- หน้าแรก
- บุตรแห่งโชคชะตาอย่างข้า ยังสู้เจ้าที่บำเพ็ญเซียนมาสามชั่วคนไม่ได้หรือ
- บทที่ 14 บังคับซื้อบังคับขาย
บทที่ 14 บังคับซื้อบังคับขาย
บทที่ 14 บังคับซื้อบังคับขาย
"เกิดเรื่องอันใดขึ้น?"
เวลานั้น เจียงฝานและซูเวยเวยมองหน้ากัน ทั้งสองต่างรู้สึกว่าต้องเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นอย่างแน่นอน มิเช่นนั้นเสียงร้องไห้คงไม่โศกเศร้าปานนี้
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เจียงฝานก็สะกดกลั้นความหวั่นไหวในใจ แล้วเดินออกจากบ้านไป
พลันเห็นว่าบริเวณหน้าประตูบ้านตระกูลเมิ่งที่อยู่ไม่ไกลนัก กลับมีโลงศพสีดำใบหนึ่งตั้งอยู่
ภรรยาของท่านลุงเมิ่ง ท่านป้าเมิ่งสวมชุดไว้ทุกข์สีขาว ดวงตาแดงก่ำ คุกเข่าร้องไห้อยู่บนพื้น
บุตรชายอย่างเมิ่งเถี่ยเองก็คุกเข่าอยู่บนพื้น กำหมัดแน่น น้ำตาอาบเต็มหน้า
ทว่าสิ่งที่ฉายชัดยิ่งกว่าคือความโกรธแค้นและชิงชัง
เพื่อนบ้านละแวกใกล้เคียงต่างพากันออกมา สีหน้าของพวกเขาดูด้านชา ให้ความรู้สึกสะท้อนใจดั่งกระต่ายตายจิ้งจอกโศกเศร้า ไว้อาลัยอย่างหาที่สุดไม่ได้
"ท่านลุงเมิ่งตายแล้วหรือ?"
เมื่อเห็นภาพนี้ เจียงฝานก็พลันตกตะลึง คนทั้งบ้านตระกูลเมิ่งต่างสวมชุดไว้ทุกข์ เมื่อนึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อวันก่อน ผลลัพธ์ย่อมชัดเจนโดยไม่ต้องเอ่ยคำ
"เฮ้อ เฒ่าเมิ่งช่างน่าเวทนาจริงๆ ถูกคนของพรรคราชันมังกรทุบตีจนบาดเจ็บสาหัส เดิมทีคิดว่าจะทนผ่านไปได้ ทว่ากลับไม่มีเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาล สุดท้ายก็ต้องตายเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว"
ซ่งฟู่กุ้ยถอนหายใจยาว เอ่ยออกมาด้วยความจนใจ
เดิมทีท่านลุงเมิ่งไม่จำเป็นต้องตาย หากได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม
ทว่าเงินทองของบ้านตระกูลเมิ่งถูกคนของพรรคราชันมังกรปล้นชิงไปจนหมดสิ้นแล้ว จะยังมีเงินค่ารักษาพยาบาลที่ใดอีกเล่า
ผลสุดท้ายก็คือท่านลุงเมิ่งไม่มีเงินรักษา จึงทำได้เพียงกลับมาพักฟื้นที่บ้าน
ทว่าผ่านไปเพียงคืนเดียว เขาก็ขาดใจตายเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว
ชีวิตคน ในยุคสมัยนี้ช่างไร้ค่า ชีวิตราวกับมดปลวก
"เฒ่าเมิ่งตรากตรำทำงานมาทั้งชีวิต ออกหาปลาตั้งแต่เช้ามืดจนค่ำมืด ตากแดดตากฝน เหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน ก็หาได้เพียงเศษเงินไม่กี่ตำลึงเท่านั้น ทว่าไอ้พวกสารเลวพรรคราชันมังกรกลับอยากจะแย่งชิงเงินก้อนนี้ไป ซ้ำยังทุบตีเฒ่าเมิ่งจนตายอีก"
"ไอ้พวกเดรัจฉานพรรคราชันมังกร สมควรตายจริงๆ"
"หุบปาก หากคนของพรรคราชันมังกรมาได้ยินเข้า พวกเราจะมีจุดจบที่ดีหรือ"
"ก็แค่พูดระบายเท่านั้น จะนำภัยมาสู่ตัวเชียวหรือ?"
"เหอะ หรือเจ้าคิดว่าคนพรรคราชันมังกรจะพูดจาด้วยเหตุผล?"
"เฮ้อ ไม่พูดแล้ว ไม่พูดแล้ว"
ชาวบ้านหมู่บ้านกุ้ยฮวาหลายคนต่างวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา แต่ละคนมีสีหน้าโศกเศร้าและจนใจ
พวกเขาก็อยากจะช่วยเหลือครอบครัวของเฒ่าเมิ่ง น่าเสียดายที่พวกเขาเองก็ไร้กำลัง
"นี่มัน..."
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เจียงฝานก็กำหมัดแน่น ภายในใจรู้สึกหนาวเหน็บ นี่แหละคือครอบครัวที่ยากจนในยุคกลียุค เพียงเพราะอุบัติเหตุครั้งเดียว ก็ถึงคราวครอบครัวต้องบ้านแตกสาแหรกขาด
ท่านลุงเมิ่งไม่ได้ทำอันใดผิดเลย เขาเป็นเพียงชาวประมงที่ซื่อสัตย์ ขยันขันแข็งมาตลอดชีวิต
แต่เพียงเพราะความโลภของพรรคราชันมังกร ผลสุดท้ายก็ถูกทุบตีจนตาย
เจิ้งเหวินปิงผู้นั้นสมควรตายจริงๆ สมควรถูกสับร่างเป็นหมื่นๆ ชิ้น
โชคดีที่เจ้านั่นถูกเขาสังหารไปแล้ว แม้แต่ซากศพก็ยังถูกนำไปเป็นอาหารของหมาป่า
คาดว่าวิญญาณของท่านลุงเมิ่งบนสวรรค์ ก็คงจะรู้สึกโล่งใจขึ้นมาบ้าง
"บ้านเฒ่าเมิ่งเหลือเพียงแม่หม้ายกับลูกกำพร้า วันคืนต่อจากนี้ไปคงจะยากลำบากแล้ว"
"ใช่สิ เงินส่วยของเดือนหน้าก็ยังไม่รู้ว่าจะจ่ายไหวหรือไม่"
"สูญเสียชาวประมงเก่าแก่อย่างเฒ่าเมิ่งไป จะยังหาปลาได้อีกสักเท่าใดกัน พึ่งพาเด็กหนุ่มอย่างเมิ่งเถี่ยจะไหวหรือ?"
"หากจ่ายไม่ไหว เกรงว่าคงต้องถูกทุบตีอย่างทารุณอีกเป็นแน่"
"เฮ้อ ทุกคนล้วนเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกัน ช่วยเหลือกันได้ก็ช่วยกันไปเถิด"
"ตาแก่ใจดำ เจ้ายังคิดจะให้เงินบ้านเฒ่าเมิ่งอีกหรือ ทั้งๆ ที่บ้านเราก็ไม่มีข้าวสารจะกรอกหม้ออยู่แล้ว ยังคิดจะแสร้งเป็นคนดีอีก นี่เจ้าอยากให้คนในบ้านเราอดตายกันหมดหรืออย่างไร?"
"ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น เงินน่ะคงให้ไม่ไหว แต่แป้งย่างสักสองสามแผ่นยังพอได้ ถือเสียว่าเป็นน้ำใจก็แล้วกัน"
"ใช่แล้ว พวกเราก็เป็นเพื่อนบ้านกันมาหลายสิบปี"
ชาวบ้านหลายคนต่างพูดคุยปรึกษาหารือกันว่าจะมอบเงินช่วยงานศพเท่าใดดี
เจียงฝานที่อยู่ด้านข้างรับฟังอย่างเงียบๆ แม้ว่าบนตัวเขาจะมีเงินอยู่ไม่น้อย แต่เขาก็ไม่คิดจะทำตัวเป็นคนโง่ให้ถูกหลอกฟัน
ครอบครัวของท่านลุงเมิ่งน่าเวทนาจริงๆ ใช้ชีวิตได้อย่างยากลำบากยิ่ง
ทว่าบนโลกใบนี้มีผู้ใดบ้างที่ไม่ยากลำบาก มีผู้ใดบ้างที่ไม่น่าเวทนา
หากเปิดเผยออกไปว่าตนเองมีเงินทองมากมาย เกรงว่าคงไม่ใช่เรื่องดีแน่
ตรงกันข้าม มันอาจจะนำพาภัยร้ายมาสู่ตัวได้
การกลมกลืนไม่ทำตัวโดดเด่น ถึงจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านกุ้ยฮวา
ยามนี้เขาไม่สามารถทำสิ่งใดได้ การดูแลครอบครัวเล็กๆ ของตนเองให้ดี ก็ถือเป็นขีดจำกัดความสามารถของเขาแล้ว
เวลานั้น ชาวบ้านแต่ละคนก็ทยอยเดินเข้าไปจุดธูปไหว้ศพท่านลุงเมิ่ง พร้อมกับมอบเงินช่วยงานศพเล็กน้อย
เจียงฝานเองก็ก้าวไปข้างหน้า ทำตามผู้คนส่วนใหญ่
"ขอบคุณ ขอบคุณขอรับ"
เมิ่งเถี่ยคุกเข่าอยู่บนพื้น แววตาเลื่อนลอย ราวกับสิ้นหวังอย่างถึงที่สุด
เพียงแต่กล่าวคำขอบคุณซ้ำๆ ราวกับเครื่องจักร
คาดว่าเขายังคงไม่ฟื้นตัวจากความสะเทือนใจที่บิดาต้องจากไป
"เฮ้อ"
เมื่อเห็นภาพนี้ ภายในใจของเจียงฝานก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกปวดร้าว
เมื่อไม่นานมานี้เมิ่งเถี่ยยังเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ซ้ำยังเคยบอกว่าตนเองตั้งใจจะฝึกยุทธ์ เพื่อเป็นจอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วหล้า
ทว่ายามนี้ กลับต้องกลายมาเป็นเช่นนี้
และภาพตรงหน้านี้ก็ยิ่งทำให้เจียงฝานมีความมุ่งมั่นในใจมากยิ่งขึ้น เขาจะต้องครอบครองพลังอันแข็งแกร่งให้จงได้
ในยุคกลียุคเช่นนี้ ทักษะความสามารถอันใดล้วนเป็นเพียงเรื่องไร้สาระ
ต่อให้หาเงินได้มากมายเพียงใด ล้วนเป็นเพียงสิ่งจอมปลอม เป็นเพียงของชั่วคราวเท่านั้น
หากปราศจากพลังอันแข็งแกร่ง สิ่งเหล่านี้ก็ไม่อาจรักษาเอาไว้ได้เลย
เป็นเพียงการตัดชุดวิวาห์ให้ผู้อื่นสวมใส่เท่านั้น
ดังนั้นแต้มโชคชะตาในตัวเขาจึงไม่สามารถใช้ส่งเดชได้ ทำได้เพียงนำมาใช้เพื่อเพิ่มพูนความแข็งแกร่งทางวิถีแห่งยุทธ์ของตนเองเท่านั้น
หลังจากไหว้ศพท่านลุงเมิ่งเสร็จ เจียงฝานก็เดินออกจากบ้านตระกูลเมิ่งมา
"เสี่ยวเจียง เรื่องคราวก่อนเจ้าพิจารณาไปถึงไหนแล้ว?"
"เรือประทุนดำของบ้านเจ้าตั้งใจจะขายให้ข้าหรือไม่?"
เวลานั้นเอง ชายหนุ่มอายุราวๆ ยี่สิบห้ายี่สิบหกปี ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากฝีดาษ สวมชุดผ้าป่าน ท่าทางลอยชายไม่เอาถ่านผู้หนึ่งก็เดินเข้ามาหา
เขาคือคนพเนจรอันธพาลชื่อดังของหมู่บ้านกุ้ยฮวา นามว่ากัวหมาจื่อ
คนผู้นี้วันๆ เอาแต่เดินเตร็ดเตร่ไปมาในหมู่บ้าน หาเลี้ยงชีพด้วยการลักเล็กขโมยน้อย
ทว่ากลับมีทักษะการเข้าสังคมเป็นเลิศ สนิทสนมกับสมาชิกพรรคราชันมังกรบางคนเป็นอย่างดี
ดังนั้นแม้ว่าคนในหมู่บ้านจะเกลียดชังเขาเข้าไส้ราวกับเป็นเทพมารรังเกียจผีสางชัง แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าล่วงเกินเขา
เขาเดินตรงเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้าของเจียงฝาน
"ไม่ล่ะ เรือประทุนดำของบ้านข้าจะไม่ขาย"
เจียงฝานส่ายหน้า ปฏิเสธอย่างเด็ดขาด
ต้องรู้ก่อนว่าเรือประทุนดำของครอบครัวเขาต้องใช้เงินเก็บสะสมถึงสามชั่วอายุคนถึงจะซื้อมาได้ ราคาไม่ใช่น้อยๆ เลยทีเดียว
สำหรับลูกหลานชาวประมงแล้ว เรือก็คือเครื่องมือทำมาหากิน นับว่าสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
ชาวประมงบางคนยากจนข้นแค้น จึงทำได้เพียงเช่าเรือของพรรคราชันมังกร และต้องถูกขูดรีดไปอีกทอดหนึ่ง
ทำได้เพียงประทังชีวิตครอบครัวไปวันๆ เท่านั้น
ทว่าหากเป็นชาวประมงที่มีเรือเป็นของตนเอง ย่อมแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง สามารถหลีกเลี่ยงการขูดรีดของพรรคราชันมังกรได้ เงินที่หามาได้ก็มากกว่าชาวประมงคนอื่นๆ ไม่รู้ตั้งเท่าใด
หากไม่ถึงคราวหมดหนทางจริงๆ ไม่มีชาวประมงคนใดยอมขายเครื่องมือทำมาหากินของตนเองอย่างแน่นอน
หากเป็นเพียงแค่นี้ก็แล้วไปเถิด ทว่ากัวหมาจื่อผู้นี้น่ารังเกียจยิ่งนัก กลับคิดจะใช้ราคาของเรือสำปั้น มาซื้อเรือประทุนดำของครอบครัวเขา ช่างเป็นการฉวยโอกาสปล้นชิงกันชัดๆ
"โอ้ ได้ยินมาว่าเงินทองในบ้านเจ้าหมดเกลี้ยงไปตั้งนานแล้วนี่"
"หากเดือนนี้หาปลาไม่ได้อีกล่ะก็ เงินส่วยของเดือนหน้าก็คงไม่มีจ่ายหรอก"
"อีกอย่าง ราคาที่ข้าให้ก็สูงมากแล้วนะ"
"อย่างไรเสียเรือประทุนดำของบ้านเจ้าก็ใช้งานมาตั้งหลายปีแล้ว เก่าซอมซ่อถึงเพียงนั้น ขายไม่ได้ราคาสูงหรอก"
"หากไม่ใช่เพราะเห็นแก่ที่เป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน ข้าก็คงไม่ให้ราคาสูงถึงเพียงนี้หรอกนะ"
"หากเดือนหน้าคนของพรรคราชันมังกรมา แล้วเจ้าไม่มีเงินจ่ายค่าส่วยล่ะก็..."
"เกรงว่าคงจะไม่ได้ราคานี้แล้วกระมัง"
คำพูดของกัวหมาจื่อแฝงไปด้วยการข่มขู่