- หน้าแรก
- ตำราชะตาพลิกดวง อ่านแล้วคุณจะโชคดี
- บทที่ 411 รบกวนท่านอาจารย์ช่วยชี้แนะ
บทที่ 411 รบกวนท่านอาจารย์ช่วยชี้แนะ
บทที่ 411 รบกวนท่านอาจารย์ช่วยชี้แนะ
ผ่านไปเต็มๆ สองนาที นักพรตเฒ่าจึงปล่อยมือ เอนหลังพิงเก้าอี้ ยกถ้วยชาขึ้นจิบ
"ไม่เป็นไรแล้ว ไอ้นี่ดวงแข็งชะมัดยาด สนใจมาบวชเป็นนักพรตกับข้าไหมล่ะ"
ตาเฒ่านี่เป็นอะไรนักหนา เห็นใครก็อยากรับเป็นศิษย์ไปหมด
มีศิษย์อย่างฟ่านฉีซานแล้ว ยังอยากจะได้ใครอีกเหรอ
หวังเสี่ยวเลี่ยงไม่อยากตอบรับตรงๆ เลยเฉไฉเปลี่ยนเรื่อง ถือเป็นการปฏิเสธกลายๆ
"ท่านอาจารย์ครับ ผมมีเรื่องอยากจะถาม รบกวนท่านช่วยชี้แนะทีครับ"
"ว่ามา"
"ผมมีเพื่อนคนนึง จู่ๆ ก็หายตัวไปอย่างปริศนา" การถามถึงเบาะแสของโจวเฉียง เป็นความตั้งใจของเขาตั้งแต่ก่อนจะมาฝูเฉิงแล้ว
"ผมอยากรู้ว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน แล้วปลอดภัยดีไหมครับ"
"วันเดือนปีเกิด"
นักพรตเฒ่านั่งตัวตรง จ้องหน้าหวังเสี่ยวเลี่ยงด้วยสีหน้าจริงจัง
หวังเสี่ยวเลี่ยงอึ้งไปเลย
"อะไรนะครับ"
"วันเดือนปีเกิดและเวลาตกฟาก" อี้มู่ซ่านเหรินทวนคำ "วัน เดือน ปี เวลาเกิด ธาตุทั้งห้า ปีนักษัตร ขอมาให้ครบทั้งแปดตัวอักษร"
หวังเสี่ยวเลี่ยงอ้าปากค้าง แล้วก็หุบลง
เป็นเพื่อนกัน ใครเขาจะไปจำวันเดือนปีเกิดเวลาตกฟากของเพื่อนกันล่ะ ผมไม่ใช่แม่สื่อนะ จะได้พกวันเดือนปีเกิดโจวเฉียงตะลอนๆ ไปหาคู่ให้มันน่ะ
"ผมไม่รู้ครับ"
อี้มู่ซ่านเหรินวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ ก้นถ้วยกระทบแผ่นหินดังเบาๆ
"ถ้าเอ็งไม่รู้ ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน"
หวังเสี่ยวเลี่ยงถึงกับสะอึก
ตาเฒ่านี่พูดจาเหมือนลูกศิษย์ไม่มีผิด ขวานผ่าซาก ไม่เปิดช่องว่างให้ต่อรองเลย
ระหว่างที่เขากำลังคิดหาทางพูดต่อ อี้มู่ซ่านเหรินก็พูดขึ้นมาอีก
"แต่ลูกศิษย์ข้ามีวิธี ลองถามมันดูสิ เป็นไงล่ะ ลูกศิษย์ที่ข้าสอนมาเก่งไหมล่ะ อยากเรียนบ้างไหม"
หวังเสี่ยวเลี่ยงไม่สนใจตาเฒ่า หันไปมองฟ่านฉีซาน
ฟ่านฉีซานนั่งเงียบมาตลอด เพิ่งจะพยักหน้าเบาๆ ก็ตอนนี้นี่แหละ
"เสี่ยงทายตัวอักษร"
พูดแค่สี่พยางค์ สั้นๆ ห้วนๆ ไม่มีคำอธิบายใดๆ ทั้งสิ้น
หวังเสี่ยวเลี่ยงร้อง "อ้อ" ออกมาคำนึง กำลังจะลุกขึ้นไปหากระดาษกับปากกา แต่พอก้นพ้นเก้าอี้ ฟ่านฉีซานก็ก้มลงดึงลิ้นชักเล็กๆ ใต้โต๊ะชงชาออกมาเสียแล้ว
ในนั้นมีปากกาหมึกซึมสีดำหนึ่งด้าม กับกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่ตัดเตรียมไว้เรียงซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบ
หวังเสี่ยวเลี่ยงจำได้ทันที
ตอนที่มาฝูเฉิงครั้งก่อน เขา โจวเฉียง หลี่หลานเซียง และเว่ยจื่อจิน สี่คนนั่งล้อมวงรอบโต๊ะชงชาตัวนี้ ให้ฟ่านฉีซานเสี่ยงทายตัวอักษรให้ ตอนนั้นบรรยากาศคึกคักสนุกสนาน แต่ตอนนี้กลับเหลือแค่เขาคนเดียว
เขายังจำได้แม่น
โจวเฉียงจับปากกาขีดๆ เขียนๆ บนกระดาษอยู่นาน ลังเลอยู่ว่าจะเขียนคำว่า ลูกชาย หรือลูกสาวดี
แต่ตอนนี้ เขากลับต้องมาเสี่ยงทายว่าเพื่อนอยู่ไหน ปลอดภัยหรือเปล่า
พอคิดมาถึงตรงนี้ เขาก็เริ่มตะหงิดๆ กับการเสี่ยงทายของฟ่านฉีซานขึ้นมานิดหน่อย เพราะหลี่หลานเซียงดันคลอดลูกชายออกมาจริงๆ น่ะสิ
แต่เดี๋ยวก่อน คำว่า น่าน (เด็กผู้หญิง) อาจจะแปลว่า ถูกผู้หญิงกักขัง หรือไปกักขังผู้หญิงไว้ก็ได้นี่นา
ถ้ามองในมุมนี้ ก็ถือว่าแม่นยำอยู่เหมือนกันนะ
หวังเสี่ยวเลี่ยงหยิบปากกาขึ้นมา
ข้อมือไม่มีแรงเลย นอนซมมาตั้งเดือนนึง กล้ามเนื้อคงฝ่อไปหมดแล้ว นิ้วจับด้ามปากกา ปลายปากกาจรดลงบนกระดาษสั่นเทาเล็กน้อย
เขาเขียนคำว่า "เฉียง" (แข็งแกร่ง) ลงไป
อี้มู่ซ่านเหรินชะโงกหน้ามาดูแวบหนึ่ง
"ลายมือสวยนี่"
หวังเสี่ยวเลี่ยงไม่มีอารมณ์จะมาถ่อมตัว เขาเลื่อนกระดาษไปตรงหน้าฟ่านฉีซาน
ฟ่านฉีซานก้มลงมองตัวอักษรนั้น
แต่ไม่ได้หยิบปากกาขึ้นมา
นี่เขาจะไม่แยกชิ้นส่วนตัวอักษร ไม่เติมหมวดนำหน้าตัวอักษรหน่อยเหรอ
"เขาปลอดภัยดี"
แค่สามคำ
หวังเสี่ยวเลี่ยงรออยู่พักหนึ่ง หวังว่าจะได้ยินอะไรเพิ่มเติม
แต่ก็ไม่มีอะไรต่อ
ฟ่านฉีซานเอนหลังพิงเก้าอี้ ยกถ้วยชาที่มีกลิ่นชาขี้เป็ดจางๆ ขึ้นจิบ สีหน้าเรียบเฉยเหมือนตอนที่พูดว่า "เสี่ยงทายตัวอักษร" ราวกับกำลังพูดว่า "วันนี้อากาศดีจัง" ยังไงยังงั้น
มุมปากของหวังเสี่ยวเลี่ยงกระตุก
ปลอดภัยก็ดีแล้ว
จริงๆ แล้วเขามีคำถามเป็นร้อยเป็นพันอยากจะถาม โจวเฉียงไปอยู่ที่ไหน เมื่อไหร่จะกลับมา ถูกหน่วยงานลับที่ไหนพาตัวไปอย่างที่หลี่หลานเซียงบอกจริงหรือเปล่า
แต่เขารู้กฎของฟ่านฉีซานดี
หนึ่งคน หนึ่งครั้ง หนึ่งคำถาม
ตอนแรกเขากะจะถามอี้มู่ซ่านเหรินเรื่องเบาะแสของโจวเฉียง
แล้วค่อยให้ฟ่านฉีซานเสี่ยงทายว่า เขากับเว่ยจื่อจินยังพอมีหวังไหม
สองคนเป็นศิษย์อาจารย์กัน กฎเกณฑ์น่าจะเหมือนกัน
คนละคำถาม พอดีเป๊ะ
แต่ดันโดนอี้มู่ซ่านเหรินเบรกหัวทิ่มด้วยคำว่า "วันเดือนปีเกิดเวลาตกฟาก" ซะงั้น เรื่องโจวเฉียงเลยต้องให้ฟ่านฉีซานเป็นคนดูให้
แล้วเรื่องเว่ยจื่อจินล่ะ
อดเลย โควตาหมดแล้ว
หวังเสี่ยวเลี่ยงรู้สึกจุกอก
แต่มันก็แค่แป๊บเดียวเท่านั้นแหละ
เรื่องของเขากับเว่ยจื่อจิน ยังต้องถามอีกเหรอ
ตั้งหนึ่งเดือน เธอรู้ว่าเขาเป็นอะไรไป แต่ไม่โผล่หัวมาเลยสักครั้ง แม้แต่ข้อความก็ไม่ส่งมา
นี่มันก็ชัดเจนพออยู่แล้วไม่ใช่เหรอ
จะถามอะไรอีกล่ะ
อี้มู่ซ่านเหรินมองเขาจากฝั่งตรงข้าม
หวังเสี่ยวเลี่ยงไม่เอ่ยปากพูดอะไรอีก
นักพรตเฒ่ารออยู่ครู่หนึ่ง เอียงคอถาม
"จบแล้วเหรอ"
หวังเสี่ยวเลี่ยงพยักหน้า
"ก็ใช่น่ะสิครับ"
"ลูกศิษย์ข้าเก่งไหมล่ะ รู้ไหมว่ามันเก่งตรงไหน"
หวังเสี่ยวเลี่ยงพยักหน้า "แม่นครับ!"
เขาก็หวังว่ามันจะแม่น ขอแค่โจวเฉียงปลอดภัยก็ดีใจแล้ว
นักพรตเฒ่าส่ายหน้า
"ความแม่นยำ มันเป็นเรื่องพื้นฐานที่ต้องมีอยู่แล้ว แต่วิชาของมันเรียกว่า การใช้จิตวิญญาณหยั่งรู้ และที่สำคัญคือ ไม่ต้องรับผลกรรมใดๆ ทั้งสิ้น"
"ผลกรรมคืออะไรครับ"
"อยากรู้ไหมล่ะ อยากรู้ก็มากราบข้าเป็นอาจารย์สิ!"
หวังเสี่ยวเลี่ยงส่ายหน้า ตอบกลับอย่างซื่อตรง "ท่านอาจารย์ ผมไม่สนใจจริงๆ ครับ"
"น่าเสียดาย! เอ็งชื่ออะไรนะ!"
หวังเสี่ยวเลี่ยงส่ายหัวอย่างระอา ที่แท้ตอนเขาแนะนำตัว ท่านอาจารย์ก็ไม่ได้ใส่ใจฟังเลยสินะ
"หวังเสี่ยวเลี่ยงครับ"
"เอ็งชื่อหวังเสี่ยวเลี่ยง เอ็งชื่อหวังเสี่ยวเลี่ยงเหรอ"
หวังเสี่ยวเลี่ยงงงเป็นไก่ตาแตก "ใช่ครับ เมื่อกี้ผมก็เพิ่งบอกท่านอาจารย์ไปนี่ครับ"
อี้มู่ซ่านเหรินหัวเราะร่วน
หัวเราะเสียงดังลั่นจนไหล่สั่น
หวังเสี่ยวเลี่ยงยิ่งงงหนักเข้าไปอีก ชื่อเขามันน่าขำตรงไหน หวังเสี่ยวเลี่ยง ชื่อออกจะโหล ตอนเด็กๆ พ่อเขาเปิดพจนานุกรมพลิกไปพลิกมาตั้งนานกว่าจะเลือกสองคำนี้มาได้
ตาเฒ่าหัวเราะอยู่นานกว่าจะหยุด แล้วก็โพล่งขึ้นมาประโยคหนึ่ง
"แสงเงินแสงทองจับขอบฟ้า ขุนเขาตระหง่านท้าทายกัน"
หวังเสี่ยวเลี่ยงฟังไม่เข้าใจ
ยังไม่ทันได้คิด อี้มู่ซ่านเหรินก็หันไปทางฟ่านฉีซาน แล้วพูดขึ้นมาอีกประโยค
"ตาเฒ่าหลิวคนนี้ ดวงแข็งไม่เบานะเนี่ย หลานชายก็ไม่ธรรมดาเหมือนกัน"
ตาเฒ่าหลิว
ตาเฒ่าหลิวไหน
ปู่ของหลิวซินอวี่เหรอ
สมองหวังเสี่ยวเลี่ยงประมวลผลอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังไม่แน่ใจ
เขามองนักพรตเฒ่าที มองฟ่านฉีซานที ฟ่านฉีซานถือถ้วยชา สีหน้าไม่เปลี่ยน แต่จังหวะการยกชาขึ้นจิบชะงักไปนิดหนึ่ง
"ท่านอาจารย์ หมายความว่ายังไงครับ"
อี้มู่ซ่านเหรินวางถ้วยชาลง รอยยิ้มยังคงประดับอยู่บนใบหน้า
"ถึงเวลาแล้วเอ็งก็จะรู้เอง"
มามุกนี้อีกละ
หวังเสี่ยวเลี่ยงแทบจะกลอกตาบน พวกหมอดูพวกนี้มีคู่มือการพูดเล่มเดียวกันหรือไง ถึงได้ชอบพูดจาครึ่งๆ กลางๆ แบบนี้กันนัก อะไรคือ 'ถึงเวลาแล้วจะรู้เอง' อะไรคือ 'ความลับสวรรค์ห้ามแพร่งพราย' อะไรคือ 'พูดไปเอ็งก็ไม่เชื่อ' ... คุณก็พูดมาก่อนสิ จะเชื่อหรือไม่เชื่อให้ผมตัดสินใจเองไม่ได้หรือไง
แต่เขาก็ต้องกลั้นไว้
ยังไงคนตรงหน้าก็เป็นอาจารย์ของฟ่านฉีซาน แถมยังเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตเขาไว้ ต้องให้เกียรติกันหน่อย
อีกอย่าง ตอนนี้ในหัวเขามีแต่เรื่องเดียว
"ท่านอาจารย์" หวังเสี่ยวเลี่ยงโน้มตัวไปข้างหน้า "ผมจะกลับไปทำงานได้เมื่อไหร่ครับ"
อี้มู่ซ่านเหรินไม่ตอบตรงๆ แต่กลับชูนิ้วชี้ขึ้นมาหนึ่งนิ้ว
"ฟังข้อห้ามก่อน"
หวังเสี่ยวเลี่ยงนั่งตัวตรง ตั้งใจฟัง
"พยายามทำจิตใจให้สงบ"
"ครับ"
"ห้ามนอนดึก"
"ครับ"
"ห้ามดื่มเหล้า"
"ครับ"
"ห้ามทำงานหนัก"
"...ครับ"
ข้อห้ามพวกนี้เขาก็พอจะเดาได้อยู่แล้ว เพิ่งฟื้นไข้มา หมอก็คงแนะนำแบบนี้เหมือนกัน
อี้มู่ซ่านเหรินหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง
แค่แป๊บเดียว ประมาณหนึ่งหรือสองวินาที แต่หวังเสี่ยวเลี่ยงกลับรู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไป
นักพรตเฒ่าเอ่ยปากอีกครั้ง
"ห้ามยุ่งเกี่ยวเรื่องผู้หญิง"
ห้องชงชาเงียบสงัดลงทันที
ฟ่านฉีซานมองหน้าหวังเสี่ยวเลี่ยง
มุมปากของหวังเสี่ยวเลี่ยงกระตุก "ครับ..."
"ทั้งหมดที่ว่ามานี้" นักพรตเฒ่าชูห้านิ้วขึ้นแกว่งไปมาตรงหน้าเขา "ต้องถือศีลอย่างน้อยครึ่งปี"
"ครึ่งปี!"
"ครึ่งปี"
"พักผ่อนสักระยะ ค่อยกลับไปทำงาน" นักพรตเฒ่าเสริม "แค่ห้ามหักโหมก็พอ"