- หน้าแรก
- ตำราชะตาพลิกดวง อ่านแล้วคุณจะโชคดี
- บทที่ 431 ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ
บทที่ 431 ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ
บทที่ 431 ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ
หวังเสี่ยวเลี่ยงกะเวลามาถึงโรงอาหารได้ตรงเป๊ะ
เมื่อเช้าออกไปทำธุระ กลับมาก็ถึงเวลาพักเที่ยงพอดี
โรงอาหารยังคงเหมือนเดิม กับข้าวสี่อย่าง เนื้อสองผักสอง
แต่วันนี้ในมือเขามีของเพิ่มมาอีกอย่าง
กล่องข้าว
ทำจากสเตนเลสอย่างดี เว่ยจื่อจินสั่งออนไลน์ ส่งด่วนตรงดิ่งมาฝูเฉิง พัสดุมาถึงเร็วกว่าตัวเขาซะอีก แถมยังโทรมาสั่งกำชับเป็นข้อๆ ว่าต้องใช้ตะเกียบของตัวเอง ห้ามใช้ภาชนะร่วมกับคนอื่นเด็ดขาด
หวังเสี่ยวเลี่ยงเปิดกระติกน้ำร้อน เทน้ำเดือดลวกกล่องข้าวและตะเกียบจนทั่ว
ตักข้าวตักกับข้าวเสร็จ ก็มานั่งที่โต๊ะตัวเดิมเมื่อวาน
กู่จวิ้นหาวเดินเข้ามา
แล้วพุ่งตรงมาที่เขา
มือข้างหนึ่งตบลงบนไหล่หวังเสี่ยวเลี่ยง อีกมือลากเก้าอี้ออก แล้วนั่งแหมะลงข้างๆ ซะใกล้ชิด กลิ่นประจำตัวลอยมากระทบจมูกก่อนเลย... กลิ่นบุหรี่ตีกับกลิ่นน้ำหอมโคโลญ ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมอ่อนข้อ ฟาดฟันกันอยู่ในโพรงจมูกของหวังเสี่ยวเลี่ยง
"เป็นไงบ้างน้องชาย"
หวังเสี่ยวเลี่ยงคีบกับข้าวเข้าปาก
"เป็นไง อะไรเหรอครับ"
"มาอยู่บริษัทเรา เริ่มชินหรือยัง"
น้ำเสียงสนิทสนมเป็นกันเองสุดๆ น้ำหนักมือที่ตบไหล่ก็กะมาอย่างดี ไม่หนักไม่เบา เหมือนเป็นเพื่อนซี้กันมาเป็นสิบปี
เมื่อวานเพิ่งจะรับน้องไปหมาดๆ
วันนี้มาเรียกน้องชายซะแล้ว
ดูท่าเรื่องที่เขาคุยกับฟางตงซวี่เมื่อวาน คงจะถูกส่งผ่านโทรโข่งมนุษย์คนนั้นไปเข้าหูกู่จวิ้นหาวเรียบร้อยแล้ว
พวกคนจริงในยุทธจักรก็เป็นแบบนี้แหละ อยู่กับความเป็นจริง
ถ้าเอ็งไม่ฟังข้า ข้าก็โชว์กล้ามขู่ ถ้าเอ็งยอมฟัง ข้าก็เรียกเอ็งว่าน้องชาย
หวังเสี่ยวเลี่ยงเคี้ยวข้าวตุ้ยๆ ใบหน้าเปื้อนยิ้ม
"ก็ดีครับ"
"คนเก่งระดับหัวกะทิอย่างนายต้องมาตกระกำลำบากอยู่ที่นี่ น่าเห็นใจจริงๆ"
ป้าแม่ครัวยกถาดอาหารมาวางแหมะตรงหน้ากู่จวิ้นหาว
"หัวกะทิอะไรกันครับ ผมก็แค่ได้ใบบุญเพื่อนซี้มาแค่นั้นแหละ แต่พูดก็พูดเถอะ พอมาอยู่จริงๆ ที่นี่ก็ดีเหมือนกันนะ"
"งั้นลองบอกพี่หน่อยสิ ว่ามันดียังไง"
กู่จวิ้นหาวหันตะแคงตัว ทำท่าตั้งใจฟังเต็มที่
หวังเสี่ยวเลี่ยงวางตะเกียบลง
"ก็กับข้าวที่นี่ อร่อยจริงๆ"
หยุดไปนิดหนึ่ง
"คนที่นี่ ก็น่าสนใจดีด้วย"
มือของกู่จวิ้นหาวที่กำลังจะคีบเนื้อชิ้นแรกชะงักกึก
"อ้อ ใครน่าสนใจเหรอ"
"เท่าที่เจอมา ก็น่าสนใจทุกคนเลยครับ"
กู่จวิ้นหาวหัวเราะหึๆ
"แล้ววันนี้นายกะจะเรียกใครมาคุยอีกล่ะ"
"น่าจะเป็นพวกฝ่ายปฏิบัติการน่ะครับ ถ้ามีเวลาว่างค่อยเรียกฝ่ายจัดหางานมาคุย"
"แล้วเมื่อไหร่จะเรียกพี่ไปคุยล่ะ"
ถามตรงประเด็นดีแฮะ
หวังเสี่ยวเลี่ยงเงยหน้าสบตาเขา
"ระดับความสำคัญของท่านรองกู่ในบริษัท ก็ต้องเก็บไว้เป็นไฮไลต์สิครับ"
กู่จวิ้นหาวอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะระเบิดหัวเราะออกมา
"เยี่ยมเลยน้องชาย นายไม่ได้มาเพราะเส้นสายท่านประธานหรอก นายมันคนฉลาดหัวหมอต่างหาก"
เขาล้วงซองบุหรี่ออกมาจากกระเป๋า ดึงออกมามวนหนึ่งคาบไว้ในปาก คิดไปคิดมา ก็เก็บกลับคืนไป
แล้วหยิบตะเกียบขึ้นมากินข้าว
"ถ้าช่วงบ่ายพี่ไม่ติดธุระนะ พวกเราต้องดวลเหล้ากันสักยกแล้ว"
"ท่านรองกู่ ผมดื่มไม่เป็นจริงๆ ครับ"
หวังเสี่ยวเลี่ยงหยิบตะเกียบขึ้นมา ค่อยๆ ละเลียดข้าวต่อ
ข้าวยังไม่ทันหมดกล่อง
โทรศัพท์ก็ดังขึ้น
หน้าจอโชว์ชื่อ ฟู่จ้าวจวิน
"เสี่ยวเลี่ยง บ่ายสองครึ่งมีประชุมผู้บริหารระดับกลางของสำนักงานใหญ่นะ เธอเข้าประชุมด้วย"
"ได้ครับ ท่านประธานฟู่"
วางสายปุ๊บ
"ใครน่ะ ประธานฟู่เหรอ"
"ใช่ครับ ประธานฟู่ บ่ายนี้สำนักงานใหญ่มีประชุม ให้ผมเข้าไปร่วมด้วย"
กู่จวิ้นหาวเดาะลิ้น
"สำนักงานใหญ่เห็นความสำคัญของนายจริงๆ นะเนี่ย น่าอิจฉาจังโว้ยน้องชาย!"
หวังเสี่ยวเลี่ยงส่ายหน้า
"ก็แค่ไว้หน้าท่านประธานใหญ่นั่นแหละครับ ถ้าพูดถึงฝีมือความสามารถจริงๆ ก็ต้องท่านรองกู่นี่แหละครับ ตัวจริงเสียงจริง"
มือที่กำลังคีบกับข้าวของกู่จวิ้นหาวชะงักไปอีกรอบ
"นายไม่ได้มาเพราะเส้นสายท่านประธานจริงๆ ด้วย"
เขายกนิ้วโป้งให้หวังเสี่ยวเลี่ยง
"พวกเราต่างหากที่ได้พึ่งบารมีท่านประธาน ทำไมนายถึงได้มาเป็นผู้จัดการที่นี่ ทำไมนายถึงได้เข้าร่วมประชุมระดับกลางได้ ก็แสดงว่าเขาให้ความสำคัญกับนายมากๆ ไงล่ะ"
คำว่าเขาในที่นี้ หมายถึง หลิวซินอวี่
กู่จวิ้นหาวมีอคติกับหลิวซินอวี่
ใช่ ชัดเจนมาก
หวังเสี่ยวเลี่ยงไม่ต่อความยาวสาวความยืด กินข้าวคำสุดท้ายหมด ก็ปิดฝากล่อง
กู่จวิ้นหาวบอกว่าเขาเป็นคนฉลาด... นายรู้ตัวดีว่าตัวเองมีน้ำยาแค่ไหน นายก็รู้ด้วยว่าฉันมีอิทธิพลแค่ไหน ต่างคนต่างอยู่ น้ำบ่อไม่ยุ่งน้ำคลอง
เสือเฒ่าในวงการอย่างเขามองหวังเสี่ยวเลี่ยงทะลุปรุโปร่งตั้งแต่แรกเห็น
บ่ายสองสิบนาที หวังเสี่ยวเลี่ยงก็มาถึงสำนักงานใหญ่
ห้องประชุมอยู่ชั้นหก โต๊ะยาวจัดรูปตัวยู มีคนนั่งอยู่เกินครึ่งแล้ว
ตอนที่ผลักประตูเข้าไป สายตานับสิบกว่าคู่ก็หันขวับมามองพร้อมกัน
เขากวาดตามองรอบๆ มีแต่คนวัยกลางคนทั้งนั้น อายุน้อยสุดก็น่าจะเฉียดสี่สิบแล้ว คนที่ใส่สูทผูกไทมีน้อยมาก ส่วนใหญ่แต่งตัวสบายๆ
ฟู่จ้าวจวินนั่งหัวโต๊ะ มีสมุดโน้ตกับแก้วชาวางอยู่ตรงหน้า
พอเห็นหวังเสี่ยวเลี่ยงเดินเข้ามา ก็พยักพเยิดหน้าให้ไปนั่งเก้าอี้ตัวที่สามทางขวามือ
เริ่มประชุมตรงเวลา
ฟู่จ้าวจวินเป็นประธานในที่ประชุม
ไม่มีวาระอะไรเป็นพิเศษ
อย่างน้อยหวังเสี่ยวเลี่ยงก็นั่งฟังมาสิบนาทีแล้ว ยังจับใจความไม่ได้เลย
เริ่มจากแจ้งประกาศของสำนักงานใหญ่สองสามเรื่อง
ตามด้วยรายงานผลประกอบการของบริษัทลูกแต่ละแห่ง
ฟังดูก็เหมือนสถานการณ์กำลังไปได้สวย
หวังเสี่ยวเลี่ยงนั่งฟังเงียบๆ ตัวเขาเองก็ไม่มีข้อมูลผลประกอบการปัจจุบันของบริษัทจัดหางานเฉิงโย่วจะมารายงานหรอก
แล้วเขาก็คิดว่าคงไม่มีใครเรียกให้เขารายงานด้วย
และก็เป็นอย่างที่คิดจริงๆ
พอคนอื่นรายงานจบ ฟู่จ้าวจวินก็กระแอมเคลียร์คอ
"ทุกท่านครับ ขอแนะนำให้รู้จัก"
เขาผายมือมาทางหวังเสี่ยวเลี่ยง
"นี่คือ หวังเสี่ยวเลี่ยง ผู้จัดการทั่วไปคนใหม่ของเฉิงโย่ว เป็นบุคลากรที่ท่านประธานใหญ่ทาบทามมาด้วยตัวเองครับ"
หวังเสี่ยวเลี่ยงแอบงง ไม่ใช่ว่าควรแนะนำตัวก่อนเริ่มประชุมหรอกเหรอ
อ้อ เข้าใจละ การแนะนำตัวเขานี่แหละคือวาระสำคัญของการประชุมวันนี้
เสียงปรบมือดังขึ้นทั่วห้องประชุม
ถึงจะไม่ค่อยพร้อมเพรียงกันเท่าไหร่ แต่ทุกคนก็ตบมือให้
"คนหนุ่มอนาคตไกลจริงๆ"
"คลื่นลูกใหม่มาแรง"
"สายตาท่านประธานหลิวนี่เฉียบขาดไม่มีพลาดอยู่แล้ว"
คำชมลอยมาจากทั่วทุกทิศทุกทาง พร้อมกับรอยยิ้มที่ประดับอยู่บนใบหน้าทุกคน
หวังเสี่ยวเลี่ยงลุกขึ้นยืน โค้งคำนับเล็กน้อย
"สวัสดีครับผู้อาวุโสทุกท่าน ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ"
วินาทีที่นั่งลง หางตาก็เหลือบไปเห็นสีหน้าของคนฝั่งตรงข้าม
มุมปากยกยิ้ม แต่เปลือกตาตกนิดๆ
สถานการณ์แบบนี้ หลิวซินอวี่เคยเล่าให้เขาฟังแล้ว
ตอนที่หลิวซินอวี่เพิ่งเข้ามารับช่วงต่อใหม่ๆ คนทั้งสำนักงานใหญ่ก็มีท่าทีแบบนี้แหละ ทำหน้าตาเป็นมิตร พูดจาต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี
แต่ในใจกลับคิดว่า 'ยังเด็กนัก จะไปทำอะไรเป็น'
ตอนนี้ก็ถึงตาเขาบ้าง ปากบอกว่าคนหนุ่มอนาคตไกล แต่ในหัวคงคิดว่า... เด็กเส้นมาอีกแล้ว ไก่อ่อนมาอีกคนแล้ว ไอ้หน้าอ่อนที่ทำอะไรไม่เป็นมาอีกแล้ว
หวังเสี่ยวเลี่ยงยกแก้วน้ำขึ้นจิบ
น้ำเย็นชืด
ที่ฟู่จ้าวจวินจัดประชุมวันนี้ ก็เพื่อจะเปิดตัวเขาให้ผู้บริหารระดับกลางและระดับสูงของสำนักงานใหญ่ได้รู้จัก
แถมยังจงใจเน้นย้ำว่าเป็นบุคลากรที่ท่านประธานใหญ่ทาบทามมาเอง
สีหน้าหวังเสี่ยวเลี่ยงเรียบเฉย ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ
ประชุมยืดเยื้อไปอีกสิบกว่านาทีก็เลิก
ทุกคนทยอยเดินออกไป ตอนที่เดินผ่านหวังเสี่ยวเลี่ยง แต่ละคนก็ต้องหยุดทักทาย จับมือ แล้วก็พูดจาหวานหูสองสามประโยค
"ขาดเหลืออะไรบอกได้เลยนะ"
"ว่างๆ แวะมาจิบชาที่ห้องได้นะ"
"ท่านประธานหวังนี่ดูสง่าผ่าเผยจริงๆ"
หวังเสี่ยวเลี่ยงก็ตอบกลับทุกคนไปทีละคน ยิ้มรับพอเป็นพิธี
จนกระทั่งคนสุดท้ายเดินพ้นประตูไป
ประตูห้องประชุมปิดลง
ฟู่จ้าวจวินยังคงนั่งอยู่ที่เดิม
"เสี่ยวเลี่ยง อย่าเพิ่งไป"
หวังเสี่ยวเลี่ยงยืนรอ
"ไปนั่งคุยที่ห้องลุงหน่อย เดี๋ยวจะให้รู้จักใครบางคน"
ฟู่จ้าวจวินลุกขึ้นเดินนำไปก่อน
หวังเสี่ยวเลี่ยงเดินตาม ทะลุโถงทางเดิน เลี้ยวเข้าห้องทำงาน
ห้องกว้างขวาง สว่างไสว จัดเป็นระเบียบเรียบร้อย โต๊ะทำงานไม้แท้ เก้าอี้หนัง บนโต๊ะชงชามีชุดเครื่องชาชงแบบกังฮูวางอยู่ บนผนังมีกรอบรูปภาพตัวอักษรเขียนว่า คุณธรรมดุจผืนดิน
ฟู่จ้าวจวินนั่งลง หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออก
"มาที่ห้องทำงานผมหน่อย"
วางสาย
"เดี๋ยวจะแนะนำใครคนนึงให้รู้จัก ทำความคุ้นเคยกันไว้"
หวังเสี่ยวเลี่ยงนั่งลงบนโซฟา ยกถ้วยชาขึ้นจิบ
เสียงฝีเท้าดังมาจากโถงทางเดิน
ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จังหวะการเดินสม่ำเสมอ ไม่เร่งรีบ
เสียงเคาะประตูดังขึ้น
"เชิญ"
คนคนหนึ่งผลักประตูเข้ามา พอหวังเสี่ยวเลี่ยงเห็นหน้าชัดๆ ก็ถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกใจ!