- หน้าแรก
- The Ultimate Student สุดยอดนักเรียนสมองอัจฉริยะ
- บทที่ 1794 (916) กวาดล้างรังศัตรู (2) (ตอนฟรี)
บทที่ 1794 (916) กวาดล้างรังศัตรู (2) (ตอนฟรี)
บทที่ 1794 (916) กวาดล้างรังศัตรู (2) (ตอนฟรี)
บทที่ 1794 (916) กวาดล้างรังศัตรู (2)
“วิธีอะไรเหรอ?” ฉู่หวังตงรีบถาม
“อัดมันให้ยับ!” จี้เฟิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นทรงพลัง
ฉู่หวังตงชะงักไปทันที พลางถามด้วยความฉงน “อัดเหรอ? จะอัดยังไง? แล้วจะไปอัดใคร?”
ส่วนจี้ช่าวเหลยกลับพอจะเดาความคิดของจี้เฟิงออกอยู่บ้าง เขายิ้มบางๆแล้วถามขึ้นว่า “น้องสาม นายคิดจะเปิดฉากโจมตีก่อนใช่ไหม?”
“ถูกต้อง!”
จี้เฟิงพยักหน้ารับเบาๆก่อนจะเอ่ยต่อ “แทนที่จะนั่งรอความตาย ทำไมเราไม่เป็นฝ่ายเริ่มโจมตีดูก่อนบ้างล่ะ? ถ้าพี่ไม่ยอมแสดงพลังที่เหนือกว่าให้พวกมันเห็นบ้าง ถึงตอนนั้นทุกคนก็คงจะคิดว่าพี่อ่อนแอและรังแกได้ง่าย และเมื่อไหร่ที่คนอื่นเกิดภาพจำแบบนั้นไปแล้ว การจะมาตามแก้ปัญหาในภายหลังมันจะยุ่งยากมากเลยล่ะครับ”
จี้ช่าวเหลยนิ่งคิดตามพร้อมกับพยักหน้ารับ “อืม! มันก็จริงอย่างที่นายว่านั่นแหละ”
คนเราน่ะไม่กลัวการมีศัตรูหรอก แต่สิ่งที่กลัวที่สุดคือการโดนคนหมู่มากรุมกินโต๊ะ
หากเว่ยต้ากรุ๊ปเอาแต่ยอมถอย โดยไม่ยอมโต้ตอบอะไรกลับไปเลย ภายใต้การระดมโจมตีของพวกที่มีเจตนาแอบแฝง หรือกระทั่งไม่มีทีท่าว่าจะตอบโต้อะไรเลยแม้แต่น้อย เช่นนั้นแล้วการยอมถอยของเว่ยต้ากรุ๊ปในครั้งนี้ ก็จะยิ่งทำให้คนบางกลุ่มได้ใจ และในขณะเดียวกันมันก็จะทำให้คนที่ เดิมทีเอาแต่จดๆจ้องๆดูสถานการณ์อยู่ เริ่มมีความกล้าที่จะลงมือมากขึ้นเรื่อยๆ...
สินทรัพย์ของเว่ยต้ากรุ๊ปนั้นมหาศาลมาก มันเปรียบเสมือนเนื้อชิ้นใหญ่อันโอชะ ที่ใครเห็นก็ย่อมอยากจะเข้ามารุมทึ้งฉีกกินให้ได้สักคำ ซึ่งเรื่องนี้ไม่มีข้อกังขาเลยแม้แต่น้อย ไม่มีใครที่จะรังเกียจเงินทอง และยิ่งไม่มีใครที่จะยอมมองข้ามเนื้อชิ้นโต ที่มาจ่ออยู่ตรงหน้าโดยไม่คิดจะงับมันสักคำหรอก
ดังนั้นหากสถานการณ์ในตอนนี้ยังคงดำเนินต่อไป คนบางกลุ่มที่เดิมทีไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับเว่ยต้ากรุ๊ปเลย ก็คงจะพากันมาร่วมวงแห่เล่นงานเว่ยต้ากรุ๊ปด้วยแน่ๆ
เรื่องแบบนี้พบเห็นได้ทั่วไปและถือเป็นเรื่องที่ปกติธรรมดามาก
ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงวิกฤตการณ์ทางการเงินเมื่อปลายยุค 90 เดิมทีมันเริ่มมาจากมหาเศรษฐีทางการเงินเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ที่ร่วมมือกันโจมตีตลาดการเงินของไทยและเก็งกำไรค่าเงินบาท
ทว่า รัฐบาลไทยในเวลานั้นกลับไม่มีการเตรียมความพร้อมรับมือใดๆเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อกลุ่มมหาเศรษฐีทางการเงินระดับโลกที่มีโซรอสเป็นตัวแทน พวกเขาไม่มีศักยภาพในการต่อต้านเลยแม้แต่น้อย จนโดนบีบให้ต้องถอยร่นไปทีละก้าวจนต้องตกเป็นรองอย่างสิ้นเชิง
แต่ผลที่ตามมาจากการทำแบบนั้น กลับทำให้พวกนักเก็งกำไรในตลาดสากลยิ่งได้ใจ แต่อันที่จริงสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ ท่าทีอันอ่อนแอของรัฐบาลไทยในตลาดการเงิน ประกอบกับทรัพย์สินมหาศาล ที่พวกโซรอสและพวกลูกสมุนตักตวงไปได้ในช่วงเวลาสั้นๆ มันได้ทำให้ทุกคนต่างพากันตาโตด้วยความอิจฉาตาร้อน และพากันเคลื่อนไหวตามกระแสในที่สุด
ด้วยเหตุนี้ภายในระยะเวลาอันสั้น เม็ดเงินจำนวนมหาศาลจึงเริ่มหลั่งไหลเข้าถล่มค่าเงินบาท ส่งผลให้รัฐบาลไทยไม่มีโอกาสแม้แต่จะตอบโต้ อะไรกลับไปได้เลยก็โดนตีจนพ่ายแพ้ย่อยยับ
และเมื่อวิกฤตทางการเงินในครั้งนั้น ปะทุและลุกลามต่อไปเรื่อยๆ ผู้คนจำนวนมากต่างก็พากันตบเท้า เข้าร่วมวงในเส้นทางนี้ด้วย ส่งผลให้กลุ่มประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างต้องประสบกับความสูญเสียอย่างย่อยยับ
พลังของการแห่ทำตามกระแส เป็นสิ่งที่ไม่ควรดูแคลนโดยเด็ดขาด
แม้ว่าเว่ยต้ากรุ๊ปในเวลานี้จะไม่อาจนำไปเปรียบเทียบกับประเทศอย่างประเทศไทยได้ แต่พวกเขาก็มีทรัพย์สินมหาศาล ในสายตาของคนจำนวนมาก ที่นี่ก็ถือเป็นเนื้อชิ้นงามอันโอชะชิ้นหนึ่งอย่างแน่นอน หากสามารถงับไปได้สักคำ ย่อมไม่มีใครยอมปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไปแน่!
ฉู่หวังตงกลับขมวดคิ้วมุ่นเล็กน้อย “พวกนายสองคนกำลังพูดเรื่องอะไรกันเนี่ย?”
จี้ช่าวเหลยหัวเราะพลางเอ่ย “หวังตงความหมายของเสี่ยวเฟิงก็คือการเปิดฉากโจมตีก่อน เพื่อไปลองหยั่งเชิงกับพวกที่ตั้งตนเป็นศัตรูกับเว่ยต้ากรุ๊ปดูน่ะ”
“เปิดฉากโจมตีก่อนงั้นเหรอ?” ฉู่หวังตงชะงักไปเล็กน้อย “จะไปโจมตียังไงล่ะ?”
ฉู่หวังตงรู้สึกงุนงงเล็กน้อย เขาไม่เข้าใจความหมายของจี้เฟิงและจี้ช่าวเหลยเลยสักนิด หากจะบอกว่าเวลานี้เว่ยต้ากรุ๊ปกำลังเผชิญหน้ากับมรสุมครั้งใหญ่ หรือกระทั่งอาจจะพูดได้ว่ากำลังตกต่ำถึงขีดสุด หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไปก็มีสิทธิ์ที่จะล้มละลายได้เลยทีเดียว
ตัวฉู่หวังตงเองย่อมเคยคิดที่จะพลิกสถานการณ์นี้กลับมา และเขาก็พยายามมาโดยตลอด รวมถึงคิดค้นหาวิธีการต่างๆนานามามากมาย
ทว่า การเปิดฉากโจมตีก่อนตามที่จี้ช่าวเหลยพูดมานั้น ฉู่หวังตงกลับนึกภาพตามไม่ออกเลยจริงๆ
เพราะในบรรดาวิธีการทั้งหลายที่ฉู่หวังตงเคยคิดเอาไว้ ไม่มีวิธีไหนเลยที่จะนับเป็นการเปิดฉากโจมตีก่อนได้ แค่ไม่ให้โดนรุมทุบอยู่ฝ่ายเดียวก็ถือว่าบุญโขแล้ว
ภัยคุกคามที่ร้ายแรงที่สุดของเว่ยต้ากรุ๊ปในปัจจุบัน อันที่จริงแล้วมันมาจากกลุ่มอิทธิพลมืดในเงามืดพวกนั้น พวกมันสามารถคุกคามชีวิตของคนในครอบครัวได้โดยตรง ซึ่งนี่แหละคือเรื่องที่ชวนให้ปวดหัวที่สุด
ส่วนกลยุทธ์การแข่งขันที่พวกคู่แข่งทางธุรกิจงัดออกมาใช้เล่นงานนั้น กลับกลายเป็นเรื่องรองลงไปเลย
หากกระทั่งความปลอดภัยในชีวิต ยังไม่สามารถรับประกันได้ ต่อให้ธุรกิจจะยิ่งใหญ่แค่ไหนแล้วจะมีประโยชน์อะไรล่ะ?
แต่ฉู่หวังตงคิดหาวิธีตั้งมากมาย ก็ไม่มีวิธีไหนเลยที่จะเกี่ยวโยงกับการเปิดฉากโจมตีก่อนได้ สาเหตุก็เป็นเพราะว่ากำลังคนในแผนกรักษาความปลอดภัย ของเว่ยต้ากรุ๊ปนั้นมีไม่เพียงพอนั่นเอง
และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเหล่านั้น พวกเขาไม่ใช่พวกอันธพาลหรือมือสังหารของเว่ยต้ากรุ๊ปเสียหน่อย
หากจะให้พวกเขาคอยคุ้มกันความปลอดภัยของพนักงานในบริษัทยังพอว่า แต่ถ้าจะให้พวกเขาเป็นฝ่ายบุกไปถล่มศัตรูก่อน พวกเขาไม่มีทางยอมทำตามแน่ๆ
ต่อให้พวกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเหล่านั้นจะยินยอมพร้อมใจทำ แล้วใครล่ะจะเป็นหัวหน้าผู้นำทัพ?
คนในแผนกรักษาความปลอดภัยของเว่ยต้ากรุ๊ปต่างก็เคยชินกับการตั้งรับอยู่ฝ่ายเดียวไปแล้ว ใครจะสามารถมารับหน้าที่เป็นหัวหอกแบกรับภาระอันหนักอึ้งนี้ได้?
ดังนั้นหลังจากที่ฉู่หวังตงไตร่ตรองถึงปัจจัยเหล่านี้แล้ว เขาก็เลิกคิดถึงเรื่องนี้ไปทันที หากเปิดฉากโจมตีก่อนแล้วผลลัพธ์คือความพ่ายแพ้ เว่ยต้ากรุ๊ปจะต้องเผชิญหน้ากับสภาพแวดล้อมที่อันตรายยิ่งกว่าเดิม แต่หากชนะขึ้นมามันก็ย่อมส่งผลกระทบที่ร้ายแรงตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเมื่อถึงตอนนั้นทางรัฐบาลอเมริกาคงไม่มีทางนั่งดูอยู่เฉยๆแน่
ดีไม่ดีพวกนั้นอาจจะกำลังหาเรื่อง แทรกแซงแต่ไม่มีข้ออ้างอยู่พอดี โอกาสทองที่วิ่งมาเข้าทางเองแบบนี้ มีหรือที่พวกเขาจะยอมปล่อยให้หลุดมือไป?
เมื่อเห็นสีหน้าอันงุนงงของฉู่หวังตง จี้ช่าวเหลยก็หัวเราะแล้วเอ่ยว่า “ให้อธิบายเรื่องนี้ ให้เสี่ยวเฟิงเป็นคนบอกนายเองจะดีกว่า”
จี้เฟิงพยักหน้ารับพลางเอ่ย “พี่หวังตงเอาเป็นว่าแบบนี้ละกันครับ ในส่วนของเรื่องการบริหารธุรกิจผมคงเข้าไปช่วยอะไรไม่ได้มากหรอก เพราะผมรู้ศักยภาพของตัวเองดี ขืนเข้าไปยุ่งรังแต่จะทำให้เรื่องมันวุ่นวายเปล่าๆ”
ฉู่หวังตงยิ้มพลางโบกมือทำท่าจะเอ่ยปากพูด แต่ก็โดนจี้เฟิงพูดแทรกขึ้นมาก่อนว่า “แต่ว่าไอ้พวกสารเลวที่มันบังอาจมาข่มขู่คุกคามชีวิตของพวกเราเนี่ย ผมสามารถรับหน้าที่เป็นคนไปจัดการเคลียร์พวกมันให้เองครับ!”
ฉู่หวังตงชะงักไปทันที “ไปจัดการเคลียร์พวกมัน?”
จี้เฟิงยิ้มแล้วเอ่ย “แน่นอนครับ พูดให้ถูกก็คือไปเคลียร์ปัญหาเรื่องความปลอดภัย ในชีวิตของพวกเราที่กำลังโดนคุกคามอยู่ต่างหากครับ”
ฉู่หวังตงถามด้วยความฉงน “จะเคลียร์ยังไงล่ะ? เหมือนอย่างที่นายบอกเมื่อกี้น่ะเหรอ... ด้วยการอัด?”
“เยส!!”
จี้เฟิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นทรงพลัง “คนเราน่ะ ต่อเมื่อโดนอัดจนเจ็บปวดเจียนตายแล้วเท่านั้นแหละ ถึงจะรู้จักคำว่ากลัว หากเอาแต่หดหัวล่าถอย รังแต่จะทำให้คนอื่นคิดว่าพี่อ่อนแอและรังแกได้ง่ายเท่านั่นแหละ!”
ฉู่หวังตงอดไม่ได้ที่จะมีท่าทีลังเล “เสี่ยวเฟิงเหตุผลของนายมันก็ฟังดูถูกต้องอยู่หรอกนะ แต่ต้องรู้อย่างหนึ่งนะว่าที่นี่มันไม่เหมือนกับที่ประเทศจีน ที่นี่ปืนมีอยู่ทั่วไปแถมพวกแก๊งมาเฟียก็ครองเมือง อัตราการเกิดอาชญากรรมก็สูงลิ่ว เป็นปกติมากที่จะมีคนตายเกิดขึ้นทุกชั่วโมง สำหรับที่นี่กังฟูไม่ได้ไร้เทียมทาน หมัดของพวกเราจะแข็งแกร่งแค่ไหน มันก็กันลูกปืนไม่ได้หรอกนะ...”
พอได้ยินว่าจี้เฟิงคิดจะใช้กำลังและพลังหมัดไปตามเคลียร์ปัญหาข้างนอก ฉู่หวังตงก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกปวดหัวตึ้บขึ้นมาทันที เขาย่อมรู้ดีว่าฝีมือการต่อสู้ของจี้เฟิงนั้นร้ายกาจขนาดไหน พวกที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยที่โดนหามส่งโรงพยาบาลไปก่อนหน้านี้ก็คือหลักฐานชั้นดี
แต่ประเด็นก็คือในอเมริกาเนี่ย ต่อให้เกิดการปะทะกันขึ้นมา ส่วนใหญ่เขาก็สาดกระสุนใส่กันทั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกมือปืนหรือพวกแก๊งมาเฟีย คนพวกนั้นมันทั้งโหดเหี้ยมและอำมหิตผิดมนุษย์ ยิงคนตายกลายเป็นเรื่องปกติสามัญไปแล้ว
การที่จี้เฟิงคิดจะใช้กำปั้นของตัวเอง ไปสู้รบตบมือกับพวกอันธพาลเดรัจฉานพวกนั้น มันไม่เท่ากับการหาเรื่องไปตายหรอกหรือ?
ฝีมือดีมันก็ช่วยได้แค่ในระดับหนึ่งเท่านั้น อย่างเช่นตอนที่ต้องสู้กันระยะประชิด แต่ตัวจี้เฟิงมีเพียงคนเดียว ต่อให้เขาจะเก่งกาจสามารถแค่ไหน จะไปสู้คนได้สักกี่คนกันเชียว?
สิบคน?
ยี่สิบคน?
หรือว่าร้อยคน?
แก๊งมาเฟียโดยทั่วไปแก๊งหนึ่ง ก็มีลูกสมุนตั้งหลายร้อยคนหรืออาจจะมากกว่านั้นด้วยซ้ำ จี้เฟิงจะไปเอาปัญญาที่ไหนไปสู้กับคนจำนวนมากขนาดนั้นได้?
สิ่งที่ฉู่หวังตงกลัวที่สุดก็คือการที่จี้เฟิงยังเป็นวัยรุ่นเลือดร้อน ถือดีว่าตัวเองหมัดหนัก ฝีมือเยี่ยม เลยคิดอยากจะทำตัวเป็นฮีโร่ พยายามจะใช้กำปั้นมาสะสางปัญหาทุกอย่าง หากเป็นเช่นนั้นจริง มันรังแต่จะทำให้ตัวเขาเองต้องตกอยู่ในอันตรายครั้งใหญ่ต่างหาก!
ถ้าหากจี้เฟิงเป็นคนไม่มีฝีมือ ฉู่หวังตงก็คงไม่มีความจำเป็นต้องมานั่งกังวลขนาดนี้ เพราะคนธรรมดาทั่วไปพอพูดถึงพวกแก๊งมาเฟีย ก็มักจะเกิดความหวาดกลัวขึ้นมาโดยสัญชาตญาณอยู่แล้ว
แต่ปัญหาก็คือจี้เฟิงไม่ได้มีฝีมือธรรมดาๆ แต่เข้าขั้นแข็งแกร่งเหนือมนุษย์เลยด้วยซ้ำ ทว่ายิ่งเป็นแบบนี้ฉู่หวังตงก็ยิ่งรู้สึกเป็นกังวลมากขึ้นไปอีก
โบราณว่าไว้ว่าคนมีความสามารถมักจะใจกล้า แต่บางครั้งถ้าใจกล้าบ้าบิ่นเกินไปมันก็ไม่ใช่เรื่องดี!
ดังนั้นพอฉู่หวังตงได้ยินแผนการของจี้เฟิง เขาจึงรีบเอ่ยปากทัดทานทันที
แน่นอนว่าเมื่อคำนึงถึงว่าตอนนี้จี้เฟิง ยังอยู่ในช่วงวัยรุ่นเลือดร้อน หากพูดจาตรงไปตรงมาเกินไป ก็กลัวว่าจะทำให้เขาเสียหน้าได้ ดังนั้นการทัดทานของฉู่หวังตงจึงค่อนข้างอ้อมค้อม โดยบอกเล่าเพียงแค่ เรื่องอัตราการเกิดอาชญากรรมข้างนอกที่สูงลิ่วประกอบกับเรื่องปืนผาที่หาง่ายเท่านั้น
อย่างไรก็ตามจี้เฟิงกลับเพียงพยักหน้ารับพลางยิ้มแล้วกล่าวว่า “ผมรู้ครับ ผมไม่ทำอะไรบุ่มบ่ามแน่นอน พี่หวังตงแค่บอกผมมาหน่อยก็พอว่า มีกลุ่มอิทธิพลไหนบ้างที่กำลังคุกคามความปลอดภัยในชีวิตของพวกเราอยู่ หลังจากผมศึกษาดูแล้วค่อยมาตัดสินใจว่าจะลงมือยังไงดีครับ”
ฉู่หวังตงกลับยังคงไม่ค่อยวางใจเท่าไหร่นัก ดูท่าทางจี้เฟิงจะยังไม่ยอมล้มเลิกความคิดของตัวเองแน่ๆ มิฉะนั้นเขาก็คงไม่เซ้าซี้ขอข้อมูลเกี่ยวกับพวกศัตรูเหล่านั้นหรอก
“เสี่ยวเฟิงเรื่องนี้เอาไว้พวกเรา ค่อยมาคุยกันวันหลังดีกว่านะ วันนี้พวกนายให้เสี่ยวเยว่พาไปเที่ยวเล่นให้สนุกเถอะ เดี๋ยวฉันต้องรีบไปจัดการธุระที่บริษัทก่อน แล้วจะรีบกลับมานะ...” ฉู่หวังตงเลี่ยงที่จะพูดถึงเรื่องนี้ พลางเฉไฉเปลี่ยนประเด็นไปทันที
“งั้น... ก็ได้ครับ!” จี้เฟิงพยักหน้ารับยิ้มๆ ก่อนจะพูดต่อ “ยังไงผมก็ไม่เคยมาอเมริกาอยู่แล้ว ถือโอกาสนี้เปิดหูเปิดตาดูหน่อยก็ดีเหมือนกันครับ”
“โอเค งั้นเอาตามนี้ละกัน เที่ยงนี้พอกลับมา พวกเราค่อยมาดื่มกันสักหน่อย!” ฉู่หวังตงพูดพลางหัวเราะร่า
จากนั้นฉู่หวังตงก็เดินจากไป
เมื่อมองตามแผ่นหลังของเขาไป จี้ช่าวเหลยก็เอ่ยขึ้นว่า “ก็ลำบากเขาจริงๆนั่นแหละ นอกจากจะต้องมานั่งปวดหัวเรื่องบริษัทแล้ว ยังต้องมาคอยกังวลว่านายจะทำอะไรแผลงๆอีก...”
จี้เฟิงเองก็ส่ายหน้าพลางยิ้มเจื่อน เขาไม่ได้นึกโกรธเคืองที่ฉู่หวังตงดูแคลนฝีมือของเขาหรอก เพราะการที่คนๆเดียวคิดจะไปงัดกับแก๊งมาเฟียเนี่ย ใครได้ยินก็คงคิดว่าเป็นพวกประสาทกลับกันทั้งนั้นแหละ
จี้เฟิงนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา
“นายจะโทรหาใครน่ะ?” จี้ช่าวเหลยเอ่ยถามขึ้นลอยๆ
“โทรหาพี่กั๋วเหลียงน่ะ” จี้เฟิงตอบ
“นายโทรหาเขาทำไม? วางแผนจะทำอะไรต่อ?” จี้ช่าวเหลยชะงักไปเล็กน้อย
“ก็ลูกพี่ลูกน้องของเราคนนี้เขาไม่กล้าส่งข้อมูลของพวกศัตรูมาให้ผมนี่ แถมผมก็ไม่อยากทำให้เขาต้องเป็นห่วงจนเกินไปด้วย ช่วยไม่ได้งานนี้เลยต้องพึ่งพี่กั๋วเหลียงแล้วล่ะ” จี้เฟิงตอบด้วยรอยยิ้ม
“มั่นใจไหม?” จี้ช่าวเหลยถาม “อันที่จริงมีจุดหนึ่งที่หวังตงพูดถูกนะ ที่นี่มันไม่เหมือนกับที่บ้านเรา แถมพวกเรายังไม่คุ้นเคยกับพื้นที่และสภาพแวดล้อมต่างๆด้วย การที่นายคิดจะเปิดฉากโจมตีก่อนเนี่ย ความยากมันไม่ใช่น้อยๆเลยนา”
จี้เฟิงพยักหน้าและยิ้ม “มันก็ต้องลองดูถึงจะรู้แหละนะ ไม่อย่างนั้น พวกเราก็คงต้องนั่งรอต่อไปเรื่อยๆ แบบนี้!”
พอพูดถึงตรงนี้เขาก็แค่นยิ้มเย็นชาออกมา “อีกอย่างผมก็อยากจะเห็นเหมือนกันว่า ไอ้กลุ่มอิทธิพลมืดพวกนี้มันจะเจ๋งสักแค่ไหนกันเชียว ถึงได้กล้าทำตัวซ่าท้าทายกฎหมายขนาดนี้! ผมเองก็อยากจะให้พวกมัน ได้ลิ้มลองรสชาติของการที่ชีวิตต้องโดนคนอื่นคุกคามอยู่ตลอดเวลาดูบ้างเหมือนกัน!”
…จบบทที่ 1794~❤️