- หน้าแรก
- สุดขอบดาราวิถีเซียนข้ามจักรวาล
- บทที่ 420 ยอดของวิเศษสะกดโลกหล้า
บทที่ 420 ยอดของวิเศษสะกดโลกหล้า
บทที่ 420 ยอดของวิเศษสะกดโลกหล้า
"ก็แค่ซากศพเดินดินที่ถูกทิ้งร้างอยู่บนโลกมนุษย์มาหลายปี ฝืนหยัดยืนรอดตายมาได้อย่างยากลำบาก ไม่อาจรับคำเยินยอจากท่านได้หรอก" เสียงหนึ่งตอบกลับมาอย่างเชื่องช้าจากเบื้องลึกของตำหนักขนาดยักษ์
ชายชุดคลุมดำเดินล่วงหน้าต่อไป ตลอดรายทางเต็มไปด้วยซากศพที่เน่าเปื่อย ล้วนแต่เป็นร่างของเซียนแท้ทั้งสิ้น ช่างดูน่าอนาถใจยิ่งนัก ผู้ที่ดึงดันจะรั้งอยู่ต่อแทบจะตกตายไปจนหมดสิ้นแล้ว
อันที่จริงคนเหล่านี้ล้วนบรรลุเซียนกันหมดแล้ว รั้งอยู่ต่อไปจะมีประโยชน์อันใด เพียงเพื่อตำนานที่เลื่อนลอยไร้แก่นสารนั้น กลับต้องมาลงเอยในสภาพที่ไร้ศักดิ์ศรีเช่นนี้
ชายชุดคลุมดำส่ายหน้า มองลึกเข้าไปในตำหนักยักษ์แล้วเอ่ยว่า "สหายพรต เหตุใดจึงต้องถ่อมตนถึงเพียงนี้ ผู้ที่กล้าสถิตอยู่บนโลกหล้าไม่ยอมจากไป ดำรงอยู่คู่กับกายเนื้อ ความห้าวหาญยิ่งใหญ่เยี่ยงนี้ ตั้งแต่โบราณกาลมาจะมีสักกี่คนกัน"
จากนั้นเขาก็ไม่อ้อมค้อม หยิบเอาของแทนใจชิ้นหนึ่งออกมา ส่องประกายเจิดจ้ากลางความว่างเปล่า พร้อมกับกล่าวว่า "ฉันมาที่นี่ เพื่อขอให้ท่านทดแทนหนี้บุญคุณในอดีต"
จากส่วนลึกของตำหนักยักษ์อันโอ่อ่า มีเสียงเยียบเย็นดังลอยมา "ช่างเป็นการจัดทัพที่ยิ่งใหญ่นัก คืนนี้คงไม่ได้มียอดคนผู้ไร้เทียมทานปรากฏตัวแค่คนสองคนเป็นแน่ มีเรื่องอันใดกัน?"
"ฉันเองก็ถูกสหายเก่าผู้หนึ่งเรียกตัวมาเช่นกัน เพื่อช่วยเขาแย่งชิงกายเนื้อสุดพิเศษร่างหนึ่ง ทว่าโลกมนุษย์ใบนี้ กลับไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่ท่านคิดเลย และในระหว่างนั้น พวกเราอาจจะสังหารคู่บำเพ็ญที่แข็งแกร่งที่สุดคู่หนึ่งด้วย บางทีนั่นอาจจะเป็นเป้าหมายหลักของสหายเก่าผู้นั้นก็ได้"
...
ท่ามกลางม่านฝน มืออันเต็มไปด้วยขนปุกปุยขนาดมหึมาไร้ที่เปรียบ ยื่นลงมาจากส่วนลึกของเมฆดำทะมึน ทำให้ผู้คนทั่วทั้งเมืองอันต่างรู้สึกอึดอัดแทบขาดใจ!
ไม่ว่าในอดีตผู้เหนือธรรมชาติจะทำเรื่องนอกลู่นอกทางเพียงใด ก็ไม่เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นมาก่อน นี่คือมหานครขนาดใหญ่ที่มีประชากรนับหลักล้าน เฉียดใกล้สิบล้านคน
ในยุคสมัยแห่งพลังเหนือธรรมชาติเสื่อมถอย กลับมีสิ่งมีชีวิตที่ไม่อาจหยั่งรู้ได้ หมายจะปกคลุมทั้งเมืองไว้เบื้องล่างงั้นหรือ?
"ฉันเจ็บหน้าอก เกิดอะไรขึ้น? ฉันไม่ได้เจ็บไข้ได้ป่วยอะไร แถมยังเคยเข้าใกล้ระดับตี้เซียน ทำไมตอนนี้ถึงรู้สึกอ่อนแอขนาดนี้?" หวงหมิงเอ่ยปาก เขามีสายเลือดของพังพอน สัญชาตญาณอันเฉียบแหลมที่ฝังอยู่ในกระดูก ทำให้เขารู้สึกราวกับว่าวันสิ้นโลกกำลังจะมาเยือน
"ฉัน... แน่นหน้าอก!" เทพธิดากู้หมิงซีผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในม่านมิติก็ยังใจสั่น รู้สึกทรมานอย่างยิ่ง
บางที คงมีเพียงโจวชิงหวงเท่านั้นที่ยังกล้าเล่นมุกตลกฝืดหน้าตายกับเธอในช่วงเวลาแห่งมหาภัยพิบัติเช่นนี้ โดยกล่าวว่า "หน้าอกหน้าใจเธอออกจะกว้างขวาง ใส่เสื้อผ้าคับเกินไปหรือเปล่า"
กู้หมิงซีตีเธอไปหนึ่งที แต่ตัวเองกลับเดินเซแทบล้ม
มารสี่ลุกพรวดขึ้นมา กระโจนพุ่งตัวทะลุหน้าต่างจากชั้นสามออกไป เมื่อเหลือบไปเห็นมือยักษ์ขนปุกปุยในท้องฟ้าค่ำคืนอันมืดมิด ก็พลันรู้สึกหนังหัวชาหนึบ
"วันสิ้นโลก... รีบหนีเร็ว!" เขาตะโกนลั่น
สิ่งที่เขาใส่ใจที่สุดคือร่างปรสิตของราชันปีศาจ ทว่าเมื่อหันกลับไปก็พบว่าหวังเซวียนนั้นรวดเร็วยิ่งกว่า เขาไปยืนหยัดอยู่บนตึกระฟ้าแห่งหนึ่งเรียบร้อยแล้ว สายตาจ้องเขม็งมองท้องฟ้ายามราตรีท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก
นี่คิดจะฝ่าฝืนพันธสัญญาใหม่งั้นหรือ? หวังเซวียนมั่นใจว่า สิ่งมีชีวิตในระดับนี้ถือได้ว่าเป็นยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดในแดนเซียนแล้ว นี่คงเป็นการอาศัยชั่วขณะที่ม่านมิติถูกแหวกออก ยื่นกายาเวทบางส่วนทะลวงออกมาเป็นแน่
มิเช่นนั้นแล้ว ในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่มีสิ่งมีชีวิตไร้เทียมทานระดับนี้ดำรงอยู่ และไม่มีกฎเกณฑ์ใดที่สามารถหล่อเลี้ยงมันได้!
"ฉัน...!" เฉาชิงอวี่หน้าถอดสี เขาอยากจะสบถด่าบรรพบุรุษนัก แค่มาจิบชาแท้ๆ ฟ้ากลับจะถล่มลงมาเสียแล้ว เขารู้สึกเหมือนร่างทั้งร่างกำลังจะถูกบดขยี้จนกลายเป็นกองเลือดนอง เมืองทั้งเมืองนี้กำลังจะพินาศย่อยยับ
เขาสามารถจินตนาการล่วงหน้าได้เลยว่า ภาพวันสิ้นโลกเช่นนั้นจะปิดฉากลงด้วยความสยดสยองเพียงใด มือขนาดยักษ์ขนปุกปุยนั้นต้องการจะฝังกลบเมืองอันทั้งเมือง!
"หนีเร็ว!" โจวชิงหวงถึงจะชอบเล่นสนุก แต่เธอก็รักตัวกลัวตายสุดขีด หลังจากพุ่งตัวออกจากโรงน้ำชา เธอก็กรีดร้องเสียงแหลม คว้าตัวกู้หมิงซี แล้วพุ่งทะยานหายเข้าไปในม่านฝน
"ออกนอกเมืองไม่ทันแล้ว มุดลงใต้ดินเร็วเข้า!" กู้หมิงซีตะโกน เธอเองก็ไม่อาจสงวนท่าทีได้อีกต่อไป น้ำฝนสาดกระเซ็นจนเสื้อผ้าเปียกชุ่ม เส้นผมสลวยแนบติดกัน ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดผวา
"พ่อฉันมาหรือเปล่าเนี่ย กรงเล็บขนปุกปุยใหญ่โตขนาดนี้ แถมยังทำท่าทางไม่เห็นหัวใครหน้าไหน คิดจะตบฉันให้ตายคามือไปด้วยหรือไง?!"
ในห้วงเวลาวิกฤต ผู้ป่วยโรคจิตเภทอย่างฉีเหลียนเต้า คำพูดของเขากลับทำให้กลุ่มผู้เหนือธรรมชาติที่กำลังแตกตื่นขวัญหนีดีฝ่อ อดไม่ได้ที่จะหน้ากระตุกท่ามกลางความสิ้นหวัง
หลายคนอยากจะหัวเราะ แต่สุดท้ายกลับแสดงสีหน้าที่ดูไม่ได้ยิ่งกว่าตอนร้องไห้เสียอีก
"พ่อฉันคือปฐมาจารย์ปีศาจฉีอี้ แกเป็นใคร คิดจะล้างบางเมืองนี้งั้นหรือ จะสังหารทุกคนอย่างไม่เลือกหน้าเลยหรือไง?" ฉีเหลียนเต้าแผดเสียงคำราม เขาคิดว่ามันสายเกินแก้แล้ว ไม่ว่าจะพุ่งหนีออกนอกเมือง หรือหลบซ่อนตัวอยู่ใต้ดิน ล้วนมีแต่ความตายรออยู่
ในแดนเซียน หากมือยักษ์เช่นนี้ฟาดฟันลงมา อาณาบริเวณนับหมื่นลี้จะมลายหายไป ผู้คนและบ้านเมืองจะไม่ใช่แค่พังทลาย แต่จะถูกลบหายวับไปกับตา
"นายไม่หนีหรือไง?" มารสี่หันขวับไปมองหวังเซวียนที่อยู่บนตึกสูง
"ความจริงกำลังเริ่มแก้ไขความผิดพลาดแล้ว!" หวังเซวียนเอ่ยปาก ในมือถือธงสังหารเทพ สายตาจ้องเขม็งไปที่ท้องฟ้าเบื้องบน เขามีลางสังหรณ์ว่า สิ่งนี้พุ่งเป้ามาที่เขา
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้เขาหนีไม่พ้นแล้ว เขาถูกล็อกเป้าไว้แล้ว!
ทว่า ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ไม่อาจทนดูใครบางคนสังหารหมู่คนทั้งเมือง เพียงเพื่อต้องการจับกุมและสังหารเขาเพียงคนเดียวได้!
แต่ทว่า มือขนาดยักษ์ขนปุกปุยที่ยื่นลงมาจากเมฆดำทะมึนนั้น เมื่อเคลื่อนตัวมาถึงเหนือท้องฟ้าของเมือง มันก็กำลังหดตัวเล็กลงอย่างรวดเร็ว
ก่อนหน้านี้ ม่านมิติปริแตก อีกฝ่ายยื่นมือออกมาจากแดนเซียน ชักนำสสารเหนือธรรมชาติอันไร้ที่สิ้นสุด ตลอดจนรังสีและกฎเกณฑ์แห่งมิติแดนเซียนออกมาด้วย เท่ากับเป็นการขยายขอบเขตของพลังเหนือธรรมชาติเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริง จึงสามารถก่อให้เกิดภาพปรากฏการณ์ระดับนั้นได้
แต่ทว่า โลกแห่งความเป็นจริงนั้นช่างน่าสะพรึงกลัวนัก เพียงชั่วพริบตา มันก็เริ่มปรับแก้ความผิดปกติ!
สสารเหนือธรรมชาติราวกับถูกหลุมดำของโลกเก่ากลืนกินเข้าไป กฎเกณฑ์สลายตัวลงในชั่วพริบตา ดังนั้นเมื่อมือยักษ์นั้นมาถึงจริงๆ มันจึงเลือนรางลงและหดตัวเล็กลง
"แก ในที่สุดก็กลัวการผิดพันธสัญญาเหมือนกันสินะ ถึงแม้ว่าพันธสัญญาใหม่ที่ตั้งขึ้นชั่วคราวนี้จะหยาบช้า แต่ก็ยังพอมีพลังข่มขวัญพวกแกได้บ้าง!" หวังเซวียนเอ่ยขึ้น
คิดจะล้างบางเมืองทั้งเมืองจริงๆ งั้นหรือ? นอกเสียจากว่าคนผู้นั้นจะบ้าไปแล้ว!
ในยุคสมัยแห่งพลังเหนือธรรมชาติเสื่อมถอย พันธสัญญาเก่าเริ่มหละหลวมลงเรื่อยๆ ในยามนี้ หากยอดฝีมือยอมจ่ายราคาค่างวด ความเสียหายที่จะเกิดต่อโลกภายนอกม่านมิตินั้น นับว่าน่าตื่นตระหนกอย่างยิ่งแท้จริง
ทว่า ก็เป็นไปได้เช่นกันว่ามีใครบางคนใช้ยอดของวิเศษกรีดทะลวงมิติ!
"ใครกัน?!" เบื้องบนท้องฟ้าอันสูงส่ง ท่ามกลางสายอสนีบาต มีผู้ส่งเสียงอันทรงเกียรติดังกังวาน แม้จะห่างไกลถึงเพียงนี้ แถมยังมีสายฟ้าฟาดประกายสว่างวาบเป็นระยะ เสียงที่แว่วมาอย่างเลือนรางนั้น คล้ายคลึงกับเสียงของเหิงจวินอยู่บ้าง
ตึง! ท่ามกลางราตรีมืดมิด ใต้หมู่เมฆดำที่ม้วนตัวไปมา มีแสงสว่างเจิดจ้าบาดตาเปล่งประกาย สสารเหนือธรรมชาติปริมาณมหาศาลระเบิดออกมาราวกับคลื่นดาราจักรที่พลิ้วไหว ส่องสว่างค่ำคืนที่มืดมิดในชั่วพริบตา พร้อมกับสายฝนที่เทกระหน่ำลงมาอย่างหนัก
มีคนกำลังปะทะต่อสู้กันอย่างดุเดือดอยู่บนหมู่เมฆงั้นหรือ?
ตูม!
ในห้วงแห่งความพร่ามัว สามารถมองเห็นม่านมิติเหนือเมฆดำทะมึนกำลังสั่นไหวและเริ่มเลือนรางลง ที่แห่งนั้นกำลังถูกลอบโจมตีอย่างรุนแรง ก่อให้เกิดเหตุไม่คาดฝันสารพัด
จากนั้น สีหน้าของผู้เหนือธรรมชาติบางส่วนในเมืองอันก็พลันเปลี่ยนไป นั่นคงจะเป็นเหิงจวินจริงๆ เสียงสุดท้ายของเขาสะท้อนก้องกังวาน ดูเยือกเย็นและเฉียบขาดอย่างยิ่ง
"ครานี้ ฉันกรีดเปิดม่านมิติ เพื่อต้องการแทรกแซงโลกแห่งความเป็นจริง ก็ยังมีคนกล้าขัดขวางอีกงั้นหรือ?!"
ผู้คนมั่นใจแล้วว่าเป็นเขาจริงๆ เขาคนนั้นกำลังช่วยให้ใครบางคนข้ามมิติมา นี่เท่ากับเป็นการอ้อมช่วยเจ้าของมือยักษ์ขนปุกปุยให้มาฝังกลบเมืองอันใช่หรือไม่?
ใครกันที่กำลังขัดขวางเขา?
"มหาจักรวาลกำลังแก้ไขความผิดปกติ แกคิดว่าตัวเองแน่มากนักหรือไง? การใช้ยอดของวิเศษฝืนกรีดเปิดม่านมิติเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ท้ายที่สุดแล้วเวรกรรมทั้งหมดจะตกอยู่บนหัวแกเอง หลังยุคพลังเหนือธรรมชาติมอดดับ แกจะต้องตายอย่างอเนจอนาถ!" ท่ามกลางพายุฝนฟ้าคะนอง มีคนกล่าวขึ้นมาอย่างสงบ ทว่ากลับไร้ซึ่งเงาร่าง ไม่สามารถมองเห็นตัวผู้พูดได้เลย
พายุฝนเริ่มเบาบางลงในระหว่างการสนทนา ท่ามกลางเมฆหมอก ม่านมิติอันเลือนรางก็ปรากฏขึ้นมา เป็นเหิงจวินจริงๆ ด้วย ที่ข้างกายเขายังมีบุรุษในชุดคลุมสีทองยืนอยู่ ร่างกายถูกปกปิดมิดชิด ไม่เห็นแม้แต่หน้าตา
เหิงจวินนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อ "ฉันเองก็เคยติดหนี้บุญคุณสหายพรตท่านนี้ วันนี้จึงมาทดแทนให้!"
เมื่อได้ยินประโยคนี้ หวังเซวียนที่อยู่ในเมืองอันก็แทบอยากจะตะโกนลั่นออกมา: เหิงจวิน แกอีกแล้วหรือ แกไปติดหนี้บุญคุณชาวบ้านไว้มากแค่ไหนกันแน่ คราวก่อนก็ช่วยเจิ้งหยวนเทียน มาตอนนี้กำลังช่วยใครอีกล่ะเนี่ย?!
อันที่จริง ผู้เหนือธรรมชาติจำนวนไม่น้อยก็มีความรู้สึกแบบเดียวกัน เหิงจวินไปติดค้างหนี้บุญคุณยอดคนผู้ไร้เทียมทานมาแล้วกี่คนกันแน่ ชายชุดคลุมสีทองผู้นั้นมองปราดเดียวก็รู้เลยว่าไม่ใช่ระดับธรรมดา
"สิ่งที่ติดค้างไว้ ท้ายที่สุดก็ต้องชดใช้ ที่แกกำลังทำอยู่คือการเอาชีวิตในอนาคตของตัวเองมาใช้หนี้ โลกแห่งความเป็นจริงได้จดจำแกเอาไว้แล้ว!" ในราตรีที่มีพายุฝน ใครบางคนกล่าวขึ้นอย่างเย็นชา
"คำขู่ไร้สาระ ฉันมีธงอวี่ฮว่าอยู่ในมือ สามารถข้ามผ่านฤดูหนาวอันหนาวเหน็บของพลังเหนือธรรมชาติไปได้! ไม่ว่าอย่างไร คืนนี้ฉันก็จะต้องช่วยเหลือสหายพรตท่านนี้ให้จงได้ ใครกล้าขวางฉัน?" เหิงจวินกล่าวเสียงเย็น
เขาเป็นคนแรกที่ได้ครอบครองยอดของวิเศษ นับได้ว่าเป็นผู้มีวาสนาโชคลาภอันยิ่งใหญ่ไพศาล คืนนี้บุรุษลึกลับผู้นั้นกลับมาเผชิญหน้าเขาด้วยน้ำเสียงเชิงสั่งสอน ทำให้เขารู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง
ครืน!
ท่ามกลางฟ้าดิน สายฟ้าแลบแปลบปลาบส่องสว่างไปทั่วเมืองอัน มือยักษ์ขนปุกปุยนั้นยังคงอยู่ มันเร่งความเร็วพุ่งหลาวลงมา แม้จะหดเล็กลงไปมาก แต่มันก็กำลังตะปบลงมากลางเมืองอัน!
"พุ่งเป้ามาที่ฉันงั้นสินะ?" หวังเซวียนกัดฟันกรอด หากต้องแลกด้วยชีวิตจริงๆ ยังจะต้องมาสนเรื่องกฎเกณฑ์หรือพิธีรีตองอะไรอีก วันนี้อย่างมากก็แค่อาศัยยอดของวิเศษสู้ตายกันไปเลย
ต่อให้ไม่สามารถจัดการกับเหิงจวินได้ ก็ต้องกระแทกธงอวี่ฮว่าของมันให้ปลิวไป ปล่อยให้คนอื่นมาแย่งชิงไปให้หมด ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ยอมหยกแหลกดีกว่ากระเบื้องสมบูรณ์ ไม่มีอะไรต้องกลัวอยู่แล้ว
"หึหึ..." เหนือเมฆดำทะมึน ในม่านมิติ บุรุษลึกลับชุดคลุมทองที่ยืนเคียงข้างเหิงจวินแค่นเสียงหัวเราะเยาะ
ในสถานการณ์เช่นนี้ ยอดคนผู้ไร้เทียมทานยืนตระหง่านอยู่เหนือหมู่เมฆหน้าม่านมิติ ใครจะกล้าเข้าไปขัดขวาง หากเหิงจวินทุ่มสุดตัว ใช้ธงอวี่ฮว่าโจมตีขึ้นมาจริงๆ ต่อให้แข็งแกร่งแค่ไหนก็ไม่อาจต้านทานได้
และแล้ว เมื่อมือขนาดยักษ์ขนปุกปุยตะปบลงมา เหิงจวินก็กรีดม่านมิติออก ใช้งานธงอวี่ฮว่า กดทับเมฆดำทะมึนเบื้องล่าง เพื่อข่มขู่ยอดฝีมือลึกลับที่อยู่ท่ามกลางสายฝน!
เมืองอันถูกปกคลุมด้วยสายฝน ท่ามกลางความมืดมิด มีพลังงานอันหนักอึ้งชนิดหนึ่งกำลังแผ่ขยาย ก่อให้เกิดความหนาวสั่นสะท้าน บรรยากาศกดดันจนถึงขีดสุด
หวังเซวียนสูดหายใจเข้าลึกๆ ธงสังหารเทพในมือสะบัดพลิ้ว สสารสีแดงถูกรวบรวมไว้เตรียมพร้อมแต่ยังไม่ถูกปล่อยออกไป เพื่อใช้ต่อกรกับมือยักษ์ ส่วนฝาเตาก็ถูกเตรียมไว้พร้อมแล้ว
"ใครกล้ามาขวางฉัน?" เหิงจวินกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาไร้ความปรานี
ชั้วะ!
ท่ามกลางฟ้าดิน ท้องฟ้ายามค่ำคืนที่มืดมิดถูกฉีกกระชากออก ประกายกระบี่เจิดจ้าสายหนึ่งพาดผ่านเมืองอัน สาดแสงสว่างไสวไปทั่วผืนฟ้า ฉัวะ มือยักษ์ขนปุกปุยนั้นถูกใครบางคนฟันขาดสะบั้น ร่วงหล่นลงสู่เบื้องล่างพร้อมกับสาดกระเซ็นไปด้วยหยาดโลหิต
วินาทีนี้ ผู้เหนือธรรมชาติทั่วทั้งเมืองอันต่างเลือดลมสูบฉีดพลุ่งพล่าน นี่ยอดยุทธ์ผู้เหี้ยมหาญมาจากไหนกัน? ถึงได้กล้าเมินเฉยต่อท่าทีของเหิงจวิน ลงมือสับมือยักษ์ที่ยื่นออกมาจากม่านมิติเสียดื้อๆ?
"ฉันนี่ไง ที่จะสับกรงเล็บของพวกแก!" บุรุษลึกลับตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
สายฟ้าสว่างวาบ ประกายกระบี่เลือนหายไป เผยให้เห็นเงาร่างอันเลือนรางสายหนึ่งยืนหยัดอยู่กลางท้องฟ้ายามราตรี พลิ้วไหวล่องลอย ดูไม่สมจริง ราวกับถูกแปะทาบไว้บนม่านฝน
"เดิมทีฉันไม่คิดจะเปิดฉากสังหารหมู่ ไม่อยากจะฆ่ายอดฝีมือผู้แข็งแกร่งเช่นแก แต่ในเมื่อแกดึงดันจะล่วงเกินฉัน เสนอตัวเข้ามารับผลแห่งกรรมนี้ งั้นฉันก็ไม่มีทางเลือกอื่น!"
ครั้งนี้ เหิงจวินมีท่าทีกร้าวร้าวอย่างมาก เตรียมพร้อมสังหารยอดคนเพื่อแสดงแสนยานุภาพ ไม่มีพื้นที่สำหรับการประนีประนอมใดๆ ในขณะที่เขากล่าววาจา ธงอวี่ฮว่าในมือก็พุ่งแทงลงมา หมายจะลบล้างเงาร่างสายนั้นให้สิ้นซาก
นี่นับเป็นครั้งแรกที่เขาลงมือเฉียบขาดไร้ผู้ต่อต้านเช่นนี้ ต้องการที่จะแทรกแซงโลกแห่งความเป็นจริง สังหารยอดคนกลางอากาศเหนือเมืองอันบนโลกเก่า!
ผู้คนต่างหนังหัวชาหนึบ นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้เห็นฉากอลังการตระการตาแบบนี้กับตาตัวเอง การใช้ยอดของวิเศษสังหารยอดคนไร้เทียมทาน ทำให้ผู้คนมากมายสั่นสะท้านไปด้วยความหวาดกลัว
"มาทางนี้!" หวังเซวียนตะโกนลั่น เวลานี้ เขาเตรียมทุ่มสุดตัวแล้ว จะให้ทนดูยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดคนหนึ่งต้องมาตายเพราะขัดขวางเหิงจวินไปต่อหน้าต่อตาได้อย่างไร
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังสัมผัสได้อย่างเลือนรางว่า เงาร่างกลางม่านฝนนี้ คือบุรุษที่เป็นหนึ่งในชายหญิงคู่ที่เคยยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเขาเมื่อคืนที่ผ่านมา
หวังเซวียนยอมเสี่ยงที่จะเปิดเผยยอดของวิเศษ ก็ต้องหยิบยืมให้คนผู้นี้ใช้ เพื่อต่อต้านหรือแม้กระทั่งโจมตีสังหารเหิงจวินให้จงได้!
(จบบท)