- หน้าแรก
- สุดขอบดาราวิถีเซียนข้ามจักรวาล
- บทที่ 430 ตัวตนถูกพิสูจน์จนสูญสลาย
บทที่ 430 ตัวตนถูกพิสูจน์จนสูญสลาย
บทที่ 430 ตัวตนถูกพิสูจน์จนสูญสลาย
"วัยหนุ่มนี่มันดีจริงๆ!" เฉินหย่งเจี๋ยทอดถอนใจยาวอย่างหนักแน่นจากใจจริง จากนั้นก็กล่าวต่อว่า "นายรับไหวใช่ไหม?"
เดิมทีหวังเซวียนก็คิดอยากจะสั่งสอนเขาอยู่แล้ว มายามนี้ยิ่งแทบสะกดอารมณ์ไว้ไม่อยู่ เจ้า "ตาเฒ่า" ในร่างชายหนุ่มผมสั้นผู้นี้กำลังคิดฟุ้งซ่านอะไรอยู่กันแน่?
เฉินหย่งเจี๋ยตักเตือนเขาด้วยความหวังดี ไม่อยากให้เขาเล่นกับไฟ โดยกล่าวว่า "วัยหนุ่มน่ะมันก็ดีอยู่หรอก แต่เอาแค่พอประมาณก็พอนะ"
ฝ่ามือของหวังเซวียนเปล่งประกาย กดทับลงเบื้องล่าง แม้ในใจจะอยากทุบตีตานี่มากเพียงใด ทว่าก็ตัดใจลงมือไม่ลงอยู่ดี
"ของวิเศษ ชุดเซียนระดับไร้เทียมทานงั้นหรอ? ฉันก็ว่าทำไมถึงรู้สึกคุ้นตาเหลือเกิน นี่มันเศษเสื้อผ้าของเทพธิดาฟางกับจ้าวปีศาจไม่ใช่หรือไง แกไปทำอะไรมาเนี่ย?!" เฉินหย่งเจี๋ยเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
"ผมเพิ่งจะออกจากด่านทดสอบ ยังไม่ได้เดินทางไปไหนไกลเลย ท่านคิดอะไรอยู่เนี่ย? สู้ให้ผมตรวจสอบท่านก่อนดีกว่า ว่าท่านเป็นตัวจริงหรือตัวปลอมกันแน่" หวังเซวียนรู้สึกว่าตนเองถูกทรมานจนปางตาย หลังจากหวนกลับมาจึงเอาแต่ระแวงหวาดระแวงไปหมด
ในเวลาต่อมา เขาก็มั่นใจแล้วว่าตนเองได้กลับมายังโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว ไม่ได้อยู่ในดินแดนอันเลือนรางอีกต่อไป ทว่าเมื่อมองดูเศษชายเสื้อผ้าปูนสองชิ้นที่ไหม้เกรียมในมือ เขาก็กลับมาเหม่อลอยอีกครั้ง
ครั้งนี้... เขาสามารถนำสิ่งของออกมาได้จริงๆ วัตถุที่เป็นรูปธรรมวางเด่นชัดอยู่ตรงหน้า ทำให้ภายในใจของเขาเกิดความคุมเครือสารพัด ยิ่งคิดก็ยิ่งสับสนวุ่นวายปั่นป่วนจนหัวโตเป็นตะกร้า
ครู่ต่อมา เขาก็เงยหน้าขึ้น พบว่าเฉินหย่งเจี๋ยกำลังจ้องมองเขาด้วยสายตาแปลกๆ แถมยังคอยชำเลืองมองเศษชายกระโปรงในมือเขาอยู่เป็นระยะ
"ตอนนี้ผมรู้สึกมึนงงเล็กน้อย อยากอยู่เงียบๆ คนเดียวสักพัก" หวังเซวียนเอ่ยปาก เขาจำเป็นต้องพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจัง ภายในช่องเขาอุกกาบาตนั้นมีคนอื่นอยู่จริงๆ อย่างนั้นหรือ?
"ฉันเองก็อยากอยู่เงียบๆ เหมือนกัน" เฉินหย่งเจี๋ยเดินไปนั่งลงที่อีกฝั่งหนึ่ง ห้องสมาธิแห่งนี้กว้างขวางเพียงพอ
"ที่นี่มีกล้องวงจรปิดไหม? ขอผมดูสภาพตอนที่ผมเข้าด่านทดสอบหน่อย" หวังเซวียนเอ่ยถาม เขาไม่หวังพึ่งความทรงจำของเหล่าเฉินแล้ว ตานี่ดันเผลอหลับไปเสียได้!
เฉินหย่งเจี๋ยรู้สึกกระดากอายอยู่บ้าง เขาไม่เคยทำหน้าที่ไร้ประสิทธิภาพขนาดนี้มาก่อน ในยามที่ต้องคอยคุ้มกันให้ผู้อื่น ตัวเขาเองกลับกลายเป็นคนขี้เซาไปเสียได้ เขาจึงตอบสั้นๆ ว่า "มี!"
ทั้งสองคนรีบเปิดดูภาพจากกล้องวงจรปิดทันที ทว่าดูเหมือนจะถูกสสารเหนือธรรมชาติกัดกร่อน อุปกรณ์ที่มีความแม่นยำสูงจึงเกิดการชำรุดเสียหาย หลังจากที่ทั้งสองคนเรียกชิงมู่เข้ามา และปล่อยให้เขาพยายามกู้คืนระบบ ในที่สุดก็พบว่าภาพบางส่วนที่บันทึกไว้ก่อนหน้านี้ยังคงอยู่
"ซี้ด!" เฉินหย่งเจี๋ยเผยสีหน้าตื่นตระหนก ที่แท้เรื่องนี้มีเงื่อนงำซ่อนอยู่จริงๆ งั้นหรือ?
ในภาพจากกล้องวงจรปิด ผ่านไปไม่นานนัก ร่างกายของหวังเซวียนก็เริ่มเปล่งประกาย แสงระลอกคลื่นแผ่ขยายออกไปเป็นวงๆ ปกคลุมทั่วทั้งตัวเขาจนดูเลือนราง
จากนั้น เปลือกตาของเฉินหย่งเจี๋ยก็ตกลงอย่างรวดเร็ว แล้วเขาก็ล้มพับหลับไปทันที ราวกับถูกสะกดจิต
สิ่งที่พิลึกพิลั่นที่สุดก็คือ หวังเซวียนที่อยู่ท่ามกลางวงแสงนั้นเริ่มจางหายไป จากนั้นก็ทำท่าราวกับจะสูญสลายไป แทบมองไม่เห็นร่างกายของเขาอีกเลย
และในระหว่างกระบวนการนี้ เฉินหย่งเจี๋ยที่อยู่ในห้องสมาธิก็เริ่มดูไม่สมจริงเช่นกัน สุดท้ายก็ยิ่งเลือนรางและว่างเปล่า ราวกับกำลังจะหายวับไป
จนกระทั่งในท้ายที่สุด อุปกรณ์วงจรปิดก็คงจะพังเสียหาย ในวินาทีสุดท้ายก่อนที่หน้าจอจะดับมืดไป ร่างของพวกเขาทั้งสองคนก็เกือบจะ... เลือนหายไปโดยสมบูรณ์
นี่มันผีหลอกชัดๆ ใช่ไหม? เฉินหย่งเจี๋ยแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง เขาเปิดย้อนดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันช่างแปลกประหลาดเหลือเกิน ในวินาทีสุดท้ายนั้น เขาได้หายไปจากหน้าจอจริงๆ
"ฉันว่านะ เสี่ยวหวัง ท่านหวัง ท่านปรมาจารย์หวัง แกไปทำเรื่องอะไรที่ทำให้ฟ้าดินโกรธเคืองมาหรือเปล่า? ฉันแค่คอยคุ้มกันให้แกแท้ๆ แต่กลับเกือบจะถูกทำให้สูญสลายตามไปด้วยเนี่ยนะ?" เหล่าเฉินรู้สึกขนพองสยองเกล้าขึ้นมาทันที
ในภาพนั้น ตัวเขากลับแปรเปลี่ยนจากความจริงแท้กลายเป็นความว่างเปล่า จ้องมองดูตัวเองค่อยๆ เลือนรางลงไปทีละนิด ราวกับถูกกลืนกินโดยความว่างเปล่าอันไร้ที่สิ้นสุด
เพียงแค่จ้องมองภาพจากกล้องวงจรปิด เขาก็สามารถสัมผัสได้ถึงวิกฤตการณ์อันยิ่งใหญ่จนขนลุกซู่ นี่มันสถานการณ์อันน่าสะพรึงกลัวรูปแบบใดกัน?
"คนนั่งอยู่ดีๆ ในห้องสมาธิ กลับหายวับไปเสียดื้อๆ!" ชิงมู่สอดแทรกขึ้นมาคำหนึ่ง เขาเองก็รู้สึกว่ามันชักจะเลยเถิดไปใหญ่ ตอนแรกเขาคิดอยากจะหัวเราะ ทว่าพอลองนึกทบทวนดูดีๆ ก็รู้สึกรันทดใจขึ้นมาทันที
สีหน้าของหวังเซวียนไม่ได้ดูดีเท่าไรนัก คิ้วเรียวงามขมวดมุ่น แค่เข้าด่านทดสอบบำเพ็ญเพียรแท้ๆ กลับทำให้ตัวเองและคนรอบข้างเกือบจะสูญสลายหายไป เขารู้สึกหนาวสะท้านขึ้นมาในอก
เขาทบทวนตัวเอง ครั้งนี้เขาก็ไม่ได้ทำเรื่องอะไรที่นอกลู่นอกทางเลย แล้วทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้?
"เส้นทางอุกกาบาตน่ากลัวกว่าที่ฉันคิดไว้เสียอีก หรือจะบอกว่า ฉันประเมินดอกไม้ปีศาจต้นนั้นต่ำเกินไปอย่างรุนแรง?" เขาชำเลืองมองเหล่าเฉินและชิงมู่แวบหนึ่ง ทั้งสองคนดูมีเลือดเนื้อและชีวิตชีวา ไม่เหมือนสิ่งหลอกลวงเลยแม้แต่น้อย
ทว่า เขาก็ยังคงหยิบฝาเตาออกมา พึมพำกับตัวเองว่า "การเข้าด่านทดสอบครั้งนี้มันช่าง... แทบจะทรมานผมจนกลายเป็นโรคจิตอยู่แล้ว ที่ผมคิดว่าตัวเองได้กลับมายังโลกแห่งความเป็นจริงแล้วเนี่ย คงไม่ใช่ว่ายังคงติดอยู่ในภาพลวงตาหรอกนะ?"
จากนั้น เขาก็ยอมสละเลือดแห่งกายเนื้อ ตลอดจนเลือดแห่งจิตวิญญาณ เพื่อต้องการหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับฝาเตาอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่แบ่งแยก ตอนนี้เขาถูกบีบคั้นจนเริ่มเกิดความสงสัยในโลกแห่งความเป็นจริงขึ้นมาเสียแล้ว
สองศิษย์อาจารย์ไม่ได้หัวเราะเยาะเขา ทว่าสีหน้ากลับทวีความเคร่งเครียดถึงขีดสุด ตกลงแล้วต้องผ่านประสบการณ์แบบไหนมากันแน่ ถึงได้บีบคั้นให้ชายหนุ่มผู้เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจในตัวเองตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ได้?
"เป็นความจริง ไม่ใช่ภาพลวงตา ฉันกลับมาแล้วจริงๆ ทว่าทำไมโลกใบนี้ถึงได้ดูเปลี่ยนไป ทำไมภายในใจของฉันถึงได้รู้สึกหวาดผวาและไร้ความมั่นใจเช่นนี้" หวังเซวียนพึมพำกับตัวเอง พลางหยัดกายลุกขึ้นเดินออกไปนอกห้อง ทอดสายตามองไปยังท้องฟ้ายามราตรีอันลึกล้ำ และจ้องมองเงาขุนเขาอันสลับซับซ้อนที่อยู่ไกลออกไป
เขามีลางสังหรณ์อยู่เสมอว่า เรื่องราวดูเหมือนจะยังไม่จบลง แม้ตัวเขาจะกลับมายังโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว และเฉินหย่งเจี๋ยก็ไม่ได้เป็นอะไร ซ้ำยังปรากฏตัวขึ้นมาพร้อมกัน
ทว่า ลึกรันทดในก้นบึ้งของหัวใจ ราวกับมีเสียงหนึ่งคอยย้ำเตือนและสะท้อนก้องว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น ยังไม่ได้ปิดฉากลงเลยสักนิด!
"ผมรู้สึกว่าโลกใบนี้ดูแปลกไปจากเดิมเล็กน้อยแฮะ" ท่ามกลางสายลมยามค่ำคืน มีกลิ่นหอมชื่นใจลอยมาจากแปลงดอกไม้ ช่วยให้จิตวิญญาณของหวังเซวียนผ่อนคลายลงเล็กน้อย เขาหันกลับไปทอดสายตามองแสงไฟจากตัวเมืองที่อยู่ไกลออกไป
ภายในใจของเขาหนักอึ้ง ในอดีตการทะลวงด่านย่อยอย่างแย่ที่สุดก็แค่ล้มเหลว ทว่าครั้งนี้กลับมีปัญหาเรื่องของความจริงและความลวงเข้ามาเกี่ยวข้อง หากก้าวพลาดแม้เพียงนิดเดียว ก็อาจจะทำให้ตัวเองและคนรอบข้างสูญสลายหายไปตลอดกาล
เขาก้มหน้าลงมองบ่อน้ำริมแปลงดอกไม้ ในนั้นมีเงาสะท้อนของดวงจันทร์ และมีเงาของตัวเขาปรากฏอยู่ ช่างดูสมจริงยิ่งนัก ทว่าทันใดนั้นก็มีเสียงดังซ่า น้ำพุเริ่มพุ่งทะยาน หยาดน้ำกระเซ็นสายสาดตกลงในบ่อ บดขยี้เงาสะท้อนของเขาและดวงจันทร์จนเลือนหายไปในพริบตา
วินาทีนี้ หวังเซวียนสูดหายใจเข้าลึก รูม่านตาหดแคบลง การถูกกระตุ้นด้วยฉากตรงหน้านี้ ทำให้หัวใจของเขาเต้นระทึกอย่างรุนแรง ชั่วพริบตาก็เกิดการเชื่อมโยงความเห็นบางอย่างขึ้นมา จนทำให้เขารู้สึกกระวนกระวายใจ
มันคล้ายกับบ่อน้ำและเงาสะท้อนนี้ใช่ไหม? การที่ผมเดินทางไปยังดินแดนอันเลือนรางเพื่อเข้าใกล้ความจริง หรือว่าจะมีความเป็นไปได้ที่มีโลกสองใบดำรงอยู่จริงๆ? โดยแยกย้ายกันอยู่ที่ปลายทั้งสองด้านของเส้นทางอุกกาบาต
เขาคิดตามแนวทางนี้ จนเกิดสมมติฐานสารพัดขึ้นมาในหัว
เส้นทางสายนั้นเปรียบเสมือนจุดสิ้นสุดของขีดจำกัด ตัวผมเป็นดั่งผู้สังเกตการณ์ ค้นพบและจ้องมองดูอยู่ตรงนั้น โลกแห่งความเป็นจริงและปลายอีกด้านของเส้นทางมีความสอดรับกัน ราวกับความจริงแท้และเงาสะท้อน ทว่าทันใดนั้นก็มีพลังจากภายนอกเข้ามาทำลายความสงบ พลิกกลับความสมดุล ดังนั้นเงาสะท้อนในตอนนั้นจึงได้เลือนหายไป
เมื่อหวังเซวียนพึมพำกับตัวเองจบ อย่าว่าแต่ตัวเขาเองเลย แม้แต่เฉินหย่งเจี๋ยก็ยังเหม่อลอยด้วยความกระวนกระวายใจ ดูเหมือนจะเข้าใจเรื่องราวบางอย่างขึ้นมาบ้าง ทว่าก็ยังไม่กระจ่างแจ้ง
"ตามทฤษฎีนี้ โลกแห่งความเป็นจริง กลับกลายเป็นสิ่งหลอกลวงงั้นหรอ? เป็นดั่งดวงจันทร์ในน้ำ และเงาสะท้อนในบ่อน้ำเนี่ยนะ?!" หวังเซวียนไม่อาจยอมรับการคาดเดาเช่นนี้ได้
เขารู้สึกว่ามันชักจะเลยเถิดไปใหญ่ การพิสูจน์จนทำให้ตัวตนของตนเองกลายเป็นสิ่งหลอกลวง นี่มันไม่เท่ากับเป็นการสร้างบาปหรอกหรือ? ข้อสรุปนี้ช่างดูไม่สมจริงเอาเสียเลย
"ถ้าผมเป็นเพียงแค่เงา แล้วผมจะรู้จักขบคิดครุ่นคิดได้ยังไงกัน?" เขาพึมพำเบาๆ รู้สึกเบาใจลงเล็กน้อย
"สิ่งมีชีวิตที่ทรงพลัง รังสีเหนือธรรมชาติของมัน รวมถึงร่างจำแลง ดูเหมือนจะสามารถขบคิดได้เช่นกันนะ" เฉินหย่งเจี๋ยไม่รู้ว่าเขากำลังคิดเรื่องอะไรอยู่ ทว่ากลับพูดโพล่งประโยคนี้ใส่เขาเสียดื้อๆ
ร่างกายของหวังเซวียนพลันแข็งทื่อทันที ทอดถอนใจยาวว่า "นี่ท่านกำลังช่วยซ้ำเติมซัดดาบใส่ผมชัดๆ!"
สีหน้าของเขาดูย่ำแย่มาก จ้องมองดูท้องฟ้ายามราตรี แล้วหันไปมองทิวทัศน์ยามค่ำคืนที่สว่างไสวไปด้วยแสงไฟของบ้านเรือนจำนวนนับหมื่น ทำไมสุดท้ายแล้วเขาถึงต้องมาเริ่มระแวงสงสัยในตัวเอง ตั้งข้อซักถามกับชีวิต และรู้สึกว่าโลกทั้งใบนี้ดูไม่สมจริงขึ้นมาเสียได้?
ฉันสร้างกรงขังขึ้นมาล้อมตัวเองไว้ จากนั้นก็พยายามพิสูจน์เรื่องบางเรื่องภายในกรงขังนั้น สิ่งนี้มันเท่ากับการสร้างข้อจำกัดขึ้นมาด้วยฝีมือตัวเองแท้ๆ ฉันควรจะกระโดดข้ามพ้นมันออกไป ขยายมุมมองความเห็นให้กว้างขึ้นเพื่อสังเกตการณ์
หวังเซวียนคิดว่า ปัจจัยเรื่องดอกไม้ปีศาจนั้นมีปัญหาใหญ่ นอกจากนี้ ฟางอวี่จู๋ จางเต้าหลิง เหยี่ยนเหยี่ยน และคนอื่นๆ ก็ไม่ได้อยู่ข้างกายเขา ทว่ากลับมีแสงแห่งจิตวิญญาณปรากฏขึ้นมาอย่างสมจริง ซึ่งดูจะผิดแผกไปจากการคาดเดา "ภายในกรงขัง" เมื่อครู่เล็กน้อย
เป็นเพราะภาพลวงตาคราวก่อน ถูกดอกไม้ปีศาจตรึงเอาไว้ และบันทึกไว้ใช่ไหม? และในเหตุการณ์ภาพสะท้อนความจริงและความลวงในครั้งนี้ ร่างเงาอันหลอกลวงของคนเหล่านั้น จึงถูกพลังลึกลับบางอย่างดึงมาใช้งาน? ทว่า พลังลึกลับอันไร้ที่มาในครั้งนี้จะต้องแข็งแกร่งขนาดไหนกัน ถึงขนาดดึงเอาแสงแห่งจิตวิญญาณบางส่วนมาได้ หวังเซวียนรู้สึกหัวโตเป็นตะกร้า
หากพลังงานชนิดนั้นมาจากดอกไม้ปีศาจ เช่นนั้นแล้วคลื่นพลังของดอกไม้ปีศาจก็คงจะอยู่เหนือจินตนาการของเขาไปไกลโข ทว่าเรื่องนี้ก็พอจะเข้าใจได้ มันอยู่กึ่งกลางระหว่างดินแดนแห่งความจริงและความว่างเปล่า ผ่านไปตั้งหลายปีก็ยังถูกสสารสีแดงอันน่าสะพรึงกลัวพุ่งชนอยู่ตลอด ทว่ากลับไม่ได้รับผลกระทบ ซ้ำยังทวีความงดงามเจิดจรัสและศักดิ์สิทธิ์ ตัวมันเองก็อธิบายปัญหาข้อนี้ได้อยู่แล้ว
พึงรู้ไว้ว่า แม้แต่แสงแห่งจิตวิญญาณของยอดคนผู้ไร้เทียมทาน ก็ยังไม่อาจทนรับการพุ่งชนอย่างรุนแรงของสสารสีแดงเหล่านั้นในเส้นทางสายนั้นได้
"ผมรู้สึกว่า ยังมีปัจจัยอื่นแฝงอยู่อีก เมื่อก่อนใช่ว่าไม่เคยไปเสียหน่อย ทว่ากลับไม่เคยพบเจอเรื่องแบบนี้ ครั้งนี้มันมีตัวแปรอะไรเพิ่มขึ้นมากันแน่?"
หวังเซวียนนึกถึงความเป็นไปได้สารพัด สีหน้าเปลี่ยนไปมาเด่นชัด หากมีสิ่งที่เรียกว่าต้นกำเนิดแห่งความจริงดำรงอยู่จริง เช่นนั้นแล้วโลกแห่งความเป็นจริงก็คือสิ่งหลอกลวง และมีความเป็นไปได้ที่จะดำรงอยู่ในฐานะเงาสะท้อนอย่างนั้นหรือ? และภายในต้นกำเนิดแห่งความจริงนั้น จะมีตัวเขาที่แท้จริงอยู่อีกคนใช่ไหม?
ทว่า ต้นกำเนิดแห่งความจริงกำลังพ่นพลังงานสีแดงอันน่าสะพรึงกลัวออกมา ซึ่งสามารถแผดเผาเหล่าเซียนให้ตกตายได้ สถานที่แบบนั้นจะถือว่าเป็นความจริงแท้ และมีสิ่งมีชีวิตที่แท้จริงอาศัยอยู่ได้อย่างไร?
"ก็ไม่แน่หรอกนะ ดีไม่ดีอาจจะแห้งแล้งโล่งเตียน ซ้ำยังเงียบสงัดราวกับป่าช้าเสียมากกว่า!" หวังเซวียนรู้สึกว่าตนเองกำลังจะกลายเป็นโรคจิตเภทเข้าจริงๆ แล้ว ห้วงความคิดของเขามีมากเกินไป มีแนวคิดสารพัดรูปแบบผุดขึ้นมา
เขาตั้งสมมติฐานสารพัด เพื่อคาดเดาเกี่ยวกับต้นกำเนิดแห่งความจริง ท่ามกลางความเพ้อเจ้อฟุ้งซ่านของเขา ก็มีความเป็นไปได้ในแง่ร้ายแฝงอยู่ ต้นกำเนิดแห่งความจริงถูกทำลายไปแล้วใช่ไหม มิฉะนั้นจะพ่นสสารแห่งการทำลายล้างออกมาทำไม?
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อหลายปีก่อน ที่นั่นเคยมีสิ่งมีชีวิต มีตัวตนที่แท้จริงอาศัยอยู่ ทว่ากลับพังทลายและแตกสลายไปจนหมดสิ้น จนต้องพากันอพยพหลบหนี แล้วแผ่รังสีสะท้อนเงามายังฝั่งนี้
ไม่ได้การ ฉันต้องรวมรวบสมาธิ คิดมากไปก็ไม่ดี มันจะเตลิดเปิดเปิงไปไกลกู่ไม่กลับ ความเป็นไปได้สารพัดรูปแบบจะพากันประดังเข้ามา
ทว่า เขากลับควบคุมตัวเองไม่ได้ อดไม่ได้ที่จะคิดฟุ้งซ่าน ชั่วขณะนั้นก็มีแนวคิดมากมายผุดขึ้นมาอีกระลอก
อะไรคือความลวง อะไรคือความจริง แม้คุณแม่ของฉันจะเป็นเพียงแค่คนธรรมดาสามัญ ทว่าคำพูดที่คุณแม่เคยบอกไว้คราวก่อนก็มีเหตุผลอยู่บ้าง ความจริงแท้อยู่รอบตัวเรา ก็คือโลกแห่งความเป็นจริงใบนี้ เป็นสิ่งที่มีค่าควรแก่การรักษาไว้มากที่สุด
...
ลึกเข้าไปในจักรวาล ภายในยานอวกาศโบราณ จ้าวปีศาจเหยียนเหยียนจ้องมองชุดกระโปรงสีแดงที่ขาดวิ่นบนร่าง มันถูกเผาจนดูไม่ได้ ทว่าในที่สุดก็สามารถยับยั้งแนวโน้มที่จะถูกแผดเผาต่อไปได้สำเร็จ และเริ่มค่อยๆ ฟื้นฟูกลับคืนสู่สภาพเดิมอย่างช้าๆ
ทว่าท้ายที่สุดแล้ว ชายกระโปรงของเธอก็ยังคงขาดหายไปมุมหนึ่ง ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ดูขัดหูขัดตายิ่งนัก
"ถึงแม้เมื่อครู่จะถูกเผาจนฉีกขาดเสียหาย ราวกับผุพัง ทว่าในสายตาของฉัน มันดูเหมือนถูกใครบางคนถือโอกาสเอื้อมมือมาคว้าจับและกระชากจนขาดมากกว่านะ" จางเต้าหลิงเอ่ยปาก
แววตาของจ้าวปีศาจเหยียนเหยียนพลันเยียบเย็นลงทันที เอ่ยว่า "เสี่ยวจาง นายอยากโดนอัดใช่ไหม นายคิดว่าตัวเองแน่มาก สามารถปราบปีศาจสยบมารได้งั้นสิ มา ดวลกับฉันสักตั้ง!"
"แสงแห่งจิตใจส่วนที่แผ่ขยายออกไปและเลือนหายไปได้หวนกลับมาแล้ว ทว่าทำไมกลับไร้ซึ่งความทรงจำโดยสิ้นเชิง ไม่รู้เลยว่ามันเดินทางไปที่ไหนมากันแน่?" ปฐมาจารย์นิกายโลหิตยมโลกเอ่ยปาก
ฟางอวี่จู๋ขมวดคิ้วเรียวงามเล็กน้อย เอ่ยว่า "เรื่องนี้ยังไม่จบ ฉันมักจะรู้สึกอยู่เสมอว่า มีปัจจัยบางอย่างแฝงอยู่ แสงแห่งจิตใจของพวกเราอาจจะยังต้องจมดิ่งไปยังที่ไกลแสนไกล เปลี่ยนความจริงให้กลายเป็นความลวง และสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดก็คือ ตัวตนทั้งหมดของพวกเราจะถูกดึงเข้าไปพัวพันจนได้รับผลกระทบไปด้วยหรือไม่?"
"เอ๊ะ พี่สาว ทำไมชุดกระโปรงยาวขาวบริสุทธิ์ของพี่ถึงได้ขาดหายไปมุมหนึ่งเหมือนกันล่ะ?" จ้าวปีศาจเหยียนเหยียนสังเกตเห็นสภาพของนักพรตหญิง
"อย่าไปใส่ใจกับรายละเอียดปลีกย่อยเลย" ฟางอวี่จู๋เบี่ยงเบนแนวคิดและมุมมองของเธอ ไม่อยากปล่อยให้เธอคิดฟุ้งซ่าน โดยกล่าวว่า "ยอดของวิเศษยังไม่ได้มารวมกัน กระจกม่านฟ้าก็ระเบิดทำลายไปตั้งนานแล้ว ทำไมถึงยังมีวี่แววของเหตุการณ์มหาภัยพิบัติปรากฏขึ้นมาซ้ำรอยอีก?"
ปฐมาจารย์นิกายโลหิตยมโลกทอดถอนใจ "ในยุคสมัยนั้น ช่างรุ่งโรจน์ถึงขีดสุด มีคนเก่งกาจสามารถจนทำให้ฉันได้ยินแล้วยังนึกอยากจะกราบไหว้บูชา ก่อนที่พลังเหนือธรรมชาติจะมอดดับลง เขาได้สำรวจและค้นพบอะไรบางอย่าง คาดว่าน่าจะเข้าใกล้ความจริง หวังจะเปลี่ยนโลกแห่งตำนานที่กำลังจะมอดดับให้กลายเป็นความจริงแท้ ให้มันไปปรากฏขึ้นที่ฝั่งของความจริงทั้งหมด ทว่ามันน่าสะพรึงกลัวเกินไป แม้แต่กระจกม่านฟ้าก็ยังต้องระเบิดแตกกระจายเพราะเหตุนี้!"
"ส่วนตัวฉันมีความคลางแคลงใจและข้อสันนิษฐานบางอย่าง ทว่าจำเป็นต้องค้นหาปัจจัยบางประการให้พบเสียก่อน..." เหล่าจางเอ่ยปาก พลางใช้มือลูบไล้กระจกแตกๆ บานนั้นของเขา
"ในกระจกผุๆ ของนาย ซ่อนเศษชิ้นส่วนของกระจกม่านฟ้าเอาไว้ใช่ไหมล่ะ?" จ้าวปีศาจเหยียนเหยียนชำเลืองมองเขาแวบหนึ่ง จากนั้นเธอก็ก้มหน้าลง จ้องมองดูชายกระโปรงที่คาดว่าน่าจะถูกใครบางคนใช้มือกระชากจนขาด แววตา... ลุกเป็นไฟ แม้จะดูงดงามจับใจ ทว่ากลับกำลังกัดฟันกรอดพลางเอ่ยว่า "อย่าให้ฉันรู้เชียวว่าเป็นฝีมือใคร!"
...
โลกแห่งความเป็นจริง หวังเซวียนพึมพำกับตัวเองว่า "แนวคิดของผมมีมากเกินไป ทว่าความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์แห่งตำนานของผมยังไม่ละเอียดถี่ถ้วนพอ ยิ่งมีความรู้เกี่ยวกับอารยธรรมที่ดับสูญไปอย่างจำกัด หากเหล่าจาง จ้าวปีศาจ และเทพธิดาฟางอยู่ข้างกายก็คงจะดี จะได้เอ่ยปากถามพวกเขาได้"
เขาหันไปมองเฉินหย่งเจี๋ย เอ่ยว่า "ยังสามารถติดต่อพวกเขากรณีพิเศษได้ไหม?"
"นานๆ ทีจะติดต่อได้ แต่ช่วงเวลาที่เหลื่อมล้ำกันถือเป็นปัญหา บางครั้งก็ใช้เวลาครึ่งวัน บางครั้งก็ตั้งหลายวัน สาเหตุหลักคือพวกเขายิ่งบินก็ยิ่งห่างไกลออกไปเรื่อยๆ ต่อให้พวกเขาจะนั่งยานแม่ระดับสุดยอด ทว่าการคิดจะติดต่อกันตลอดเวลาก็เป็นไปไม่ได้อยู่ดี" เฉินหย่งเจี๋ยส่ายหน้า
ทว่า เขาก็กดชัตเตอร์ดังแชะๆ ถ่ายภาพเศษชายเสื้อผ้าปูนทั้งสองชิ้นนั้นไว้ พลางกล่าวว่า "ปล่อยให้ชิงมู่ส่งภาพนี้ไปให้พวกเขา เพื่ออธิบายสถานการณ์ทางฝั่งนี้"
หวังเซวียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เอ่ยว่า "เดี๋ยวก่อน เศษชายกระโปรงอย่าเพิ่งส่งไปเลย แค่เอ่ยถึงคร่าวๆ ก็พอแล้ว เปลือกตาของผมกระตุกไม่หยุด หากส่งภาพนี้ไปล่ะก็..."
"ผมส่งออกไปเรียบร้อยแล้วครับ" ที่ยานอวกาศขนาดเล็กที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล ชิงมู่ดำเนินการอย่างปราดเปรียวและเสร็จสิ้นกระบวนการเรียบร้อยแล้ว โดยกล่าวว่า "ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่พวกเขาถึงจะได้รับข้อความ"
"เหล่าชิง!" เปลือกตาของหวังเซวียนเริ่มกระตุกอย่างบ้าคลั่งขึ้นมาจริงๆ แล้ว อยากจะถามเขาเหลือเกินว่า นายจะรีบลงมือรวดเร็วขนาดนี้ทำไมกัน?
(จบบท)