- หน้าแรก
- หลังจากลงชื่อเข้าใช้มาสี่ปีในที่สุด ฉันก็ได้เป็นมหาเศรษฐี
- ตอนที่ 140 : หน้าดำคร่ำเครียด
ตอนที่ 140 : หน้าดำคร่ำเครียด
ตอนที่ 140 : หน้าดำคร่ำเครียด
ตอนที่ 140 : หน้าดำคร่ำเครียด
“โชคดีที่ฉันเก็บพวกมันไว้ในกระโปรงท้ายรถพอดี ไม่อย่างนั้นก็คงไม่มีทางกล่อมให้พวกนายใจเย็นลงได้แน่!” ฉู่หลิงพูดพลางโชว์นาฬิกาให้คนอื่นๆ ดู
ตู้จวิ้นจื้อและคนอื่นๆ พอเห็นเข้าต่างก็พากันสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะลึง
นี่... นี่มันนาฬิกาแบรนด์หรูระดับโลกทั้งนั้นเลยนี่นา!
ทุกเรือนล้วนมีมูลค่ามหาศาล! โดยเฉพาะนาฬิกาพกกลไกซับซ้อนของ Patek Philippe ที่มีมูลค่าสูงถึง 150 ล้านหยวน!
นาฬิกาที่หรูหราอลังการและมีจำนวนจำกัดทั่วโลก กลับถูกฉู่หลิงโยนทิ้งไว้ในกระโปรงท้ายรถแบบนี้เนี่ยนะ?
พี่ฉู่ทำไปได้ยังไงกัน!
บรรดาคุณชายและคุณหนูต่างก็พากันมองหน้ากันไปมา ค่าความชื่นชมฉู่หลิงในใจของพวกเขาก็เพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง!
นาฬิกา Hublot Big Bang อีกเรือนที่อยู่ภายในนั้น ตัวเรือนประดับไปด้วยเพชรระยิบระยับจนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความหรูหรา
คุณหนูหลายคนเห็นแล้วก็ดวงตาเป็นประกาย นาฬิกาเรือนนี้สวยมากจริงๆ!
เมื่อกวาดสายตามองดูทีละเรือน บรรดาคุณชายต่างก็เริ่มรู้สึกชินชาไปเสียแล้ว
นาฬิกาทั้ง 6 เรือน แต่ละเรือนมีมูลค่าสูงกว่าเรือน Patek Philippe รุ่น Duke ที่เพิ่งจมลงไปในทะเลเสียอีก!
มิน่าล่ะ พี่ฉู่ถึงบอกว่าไม่จำเป็นต้องชดใช้ ที่แท้เขาก็ไม่ได้ใส่ใจของพวกนั้นเลยจริงๆ!
เมื่อคิดได้เช่นนี้ สายตาที่บรรดาคุณชายและคุณหนูมองดูฉู่หลิง ก็เปรียบเสมือนกำลังจ้องมองเทพเจ้าอยู่
รวยเกินไปแล้ว!
คนระดับนี้ พวกเขาต้องเกาะขาให้แน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้!
ฉู่หลิงหยิบนาฬิกา Louis Moinet มูลค่า 30 ล้านหยวนขึ้นมาสวมไว้บนข้อมือพลางมองดูเหล่าคนตรงหน้าแล้วถามเล่นๆ ว่า “มีใครขาดนาฬิกาบ้างไหม?”
เพียงแค่ชั่วพริบตา ทุกคนก็เข้าใจเจตนาของฉู่หลิงในทันที แต่กลับไม่มีใครกล้าเอ่ยปากตอบ เพราะนาฬิกาพวกนี้ ต่อให้กล้าให้พวกเขาก็ไม่กล้าใส่อยู่ดี
ทว่าการที่ฉู่หลิงพูดเช่นนี้ ก็ทำให้ทุกคนตื่นเต้นดีใจมาก
นั่นแสดงว่าฉู่หลิงยอมรับพวกเขาเป็นเพื่อนแล้วจริงๆ มีเพียงเพื่อนสนิทเท่านั้นแหละที่จะยอมแบ่งปันของรักของหวงให้กัน ถูกไหม!
ในขณะที่ทุกคนกำลังยินดีปรีดากันอยู่นั้น โทรศัพท์ของฉู่หลิงก็ดังขึ้น
เขาหยิบขึ้นมาดูแล้วพบว่าเป็นข้อความจากฉวี่เสี่ยวปิง “งานเลี้ยงตอนเย็นใกล้จะเริ่มแล้วนะ นายจะมาถึงกี่โมงงั้นเหรอ?”
ฉู่หลิงมองดูข้อความแล้วยิ้มพลางหันไปบอกกับทุกคนว่า “ฉันต้องไปที่มหาวิทยาลัยจินหลิงแล้ว พวกนายอยากไปดูงานแสดงโชว์ด้วยกันไหม?”
คุณชายคนหนึ่งได้ยินเข้าก็อุทานว่า “พี่ฉู่จะไปมหาวิทยาลัยจินหลิงเหรอครับ? งั้นก็ดีเลยครับ ที่นั่นเป็นถิ่นของพี่ตู้เขาพอดี!”
ตู้จวิ้นจื้อเห็นฉู่หลิงทำท่าทางสงสัย เขาจึงรีบอธิบายว่า “พี่ฉู่ครับ พ่อของผมเป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริหารของมหาวิทยาลัยจินหลิงน่ะครับ ผมเลยพอจะมีชื่อเสียงอยู่บ้าง”
“โอ้โห พี่ตู้ พี่นี่ถ่อมตัวเกินไปแล้ว! ใครบ้างจะไม่รู้ว่าคุณพ่อของพี่เป็นที่เกรงใจของคณะกรรมการบริหารทุกคนเลยนะ ถ่อมตัวจนน่าหมั่นไส้แล้วนะเนี่ย!” ทุกคนต่างก็พากันหยอกล้อตู้จวิ้นจื้อก่อนจะหันไปถามฉู่หลิงว่า “พี่ฉู่ครับ พี่ไปที่นั่นทำไมเหรอครับ? หรือว่าพี่จะไปหาแฟนของพี่กัน?”
“เปล่าหรอก!” ฉู่หลิงโบกมือพลางพูดว่า “ลูกพี่ลูกน้องของฉันจะไปเต้นประกอบการแสดงที่นั่น ก็เลยชวนฉันไปดูน่ะ”
คุณชายคนหนึ่งพอได้ยินเข้าก็หันไปหาตู้จวิ้นจื้อแล้วหัวเราะร่า “พี่ตู้ แบบนี้พี่จะไม่จัดเตรียมที่นั่งระดับวีไอพีไว้ให้หน่อยเหรอ?”
เรื่องแบบนี้น่าจะเป็นเรื่องง่ายๆ สำหรับลูกชายของกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยไม่ใช่หรือไง?
ตู้จวิ้นจื้อกำลังจะอ้าปากตอบ แต่ทว่าเขากลับถูกฉู่หลิงขัดจังหวะเสียก่อน “ไม่ต้องหรอก ระดับของพวกเธอยังไม่ถึงขั้นนั้นหรอก เอาล่ะ พวกเราออกเดินทางกันเถอะ”
บรรดาคุณชายคุณหนูต่างพากันติดตามฉู่หลิงไป และไม่นานนักพวกเขาก็เดินทางมาถึงมหาวิทยาลัยจินหลิง
บรรดานักศึกษาเมื่อเห็นรถโรลส์-รอยซ์ แฟนท่อม รุ่นฐานล้อยาว พร้อมกับขบวนรถซูเปอร์คาร์ที่ขับตามกันมา พวกเขาต่างก็อึ้งค้างไปทันที
พวกเขาพากันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาบันทึกวิดีโอเหตุการณ์ที่หาดูได้ยากยิ่งนี้ทันที!
“ทำไมวันนี้ถึงมีรถหรูเยอะขนาดนี้! สงสัยจะเป็นคณะกรรมการบริหารมหาลัยมาดูงานแสดงวันนี้ล่ะมั้ง?”
“ไม่น่าจะใช่นะ คนระดับนั้นคงไม่ขับรถซูเปอร์คาร์หวือหวาขนาดนี้มาหรอกมั้ง? หรือคันหน้าสุดจะเป็นรถของกรรมการบริหารนะ?”
“นั่นมันโรลส์-รอยซ์ แฟนท่อม รุ่นฐานล้อยาวเชียวนะ! ฉันเพิ่งค้นหาดูเมื่อกี้ ราคาตั้งสองร้อยล้านหยวนเลยนะ! คณะกรรมการบริหารมหาลัยของเราจะรวยขนาดนั้นได้ยังไง พวกเขาไปรวยมาจากไหน?”
“พวกนายก็เลิกวิจารณ์ได้แล้ว! แทนที่จะมานั่งเถียงกัน สู้เอาเวลาไปถ่ายวิดีโอลงเว่ยป๋อ ยอดไลก์คงพุ่งกระฉูดแน่!”
ในขณะเดียวกัน ฉวี่เสี่ยวปิงและหลี่เมิ่งก็กำลังเฝ้าดูฉู่เหมิงเหมิงและเพื่อนๆ อยู่ที่หลังเวที เด็กสาวเหล่านั้นได้เปลี่ยนชุดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทุกคนดูเหมือนทูตสวรรค์ตัวน้อย เพียงแต่แววตาของพวกเธอดูประหม่าไม่น้อยเลย
“พวกเธอต้องระวังท่าเต้นจุดสำคัญให้ดีนะ ท่าพวกนั้นมันยากมาก ต้องมีสมาธิสุดๆ ไม่งั้นอาจจะบาดเจ็บได้เลยนะ เข้าใจไหม?” ฉวี่เสี่ยวปิงกำชับกลุ่มเด็กสาวอย่างเคร่งครัด
พวกเธอทุกคนต่างก็ตั้งใจจะสอบเข้าคณะศิลปกรรมศาสตร์กันทั้งนั้น ดังนั้นพวกเธอจะต้องห้ามปล่อยให้ตัวเองได้รับบาดเจ็บเป็นอันขาด
แม้แต่การบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย ทางมหาวิทยาลัยก็อาจจะพิจารณาไม่รับพวกเธอเข้าศึกษาได้
หรือต่อให้รับเข้าเรียนจริงๆ แต่อนาคตในวงการบันเทิงก็อาจจะไม่ราบรื่นเท่าไหร่
กลุ่มเด็กสาวก็ตอบรับ “ค่ะ” พวกเธอซ้อมท่าเหล่านั้นมาเป็นร้อยรอบแล้ว พวกเธอจึงเชื่อว่ามันไม่น่าจะมีข้อผิดพลาดอะไร
แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อฉวี่เสี่ยวปิงกำชับ พวกเธอก็ย่อมต้องใส่ใจให้มากขึ้น
หลังจากกำชับเรียบร้อยแล้ว ฉวี่เสี่ยวปิงก็จูงมือฉู่เหมิงเหมิง แล้วเธอก็สัมผัสได้ถึงความเย็นเฉียบที่ปลายนิ้วของอีกฝ่าย เธอจึงปลอบใจว่า “ไม่เป็นไรนะ! แค่เต้นตามจังหวะที่ซ้อมมาก็พอ ไม่ต้องคิดอะไรมากนะ เข้าใจไหม?”
เธอเป็นคนสอนเต้นด้วยตัวเอง เธอจึงย่อมรู้ดีว่าเด็กสาวเหล่านี้มีพรสวรรค์กันมากแค่ไหน
ขอแค่เต้นไปตามปกติ เธอก็แทบจะรับรองได้ว่ามันจะต้องเป็นการแสดงที่ได้รับเสียงกรี๊ดอย่างสนั่นหวั่นไหวแน่นอน
ฉู่เหมิงเหมิงพยักหน้า เม้มริมฝีปากแน่น แววตาของเธอก็เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นพลางพูดว่า “ความพยายามทั้งหมดนี้จะต้องไม่เสียเปล่า ครั้งนี้หนูต้องแสดงให้ดีที่สุดค่ะ”
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร แต่จู่ๆ ฉู่เหมิงเหมิงก็นึกถึงพี่ชายของเธอขึ้นมาได้ ถ้าคืนนี้พี่ชายมาดูพวกเธอข้างล่างด้วยล่ะก็ เธอก็จะต้องแสดงให้เต็มที่ที่สุดให้ได้!
จางเล่ยเองก็พยักหน้าอย่างมุ่งมั่น พวกเธอเองก็เหนื่อยกันมาตั้งนาน และทั้งหมดก็เพื่อวันนี้!
พวกเธอต้องดึงศักยภาพของพวกเธอออกมาให้ได้มากที่สุด!
ในตอนนั้นเอง กลุ่มของฉู่หลิงก็มาถึงหลังเวทีและพบเข้ากับฉวี่เสี่ยวปิงพอดี
เมื่อเห็นฉู่หลิง เด็กสาวแต่ละคนดวงตาก็พลันเป็นประกายและเริ่มทักทายอย่างสดใสว่า “พี่ชายคะ โชคดีจังที่พี่ไม่สาย! ถ้าพี่ไม่ได้ดูการแสดงที่ยอดเยี่ยมของพวกหนู พี่ต้องเสียดายแย่แน่ๆ!”
พวกเธอรู้ว่าวันนี้ฉู่หลิงไปเที่ยวทะเลมา เดิมทีดูจากเวลาแล้ว พวกเธอก็คิดว่าเขาคงไม่น่าจะรีบกลับมาทัน
แต่สุดท้ายอีกฝ่ายกลับมาได้ทันเวลาพอดี!
ฉู่หลิงมองดูท่าทางดีใจของฉู่เหมิงเหมิง เขาใช้นิ้วเคาะจมูกของเธอเบาๆ พลางพูดอย่างอารมณ์ดีว่า “พี่ไม่ได้มาแค่คนเดียวนะ พี่พาคนอื่นมาด้วยเยอะแยะเลยล่ะ”
ฉู่หลิงถอยออกไปหนึ่งก้าว และเผยให้เห็นกลุ่มคุณชายคุณหนูที่เดินตามหลังมา ทั้งหมดต่างก็เข้ามาทักทายฉวี่เสี่ยวปิงและคนอื่นๆ ทันที
เมื่อพวกเขาคุยกันเสร็จ ฉู่หลิงก็มองฉู่เหมิงเหมิงพลางพูดอย่างอ่อนโยนว่า “ไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องกดดัน แค่แสดงฝีมือตามปกติก็พอ เข้าใจไหม?”
“ค่ะ เข้าใจแล้วค่ะ!” ฉู่เหมิงเหมิงรู้ดีว่าพี่ชายกำลังให้กำลังใจเธอ เธอจึงยิ้มหวานออกมา ใบหน้าที่สวยงามอยู่แล้วก็ยิ่งดูงดงามจนละสายตาไม่ได้
บรรดาคุณชายคุณหนูที่เดินตามเข้ามาต่างก็อึ้งค้างไปตามๆ กัน
พวกเขาถึงกับพึมพำในใจว่า ยีนในครอบครัวพี่ฉู่นี่มันสุดยอดจริงๆ แต่ละคนหน้าตาดีขนาดนี้เลย!
ในจังหวะนั้นเอง ประธานสภานักศึกษาก็เดินเข้ามาสอบถามว่า “เอาล่ะ ทุกคนเตรียมตัวกันเสร็จหรือยังครับ?”
ฉู่เหมิงเหมิงและเพื่อนๆ ก็ตอบรับ “เสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ”
จางเล่ยหันไปถามประธานสภานักศึกษาว่า “พี่หลิวอิงมาหรือยังคะ?”
พวกเธอต้องแสดงคิวหลังๆ ดังนั้นพวกเธอเลยอยากจะถือโอกาสนี้ซ้อมคิวกับหลิวอิงให้เรียบร้อยก่อน
ไม่อย่างนั้นหากไม่ได้ซ้อมด้วยกันเลยสักครั้ง พวกเธอก็กลัวว่ามันจะเกิดเหตุการณ์ผิดพลาดขึ้นได้
ประธานสภานักศึกษาก็เข้าใจดีว่าพวกเธอให้ความสำคัญกับการแสดงครั้งนี้มาก เขาจึงหันไปมองทีมงานข้างๆ “โทรหาหลิวอิงหรือยังครับ?”
ทีมงานคนนั้นก็แบมือพลางพูดว่า “โทรไปแล้วครับ ไม่มีคนรับเลย”
ประธานสภานักศึกษารู้สึกเลือดขึ้นหน้าทันที แต่เขาก็จำต้องอดกลั้นเอาไว้ แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาหลิวอิงเอง
ครั้งแรก... ไม่ติด
ประธานสภานักศึกษาแทบอยากจะเขวี้ยงโทรศัพท์ของตัวเองทิ้ง นี่มันอะไรกันเนี่ย คิดว่าตัวเองเป็นดาราแล้วจะหยิ่งจองหองยังไงก็ได้งั้นเหรอ?
ไม่มีความรับผิดชอบเอาเสียเลย!
ประธานสภานักศึกษาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะกดโทรออกไปอีกรอบ
จนกระทั่งสายที่สาม อีกฝ่ายถึงยอมรับสาย
แต่ก่อนที่ประธานสภานักศึกษาจะได้พูดอะไร เขาก็ได้ยินเสียงด่าทอชุดใหญ่ดังมาจากโทรศัพท์ว่า “จิกหัวจิกหางอยู่ได้! รำคาญจริงๆ! ก็แค่งานคอนเสิร์ตมหาวิทยาลัยกระจอกๆ แค่นี้ ยังต้องมาโทรจิกทั้งวันทั้งคืนอีกเหรอ! คิดว่าฉันเอาชีวิตไปฝากไว้ที่มหาลัยของพวกแกหรือไง! ถ้ายังโทรจิกอีก คืนนี้ฉันไม่แสดงแล้ว! จบแค่นี้แหละ!”
พูดจบ อีกฝ่ายก็กดวางสายไปทันที
ประธานสภานักศึกษามองโทรศัพท์ในมือ ใบหน้าของเขาก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิททันที!