี่
ก่อนมา หลินอวี่ได้สืบข้อมูลมาเรียบร้อยแล้ว เลขาธิการคณะกรรมการการเมืองและกฎหมายชื่อหงโป อายุประมาณสี่สิบกว่าปี ทำงานอยู่บนชั้นเก้าของอาคารคณะกรรมการพรรคประจำเมือง
เพื่อสร้างความประทับใจที่ดี หลินอวี่ถึงกับโทรศัพท์มานัดหมายล่วงหน้า และผลก็คือเลขาธิการหงก็ต้องการพบเขาเช่นกัน
"สวัสดีครับเลขาธิการหง ผมหลินอวี่จากกองกำกับการตำรวจครับ!" หลินอวี่เป็นฝ่ายยื่นมือออกไปทักทายก่อน
หงโปจับมือตอบพร้อมกับหัวเราะ "นอกจากตำแหน่งในกองกำกับการตำรวจแล้ว ตอนนี้คุณยังเป็นรองเลขาธิการคณะกรรมการการเมืองและกฎหมายของเราด้วยนะ!"
พอเห็นท่าทีแบบนี้ หลินอวี่ก็เบาใจ ยิ้มตอบ "ไม่ว่าจะเป็นกองกำกับการตำรวจหรือคณะกรรมการการเมืองและกฎหมาย ล้วนแต่ต้องทำงานภายใต้การนำของเลขาธิการหงครับ ต่อจากนี้คงต้องขอความกรุณาเลขาธิการหงช่วยชี้แนะด้วยนะครับ"
หงโปพยักหน้าอย่างพอใจ หลินอวี่อายุยังน้อยแต่ได้ตำแหน่งสูง ทว่ากลับไม่มีความเย่อหยิ่งอวดดีเลย
คนทั้งอาคารคณะกรรมการพรรคประจำเมือง ใครบ้างจะไม่รู้ว่าเลขาธิการลู่ถึงกับยอมงัดข้อในที่ประชุมคณะกรรมการพรรคเพื่อหลินอวี่ถึงสองครั้ง มีแบคอัปใหญ่ขนาดนี้ แทบจะเดินกร่างในเมืองลู่เฉิงได้สบายๆ เลยล่ะ
เลขานุการเดินเข้ามารายงาน "ท่านเลขาธิการครับ หัวหน้าอัยการสวีจากสำนักงานอัยการ และประธานอู่จากศาลมาถึงแล้วครับ!"
หงโปตอบเสียงเรียบ "ให้พวกเขารอก่อน!"
เลขานุการเหลือบมองหลินอวี่แวบหนึ่ง ก่อนจะถอยออกไป
หลินอวี่เข้าใจดีว่านี่คือการแสดงความให้เกียรติที่เลขาธิการหงมีต่อเขา จึงฉวยโอกาสนี้เอ่ยขึ้น "เลขาธิการหงครับ ผมมีเรื่องอยากจะรายงานท่านด้วยเหมือนกันครับ"
หงโปบอก "ถ้าเป็นเรื่องของกองกำกับการตำรวจ พวกคุณตัดสินใจกันเองได้เลย"
หลินอวี่อธิบาย "เป็นเรื่องการปฏิบัติงานร่วมกันของตำรวจ อัยการ และศาลครับ!"
หงโปมีสีหน้าประหลาดใจ "ไหนลองเล่ามาสิ!"
หลินอวี่เริ่มอธิบาย "เลขาธิการลู่ต้องการพัฒนาเศรษฐกิจฝั่งตะวันออกของเมือง ผมคิดว่าระบบยุติธรรมของเราควรให้ความร่วมมือกับเลขาธิการลู่ครับ"
"อืม" หงโปพยักหน้า เขาก็ทำแบบนั้นเหมือนกัน ได้เรียกประชุมภายในคณะกรรมการการเมืองและกฎหมายไปแล้วหลายครั้ง แต่มันเกี่ยวอะไรกับหลินอวี่ล่ะ?
ก่อนหน้านี้เขาเป็นแค่ผู้กำกับการตำรวจ แถมยังเป็นแค่รองผู้กำกับด้วยซ้ำ!
หลินอวี่พูดต่อ "กองกำกับการตำรวจของเรามีแผนจะปฏิบัติการกวาดล้างอิทธิพลมืดในเขตพัฒนาเศรษฐกิจฮวาเฉียว เพื่อปกป้องการพัฒนาเศรษฐกิจของฮวาเฉียว จัดการกับพวกอิทธิพลมืดอย่างเด็ดขาด และลงโทษอย่างหนักและรวดเร็ว ซึ่งเรื่องนี้จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากสำนักงานอัยการและศาลครับ เพราะลำพังแค่กองกำกับการตำรวจอย่างเราก็ทำได้แค่จับกุมและสอบสวน ถ้าอัยการและศาลไม่ร่วมมือด้วย งานนี้คงดำเนินการยากครับ!"
"นี่คุณคิดขึ้นมาเองงั้นเหรอ?" หงโปประหลาดใจมาก สมแล้วที่เป็นคนที่เลขาธิการลู่ให้ความสำคัญ ไม่มีโอกาสก็ยังรู้จักสร้างโอกาสขึ้นมาเอง!
หลินอวี่กล่าวอย่างจริงจัง "เป็นความคิดของผมเองครับ ขอความกรุณาเลขาธิการหงอนุมัติด้วยครับ!"
หงโปหัวเราะ "ตอนนี้คุณก็เป็นคนของคณะกรรมการการเมืองและกฎหมายแล้ว ทั้งอัยการและศาลก็อยู่ภายใต้การนำของเรา คุณลงมือทำได้อย่างเต็มที่เลย ผมสนับสนุนคุณเต็มที่!"
"ขอบคุณครับเลขาธิการหง!"
หลินอวี่รู้สึกว่าต่อไปเขามีที่พึ่งในคณะกรรมการการเมืองและกฎหมายแล้ว
หงโปถามด้วยความอยากรู้ "คุณกับนายกเทศมนตรีหลี่เฉิงมีความสัมพันธ์ยังไงกัน?"
หลินอวี่ประหลาดใจ ทำไมเลขาธิการหงก็สนใจเรื่องนี้ด้วย?
หงโปแสดงความเป็นมิตร "ไม่ต้องเกร็งหรอก ผมไม่ได้มีความหมายอื่น เลขาธิการลู่ให้ความสำคัญกับนายกเทศมนตรีหลี่มาก ถ้าคุณมีความสัมพันธ์กับเขา ผมยินดีเป็นคนกลาง นัดนายกเทศมนตรีหลี่ออกมาคุยกัน"
หลินอวี่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบ "เลขาธิการหงครับ พูดตามตรงนะครับ เรื่องนี้ท่านเลขาธิการต้วนก็เคยพูดถึงแล้ว แต่ผมกับนายกเทศมนตรีหลี่เพิ่งจะเคยคุยกันแค่ไม่กี่ประโยคตอนที่ผมไปทำคดีให้เขาเองครับ"
หงโปทำท่าครุ่นคิด หลินอวี่สนิทสนมกับต้วนตงไห่ขนาดนั้นเลยเหรอ
เหล่าโจวจากฝ่ายจัดตั้งก็ชื่นชอบเขา กรรมการพรรคฝั่งเลขาธิการลู่เขาก็สนิทด้วยหมดเลย!
หลินอวี่ถาม "ให้ผมลองดูไหมครับ?"
หงโปส่ายหน้า "ไม่จำเป็นต้องฝืนหรอก แต่ทางฝั่งนายกเทศมนตรีหลี่ คุณก็หมั่นไปมาหาสู่เขาบ่อยๆ หน่อยนะ"
หลินอวี่พยักหน้ารับคำ จู่ๆ ก็นึกถึงเหยียนเหม่ยหลิง ลูกสะใภ้ของนายกเทศมนตรีหลี่ขึ้นมา
ถ้าเขาไปเชิญนายกเทศมนตรีหลี่ด้วยตัวเอง อีกฝ่ายอาจจะไม่มาตามนัด แต่ถ้าให้เหยียนเหม่ยหลิงเป็นคนออกหน้า ผลลัพธ์ต้องต่างออกไปแน่ๆ
ครอบครัวนายกเทศมนตรีหลี่กำลังทานข้าว แล้วบังเอิญเจอเขากับเลขาธิการลู่ มันก็ดูเป็นเรื่องปกตินี่นา
แล้วเลขาธิการลู่ก็ถือโอกาสชวนนายกเทศมนตรีหลี่คุยเรื่องงาน มันก็ดูสมเหตุสมผล
หลินอวี่คิดว่าวิธีนี้เป็นไปได้
แต่เขาไม่ได้บอกเลขาธิการหง
เขาต้องการไปรายงานเลขาธิการลู่ด้วยตัวเอง!
เลขานุการคนเดิมเดินเข้ามาอีกครั้ง เห็นได้ชัดว่าคนที่รออยู่ข้างนอกเริ่มหมดความอดทนแล้ว เลยส่งเลขานุการเข้ามาดูสถานการณ์
หลินอวี่รู้กาลเทศะ รีบเอ่ย "เลขาธิการหงเชิญทำงานต่อเถอะครับ ผมไม่รบกวนแล้วครับ!"
หงโปพยักหน้า "วันหลังมีเรื่องอะไรของกองกำกับการตำรวจ คุณมารายงานผมโดยตรงได้เลยนะ"
"ขอบคุณครับเลขาธิการหง" หลินอวี่เข้าใจดีว่านี่คือการแสดงออกของเลขาธิการหงว่าจะคอยหนุนหลังเขา เพื่อกดดันผู้กำกับหวัง
แต่ถึงไม่ต้อให้เลขาธิการหงออกโรงช่วย เขาก็กำราบผู้กำกับหวังไว้ได้แล้วล่ะ
พอเดินออกจากห้องทำงาน หลินอวี่ก็เจอผู้บริหารจากสำนักงานอัยการและศาลพอดี
เมื่อก่อนเขาต้องเป็นฝ่ายเข้าไปทักทายก่อน แต่ตอนนี้น่ะเหรอ...
"สวัสดีครับเลขาธิการหลิน"
"สวัสดีครับ"
"เลขาธิการหลิน"
"อืม"
หัวหน้าอัยการสวีและประธานอู่ต่างก็ฝืนยิ้มทักทาย
ความจริงพวกเขาก็มีสิทธิ์ที่จะควบตำแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการการเมืองและกฎหมาย
แต่สุดท้ายกลับถูกหลินอวี่คว้าพุงเพียวๆ ไปกินซะงั้น
หลินอวี่เอามือไพล่หลัง ถามว่า "มาพบเลขาธิการหงเหรอครับ?"
ทั้งสองพยักหน้า สีหน้าดูอึดอัดเล็กน้อย
หลินอวี่พูดเสียงเรียบ "ช่วงนี้ตำรวจ อัยการ และศาลจะมีปฏิบัติการร่วมกัน ผมในฐานะตัวแทนของคณะกรรมการการเมืองและกฎหมายจะเป็นผู้ควบคุมและสั่งการ ไว้ถึงเวลาเรามาเปิดประชุมหารือรายละเอียดของปฏิบัติการด้วยกันนะครับ"
หัวหน้าอัยการสวีและประธานอู่ต่างก็ตกใจ รองเลขาธิการที่เพิ่งรับตำแหน่งหมาดๆ จะเป็นแกนนำจัดการเรื่องนี้เลยเหรอ?
คณะกรรมการการเมืองและกฎหมายยังมีรองเลขาธิการโหยวอยู่อีกคนนะ!
นั่นสิถึงจะเป็นรองเลขาธิการตัวจริงเสียงจริงที่มีหน้าที่ช่วยเลขาธิการหงดูแลงานประจำวัน!
หลินอวี่ไม่สนใจปฏิกิริยาของพวกเขา เดี๋ยวพอเลขาธิการหงออกโรงหนุนหลัง พวกเขาก็จะได้รู้เองว่าคำพูดประโยคนี้มันมีน้ำหนักแค่ไหน
ในคณะกรรมการการเมืองและกฎหมาย เลขาธิการหงคือเบอร์หนึ่งอย่างแท้จริง ใครจะได้เป็นเบอร์สอง ก็ขึ้นอยู่กับคำพูดของเลขาธิการหงทั้งนั้น!
จากนั้นหลินอวี่ก็ส่งข้อความหาเหยียนเหม่ยหลิง พอได้รับคำตอบตกลง เขาก็เดินตรงไปรายงานงานกับเลขาธิการลู่ทันที
ผิดคาด ซุนเจ๋อหยวนพาเขาไปรอที่หน้าห้องทำงานของเลขาธิการลู่โดยตรงเลย
หลินอวี่มองดูเหล่าหัวหน้าแผนกต่างๆ ที่กำลังนั่งดื่มชารออยู่ในห้องรับรอง แล้วยิ้มทักทายพวกเขา
คนพวกนั้นตาลุกเป็นไฟ
มาแทรกคิวแล้วยังจะมาอวดเบ่งอีกเหรอ!
ซุนเจ๋อหยวนรายงาน "เลขาธิการลู่ครับ หลินอวี่มาแล้วครับ"
เลขาธิการลู่เงยหน้าขึ้น "ให้เขาเข้ามาสิ"
หลินอวี่เดินเข้าไปในห้อง เอ่ยด้วยความเคารพ "เลขาธิการลู่ครับ"
เลขาธิการลู่ถาม "ตงไห่บอกว่า คุณมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจของเมืองลู่เฉิงของเรางั้นเหรอ?"
หลินอวี่ตัดสินใจโชว์ของ นี่อาจจะเป็นโอกาสเปลี่ยนชีวิตเขาเลยก็ได้ "เลขาธิการลู่ครับ ผมมีความคิดเห็นส่วนตัวเกี่ยวกับเมืองลู่เฉิงของเรานิดหน่อยครับ หลายคนอิจฉาที่เมืองลู่เฉิงของเราอยู่ใกล้เซี่ยงไฮ้ แต่ผมคิดว่านั่นเป็นทั้งข้อได้เปรียบและข้อเสียเปรียบ ข้อได้เปรียบก็คือสิ่งที่ทุกคนเห็นๆ กันอยู่ ส่วนข้อเสียเปรียบก็คือเราต้องอยู่ภายใต้อิทธิพลของเซี่ยงไฮ้ตลอดเวลา อุตสาหกรรมบางประเภทถูกเซี่ยงไฮ้กดทับไว้ ทำให้พัฒนาได้ยาก..."
เลขาธิการลู่พยักหน้าเห็นด้วยอย่างต่อเนื่อง นายกเทศมนตรีเมืองลู่เฉิงถึงกับเคยเสนอให้โอนอ่อนผ่อนตามเซี่ยงไฮ้อย่างเต็มที่เลยทีเดียว แสดงให้เห็นว่านโยบายของเซี่ยงไฮ้มีอิทธิพลต่อเมืองลู่เฉิงมากแค่ไหน
หลินอวี่พูดต่อ "ตอนนี้ประเทศกำลังรณรงค์เรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน ผมคิดว่าเมืองลู่เฉิงควรตอบสนองนโยบายของประเทศ โดยมุ่งเน้นพัฒนาอุตสาหกรรมภาคบริการเป็นหลัก กำจัดพวกธุรกิจที่สร้างมลพิษสูง และออกมาตรการสวัสดิการและนโยบายที่เอื้อต่อกลุ่มอุตสาหกรรมเกิดใหม่ให้มากขึ้น..."
เลขาธิการลู่ทำท่าครุ่นคิด ซุนเจ๋อหยวนก็เริ่มจดบันทึกอย่างรวดเร็ว
จากนั้นหลินอวี่ก็ยกตัวอย่างเส้นทางการพัฒนาของเมืองกว่างโจวในอนาคตให้ฟัง
ช่วงแรกที่กว่างโจวเริ่มพัฒนา เป็นเพราะอยู่ใกล้ฮ่องกง จึงพัฒนาไปได้อย่างรวดเร็ว แต่ในภายหลังกว่างโจวก็สามารถสร้างเส้นทางของตัวเองได้ จนสุดท้ายก็แซงหน้าฮ่องกง และประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่
เลขาธิการลู่ยิ่งฟังก็ยิ่งตกตะลึง รู้สึกว่าตงไห่มองคนไม่ผิดจริงๆ ใครๆ ก็รู้วิธีพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ส่วนใหญ่ก็แค่ทำตามกระแสน้ำ มีน้อยคนนักที่จะมีวิสัยทัศน์กว้างไกล เขาได้เห็นถึงบารมีของนักตัดสินใจในตัวหลินอวี่
หลินอวี่รู้จักพอประมาณ เอ่ยถ่อมตัว "พวกนี้เป็นแค่ความคิดเห็นที่ผมลองคิดเล่นๆ นะครับ หวังว่าเลขาธิการลู่จะไม่ถือสานะครับ"
เลขาธิการลู่เอ่ยชม "ดีมากเลยล่ะ"
หลินอวี่รีบเอ่ย "ผมยังมีเรื่องอยากจะรายงานเลขาธิการลู่อีกเรื่องครับ"
เลขาธิการลู่หัวเราะ "ลองว่ามาสิ"
ซุนเจ๋อหยวนรู้สึกถึงลางสังหรณ์แปลกๆ เลขาธิการลู่ชื่นชมหลินอวี่มากเกินไปแล้ว เขากำลังมีคู่แข่งซะแล้ว
หลินอวี่บอก "พรุ่งนี้ผมมีนัดทานข้าวกับเพื่อนที่ร้านอาหารส่วนตัวครับ เลยอยากจะเชิญเลขาธิการลู่ไปด้วยครับ"
ซุนเจ๋อหยวนแอบขำในใจ ยังจะกล้าเชิญเลขาธิการลู่ไปร่วมวงด้วยอีกเหรอ?
ช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเอาเสียเลย!
เลขาธิการลู่หันไปถามเลขานุการ "พรุ่งนี้เย็นมีกำหนดการอะไรบ้าง?"
ซุนเจ๋อหยวนเผลอกดน้ำหนักมือแรงเกินไป จนปากกาตวัดออกนอกสมุดจด
"เลขาธิการลู่ครับ พรุ่งนี้เย็นมีประชุมสัมมนากับผู้เชี่ยวชาญระดับเมืองครับ!"
หลินอวี่รีบเสริม "เลขาธิการลู่ครับ พรุ่งนี้นายกเทศมนตรีหลี่ก็จะไปด้วยนะครับ!"
ตาของเลขาธิการลู่เป็นประกาย เข้าใจเจตนาของหลินอวี่ได้ในทันที เอ่ยปากชม "เสี่ยวหลิน คุณนี่ช่างรอบคอบจริงๆ พรุ่งนี้ฉันจะไปแน่นอน"
หลินอวี่ยิ้มตอบ "ขอบคุณครับเลขาธิการลู่"
คุณนี่ประจบเจ้านายเก่งจริงๆ!
ซุนเจ๋อหยวนมองดูการกระทำของหลินอวี่แล้วทอดถอนใจ คนแบบนี้มีแต่ต้องผูกมิตร ห้ามเป็นศัตรูเด็ดขาด
ตอนที่หลินอวี่เดินออกไป ซุนเจ๋อหยวนก็เดินไปส่งถึงหน้าลิฟต์ด้วยตัวเอง
"ขอคอนแทคติดต่อไว้หน่อยสิครับ"