- หน้าแรก
- ตำราชะตาพลิกดวง อ่านแล้วคุณจะโชคดี
- บทที่ 441 ตอนไปก็ยังทิ้งโปรเจกต์ไว้ให้เราตั้งสามงาน
บทที่ 441 ตอนไปก็ยังทิ้งโปรเจกต์ไว้ให้เราตั้งสามงาน
บทที่ 441 ตอนไปก็ยังทิ้งโปรเจกต์ไว้ให้เราตั้งสามงาน
ประตูห้องทำงานหวังเสี่ยวเลี่ยงเปิดออก
ชุยหว่านชิวหอบม้วนแบบแปลนเก่าๆ สีเหลืองกรอบกองโตเข้ามา วางกระแทกลงบนโต๊ะดังปัง
คุณจางรับไป ดันแว่นสายตายาวให้เข้าที่ แล้วกางแบบแปลนออกบนโต๊ะทำงาน
คุณเฟิงชะโงกหน้าเข้ามาดูด้วย
ทั้งสองคนไล่นิ้วไปตามแบบแปลน พึมพำศัพท์เทคนิคก่อสร้างกันงุบงิบ
"ตึกเก่านี้สร้างมาแข็งแรงมากเลยครับ" คุณจางเคาะนิ้วลงบนแบบแปลนแรงๆ "ห้องทำงานชั้นล่างฝั่งที่ติดถนน ไม่ต้องทุบกำแพงทิ้งเลยด้วยซ้ำ แค่เจาะหน้าต่างให้กว้างลงมาถึงพื้น ทำเป็นประตู ก็กลายเป็นร้านค้าแบ่งห้องๆ ได้สบายๆ มีกำแพงกั้นเป็นสัดส่วนอยู่แล้ว แต่ละห้องทะลุถึงกันไม่ได้นะ เพราะมันจะไปกระทบกำแพงรับน้ำหนัก ทางเดินด้านในก็ใช้ได้แค่ฝั่งเดียว อีกฝั่งต้องก่ออิฐปิดตายไปเลย มีแค่ห้องใหญ่สุดห้องเดียวที่ทุบกำแพงทะลุหน้าหลังทำเป็นร้านค้าใหญ่ๆ ได้"
"เรื่องทางหนีไฟก็ไม่ยากครับ" คุณเฟิงพูดเสริม "กำแพงรับน้ำหนักฝั่งทางเดินไม่ต้องไปยุ่งกับมัน ชั้นสองก็ปล่อยไว้เหมือนเดิม แล้วทำบันไดโครงเหล็กเพิ่มด้านนอกตึกให้เดินขึ้นชั้นสองได้เลย แค่นี้ก็ถือเป็นทางหนีไฟแยกส่วนได้มาตรฐานแล้ว พอกำหนดโซนกันไฟได้ ก็แค่เดินระบบสปริงเกลอร์กับเครื่องตรวจจับควันเพิ่มเข้าไปทุกห้อง รับรองว่าผ่านการตรวจสอบจากดับเพลิงฉลุยแน่นอน"
หวังเสี่ยวเลี่ยงฟังทั้งสองคนผลัดกันอธิบายก็โล่งใจ
งานก่อสร้างไม่ซับซ้อน งบประมาณไม่บานปลาย ถือว่าผ่าน
ส่งผู้เชี่ยวชาญทั้งสองคนกลับไป
เซี่ยฮุยยังคงยืนจ้องแบบแปลนอยู่
"ห้องทำงานฝั่งที่หันหน้าเข้าลานจอดรถนี่น่าเสียดายจังเลยครับ ทะลุออกไปได้แค่ข้างนอกอย่างเดียว" เซี่ยฮุยชี้ไปที่ห้องรับรองในแบบแปลน "ห้องนี้กว้างสุด แถมเลย์เอาต์ก็ดีที่สุดด้วย"
"ท่านรองเซี่ย ลานจอดรถด้านหลังนี่ทำอะไรไม่ได้นอกจากเป็นที่จอดรถเหรอ" หวังเสี่ยวเลี่ยงเคาะโต๊ะถาม
"ทำเป็นลานจอดรถนั่นแหละครับ คุ้มสุดแล้ว เอาไปเป็นข้ออ้างขึ้นค่าเช่าร้านค้าด้านหน้าได้สบายๆ" เซี่ยฮุยหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเปิดเครื่องคิดเลข
"ท่านประธานหวัง ลานจอดรถด้านหลังเนี่ย ถ้าตีเส้นแบ่งช่องจอดตามมาตรฐาน น่าจะจอดรถได้ไม่ต่ำกว่าสี่สิบคันเลยนะครับ"
เสียงกดเครื่องคิดเลขดังติ๊ดๆๆ
"แค่เก็บค่าจอดแบบเหมารายเดือน ปีนึงก็ได้อย่างต่ำๆ สองแสนกว่าหยวนแล้ว" เซี่ยฮุยเงยหน้าขึ้น "นี่คือคิดแบบเผื่อเหลือเผื่อขาดแล้วนะครับ ถ้าเก็บเป็นรายชั่วโมง มีรถเข้าออกหมุนเวียนเยอะๆ รายได้ต้องพุ่งเป็นสองเท่าแน่ๆ"
"งั้นก็เอาตามแผนนี้ไปก่อน ถ้ามีอะไรเปลี่ยนแปลงค่อยปรับแก้กันทีหลัง" หวังเสี่ยวเลี่ยงพยักหน้าตกลง
ยี่สิบห้าวันต่อมา
กู่จวิ้นหาวพาลูกน้องทั้งเก้าคน ขนเฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์สำนักงานที่หวังเสี่ยวเลี่ยงยกให้ย้ายออกไป
ตอนแรกหม่าหยวนหยวนรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะอยู่ต่อ
แต่วันที่ขนย้าย พอเห็นขบวนรถบรรทุกคันเบ้อเริ่มของกู่จวิ้นหาวมาจอดเทียบท่า ขนของออกไปเป็นล่ำเป็นสัน
เธอก็เริ่มไขว้เขว สุดท้ายก็วิ่งไปบอกกู่จวิ้นหาวว่าขอตามไปด้วยคน
กู่จวิ้นหาวตอบตกลงทันที ในใจคิดว่าหม่าหยวนหยวนเลือกเจ้านายได้ถูกคนแล้ว
และนี่ก็ถือเป็นชัยชนะครั้งแรกของเขานับตั้งแต่ฟาดฟันกับหวังเสี่ยวเลี่ยงมา
เด็กคนนี้หน่วยก้านดี ยังไงก็ต้องรับไว้ แถมหม่าหยวนหยวนก็ทำงานเก่งจริงๆ ซะด้วย
ณ สำนักงานใหญ่แห่งใหม่ของกู่จวิ้นหาว
กู่จวิ้นหาวเดินคีบบุหรี่ ตรวจตราดูพื้นที่กว้างขวางกว่าสองร้อยตารางเมตรอย่างอารมณ์ดี
โซนออฟฟิศเปิดโล่งตรงกลาง
ห้องผู้จัดการ ห้องบัญชี ห้องรับรอง ถูกกั้นเป็นสัดส่วนด้วยกระจกฝ้าอย่างดี
ตามมุมต่างๆ ถูกจัดวางด้วยของตกแต่งเสริมฮวงจุ้ยจนแน่นขนัด
ทั้งต้นศุภโชค คางคกคาบเหรียญ รูปปั้นเทพเจ้ากวนอู
ขนมาจากบริษัทเฉิงโย่วล้วนๆ
หวังเสี่ยวเลี่ยงประกาศกร้าวไว้ว่า ของพวกนี้ผู้รับเหมาเป็นคนให้มา เพื่อไว้หน้าท่านรองกู่ เอาไปให้หมดเลย
กู่จวิ้นหาวก็รับไว้ไม่ให้เหลือหลอ
วันนี้บริษัทของเขาออกใบเสร็จรับเงินค่าแรงใบแรกเป็นที่เรียบร้อย
และเมื่อเช้านี้ ก็เพิ่งเซ็นสัญญารับเหมาแรงงานก่อสร้างฉบับแรกที่เป็นของบริษัทตัวเองจริงๆ ไปหมาดๆ
ความรู้สึกที่ได้เป็นเจ้าของกิจการเองนี่มันโคตรสะใจ
กู่จวิ้นหาวเอื้อมมือไปลูบรูปปั้นเทพเจ้ากวนอูทองเหลืองสูงระดับเอว
"ท่านประธานกู่ วางตรงนี้โอเคไหมครับ" ลูกน้องคนหนึ่งเอ่ยถามพอดี
"ขยับไปทางซ้ายอีกหน่อย ให้หันหน้าตรงกับประตูทางเข้าเลย" กู่จวิ้นหาวชี้มือชี้ไม้สั่งการพร้อมกับพ่นควันบุหรี่
ตัดภาพมาที่บริษัทเฉิงโย่ว
ตึกสำนักงานดูโล่งโจ้งวังเวงไปถนัดตา
เศษกระดาษ เศษขยะจากการขนย้ายเกลื่อนกลาดเต็มพื้น
โถงทางเดินเงียบเชียบจนได้ยินเสียงฝีเท้าก้องสะท้อน
ตอนเที่ยงที่โรงอาหาร
มีแค่โต๊ะสองตัว กับพนักงานหกคนนั่งกินข้าว
โต๊ะตัวอื่นๆ ว่างเปล่า
หลี่ซูเหมยยังคงอยู่ต่อ
ฟู่จ้าวจวินโทรมาอ้อนวอนตั้งหลายรอบ หวังเสี่ยวเลี่ยงก็เลยปฏิเสธไม่ได้
ก็เลยจับย้ายไปอยู่ฝ่ายปฏิบัติการ ทนทำไปอีกไม่กี่ปี พออายุครบห้าสิบก็เกษียณได้แล้ว
ขืนไล่ออกต้องจ่ายค่าชดเชยบานเบอะ สู้เก็บไว้ใช้งานดีกว่า
ตอนนี้คนน้อยลง ขาเมาท์ก็หายไป ไม่มีใครให้แม่สื่อแม่ชักอย่างแกไปจับคู่ให้แล้ว
ส่วนคนขับรถหนุ่มสองคนนั่น ก็รับเงินชดเชยแล้วแยกย้าย
จ่ายชดเชยแบบ N+1
สองหนุ่มเซ็นรับเงินหน้าบาน ไปสมัครเป็นคนขับรถที่อื่นสบายใจเฉิบ
ส่วนเด็กสาวที่เพิ่งจบม.ปลาย พอได้ยินประกาศปุ๊บ ก็หายเข้ากลีบเมฆ ไม่โผล่หน้ามาอีกเลย
เรื่องบุคลากร ถือว่าจัดการลงตัวเรียบร้อย
ไม่ว่าจะพอใจหรือไม่พอใจ ตอนนี้ทุกคนก็แยกย้ายกันไปคนละทิศคนละทางแล้ว
ในห้องครัว
ป้าแม่ครัวยืนขมวดคิ้วนิ่วหน้า
ก็ช่วงหลายวันมานี้ หลี่ซูเหมยเอาแต่ขลุกอยู่ในครัว แย่งล้างผัก หั่นเนื้อ ล้างจานสารพัด
ทำเอาป้าแม่ครัวใจคอไม่ดี
ยัยเจ๊หลี่นี่กะจะมาเลื่อยขาเก้าอี้แย่งงานแกหรือเปล่าเนี่ย
ถึงเงินเดือนจะน้อยนิด แต่ก็มีสวัสดิการครบ แถมงานก็สบายๆ
วันๆ ก็แค่ออกไปจ่ายตลาด กลับมาทำกับข้าวมื้อเที่ยงมื้อเดียว ก็เลิกงานแล้ว
ถ้าโดนยัยหลี่ซูเหมยบีบให้ออก จะไปหางานดีๆ แบบนี้ได้ที่ไหนอีกล่ะ
บรรยากาศที่โต๊ะอาหารข้างนอกก็อึมครึมไม่แพ้กัน
พนักงานที่เหลือก้มหน้าก้มตากินข้าวเงียบๆ
กับข้าวที่เคยอร่อยเหาะ วันนี้กลับจืดชืดไร้รสชาติ ยกเว้นหวังเสี่ยวเลี่ยงกับเซี่ยฮุย
บริษัทเพิ่งจะล้างบางครั้งใหญ่ ใครบ้างจะไม่หวั่นใจ
"ทุกคนอยู่กันพร้อมหน้า ขอประชุมสั้นๆ หน่อยนะครับ" หวังเสี่ยวเลี่ยงวางตะเกียบลง
"คุณป้าแม่ครัว เจ๊หลี่ มานั่งนี่สิครับ" เขากวักมือเรียกคนในครัว
ป้าแม่ครัวเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนลวกๆ เดินกระมิดกระเมี้ยนเข้ามา
หลี่ซูเหมยลากเก้าอี้มานั่งลงอย่างรวดเร็ว
"ผมรู้ว่าทุกคนกำลังกังวลอะไรกันอยู่ พอเห็นคนน้อยลง ก็กลัวว่าบริษัทจะเจ๊งใช่ไหม" หวังเสี่ยวเลี่ยงกวาดสายตามองทุกคน
ไม่มีใครปริปากพูด
"ผมขอพูดตรงๆ เลยละกัน ท่านรองเซี่ยทำแผนปรับปรุงตึกเสร็จเรียบร้อยแล้ว ตึกนี้ทั้งตึกจะถูกนำไปปล่อยเช่าทั้งหมด"
"แค่ค่าเช่าอย่างเดียว ก็เลี้ยงพวกเราทุกคนได้สบายๆ แถมยังมีกำไรส่งกลับไปให้สำนักงานใหญ่ได้อีกต่างหาก"
เขาเว้นจังหวะ
"ระหว่างที่ยังหาผู้เช่าไม่ได้ เงินเดือนก็จ่ายครบทุกบาททุกสตางค์แน่นอน เงินในบัญชีเรามีพอ ส่วนท่านรองกู่แกก็ใจป้ำ ตอนไปก็ยังทิ้งโปรเจกต์ไว้ให้เราตั้งสามงาน"
"กำไรจากสามโปรเจกต์นี้ก็ไม่ใช่น้อยๆ ถ้าตั้งใจทำงานกันให้ดี รายได้ต่อไปนี้มีแต่จะมากกว่าเดิมแน่นอน"
"อ้อ อีกเรื่องนึง พวกเพื่อนร่วมงานเก่า ก็ยังติดต่อคบหาสมาคมกันได้ตามปกตินะ บริษัทสองบริษัทนี้ยังต้องทำงานประสานงานกันอีกเยอะ"
"ผมมีเรื่องจะแจ้งแค่นี้ ใครมีข้อสงสัยอะไรก็ถามมาได้เลย" หวังเสี่ยวเลี่ยงยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม
ก็ยังไม่มีใครส่งเสียงอะไรออกมาอยู่ดี
ทุกคนก้มหน้าก้มตาจัดการอาหารในจานต่อ แต่ดูเหมือนจะคีบกับข้าวกันเร็วขึ้นนะ
"ท่านประธานคะ ป้ามีเรื่องจะปรึกษาหน่อยค่ะ" จู่ๆ ป้าแม่ครัวก็ลุกขึ้นยืน
"ว่ามาเลยครับ" หวังเสี่ยวเลี่ยงยกมือกดลงเป็นเชิงให้นั่งคุยสบายๆ
"โรงอาหารเราเนี่ย ทำอาหารขายให้คนข้างนอกด้วยได้ไหมคะ" ป้าแม่ครัวพูดไปพลางหย่อนก้นนั่งลง "เมื่อก่อนมีคนจากออฟฟิศแถวนี้มาถามบ่อยๆ พวกเขาไม่มีโรงอาหาร จะเดินไปกินร้านข้างนอกก็ไกล เขาบอกว่าได้กลิ่นกับข้าวป้าทำแล้วมันหอมยั่วน้ำลายน่ะค่ะ"
"แต่ก่อนท่านรองกู่บอกว่าวุ่นวายก็เลยห้ามไว้ ตอนนี้พวกเราคนน้อยลงแล้ว ทำกับข้าวทีนึงก็ทำเผื่อขายคนข้างนอกไปด้วยเลย จะได้หารายได้เข้าบริษัทเพิ่มไงคะ" ป้าแม่ครัวแอบเหลือบมองหลี่ซูเหมยแวบหนึ่ง
สมองป้าแม่ครัวแล่นปรู๊ดปร๊าด
เหนื่อยเพิ่มขึ้นอีกนิดก็ไม่เป็นไร ขอแค่ได้พิสูจน์ว่าตัวเองยังมีประโยชน์ งานนี้ก็จะไม่หลุดมือไปไหน
ถ้าเปิดขายคนนอกได้จริงๆ ดีไม่ดีอาจจะได้เงินพิเศษเพิ่มด้วยซ้ำ
หวังเสี่ยวเลี่ยงจ้องหน้าป้าแม่ครัว
ป้าคนนี้หัวไวใช้ได้เลย
พวกพนักงานออฟฟิศแถวนี้ก็เยอะ เรื่องกินข้าวเที่ยงนี่เป็นปัญหาโลกแตกเลยล่ะ
เปิดโรงอาหารขายคนนอก ได้ทั้งเงิน แถมยังเป็นการโปรโมตร้านค้าที่จะเปิดให้เช่าไปในตัว
ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวเลยนะเนี่ย
"เจ๊หลี่" หวังเสี่ยวเลี่ยงหันไปหาหลี่ซูเหมย "ถ้าเปิดขายคนนอก เจ๊กับคุณป้าสองคน จะทำกันไหวไหม"
"ไหวสิคะ! ฉันทำงานคล่องจะตายไป เรื่องหั่นผักล้างจานโยนมาให้ฉันจัดการได้เลย" หลี่ซูเหมยไม่มีทางปฏิเสธอยู่แล้ว เธอรู้ตัวดีว่าที่ได้อยู่ต่อเพราะอะไร
ป้าแม่ครัวลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
"ตกลง พรุ่งนี้ลองเริ่มทำดูเลย ส่วนจะจัดการยังไงก็ลองปรึกษากันดูนะครับ"
"ห๊ะ เอาจริงดิ ตกลงกันง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอคะ" ป้าแม่ครัวอ้าปากค้างด้วยความอึ้ง