- หน้าแรก
- พรสวรรค์ของข้าเลื่อนระดับได้ไม่จำกัด
- บทที่ 307 แผนการสำรวจ
บทที่ 307 แผนการสำรวจ
บทที่ 307 แผนการสำรวจ
อาณาเขตของสำนักเงาโลหิตอยู่ห่างจากนิกายเมฆาม่วงไปไกลมาก
พวกเขาไม่ได้มีความคิดอันใดต่อนิกายเมฆาม่วงมากนัก
ขุมกำลังที่มีความขัดแย้งกับพวกเขามากที่สุดก็คือภูเขาหมื่นผีที่อยู่ใกล้เคียง
ในบรรดาเจ็ดขุมกำลังระดับวิญญาณก่อกำเนิดใหญ่แห่งอาณาเขตฉยงหลิน ก็มีเพียงสำนักเงาโลหิตกับภูเขาหมื่นผีสองขุมกำลังระดับวิญญาณก่อกำเนิดนี้เท่านั้นที่มีอาณาเขตติดต่อกันโดยตรง
"สำนักเงาโลหิตตกลงที่จะร่วมมือกับพวกเราเพื่อรับมือนิกายเมฆาม่วง หลังจากนี้พวกเราก็แค่ร่วมมือกับพวกเขาเพื่อรับมือกับผู้ฝึกตนสายผีของภูเขาหมื่นผีก็พอ"
"ผู้ฝึกตนสายผีของภูเขาหมื่นผีนั้นรับมือไม่ง่ายเลย พวกเขายังมีความช่วยเหลือจากจวนเทียนกุ่ยอีก"
"เท่าที่ข้ารู้มา ความสัมพันธ์ระหว่างภูเขาหมื่นผีกับจวนเทียนกุ่ยก็งั้นๆ ไม่ใช่หรือ"
ในอาณาเขตฉยงหลิน มีวิถีการฝึกตนอยู่สี่สาย
ขุมกำลังระดับเดียวกันที่มีวิถีการฝึกตนสายเดียวกัน ไม่ต้องพูดถึงว่าความสัมพันธ์จะดีเพียงใด ทว่าก็คงไม่แย่ไปกว่ากันสักเท่าใดนัก
ทางฝั่งนิกายโลหิตวิญญาณมีข้อมูลว่า ความสัมพันธ์ของพวกเขากับสำนักเงาโลหิต น่าจะเป็นความสัมพันธ์ที่ดีที่สุดในบรรดาขุมกำลังระดับวิญญาณก่อกำเนิดทั้งหมด รองลงมาคือตำหนักมังกรดำกับหุบเขาราชันภูต และสุดท้ายถึงจะเป็นภูเขาหมื่นผีกับจวนเทียนกุ่ย
"ต่อให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาจะธรรมดาเพียงใด เมื่อเข้าไปในดินแดนเร้นลับ ‘ดินแดนไร้เจ้าของ’ แล้วก็มักจะมีความร่วมมือกันอยู่ดี"
"ข้าเองก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน"
เมื่อเวลาผ่านไป
อันดับแรกคือมนุษย์ภูตของหุบเขาราชันภูตที่มาถึง จากนั้นก็คือมารโลหิตของสำนักเงาโลหิต
สำนักเงาโลหิตเพิ่งจะปรากฏตัวได้ไม่นาน ผู้อาวุโสของนิกายโลหิตวิญญาณก็พาเหล่าศิษย์ฝ่ายในเดินเข้าไปหา
"สหายธรรมซ่ง สำนักเงาโลหิตของพวกท่านมีความคิดอันใดต่อผู้หลอมวิญญาณของนิกายเมฆาม่วงหรือไม่ โลหิตของพวกมันนั้นรสชาติดีมากทีเดียว" ตอนที่ผู้อาวุโสขั้นก่อเกิดแก่นโอสถผู้นำทีมของนิกายโลหิตวิญญาณเอ่ยปาก เขายังเลียริมฝีปากของตนเองไปด้วย
"ผู้หลอมวิญญาณของนิกายเมฆาม่วง นั่นไม่ใช่เหยื่อของพวกท่านหรอกหรือ"
ผู้อาวุโสขั้นก่อเกิดแก่นโอสถของสำนักเงาโลหิตเอ่ยถามกลับ
พวกเขาไม่ได้มีความสนใจต่อผู้หลอมวิญญาณของนิกายเมฆาม่วงเลย
นิกายเมฆาม่วงอยู่ห่างจากพวกเขาไกลเกินไป การสังหารผู้หลอมวิญญาณของนิกายเมฆาม่วง สำหรับสำนักเงาโลหิตของพวกเขาทั้งหมดแล้ว ผลประโยชน์ที่ได้รับนั้นถือว่าน้อยนิดจนแทบไม่มี
ทางฝั่งของพวกเขานั้น ไม่มีผู้หลอมวิญญาณมานานแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ฝึกตนสายผี รองลงมาคือมนุษย์ภูต
ขุมกำลังของผู้หลอมวิญญาณ ถูกกวาดล้างจนสิ้นซากไปตั้งแต่หลายหมื่นปีก่อนแล้ว
"เป็นเหยื่อของพวกเราก็จริง ทว่าพวกท่านเองก็สามารถเป็นนักล่าได้เช่นกัน"
"ในฐานะนักล่า ผลประโยชน์ของพวกเราคือสิ่งใดเล่า"
"ผลประโยชน์นั้นง่ายมาก พวกเราเองก็สามารถเป็นนักล่าของภูเขาหมื่นผีได้เช่นกัน สหายธรรมซ่งคิดเห็นว่าอย่างไร"
"จะว่าได้มันก็ได้อยู่" ผู้อาวุโสขั้นก่อเกิดแก่นโอสถของสำนักเงาโลหิตพยักหน้าเบาๆ "รอให้ภารกิจของศิษย์พวกเราสิ้นสุดลงเสียก่อน ค่อยว่ากัน"
"ย่อมต้องเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว"
แข่งขันกันก่อน แล้วค่อยร่วมมือกัน นี่คือความหมายที่ผู้อาวุโสขั้นก่อเกิดแก่นโอสถของสำนักเงาโลหิตต้องการสื่อ ซึ่งก็ตรงกับความหมายของผู้อาวุโสขั้นก่อเกิดแก่นโอสถแห่งนิกายโลหิตวิญญาณพอดิบพอดี
พวกเขาซึ่งล้วนฝึกฝนพลังโลหิตเหมือนกัน
ในดินแดนเร้นลับ ‘ดินแดนไร้เจ้าของ’ มีวัตถุวิญญาณฟ้าดินบางอย่างที่จำเป็นต้องแข่งขันกันแย่งชิง วัตถุวิญญาณที่ก่อกำเนิดขึ้นในดินแดนเร้นลับมีอยู่เพียงเท่านี้ หากท่านได้ไปเพิ่มอีกส่วนหนึ่ง ข้าก็จะได้น้อยลงส่วนหนึ่ง
วัตถุวิญญาณที่แน่ชัดจะตกไปอยู่ในมือผู้ใดนั้น ที่สำคัญที่สุดก็ต้องดูสถานการณ์หลังจากเข้าไปในดินแดนเร้นลับ ‘ดินแดนไร้เจ้าของ’ แล้ว
เมื่อเข้าไปทางปากทางเข้าดินแดนเร้นลับ ‘ดินแดนไร้เจ้าของ’ สถานที่ที่ไปโผล่นั้นจะเป็นการสุ่ม กฎเพียงข้อเดียวที่พวกเขาพบก็คือ สถานที่ที่ไปโผล่จะไม่มีทางเป็นแหล่งกำเนิดของวัตถุวิญญาณ แต่ล้วนเป็นสถานที่ที่ไม่สลักสำคัญใดๆ
สถานที่ที่ไม่สลักสำคัญเหล่านี้ บางแห่งแม้จะไม่มีสิ่งใดอยู่เลย ทว่าก็ยังมีความเสี่ยงอยู่บ้าง หากสุ่มไปเจอสถานที่เช่นนี้ ก็ทำได้เพียงยอมรับความโชคร้ายของตนเองเท่านั้น
เมื่อผู้อาวุโสขั้นก่อเกิดแก่นโอสถของนิกายโลหิตวิญญาณและสำนักเงาโลหิตพูดคุยกันจนเกือบจะได้ที่แล้ว ศิษย์ฝ่ายในของทั้งสองฝ่ายก็เริ่มพูดคุยกันเช่นกัน
เรื่องการแข่งขัน ทั้งสองฝ่ายแทบจะไม่ได้เอ่ยถึงเลย ที่คุยกันโดยพื้นฐานล้วนเป็นเรื่องความร่วมมือหลังจากนี้ ว่าจะไปรวมตัวกันที่ใด คาดเดาว่าศัตรูจะมุ่งหน้าไปที่ใด และไปดักซุ่มโจมตีที่ใดจึงจะดีที่สุด
ผู้ที่มาถึงเป็นลำดับสุดท้ายคือภูเขาหมื่นผีซึ่งเป็นขุมกำลังระดับวิญญาณก่อกำเนิด
พวกเขากะเวลามาได้อย่างพอดิบพอดี
ตอนที่ภูเขาหมื่นผีมาถึง ก็เหลือเวลาอีกเพียงไม่นานก่อนที่ดินแดนเร้นลับ ‘ดินแดนไร้เจ้าของ’ จะเปิดออก
"ทุกท่าน เตรียมตัวเปิดดินแดนเร้นลับ ‘ดินแดนไร้เจ้าของ’ ได้"
ผู้ที่เอ่ยปากคือผู้อาวุโสขั้นก่อเกิดแก่นโอสถของจวนเทียนกุ่ย
การเปิด ‘ดินแดนไร้เจ้าของ’ นั้น โดยทั่วไปแล้วมักจะเริ่มโดยจวนเทียนกุ่ยของพวกเขา อย่างไรเสียดินแดนเร้นลับก็อยู่ในอาณาเขตของจวนเทียนกุ่ย
หากกล่าวในความหมายหนึ่ง พวกเขาก็ถือเป็นเจ้าภาพเช่นกัน
หงจินซิง ผู้อาวุโสขั้นก่อเกิดแก่นโอสถขั้นสูงสุดของนิกายเมฆาม่วง นำชิ้นส่วนลึกลับสีม่วงชิ้นหนึ่งออกมา ในขณะเดียวกันก็ให้ศิษย์ในนิกายทั้งสี่คน รวมถึงฟางอวิ๋นเตรียมตัวเป็นครั้งสุดท้าย
เมื่อปากทางเข้าดินแดนเร้นลับเปิดออก ก็จะต้องเข้าไปด้านใน
ปากทางเข้าดินแดนเร้นลับ ‘ดินแดนไร้เจ้าของ’ มีเวลาเปิดออกที่สั้นมาก หากชักช้าก็มีความเป็นไปได้ที่จะเข้าไปไม่ได้ ก่อนหน้านี้ก็เคยเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ทว่าไม่ได้เกิดขึ้นทางฝั่งนิกายเมฆาม่วง แต่เป็นศิษย์มนุษย์ภูตคนหนึ่งของหุบเขาราชันภูต
เมื่อถ่ายทอดพลังปราณเข้าไปในชิ้นส่วนลึกลับสีม่วง มันจะถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานสำหรับเปิดดินแดนเร้นลับ หากถ่ายทอดพลังรูปแบบอื่นเข้าไปในชิ้นส่วนลึกลับสีม่วง ก็จะให้ผลลัพธ์แบบเดียวกัน
ลำแสงพลังงานสีม่วงทั้งเจ็ดสาย พุ่งไปรวมกันที่จุดเดียว
ผ่านไปเพียงครู่เดียว ประตูกลมสีม่วงบานหนึ่งที่หันหน้าเข้าหาพื้นดินก็เปิดออก
"เข้า!"
หงจินซิงที่ยังคงควบคุมชิ้นส่วนลึกลับสีม่วงอยู่ออกคำสั่ง ผู้อาวุโสอีกสองท่านก็เตรียมพร้อมรับมืออย่างเต็มที่
พวกเขาคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของศิษย์ฝ่ายในจากนิกายฝ่ายอธรรมอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะนิกายโลหิตวิญญาณ เพื่อป้องกันไม่ให้พวกลงมือในเวลานี้
ในหน้าประวัติศาสตร์ ยังไม่เคยเกิดสถานการณ์ที่ยังไม่ได้เข้าไปในดินแดนเร้นลับ ‘ดินแดนไร้เจ้าของ’ แล้วศิษย์ฝ่ายในของนิกายฝ่ายอธรรมแห่งอื่นจะลงมือโจมตี ทว่าการที่ในอดีตไม่เคยปรากฏ ก็ไม่ได้หมายความว่าในอนาคตจะไม่ปรากฏ
แท้จริงแล้ว ความเป็นไปได้ที่จะเกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้นนั้นมีไม่มากนัก
หากศิษย์ฝ่ายในของนิกายฝ่ายอธรรมลงมือในเวลานี้จริงๆ ผู้อาวุโสหงจินซิงก็ยังมีทางหนีทีไล่อยู่อีกมาก อย่างเช่นการหยุดจ่ายพลังงานให้กับชิ้นส่วนลึกลับสีม่วง เช่นนี้แล้วปากทางเข้าดินแดนเร้นลับ ‘ดินแดนไร้เจ้าของ’ ก็จะปิดตัวลงเร็วยิ่งขึ้น
การกระทำที่ได้ไม่คุ้มเสียเช่นนี้ ก็มีเพียงนิกายโลหิตวิญญาณที่มีความขัดแย้งกับพวกเขามากที่สุดเท่านั้นที่อาจจะลองดูสักตั้ง ส่วนความน่าจะเป็นที่นิกายฝ่ายอธรรมแห่งอื่นจะลองทำดูนั้นแทบจะเป็นศูนย์ สำหรับพวกเขานั้น การทำเรื่องเช่นนี้โดยพื้นฐานแล้วไม่มีผลประโยชน์อันใดเลย แต่นิกายโลหิตวิญญาณยังพอมีผลประโยชน์อยู่บ้าง
"พวกนิกายเมฆาม่วง มองอันใดกัน"
"ศิษย์น้องเหลย ให้พวกมันมองดูหน่อยจะเป็นไรไป เจ้ากลัวมันจะกินเจ้าเข้าไปหรือไร"
"มันกินข้าหรือ ข้ากินมันยังจะเข้าท่ากว่า"
"ขั้นสร้างรากฐานขั้นปลาย น่าสนใจดีนี่"
มนุษย์ภูตขั้นสร้างรากฐานของตำหนักมังกรดำพูดคุยกัน โดยไม่ส่งผลกระทบต่อความเร็วในการเคลื่อนที่ของพวกเขาเลย
เมื่อครู่ฟางอวิ๋นเพียงปรายตามอง ก็จดจำรูปลักษณ์ของมนุษย์ภูตขั้นสร้างรากฐานขั้นสูงสุดทั้งห้าคนของตำหนักมังกรดำได้ทั้งหมดแล้ว
การเปิดดินแดนเร้นลับ ‘ดินแดนไร้เจ้าของ’ เป็นไปอย่างราบรื่น ผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานทั้งสามสิบห้าคนล้วนเข้าไปด้านในกันหมดแล้ว
ปากทางเข้าดินแดนเร้นลับปิดตัวลง สำหรับผู้อาวุโสขั้นก่อเกิดแก่นโอสถของแต่ละนิกายใหญ่ที่อยู่ด้านนอกในยามนี้ สิ่งที่ต้องทำก็มีเพียงการรอคอยเท่านั้น
……
ภายในดินแดนเร้นลับ ‘ดินแดนไร้เจ้าของ’
ร่างของฟางอวิ๋นปรากฏขึ้นท่ามกลางป่าทึบแห่งหนึ่ง
ตอนที่เข้าไปทางปากทางเข้าดินแดนเร้นลับ ฟางอวิ๋นรู้สึกวิงเวียนศีรษะวูบหนึ่ง จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ค่อยดีขึ้นนัก จำเป็นต้องพักผ่อนสักเล็กน้อย
"นี่ช่างแตกต่างจากการเข้าไปในดินแดนเร้นลับแห่งการทดสอบมากนัก"
ตอนที่เขาในฐานะศิษย์นิกายเมฆาสวรรค์ไปเข้าร่วมการทดสอบสี่นิกาย เขายังอยู่เพียงระดับรวบรวมปราณขั้นที่เก้าเท่านั้น ตอนนี้บรรลุถึงขั้นสร้างรากฐานขั้นปลายแล้ว กลับยังมีปฏิกิริยารุนแรงถึงเพียงนี้ ความแตกต่างของดินแดนเร้นลับทั้งสองแห่งช่างมากมายนัก
ตามบันทึกบางส่วนในหนังสือปกิณกะเกี่ยวกับการฝึกตน ยิ่งดินแดนเร้นลับที่เข้าไปมีระดับสูงมากเพียงใด ปฏิกิริยาต่อต้านระหว่างที่เข้าไปก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น
หลังจากพักผ่อนไปครู่หนึ่ง ฟางอวิ๋นที่อาการดีขึ้นแล้ว ก็เหาะเหินขึ้นไปบนอากาศทันที เพื่อสังเกตสภาพแวดล้อมโดยรอบ ในขณะเดียวกัน เขาก็ยังนำแผนที่ ‘ดินแดนไร้เจ้าของ’ ที่หร่วนหานฝานมอบให้เขาออกมาด้วย
"โชคยังถือว่าใช้ได้"
เมื่อสังเกตสภาพแวดล้อมโดยรอบ และมองดูแผนที่ในมือ ฟางอวิ๋นก็รับรู้ได้แล้วว่ายามนี้ตนเองอยู่ที่ใด
ที่นี่อยู่ค่อนข้างใกล้กับจุดหมายที่เขาต้องการจะไป ด้วยความเร็วของเขา ใช้เวลาเพียงครึ่งค่อนวันก็สามารถไปถึงได้แล้ว
ภายในดินแดนเร้นลับ ‘ดินแดนไร้เจ้าของ’ จะต้องอยู่ด้านในเป็นเวลาเจ็ดวัน
มากที่สุดก็เจ็ดวัน น้อยที่สุดก็เจ็ดวัน ไม่สามารถออกไปก่อนเวลาได้ จุดนี้ก็มีความแตกต่างจากดินแดนเร้นลับแห่งการทดสอบของการทดสอบสี่นิกายอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
ฟางอวิ๋นทุ่มพลังกระตุ้นลวดลายวิญญาณทั้งหมดบนเกือกวิญญาณกึ่งอำพรางอย่างเต็มที่
เขาซึ่งมีกลิ่นอายเบาบางจนแทบจะไร้ตัวตน มุ่งหน้าไปยังจุดหมายปลายทางเพื่อไปเอาหยาดน้ำพุสวรรค์กระจ่างใสด้วยความเร็วอันเหลือเชื่อ
เส้นทางที่เขามุ่งหน้าไป เป็นเส้นทางที่ค่อนข้างปลอดภัยบนแผนที่ ตามปกติแล้วจะไม่เกิดปัญหาอันใดขึ้น
ฟางอวิ๋นที่อยู่ในดินแดนเร้นลับมีข้อได้เปรียบประการหนึ่ง นั่นก็คือความเร็วในการเผาผลาญพลังปราณ ด้วยความที่เขาเผาผลาญพลังปราณได้ช้า เขาจึงสามารถใช้พลังปราณในการเดินทางและอื่นๆ ได้อย่างตามใจชอบ
หากศิษย์ฝ่ายในของนิกายเมฆาม่วงต้องการใช้พลังปราณจำนวนมากในการเดินทาง พวกเขาก็จำเป็นต้องกินโอสถฟื้นปราณ ในขณะที่เดินทางก็ยังต้องแบ่งสมาธิส่วนหนึ่งมาดูดซับโอสถ เพื่อเร่งความเร็วในการฟื้นฟูพลังปราณ
หากฟางอวิ๋นกินโอสถฟื้นปราณ แล้วปล่อยให้โอสถฟื้นฟูพลังปราณในร่างกายด้วยตัวของมันเอง ความเร็วในการฟื้นฟูพลังปราณก็จะแซงหน้าความเร็วในการเผาผลาญพลังปราณไปไกลลิบ เพราะความเร็วในการเผาผลาญพลังปราณของเขานั้นช้ามากจริงๆ
นอกเสียจากว่า ยามนี้เขาจะใช้ของวิเศษในการเดินทาง ความเร็วในการเผาผลาญพลังปราณถึงจะรวดเร็วขึ้นมาก
ทว่าของวิเศษประเภทรองเท้า ตอนนี้เขายังไม่มี
หากโชคดีสักหน่อย การจะหาวัตถุดิบวิญญาณที่เขาต้องการใน ‘ดินแดนไร้เจ้าของ’ แห่งนี้ ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
วัตถุดิบวิญญาณระดับสามนั้นไม่ค่อยพบเห็นได้บ่อยนักในอาณาเขตของนิกายเมฆาสวรรค์ ทว่าในดินแดนเร้นลับแห่งนี้ วัตถุดิบวิญญาณระดับสามกลับนับว่าเป็นของที่ธรรมดาที่สุด
เวลาที่เข้ามาในดินแดนเร้นลับนั้นมีจำกัด เมื่อต้องเผชิญหน้ากับวัตถุดิบวิญญาณระดับสาม ศิษย์ขั้นสร้างรากฐานของแต่ละขุมกำลังระดับวิญญาณก่อกำเนิด ก็เพียงแค่เก็บติดมือไปเท่านั้น จะไม่จงใจไปค้นหาแต่อย่างใด
ในดินแดนเร้นลับ ‘ดินแดนไร้เจ้าของ’ สิ่งที่สำคัญอย่างแท้จริงคือวัตถุวิญญาณที่มีประโยชน์ต่อขั้นวิญญาณก่อกำเนิด หรือวัตถุวิญญาณฟ้าดินที่มีประโยชน์ต่อการทะลวงสู่ขั้นวิญญาณก่อกำเนิด อย่างเช่นวัตถุวิญญาณฟ้าดินอย่างหยาดน้ำพุสวรรค์กระจ่างใสที่นิกายเมฆาม่วงต้องการให้เขาตามหา ก็มีประโยชน์ต่อผู้ฝึกตนขั้นวิญญาณก่อกำเนิด
ส่วนประโยชน์ที่แน่ชัดคือสิ่งใดนั้น เขาก็ไม่อาจทราบได้
เขาแตกต่างจากผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานคนอื่นๆ วัตถุดิบวิญญาณระดับสามนั้นพบเห็นได้ไม่มากนักในนิกายเมฆาสวรรค์ของพวกเขา ดังนั้นเมื่อทำเรื่องที่นิกายเมฆาม่วงมอบหมายให้สำเร็จแล้ว นอกจากการสำรวจพื้นที่ที่ยังไม่รู้จักบางแห่งในดินแดนเร้นลับแห่งนี้แล้ว เขาก็ตั้งใจจะไปรวบรวมวัตถุดิบวิญญาณระดับสามโดยเฉพาะ
แผนที่ฉบับนี้ที่นิกายเมฆาม่วงมอบให้เขา
สำหรับเขาแล้ว ข้อเสียของมันก็คือ ไม่ได้ระบุว่าวัตถุดิบวิญญาณระดับสามมักจะปรากฏขึ้นที่ใดเป็นหลัก
ฟางอวิ๋นรู้ดีว่า สำหรับนิกายเมฆาม่วงแล้ว สถานที่เหล่านี้ไม่คู่ควรให้ไปทำเครื่องหมายเอาไว้เลย
หนึ่งชั่วยามต่อมา
ฟางอวิ๋นที่กำลังเหาะเหินด้วยความเร็วสูง ความเร็วของเขาก็ลดลงในพริบตา
เขาสัมผัสได้ถึงความผันผวนของพลังภูต!
หากเขาสัมผัสได้ถึงความผันผวนของพลังหยิน หรือพลังโลหิต ในเวลานี้เขาจะไม่สนใจเลย เพราะไม่มีความจำเป็นอันใดเป็นพิเศษที่จะต้องไปหยั่งเชิงศิษย์ของนิกายฝ่ายอธรรมเหล่านี้
ทว่าความผันผวนของพลังภูตนั้นต่างออกไป
สำหรับมนุษย์ภูตขั้นสร้างรากฐานของตำหนักมังกรดำ ในใจเขาก็ยังคงมีความคิดบางอย่างอยู่
มนุษย์ภูตขั้นสร้างรากฐานของตำหนักมังกรดำที่สามารถเข้ามาในดินแดนเร้นลับ ‘ดินแดนไร้เจ้าของ’ ได้ สถานการณ์ย่อมต้องคล้ายคลึงกับศิษย์อย่างหลินเข่อแห่งนิกายเมฆาม่วงเป็นแน่ พวกเขาคือยอดฝีมือในหมู่ยอดฝีมือของตำหนักมังกรดำ หากสังหารมนุษย์ภูตขั้นสร้างรากฐานของตำหนักมังกรดำได้ ในอนาคตมนุษย์ภูตขั้นก่อเกิดแก่นโอสถของตำหนักมังกรดำย่อมต้องน้อยลงอย่างแน่นอน
การทอนกำลังของตำหนักมังกรดำลง นิกายเมฆาสวรรค์ย่อมได้รับผลประโยชน์
หากในอนาคตนิกายเทพอสูรไปขอความช่วยเหลือจากตำหนักมังกรดำ หากตำหนักมังกรดำมีกำลังเพียงพอ ก็เป็นไปได้มากที่จะให้การสนับสนุนในระดับหนึ่ง ทว่าหากตำหนักมังกรดำขาดแคลนกำลัง การที่นิกายเทพอสูรอยากจะได้รับความช่วยเหลือจากตำหนักมังกรดำก็จะเป็นเรื่องที่ยากลำบากอย่างยิ่ง
การลงมือในตอนนี้ ล้วนเป็นไปเพื่ออนาคต
แน่นอนว่า เงื่อนไขของการลงมือก็คือ นี่จะต้องเป็นมนุษย์ภูตขั้นสร้างรากฐานของตำหนักมังกรดำ
หากเป็นมนุษย์ภูตขั้นสร้างรากฐานของหุบเขาราชันภูต ก็ไม่มีความจำเป็นอันใดแล้ว
สำหรับฟางอวิ๋นแล้ว การลงมือย่อมมีความเสี่ยงอยู่บ้าง
หุบเขาราชันภูตแทบจะไม่มีทางส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ทางฝั่งของพวกเขาได้เลย สำหรับมนุษย์ภูตขั้นสร้างรากฐานของหุบเขาราชันภูตนั้น เขาไม่อยากจะลองเสี่ยงแม้แต่น้อย เพราะมันแทบจะไม่มีความหมายอันใดเลย
มนุษย์ภูตขั้นสร้างรากฐานขั้นสูงสุดของตำหนักมังกรดำนั้น เขารู้ดีว่ามีหน้าตาเป็นเช่นไร นี่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับการลงมือในทำนองนี้ภายในดินแดนเร้นลับได้เป็นอย่างดี
ตอนที่จดจำรูปลักษณ์มนุษย์ภูตขั้นสร้างรากฐานของตำหนักมังกรดำ เขาเพียงแค่ปรายตามองอย่างเรียบง่ายเท่านั้น ทว่าการมองเพียงแวบเดียวนี้ ก็ทำให้มนุษย์ภูตขั้นสร้างรากฐานของตำหนักมังกรดำเกิดปฏิกิริยาขึ้นมา
ผู้ที่มีปฏิกิริยามีเพียงมนุษย์ภูตคนเดียวเท่านั้น
มนุษย์ภูตผู้นี้มีความเป็นไปได้ถึงแปดส่วนที่ปลูกถ่ายสายเลือดของอสูรภูตที่มีความสามารถในการรับรู้สูงล้ำมา ดังนั้นจึงสามารถรับรู้ถึงการกระทำอันไม่ตั้งใจของเขาได้อย่างง่ายดาย
ความผันผวนของพลังภูต โดยรวมแล้วกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ทางฝั่งเขา
ฟางอวิ๋นจึงปรับเปลี่ยนตำแหน่งเล็กน้อย จากนั้นก็เร้นกายจนถึงขีดสุด
เมื่อมนุษย์ภูตขั้นสร้างรากฐานขั้นสูงสุดเข้ามาใกล้ ฟางอวิ๋นก็ตัดสินใจได้ในพริบตา
เป็นมนุษย์ภูตของตำหนักมังกรดำจริงๆ!
ทว่าไม่ใช่มนุษย์ภูตคนที่รับรู้ได้ว่าเขาแอบมองก่อนที่จะเข้ามา หากเป็นมนุษย์ภูตขั้นสร้างรากฐานขั้นสูงสุดผู้นั้น ฟางอวิ๋นก็ไม่แน่ใจว่าการที่เขาเร้นกายอยู่ที่นี่ จะถูกอีกฝ่ายค้นพบหรือไม่
แต่ถึงอย่างไร มนุษย์ภูตขั้นสร้างรากฐานขั้นสูงสุดผู้นี้ โดยพื้นฐานแล้วก็ไม่มีทางค้นพบเขาได้อย่างแน่นอน
ตอนที่เห็นมนุษย์ภูตของตำหนักมังกรดำ ฟางอวิ๋นยังไม่ได้ลงมือ
เขาต้องการรอให้ระยะห่างเหมาะสมเสียก่อน ค่อยลงมือจัดการมนุษย์ภูตขั้นสร้างรากฐานขั้นสูงสุดผู้นี้
ไป!
กระบี่สยบภูต อาคมวิญญาณที่สลักลวดลายวิญญาณหกสาย พุ่งทะยานออกไปในพริบตาภายใต้การควบคุมของฟางอวิ๋น
เมื่อระยะห่างของกระบี่สยบภูตห่างออกไปเพียงเล็กน้อย ความผันผวนของพลังปราณก็ไม่อาจปกปิดได้อีกต่อไป
"ผู้ใดน่ะ"
ทันทีที่ความผันผวนของพลังปราณปรากฏชัด มนุษย์ภูตขั้นสร้างรากฐานขั้นสูงสุดของตำหนักมังกรดำก็ตอบสนองอย่างรวดเร็ว
ความผันผวนของพลังปราณ ย่อมเป็นตัวแทนของผู้หลอมวิญญาณ
เพิ่งจะเข้ามาในดินแดนเร้นลับได้เพียงหนึ่งชั่วยาม ก็ได้พบกับผู้หลอมวิญญาณเข้าเสียแล้ว อีกทั้งผู้หลอมวิญญาณผู้นี้ยังลงมือโจมตีเขาอีกด้วย
มนุษย์ภูตขั้นสร้างรากฐานขั้นสูงสุดของตำหนักมังกรดำรีบประเมินสถานการณ์ที่ขวางอยู่ตรงหน้าอย่างรวดเร็ว
อาคมวิญญาณระดับกลางงั้นหรือ
นี่มันหมายความว่าอย่างไรกัน
ตอนแรกคิดว่าเป็นผู้หลอมวิญญาณควบคุมอาคมวิญญาณระดับสุดยอดลอบโจมตีเข้ามา ทว่าเมื่อยืนยันด้วยสัมผัสแล้ว มันกลับเป็นเพียงอาคมวิญญาณระดับกลางเล่มหนึ่งเท่านั้น
ในจังหวะแรก เขายังสงสัยว่าการรับรู้ของตนเองมีปัญหา หรือถูกผู้หลอมวิญญาณผู้นี้แทรกแซงหรือไม่
เมื่อตรวจสอบสภาพร่างกายอย่างรวดเร็ว ผลลัพธ์ที่ได้คือไม่มีสิ่งใดผิดปกติ เขาไม่ได้ถูกผู้หลอมวิญญาณแทรกแซง อีกทั้งยามนี้ก็อยู่ค่อนข้างใกล้กับอาคมวิญญาณระดับกลางชิ้นนี้ เขายิ่งมั่นใจว่ามันคืออาคมวิญญาณระดับกลางชิ้นหนึ่งอย่างแน่นอน
ทว่านี่มันช่างผิดปกติยิ่งนัก!
หรือว่าสถานที่แห่งนี้ หากปลดปล่อยความผันผวนของพลังอันแข็งแกร่งออกมา จะเป็นการดึงดูดสัตว์ประหลาดบางอย่างในดินแดนเร้นลับเข้ามางั้นหรือ
มนุษย์ภูตขั้นสร้างรากฐานขั้นสูงสุดของตำหนักมังกรดำที่สมองแล่นอย่างรวดเร็ว ก็คิดถึงจุดนี้ขึ้นมาได้ทันที ในดินแดนเร้นลับ ‘ดินแดนไร้เจ้าของ’ จะต้องระวังสัตว์ประหลาดที่ถือกำเนิดขึ้นในนี้ให้ดี นี่ก็เป็นหนึ่งในต้นตอความอันตรายของ ‘ดินแดนไร้เจ้าของ’ เช่นกัน
เจ้าผู้หลอมวิญญาณเจ้าเล่ห์
ข้าไม่มีทางหลงกลหรอก!
มนุษย์ภูตขั้นสร้างรากฐานขั้นสูงสุดของตำหนักมังกรดำเพียงแค่คิด ก็รีบใช้พลังที่ทัดเทียมกัน รับการโจมตีจากกระบี่ที่พุ่งเข้ามาทันที
เขากดข่มพลังของตนเองเอาไว้ แล้วปลดปล่อยพลังออกมาในระดับที่ใกล้เคียงกับมนุษย์ภูตขั้นสร้างรากฐานขั้นกลางเท่านั้น
มนุษย์ภูตขั้นสร้างรากฐานขั้นสูงสุดมีความมั่นใจในการควบคุมพลังของตนเองเป็นอย่างมาก
ทว่ารอยยิ้มอันมั่นใจนั้นกลับแข็งค้างอยู่บนใบหน้าอย่างรวดเร็ว