- หน้าแรก
- เปิดฉากก็เป็นอ๋อง เริ่มต้นจากได้รับรางวัลจากทั่วสารทิศ
- บทที่ 29 การปะทะในราชสำนัก ความกำเริบเสิบสานของสำนักหม่างซาน!
บทที่ 29 การปะทะในราชสำนัก ความกำเริบเสิบสานของสำนักหม่างซาน!
บทที่ 29 การปะทะในราชสำนัก ความกำเริบเสิบสานของสำนักหม่างซาน!
บทที่ 29 การปะทะในราชสำนัก ความกำเริบเสิบสานของสำนักหม่างซาน!
"สำนักหม่างซานนี่มันหมายความว่ายังไง?" เจ้าเมืองเขตเสียหลินตบโต๊ะตรงหน้าจนแตกกระจาย
บันดาลโทสะใส่ทุกคนที่อยู่ตรงหน้าอย่างเกรี้ยวกราด
เวลานี้ ทุกคนในจวนเจ้าเมืองไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
"มันคิดว่าตัวเองเป็นใคร ถึงกล้ามาสั่งให้จวนเจ้าเมืองไปช่วยพวกมัน"
"หน่วยองครักษ์เสื้อแพรกับลิ่วซ่านเหมิน (หน่วยหกประตู) ว่ายังไงบ้าง?"
มีคนก้าวออกมาจากด้านล่าง "ใต้เท้า ทางนั้นบอกว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกเขารับ"
คำพูดนี้ยิ่งทำให้เจ้าเมืองโกรธหนักขึ้นไปอีก
อะไรคือไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งสองหน่วยงานนี้ล้วนมีหน้าที่จัดการเรื่องในยุทธภพ ตอนนี้กลับเบิ่งตาดูขุมกำลังในยุทธภพบีบบังคับจวนเจ้าเมืองของราชสำนัก
"ใต้เท้า หน่วยองครักษ์เสื้อแพรและลิ่วซ่านเหมินเอง ก็กำลังตามหาร่องรอยของนรกภูมิอยู่ขอรับ"
"พวกเขาอยากจะยืมมือสำนักหม่างซาน ขุดรากถอนโคนขุมกำลังนรกภูมิออกมาให้สิ้นซาก"
"ดังนั้นถึงได้ยอมปล่อยให้สำนักหม่างซานทำตัวแบบนี้!"
"และที่สำคัญ หน่วยองครักษ์เสื้อแพรและลิ่วซ่านเหมินในเขตเสียหลินของเรา ก็ทำอะไรสำนักหม่างซานไม่ได้ด้วย!"
ขุมกำลังทางการในระดับเขต นอกจากกองทัพแล้ว ก็มีเพียงหน่วยองครักษ์เสื้อแพร จวนเจ้าเมือง และลิ่วซ่านเหมินที่แข็งแกร่งที่สุด
ในกองทัพที่ประจำการอยู่ที่นี่ ย่อมมีผู้แข็งแกร่งคอยคุมเชิงอยู่แล้ว
แต่กองทัพมักจะไม่ยื่นมือเข้ามาแทรกแซงเรื่องในท้องถิ่นง่ายๆ เว้นเสียแต่ว่าจะเกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่
ยิ่งไปกว่านั้น ในราชวงศ์ต้าเซี่ย หากไม่มีสถานการณ์พิเศษ เจ้าเมืองก็ไม่สามารถเรียกใช้กองทัพในท้องถิ่นได้เช่นกัน
ในนามแล้วเจ้าเมืองคือผู้บัญชาการสูงสุดของเขต แต่ในความเป็นจริง อำนาจทางทหารของเขตกลับไม่ได้อยู่ในมือของเขา
ส่วนหน่วยงานอย่างหน่วยองครักษ์เสื้อแพร ในระดับเมืองเอก อย่างเก่งก็มีแค่ผู้ฝึกยุทธขอบเขตจื่อฝู่ (ตำหนักม่วง) เท่านั้น
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสำนักที่มีขอบเขตปรมาจารย์ แถมยังมีสายสัมพันธ์อันคลุมเครือกับทางการ ย่อมไม่สามารถปราบปรามได้อย่างเด็ดขาด
นี่คือสถานการณ์ในท้องถิ่นของต้าเซี่ยในปัจจุบัน ขุมกำลังในยุทธภพภายใต้การเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ของผู้ที่มีเจตนาแอบแฝงบางคน นับวันก็ยิ่งกำเริบเสิบสานมากขึ้นเรื่อยๆ
ไม่เห็นทางการที่เป็นตัวแทนของราชสำนักและราชวงศ์อยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย
พูดง่ายๆ ก็คือโลกใบนี้ ใครแกร่งกว่าคนนั้นก็เป็นคนกำหนดกติกา
อำนาจกษัตริย์ในตอนนี้ไม่สามารถส่งตรงไปถึงเมืองในท้องถิ่นได้อีกต่อไป ถูกขัดขวางเป็นทอดๆ โดยขุมกำลังขันที ขุมกำลังยุทธภพ และขุมกำลังขุนนาง
ในตอนนั้นเอง ผู้ช่วยเจ้าเมืองแห่งเขตเสียหลินก็เอ่ยขึ้น
"ใต้เท้า การที่สำนักหม่างซานทำเอิกเกริกขนาดนี้ ก็เป็นแค่เรื่องของการรักษาหน้าเท่านั้นแหละขอรับ"
"อีกอย่าง จู่ๆ ก็มีขุมกำลังแปลกหน้าโผล่ขึ้นมาในพื้นที่รับผิดชอบ ทางการอย่างเราก็จำเป็นต้องสืบให้รู้แน่ชัด"
"ดังนั้น การส่งมือปราบของจวนเจ้าเมืองไปช่วยพวกเขา ก็ถือเป็นหมากตาดีตาหนึ่งขอรับ"
เหตุใดเจ้าเมืองจึงโกรธเกรี้ยวขนาดนั้น ก็แค่เป็นเพราะสำนักหม่างซานทำให้เขาเสียหน้าเท่านั้นเอง
แต่พอกลับมาคิดดู เขาก็รู้สึกว่าที่ผู้ช่วยเจ้าเมืองพูดก็มีเหตุผล
สำหรับขุมกำลังที่ผุดขึ้นมาในชั่วข้ามคืนและลงหลักปักฐานอย่างมั่นคงในพื้นที่รับผิดชอบนี้ ทางการย่อมต้องการสืบให้รู้เรื่อง
"งั้นก็ให้ความร่วมมือกับพวกเขาไป แต่บอกสำนักหม่างซานไปด้วยล่ะ ว่าถ้าหาตัวนรกภูมิไม่เจอ ข้าจะรายงานราชสำนักให้ลงโทษพวกมันในข้อหาลบหลู่ราชสำนัก และมีเจตนาก่อกบฏ"
"หึ คิดว่าขุมกำลังในยุทธภพจะทำอะไรตามอำเภอใจได้งั้นหรือ!"
"ต้าเซี่ยของเรายังไม่ถึงกาลวิบัติเสียหน่อย!"
ในขณะที่โจวเป่ยหลินกำลังปั่นป่วนเพราะนรกภูมิ
การประชุมเช้าของราชสำนักต้าเซี่ยก็เริ่มขึ้น
เมื่อเซี่ยเจาเหยียนเดินมาถึงหน้าตำหนักเฉาเทียน คนบางคนในกลุ่มต่างก็ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจที่จะตีตัวออกห่างจากเขา
เมื่อสองวันก่อนเหรินหวางกับตงหวางมีเรื่องขัดแย้งกัน รายละเอียดของเรื่องนี้ทุกคนยังไม่ค่อยแน่ใจนัก
แต่รู้แค่ว่าทั้งสองคนไม่ถูกกันก็พอแล้ว
ไม่มีใครอยากจะเข้าไปพัวพันกับเหรินหวางในเวลานี้ นิสัยตงหวางเป็นอย่างไรพวกเขาย่อมรู้ดี
เจ้าคิดเจ้าแค้น หยิ่งยโสโอหัง!
"เสด็จพี่ ช้าก่อน!"
เสียงเรียกหนึ่งดังเข้าหูเซี่ยเจาเหยียน เขาหยุดเดินแล้วหันไปมองผู้ที่มาใหม่
เห็นเพียงสองร่างเดินเข้ามาใกล้ ที่แท้ก็คืออู๋หวางและหลิงหวาง
ยังไม่ทันเปิดโอกาสให้เซี่ยเจาเหยียนได้เอ่ยปาก เซี่ยหลิงเซียวก็ชิงถามขึ้นก่อน
"เสด็จพี่ ได้ยินมาว่าเมื่อวันก่อนท่านมีเรื่องขัดแย้งกับเสด็จพี่ตงหวางหรือ?"
เรื่องนี้แพร่ไปเร็วขนาดนี้เลยหรือ? ดูท่าแล้วเซี่ยตงไห่คงจะตั้งใจปล่อยข่าวออกไปสินะ
โอกาสเป็นไปได้สูงมากว่าทำไปเพื่อขัดขวางให้ข้าก้าวเดินในราชสำนักได้อย่างยากลำบาก อาศัยความแข็งแกร่งและเบื้องหลังของตัวเอง หวังจะโดดเดี่ยวข้าอย่างสิ้นเชิง
เซี่ยเจาเหยียนคิดทะลุปรุโปร่งถึงปัญหาในเรื่องนี้ได้ในทันที แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร
ตอนนี้ตัวเขาเองก็ไม่มีขุมกำลังของตัวเองในราชสำนักและยุทธภพอยู่แล้ว
แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน วันหน้าเวลาลงมือจะได้ไม่ต้องรู้สึกลังเลใจ
"น้องพี่ทั้งสองหูตากว้างไกลเสียจริงนะ!"
เมื่อเห็นเซี่ยเจาเหยียนไม่ปฏิเสธ อู๋หวางและหลิงหวางก็สบตากัน ต่างฝ่ายต่างเห็นความยินดีในดวงตาของอีกฝ่าย
"เสด็จพี่ ตงหวางนั้นขึ้นชื่อเรื่องเจ้าคิดเจ้าแค้นนะ"
"ยิ่งไปกว่านั้น จวนเจิ้นหมัวกงที่อยู่เบื้องหลังเขา ก็ขึ้นชื่อเรื่องความแข็งกร้าวและชอบบีบบังคับ"
"วางใจเถอะ เรื่องนี้พวกเราสองคนยืนอยู่ข้างท่าน"
"หากเสด็จพี่เต็มใจ เลิกประชุมเช้าแล้วเราไปสังสรรค์กันหน่อยดีไหม?"
ในตอนนั้นเอง เสียงเรียกเข้าประชุมเช้าก็ดังขึ้น
เซี่ยเจาเหยียนไม่ได้บอกว่าจะตกลงหรือไม่ตกลง สำหรับแผนการเล็กๆ ในใจของทั้งสองคนนี้ เขารู้ดีกว่าใครๆ
"ถวายบังคมฝ่าบาท ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี!"
"ลุกขึ้นได้!" เสียงอันน่าเกรงขามของจักรพรรดิเซี่ยดังก้องไปทั่วตำหนัก
"กราบทูลฝ่าบาท ปัจจุบันภาษีของราชสำนักลดลงทุกปี กระหม่อมขอเสนอให้ยกเลิกสิทธิพิเศษในการเก็บภาษีของขุมกำลังในยุทธภพพ่ะย่ะค่ะ!"
"กราบทูลฝ่าบาท ร้อยแคว้นเมืองขึ้นรอบนอกได้เริ่มออกเดินทางเพื่อมาถวายเครื่องบรรณาการแล้วพ่ะย่ะค่ะ..."
หลังจากเรื่องราวต่างๆ ถูกรายงาน แก้ไข และแขวนรอไว้ เรื่องแล้วเรื่องเล่า จักรพรรดิเซี่ยที่ประทับอยู่บนบัลลังก์มังกรก็ตรัสถามเป็นครั้งสุดท้าย
"เหล่าขุนนางทั้งหลาย มีเรื่องอันใดจะกราบทูลอีกหรือไม่?"
ในจังหวะที่ทุกคนคิดว่าไม่มีใครแล้ว กลับมีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านล่าง
"กราบทูลเสด็จพ่อ ลูกมีเรื่องจะกราบทูลพ่ะย่ะค่ะ!"
เห็นเพียงตงหวางก้าวออกมาด้วยสีหน้าจริงจัง
ในวินาทีนี้ ทุกคนต่างก็ตื่นตัวขึ้นมาทันที แม้กระทั่งบรรดาชินอ๋องและขุนนางใหญ่ที่ยืนอยู่ด้านหน้าขบวน ตอนนี้ก็ต่างเตรียมพร้อมรับมือเช่นกัน
ท้ายที่สุดแล้ว การกราบทูลของชินอ๋อง อาจจะก่อให้เกิดคลื่นลูกใหญ่ในต้าเซี่ยได้เลยทีเดียว
"อนุญาต!"
หลังจากตงหวางทำความเคารพแล้ว จึงค่อยๆ เอ่ยปาก
"เสด็จพ่อ หน่วยทัณฑ์สวรรค์ตกต่ำมานานหลายปี คนที่มีความสามารถต่างก็ล้มหายตายจาก หรือไม่ก็ถูกสั่งย้ายไป"
"ตอนนี้เมื่อจู่ๆ ได้อำนาจกลับคืนมา คนก็ย่อมมีไม่พอ"
"ดังนั้นลูกจึงคิดว่า ราชสำนักควรจะเพิ่มกำลังคนให้หน่วยทัณฑ์สวรรค์พ่ะย่ะค่ะ!"
เมื่อสิ้นเสียงคำพูด ทุกคนก็แอบคิดในใจว่านั่นไงล่ะ
มีแต่คนบอกว่าตงหวางเจ้าคิดเจ้าแค้น หยิ่งยโสโอหัง เพิ่งจะมีเรื่องบาดหมางกับเหรินหวางไปหยกๆ วันนี้ก็เลือกที่จะล้างแค้นทันที
หลายคนเบนสายตาไปทางเซี่ยเจาเหยียน อยากจะรอดูว่าเขาจะมีปฏิกิริยาอย่างไร
ทว่าเซี่ยเจาเหยียนในเวลานี้ กลับไม่มีความรู้สึกใดๆ บนใบหน้าเลย
ราวกับว่าทุกอย่างเกี่ยวกับหน่วยทัณฑ์สวรรค์นั้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับเขา
วินาทีต่อมา ก็มีขุนนางอีกสิบกว่าคนก้าวออกมาจากแถว
"ฝ่าบาท กระหม่อมเห็นด้วยกับข้อเสนอของตงหวางพ่ะย่ะค่ะ"
"ฝ่าบาท หน่วยทัณฑ์สวรรค์ขาดแคลนบุคลากรจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ..."
คนตาไวล้วนมองออกว่า คนพวกนี้ก็คือขุมกำลังของตงหวางในราชสำนัก
แน่นอนว่าพวกเขาต้องออกมาเป็นทัพหน้าให้ตงหวางอยู่แล้ว
ในวินาทีนี้ เป็นครั้งแรกที่เซี่ยเจาเหยียนได้สัมผัสถึงความโดดเดี่ยวของการไม่มีคนสนิทในราชสำนัก
แต่ในใจกลับคิดว่า ดูท่าจะพึ่งพาระบบทั้งหมดไม่ได้เสียแล้ว ตัวเขาเองก็ต้องหาทางเพาะสร้างคนของตัวเองในราชสำนักให้ได้เช่นกัน
"มู่รักชิง เหรินหวาง พวกเจ้าสองคนเห็นว่าอย่างไร?" ไม่นึกเลยว่าจักรพรรดิเซี่ยจะตรัสถามความเห็นของคนสองคนนี้
นั่นทำให้สีหน้าของตงหวางเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ในบทที่เขาวาดไว้ มันไม่ได้เป็นแบบนี้นี่นา
เสด็จพ่อควรจะเอ่ยปากถามเหล่าขุนนางในราชสำนักไม่ใช่หรือ!
[จบแล้ว]