- หน้าแรก
- พรสวรรค์ของข้าเลื่อนระดับได้ไม่จำกัด
- บทที่ 305 อีกสี่คนที่เหลือ
บทที่ 305 อีกสี่คนที่เหลือ
บทที่ 305 อีกสี่คนที่เหลือ
"ข้าชื่อหลินเข่อ เป็นศิษย์ฝ่ายในของนิกายเมฆาม่วง"
หลังจากแนะนำตัวสั้นๆ เด็กสาวท่าทางเจ้าเล่ห์แสนกลก็หาที่นั่ง แล้วนั่งลงตามสบายโดยไม่สนใจใคร
ราวกับว่าที่นี่ไม่มีอะไรแตกต่างจากถ้ำพำนักของนางเลย
"ที่แท้ก็สหายธรรมหลิน" ฟางอวิ๋นไม่ได้นั่งลง เขายังคงยืนอยู่พลางเอ่ยถาม "ไม่ทราบว่าสหายธรรมหลินมาหาข้า มีธุระอันใดหรือ"
"ก็ไม่ได้มีธุระอะไร ข้าแค่มาดูผู้ฝึกตนจากนิกายเมฆาสวรรค์อย่างเจ้าก็เท่านั้น พอได้เห็นถึงได้รู้ว่า ที่แท้เจ้ายังอยู่ในขั้นสร้างรากฐานขั้นปลาย ยังไม่ได้ทะลวงถึงขั้นสร้างรากฐานขั้นสูงสุด เรื่องนี้ทำให้ข้าประหลาดใจมากทีเดียว"
หลินเข่อพูดตามความจริง นางไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า ระดับการฝึกฝนของฟางอวิ๋นจะอยู่เพียงขั้นสร้างรากฐานขั้นปลาย
นอกจากฟางอวิ๋นแล้ว ผู้ฝึกตนคนอื่นๆ ที่จะมุ่งหน้าไปยังดินแดนเร้นลับ ‘ดินแดนไร้เจ้าของ’ ล้วนมีระดับการฝึกฝนขั้นสร้างรากฐานขั้นสูงสุดทั้งสิ้น
"ผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานขั้นปลายจากขุมกำลังขั้นก่อเกิดแก่นโอสถ มาแย่งชิงตำแหน่งศิษย์ฝ่ายในขั้นสร้างรากฐานขั้นสูงสุดของนิกายเมฆาม่วงเรา เพื่อเข้าไปในดินแดนเร้นลับ ‘ดินแดนไร้เจ้าของ’ แทนเขา หากเจ้าอยู่ในขั้นสร้างรากฐานขั้นสูงสุดก็แล้วไปเถิด แต่เจ้ายืนอยู่เพียงขั้นสร้างรากฐานขั้นปลาย ฟางอวิ๋น เจ้าคิดว่าเขาจะรู้สึกอย่างไรเล่า"
"สหายธรรมหลิน..." ฟางอวิ๋นได้ยินดังนั้น ก็รีบคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ "ศิษย์ฝ่ายในของนิกายเมฆาม่วงที่ท่านพูดถึง คงไม่ใช่ท่านกระมัง"
"จะเป็นไปได้อย่างไร! ความแข็งแกร่งของข้าอยู่ในสามอันดับแรกของศิษย์ฝ่ายในนิกายเลยนะ ต่อให้นิกายเมฆาสวรรค์ของพวกเจ้าจะส่งคนมาอีกคน ก็ไม่มีทางแย่งตำแหน่งของข้าไปได้หรอก"
ปฏิกิริยาของหลินเข่อค่อนข้างรุนแรง แต่ดูจากท่าทางของนางแล้ว ไม่เหมือนคนกำลังโกหก
ที่บอกว่าสามอันดับแรก ก็น่าจะอยู่อันดับที่สาม
ในตอนนี้ ฟางอวิ๋นพอจะคาดเดาอยู่ในใจได้แล้ว
"อ้อ ข้าเข้าใจแล้ว สหายธรรมหลินมาเพื่อเตือนข้าว่า หลังจากนี้ศิษย์ฝ่ายในของนิกายเมฆาม่วงที่ถูกข้าแย่งตำแหน่งไป จะมาหาข้าถึงที่เพื่อขอประลองฝีมือ ทดสอบความแข็งแกร่งของข้าใช่หรือไม่"
ฟางอวิ๋นพูดความคิดในใจของตนออกมา หากเกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้น เขาจะไม่แปลกใจเลยแม้แต่น้อย
โควตาห้าที่นั่งสำหรับเข้าสู่ดินแดนเร้นลับ ‘ดินแดนไร้เจ้าของ’ จะต้องมีความสำคัญมากอย่างแน่นอน หากเข้าไปในดินแดนเร้นลับแล้วทำผลงานได้ดี รางวัลที่จะได้รับจะต้องมากมายมหาศาลแน่
"เจ้าพูดถูกแค่ส่วนหนึ่ง ตอนแรกเขาคิดเช่นนั้นจริงๆ แต่พอได้รู้จากทางผู้อาวุโสว่า ที่เจ้าได้รับเลือกเป็นเพราะมีวิธีการอำพรางตัวที่ยอดเยี่ยม ส่วนความแข็งแกร่งเป็นเพียงเรื่องรอง เขาก็ล้มเลิกความคิดนั้นไปแล้ว"
ความแข็งแกร่งเป็นเพียงเรื่องรอง ต่อให้ประลองความแข็งแกร่งไป ก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้
เว้นเสียแต่ว่าจะสามารถเอาชนะวิธีการอำพรางตัวของเขาได้
ฟังจากคำพูดนี้ก็รู้ได้ทันทีว่า ศิษย์ฝ่ายในอันดับที่ห้าของนิกายเมฆาม่วงผู้นี้ จะต้องมีวิธีการอำพรางตัวที่ธรรมดามากแน่ๆ
จากข้อมูลบางอย่างที่หลินเข่อพูดออกมา ฟางอวิ๋นก็วิเคราะห์อยู่ในใจอย่างง่ายๆ
"ฟางอวิ๋น ให้ข้าได้เปิดหูเปิดตาชมวิธีการอำพรางตัวของเจ้าหน่อยสิ" หลินเข่อบอกจุดประสงค์ที่มา
"ตกลง"
ไม่นับว่าเป็นคำขอที่มากเกินไป ฟางอวิ๋นจึงตอบตกลงทันที
เวลาผ่านไปไม่นาน เขาก็ใช้ผลของการอำพรางบนเกือกวิญญาณกึ่งอำพราง
ผลของการอำพรางไม่ได้ถูกเปิดใช้งานจนถึงขีดสุดในทันที แต่ค่อยๆ เพิ่มระดับขึ้น ผลของการอำพรางขั้นสูงสุดไม่จำเป็นต้องแสดงออกมา เพราะผลลัพธ์ในระดับก่อนหน้าก็เพียงพอที่จะใช้งานแล้ว
ต้องรู้ก่อนว่า ตอนนี้ฟางอวิ๋นไม่ได้อยู่ในสถานะเคลื่อนที่ เกือกวิญญาณกึ่งอำพรางเพียงแค่เปิดผลของการอำพราง พลังปราณที่ใช้ก็มีน้อย ซึ่งจะช่วยเพิ่มผลของการอำพรางให้มากยิ่งขึ้น
ในเวลาที่เคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว ผลของการอำพรางยังต้องช่วยปกปิดความผันผวนของพลังปราณ โชคดีที่เวลาฟางอวิ๋นเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว เขาใช้พลังปราณไปไม่มากนัก หากเป็นการใช้พลังปราณในสภาวะปกติ ผลของการอำพรางก็จะด้อยลงไปมาก
"กลิ่นอายหายไปแล้ว"
หลินเข่อมองดูฟางอวิ๋นที่อยู่ตรงหน้า แต่กลับไม่สามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของเขาเลย และไม่มีความผันผวนของพลังปราณเลยแม้แต่น้อย
วินาทีต่อมา นางที่อยู่ในขั้นสร้างรากฐานขั้นสูงสุดก็เปิดสัมผัสรับรู้อย่างเต็มกำลัง
แต่ก็ยังไม่สามารถสัมผัสถึงการมีอยู่ของฟางอวิ๋นได้อยู่ดี ทำได้เพียงมองเห็นเขายืนนิ่งไม่ไหวติง เมื่อมาถึงระดับนี้แล้ว เว้นแต่จะไปฝึกฝนวิชาเนตร มิฉะนั้นบทบาทของดวงตาในการต่อสู้จะต่ำมาก
สัมผัสรับรู้และสัมผัสเทวะมีความสำคัญเป็นอย่างมาก
หากไม่สามารถสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของศัตรู สัมผัสเทวะก็ค้นหาไม่พบ ต่อให้ศัตรูจะยืนอยู่ข้างหลัง เจ้าก็อาจจะไม่รู้ตัวเลย
หลังจากนั้นเมื่อเปิดสัมผัสเทวะ หลินเข่อคิดว่าในระยะประชิดเช่นนี้ จะสามารถจับสัมผัสร่างของฟางอวิ๋นได้ แต่ผลปรากฏว่าภายใต้การสำรวจของสัมผัสเทวะ ก็ยังคงว่างเปล่า
วิธีการอำพรางตัวนี้...
หลินเข่อพยักหน้า เป็นการประกาศว่าฟางอวิ๋นผ่านการทดสอบของนางแล้ว
วิธีการอำพรางตัวยอดเยี่ยมมาก มิน่าเล่าผู้อาวุโสของนิกายจึงเสนอให้ผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานจากนิกายเมฆาสวรรค์ผู้นี้ มาแทนที่คนที่อ่อนแอที่สุดในบรรดาห้าคนของพวกนาง
หลินเข่อลุกขึ้นยืน เริ่มขยับเข้าไปใกล้ฟางอวิ๋นมากขึ้น
เมื่อเข้าใกล้ในระยะที่กำหนด ในที่สุดนางก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของฟางอวิ๋นเล็กน้อย
"ต้องมาอยู่ตรงนี้ถึงจะสัมผัสได้"
ฟางอวิ๋นก้มหน้าลง มองดูศีรษะของเด็กสาวท่าทางเจ้าเล่ห์แสนกลอย่างพูดไม่ออก
ระยะตรงนี้... เจ้าก็คงได้กลิ่นตัวของข้าแล้วกระมัง...
หลังจากลอบค่อนขอดอยู่ในใจ ฟางอวิ๋นที่เงยหน้าขึ้น ก็ไม่ได้มีสีหน้าเปลี่ยนแปลงไปมากนัก
เมื่อถอยห่างออกจากระยะของฟางอวิ๋น หลินเข่อก็เดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะเอ่ยคำร่ำลา
ฟางอวิ๋นเพียงแค่ส่ายหน้า หลังจากควบคุมให้ประตูหินของถ้ำพำนักปิดลง เขาก็กลับเข้าสู่สภาวะฝึกฝนอีกครั้ง
ในช่วงเวลายี่สิบกว่าวันที่เขาฝึกฝนอยู่ในนิกายเมฆาม่วง นอกเหนือจากเหตุการณ์แทรกแซงเล็กๆ น้อยๆ นี้แล้ว ก็ไม่มีศิษย์ฝ่ายในของนิกายเมฆาม่วงคนอื่นมาหาเขาอีกเลย
เวลาล่วงเลยมาถึงวันที่เก้าเดือนเก้า
หร่วนหานฝานกลับมาที่นี่อีกครั้ง
"ผู้อาวุโสหร่วน"
"ฟางอวิ๋น มาอยู่ที่นิกายเมฆาม่วงของเราหลายวันนี้ เป็นอย่างไรบ้าง"
"ดีมากขอรับ" ฟางอวิ๋นตอบสั้นๆ
หลังจากหร่วนหานฝานพยักหน้า การทักทายฟางอวิ๋นก็จบลง
"ตามข้ามาสิ ต่อจากนี้ต้องไปรวมตัวกัน เพื่อเดินทางไปยังสถานที่ที่ดินแดนเร้นลับ ‘ดินแดนไร้เจ้าของ’ จะเปิดออก"
"ขอรับ"
ถ้ำพำนักที่ฟางอวิ๋นพักอาศัยอยู่ชั่วคราว ถือว่าเป็นสถานที่ที่ค่อนข้างห่างไกลภายในนิกายเมฆาม่วง
ตอนนี้เขาเดินตามหร่วนหานฝาน มุ่งหน้าไปยังใจกลางของนิกายเมฆาม่วง
มาถึงบนยอดเขาแห่งหนึ่ง
เขาถูกหร่วนหานฝานจัดแจงให้นั่งรออยู่ที่ศาลาแห่งหนึ่ง
ตอนนี้ยังไม่มีศิษย์ฝ่ายในของนิกายเมฆาม่วงมาถึงเลยแม้แต่คนเดียว
"ฟางอวิ๋น ข้ากะแล้วว่าเจ้าต้องมาถึงเป็นคนแรก"
เมื่อได้ยินเสียงสตรีที่คุ้นเคย ฟางอวิ๋นก็หันไปมอง
หลินเข่อปรากฏตัวตรงหน้าเขาอย่างรวดเร็ว
"สหายธรรมหลิน"
"สหายธรรมหลินอะไรกัน เรียกข้าว่าหลินเข่อก็พอ พวกเราก็ถือว่าคุ้นเคยกันแล้ว" หลินเข่อยิ้มพลางกล่าวกับฟางอวิ๋น "รอเดี๋ยว ตอนที่พวกเขามาถึง ข้าจะแนะนำพวกเขาทีละคนให้เจ้าได้รู้จักเอง"
"เช่นนั้นก็รบกวนด้วย"
"จะเกรงใจข้าไปทำไมกัน"
ช่วงเวลาหลังจากนั้น ทั้งสองคนก็พูดคุยกันพลางรอคอย
ในระหว่างการสนทนา โดยพื้นฐานแล้วหลินเข่อจะเป็นฝ่ายพูด ส่วนฟางอวิ๋นมีหน้าที่ตอบรับและเออออตาม
ครึ่งชั่วยามต่อมา
ชายหนุ่มท่าทางสง่างาม สวมชุดศิษย์ฝ่ายในของนิกายเมฆาม่วงก็ปรากฏตัวขึ้น
เมื่อหลินเข่อเห็นดังนั้น ก็รีบตะโกนเรียกทันที
"ศิษย์พี่เกา ทางนี้ ทางนี้!"
เมื่อชายหนุ่มที่หลินเข่อเรียกว่าศิษย์พี่เกาเดินเข้ามาในศาลา หลินเข่อก็เริ่มแนะนำทันที
"ฟางอวิ๋น นี่คือศิษย์พี่เกา เกาเทียนสิงของพวกเรา ในบรรดาศิษย์ฝ่ายในตอนนี้ ความแข็งแกร่งของเขานั้นยอดเยี่ยมที่สุด เก่งกาจกว่าอันดับสองตั้งเยอะ หลังจากเข้าไปในดินแดนเร้นลับ ‘ดินแดนไร้เจ้าของ’ แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการสังหารมนุษย์ภูต มารโลหิต หรือผู้ฝึกตนสายผี ล้วนต้องพึ่งพาเขาทั้งสิ้น"
"ศิษย์พี่เกา เขาคือฟางอวิ๋น ข้าไม่อธิบายให้มากความนะ พวกท่านก็มีข้อมูลของเขาเหมือนกับข้านั่นแหละ"
"คารวะสหายธรรมเกา" ฟางอวิ๋นประสานมือคารวะ
"ฮ่าฮ่าฮ่า สหายธรรมฟางมิต้องมากพิธีไป อีกอย่างศิษย์น้องหญิงหลินเข่อก็มักจะพูดเกินจริงไปบ้าง ยกยอข้าเสียเก่งกาจเกินไป ข้าไม่ได้เก่งกาจถึงเพียงนั้นหรอก เวลาต้องรับมือกับมารนอกรีต ล้วนต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง"
"ศิษย์พี่เกาถ่อมตัวเกินไปแล้ว"
"นั่นสิ การที่สหายธรรมเกาได้รับการยอมรับว่าเป็นอันดับหนึ่งในด้านความแข็งแกร่งในหมู่ศิษย์ฝ่ายในของนิกายเมฆาม่วง ย่อมต้องมีทักษะความสามารถที่ร้ายกาจเป็นแน่" ฟางอวิ๋นเออออไปกับหลินเข่อประโยคหนึ่ง
การสนทนาของคนสองคน กลายเป็นการสนทนาของคนสามคน
ในขณะที่พูดคุย ฟางอวิ๋นก็ลอบสังเกตอย่างเงียบๆ ไปด้วย
จากการสังเกต เขาพบว่าแม้เกาเทียนสิงจะถ่อมตัวและดูเป็นคนพูดคุยง่าย แต่ในความเป็นจริงแล้ว กลับแฝงความห่างเหินจางๆ ต่อผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานที่มาจากขุมกำลังขั้นก่อเกิดแก่นโอสถอย่างเขา
ส่วนภายในใจของเกาเทียนสิงนั้น จะมีความหมายดูถูกเขาหรือไม่
ฟางอวิ๋นไม่สนใจเรื่องนี้
เขาเพียงแค่รู้ว่า เกาเทียนสิงไม่มีเจตนาร้ายต่อเขาก็พอแล้ว
ภายในนิกายเมฆาสวรรค์ ขอเพียงพบเจอศิษย์ที่มีเจตนาร้ายต่อเขา เขาก็จะติดต่ออู่จวินซิน ให้หอกฎระเบียบช่วยจับตาดูศิษย์คนนี้ให้ดี ไม่แน่ว่าอาจจะค้นพบอะไรบางอย่างในตัวของเขาก็เป็นได้
ด้วยผลงานที่เขาสร้างไว้ในนิกายเมฆาสวรรค์ ขอเพียงเป็นศิษย์ที่ปกติ ก็จะไม่มีทางเกิดเจตนาร้ายต่อท่านผู้เฒ่าอย่างเขาแน่
และเขาก็ไม่เคยจงใจเล่นงานศิษย์คนใดเป็นพิเศษ
"ฟางอวิ๋น นี่คือศิษย์พี่หญิงไช่ ไช่ชิงเยียนของข้า นางก็แค่เก่งกว่าข้านิดดดดดเดียวเท่านั้นแหละ หากไม่ใช่เพราะโชคดี นางก็คงไม่ได้ตำแหน่งอันดับสองไปหรอก"
หญิงสาวรูปโฉมงดงาม ทว่าดูเย็นชาปรากฏตัวขึ้น หลินเข่อก็รีบแนะนำให้นางรู้จักทันที
ฟางอวิ๋นเมื่อได้ยินดังนั้น ก็เอ่ยทักทาย
"คารวะสหายธรรมไช่"
"อืม" ไช่ชิงเยียนพยักหน้าให้ฟางอวิ๋น ถือว่าเป็นการตอบรับ
จากนั้น นางก็ไม่ปริปากพูดอะไรอีกเลย
"ฟางอวิ๋น เจ้าไม่ต้องใส่ใจหรอก ศิษย์พี่หญิงไช่ก็ทำแบบนี้กับข้าเหมือนกัน นางยอมตอบรับเจ้าก็ดีมากแล้ว อย่างน้อยนางก็ยอมรับในความแข็งแกร่งของเจ้า"
ฟางอวิ๋นรู้สึกว่าไช่ชิงเยียนไม่น่าจะยอมรับในความแข็งแกร่งของตน นางยังไม่เคยเห็นความแข็งแกร่งของเขาเสียหน่อย
หากจะพูดให้ถูกต้อง น่าจะเป็นความเชื่อใจของไช่ชิงเยียนที่มีต่อเบื้องบนของนิกายมากกว่า เชื่อว่าพวกเขาไม่มีทางเลือกคนผิด
แม้ไช่ชิงเยียนจะมาถึงแล้ว แต่ผู้ที่สนทนากันก็ยังคงมีเพียงสามคน
นางนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น ราวกับรูปสลักอย่างไรอย่างนั้น
ครึ่งชั่วยามผ่านไปอีกครั้ง
ศิษย์ฝ่ายในนิกายเมฆาม่วงคนสุดท้ายก็มาถึง ชายผู้นี้มีรูปร่างกำยำล่ำสัน ความแข็งแกร่งของร่างกายน่าจะสูงมาก แปดส่วนน่าจะเป็นผู้ฝึกตนสายฝึกกาย
ยังไม่ทันที่หลินเข่อจะเอ่ยปาก ศิษย์ฝ่ายในนิกายเมฆาม่วงรูปร่างกำยำก็หัวเราะเสียงดัง
"ศิษย์พี่เกา ศิษย์พี่หญิงไช่ แล้วก็ศิษย์พี่หญิงหลิน พวกท่านคงคิดไม่ถึงล่ะสิว่าคนที่มาจะเป็นข้า"
"จริงด้วย ศิษย์น้องเฉิน ไยจึงเป็นเจ้าได้เล่า แล้วศิษย์น้องเจียงล่ะ" หลินเข่ออยากรู้อยากเห็นเป็นอย่างมาก จนลืมแนะนำฟางอวิ๋นไปเสียสนิท
"พวกท่านลองทายดูสิ"
ไช่ชิงเยียนที่หลับตาพักผ่อน ลืมตาขึ้นครู่หนึ่งแล้วก็หลับตาลงอย่างรวดเร็ว เป็นการบ่งบอกว่านางไม่สนใจเรื่องนี้แม้แต่น้อย
หลินเข่อที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นส่ายหน้า บ่งบอกว่านางทายไม่ถูก
สุดท้าย เกาเทียนสิงที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาสี่คนก็เปิดปากเดาว่า
"หากข้าเดาไม่ผิด น่าจะเกี่ยวข้องกับผู้อาวุโสซูกระมัง"
"ศิษย์พี่เกาเดาไม่ผิดจริงๆ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผู้อาวุโสซู... แหะๆ ศิษย์พี่เจียงถูกผู้อาวุโสซูกักบริเวณไปแล้ว ข้าเองก็เพิ่งได้รับแจ้งกะทันหันให้มาที่นี่"
"ไม่กักตอนเช้า ไม่กักตอนเย็น ดันมากักเอาเวลานี้พอดี ผู้อาวุโสซูจัดการศิษย์น้องเจียงเสียอยู่หมัด สมกับที่เป็นมารดาของเขาจริงๆ"
เมื่อได้ยินมาถึงตรงนี้ ฟางอวิ๋นก็พอจะทราบถึงต้นสายปลายเหตุของเรื่องราวแล้ว
นี่คงเป็นความห่วงใยที่มารดามีต่อบุตรชาย ไม่อยากให้เขาต้องไปเสี่ยงอันตรายในดินแดนเร้นลับ ‘ดินแดนไร้เจ้าของ’
ความอันตรายในดินแดนเร้นลับ ไม่ได้มาจากดินแดนเร้นลับเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีพวกมนุษย์ภูต มารโลหิต และผู้ฝึกตนสายผี หากบังเอิญพบเจอในดินแดนเร้นลับ สิบทั้งแปดเก้าก็หนีไม่พ้นต้องเกิดการต่อสู้ขึ้น
คุยไปคุยมา หลินเข่อก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตนลืมแนะนำฟางอวิ๋นไป
ภายใต้การแนะนำของหลินเข่อ ฟางอวิ๋นก็ได้รับรู้ว่า ศิษย์น้องเฉินในปากของนาง มีนามว่าเฉินต้ากวน
เดิมทีเขาก็เข้ามาแทนที่ตำแหน่งของเฉินต้ากวน ตอนนี้เมื่อขาดคนไปหนึ่งคน เฉินต้ากวนจึงได้เลื่อนขึ้นมาแทน
ฟางอวิ๋นเอ่ยทักทาย เช่นเดียวกับที่ทำกับศิษย์ฝ่ายในของนิกายเมฆาม่วงทั้งสองคนก่อนหน้านี้
ทักทายเพิ่งเสร็จ เฉินต้ากวนก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนามาที่ตัวเขา
"ศิษย์พี่ศิษย์พี่หญิงทั้งสาม พวกท่านอาจจะไม่รู้ สหายธรรมฟางผู้นี้ยังเป็นผู้ฝึกตนรากวิญญาณห้าธาตุอีกด้วย"
"ฟางอวิ๋น เจ้านี่นะรากวิญญาณห้าธาตุ!" หลินเข่อมองดูฟางอวิ๋นอย่างประหลาดใจ
"เรื่องนี้แปลกมากหรือ" ฟางอวิ๋นถามอย่างไม่เข้าใจ
ภายในนิกายเมฆาม่วง จะต้องมีผู้ฝึกตนรากวิญญาณห้าธาตุเช่นเดียวกับเขาอยู่อย่างแน่นอน และคงไม่ได้มีแค่คนสองคนเป็นแน่
นิกายระดับวิญญาณก่อกำเนิดมีทรัพยากรระดับสองที่อุดมสมบูรณ์กว่ามาก ขอเพียงผู้ฝึกตนรากวิญญาณห้าธาตุมีความสามารถพิเศษ หรือเป็นลูกหลานของผู้อาวุโส ผู้ฝึกตนรากวิญญาณห้าธาตุเหล่านี้ ก็น่าจะมีโอกาสไม่น้อยที่จะสามารถบรรลุขั้นสร้างรากฐานได้สำเร็จ
"ผู้ฝึกตนรากวิญญาณห้าธาตุที่สามารถมาถึงขั้นเดียวกับสหายธรรมฟางได้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย" เกาเทียนสิงกล่าวเสริม
หลินเข่อรีบเออออทันที "ใช่ๆ ศิษย์ฝ่ายในรากวิญญาณห้าธาตุของนิกายเมฆาม่วงเรา โดยส่วนใหญ่จะค่อนข้างอ่อนแอน่ะ"
"ฮ่าฮ่าฮ่า สหายธรรมฟางคงเป็นคนที่มีพลังเหลือเฟือสินะ" เฉินต้ากวนยังคงหัวเราะร่วน
"หากสหายธรรมฟางมีรากวิญญาณห้าธาตุ... เงื่อนไขที่ผู้อาวุโสเสนอให้ท่าน น่าจะเป็นของวิเศษสำหรับชำระรากวิญญาณ หากข้าเดาไม่ผิด ก็คงเป็นผลชำระวิญญาณกระมัง"
"สหายธรรมเกาเดาไม่ผิดเลย" ฟางอวิ๋นทำท่าทางแสดงความนับถือ
"ผลชำระวิญญาณนี่ก็แค่ของธรรมดาๆ สำหรับข้าแล้วไม่มีประโยชน์เลยสักนิด" หลินเข่อพอจะรู้เรื่องนี้มาบ้าง จึงหมดความสนใจไปในทันที
"ศิษย์พี่หญิงหลิน ท่านมีรากวิญญาณสวรรค์ สำหรับท่านย่อมไม่มีประโยชน์อยู่แล้ว"
ผู้ฝึกตนรากวิญญาณสวรรค์ ก็สามารถชำระรากวิญญาณได้เช่นกัน
วัตถุวิญญาณฟ้าดินที่สามารถชำระรากวิญญาณให้กับผู้ฝึกตนรากวิญญาณสวรรค์ได้นั้น ในบรรดาวัตถุวิญญาณฟ้าดินประเภทนี้ ส่วนใหญ่ล้วนจัดอยู่ในระดับที่สูงส่งเป็นอย่างมาก
เกี่ยวกับผลชำระวิญญาณ เขาได้ค้นคว้าข้อมูลของมันเพิ่มเติมมาแล้ว
ผลชำระวิญญาณ สำหรับผู้ฝึกตนที่มีรากวิญญาณยิ่งแย่ ผลลัพธ์ของการชำระก็จะยิ่งดี สำหรับผู้ฝึกตนรากวิญญาณสวรรค์แล้วจะไม่มีผลลัพธ์ในการชำระเลย สำหรับผู้ฝึกตนรากวิญญาณกลายพันธุ์นั้นผลลัพธ์ก็น้อยนิดจนแทบไม่เห็น ใช้ไปก็มีแต่จะสิ้นเปลืองเปล่าๆ
หากเป็นรากวิญญาณสองธาตุ ก็จะดีขึ้นมาหน่อย
สำหรับฟางอวิ๋นที่มีรากวิญญาณห้าธาตุ ผลลัพธ์ย่อมยอดเยี่ยมที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย
นี่ก็เป็นหนึ่งในคุณสมบัติของผลชำระวิญญาณ ในขณะเดียวกันก็มีวัตถุวิญญาณฟ้าดินสำหรับชำระรากวิญญาณบางชนิด ที่กลับกันคือ ยิ่งผู้ฝึกตนมีพรสวรรค์ด้านรากวิญญาณดีเท่าใด ผลลัพธ์ในการชำระก็จะยิ่งดีเท่านั้น
"ในบรรดาวัตถุวิญญาณฟ้าดินที่ใช้ชำระรากวิญญาณทั้งหมด ผลชำระวิญญาณจัดว่าเป็นสิ่งที่ดีมากทีเดียว" เกาเทียนสิงกล่าวเสริม จากนั้นก็หันไปมองฟางอวิ๋น "สหายธรรมฟาง การเดินทางไปยัง ‘ดินแดนไร้เจ้าของ’ ในครั้งนี้ของท่าน คุ้มค่าอย่างแน่นอน"
"แต่มีข้อแม้ว่า ข้าจะต้องสามารถหาสิ่งที่นิกายของท่านต้องการมาให้ได้เสียก่อน"
สี่คนพูดคุยกัน ส่วนอีกหนึ่งคนหลับตาพักผ่อน
เมื่อหร่วนหานฝานปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง เบื้องหน้าเขายังมีคนเดินนำมาอีกสองคน
ฟางอวิ๋นมองตามไป หากเดาไม่ผิด อีกสองคนก็น่าจะเป็นผู้อาวุโสของนิกายเมฆาม่วงเช่นกัน
ในตอนนั้นเอง ไช่ชิงเยียนที่หลับตาพักผ่อนก็ลืมตาขึ้น แล้วรีบลุกขึ้นยืนในทันที
ผู้อาวุโสนิกายเมฆาม่วงที่เป็นผู้นำ เมื่อเดินเข้ามาใกล้ ฟางอวิ๋นก็สามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของเขาแล้ว
ขั้นก่อเกิดแก่นโอสถขั้นสูงสุด!
"เตรียมตัวมุ่งหน้าไปยัง ‘ดินแดนไร้เจ้าของ’"