เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1778 (900) พลีชีพ? (ตอนฟรี)

บทที่ 1778 (900) พลีชีพ? (ตอนฟรี)

บทที่ 1778 (900) พลีชีพ? (ตอนฟรี)


บทที่ 1778 (900) พลีชีพ?

ในชานเมืองนิวยอร์ก จี้ยูเหวินและพวกพ้องซ่อนตัวอยู่ภายในรถ ซึ่งจอดห่างจากคฤหาสน์ของซากาตะ ทาโร่อยู่พอสมควร ไฟหน้ารถทุกคันถูกดับสนิท แม้แต่กระจกมองหลังก็ถูกพับเก็บ นอกจากนี้ยังใช้ผ้าดำคลุมทับกระจกบังลมหน้าและไฟหน้ารถเอาไว้ เพื่อป้องกันแสงสะท้อนจากกระจก ที่อาจทำให้ร่องรอยของพวกเขาถูกเปิดเผย

แม้ว่าตอนนี้พวกเขาจะอยู่ห่างจากคฤหาสน์ของซากาตะ ทาโร่เป็นระยะทางไม่น้อย แต่จี้ยูเหวินและพวกก็ไม่กล้าขยับเข้าไปใกล้มากกว่านี้

เพราะพวกเขาตระหนักถึงความแข็งแกร่งของแก๊งยามากุจิเป็นอย่างดี

หากใครคิดว่าแก๊งยามากุจิแข็งแกร่งเพียงเพราะมีอาวุธร้ายแรง มีพวกพ้องจำนวนมาก มีเงินล้นฟ้า และมีแรงสนับสนุนจากภายในประเทศญี่ปุ่น จนสามารถแสดงอำนาจบาตรใหญ่ในอเมริกา โดยแทบไม่มีแก๊งไหนต้านทานได้นอกจากแก๊งมาเฟียอิตาลี (แก๊งมือขาว) แล้วละก็ คนคนนั้นคงจะโง่เขลาเกินไปแล้ว

ในความเป็นจริงจี้ยูเหวินรู้ดีว่า สาเหตุที่แก๊งยามากุจิแข็งแกร่งขนาดนี้ ไม่ใช่แค่เพราะข้อได้เปรียบสารพัดอย่างเหล่านั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือศักยภาพของตัวบุคคลในแก๊งที่แข็งแกร่งมาก

เต็มไปด้วยบุคลากรที่มีพรสวรรค์!

คำคำนี้เหมาะสมที่สุดที่จะนำมาใช้บรรยายถึงแก๊งยามากุจิ

จากข้อมูลที่จี้ยูเหวินมีอยู่ ภายในแก๊งยามากุจิมีแกนนำฝีมือฉกาจอยู่มากมาย ซึ่งเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องอย่างมากกับพัฒนาการของประเทศญี่ปุ่นในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา

นับตั้งแต่พ่ายแพ้สงครามในอดีต คนในประเทศญี่ปุ่นจำนวนมาก ต้องใช้ชีวิตตลอดหลายสิบปีมานี้ ด้วยความรู้สึกอัดอั้นตันใจอย่างที่สุด

พวกเขามักคิดอยู่เสมอว่าญี่ปุ่นไม่ควรแพ้สงคราม เป็นเพราะตอนนั้นเยอรมนีโง่เขลาเกินไป จนพ่ายแพ้ให้กับสหภาพโซเวียตที่เป็นเหมือนสัตว์ป่าตัวยักษ์ ส่งผลให้อเมริกาสามารถเคลื่อนย้ายกำลังทหารมาจัดการกับญี่ปุ่นได้มากขึ้น และในขณะเดียวกันก็ทำให้โซเวียต มีเวลาว่างพอจะลงมือกับกองทัพคันโตของญี่ปุ่นได้

ภายใต้การรุมโจมตีจากประเทศมหาอำนาจมากมายขนาดนั้น มีหรือที่ญี่ปุ่นจะไม่พ่ายแพ้?

ดังนั้นความพ่ายแพ้ในตอนนั้น จึงเป็นเพราะพันธมิตรที่โง่เขลา ไม่ใช่เพราะศักยภาพของพวกเขาไม่เอาไหน

ความพ่ายแพ้ในครั้งนั้น ไม่ใช่ความผิดพลาดทางการทหาร!

นี่คือสิ่งตระหนักรู้ของคนญี่ปุ่นจำนวนมาก และแนวคิดนี้ก็ส่งผลกระทบต่อคนรุ่นหลัง หรือแม้กระทั่งคนอีกหลายรุ่นของญี่ปุ่น!

ไม่ว่าความคิดแบบนี้ของคนญี่ปุ่นจะดูโอหังเกินไป หรือเป็นแค่การปลอบใจตัวเอง แต่อย่างน้อยที่สุดในใจของพวกเขาก็มีความอัปยศอดสูอย่างเป็นล้นพ้น

และด้วยเหตุนี้เองคนญี่ปุ่นหลังยุคสงคราม จึงมุ่งมั่นพัฒนาตัวเองอย่างหนัก เรียนรู้เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยของตะวันตก จนทำให้ศักยภาพโดยรวมของประเทศและระดับเทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด

นั่นคือภาพรวมในมุมกว้าง ส่วนในมุมของตัวบุคคล ด้วยความที่ในใจมีความรู้สึกอัปยศอดสูอย่างที่สุด คนญี่ปุ่นจึงยิ่งมุ่งมั่นพยายาม ไม่ว่าจะในด้านใดก็ตาม ในช่วงหลายสิบปีมานี้พวกเขาก็ก้าวหน้าไปไกลมาก

ทั้งเทคโนโลยี อาวุธ และกำลังทหาร...

สำหรับตัวบุคคลพวกเขาเรียนรู้ประสบการณ์การบริหารจากตะวันตก ประกอบกับสไตล์การทำงานที่เข้มงวดกวดขัน ทำให้ภายในประเทศญี่ปุ่นเกิดกลุ่มนักธุรกิจ และผู้บริหารที่ยอดเยี่ยมขึ้นมาจำนวนมาก

ในด้านฝีมือการต่อสู้ส่วนบุคคล คนญี่ปุ่นสืบทอดจิตวิญญาณบูชิโดจากคนรุ่นก่อน ศิลปะการต่อสู้จึงไม่เคยเสื่อมถอย โดยเฉพาะในสังเวียนมวยเถื่อนใต้ดิน ยอดฝีมือชาวญี่ปุ่นหลายคนต่างมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก

บวกกับการที่ประเทศญี่ปุ่นยอมรับให้มีแก๊งมาเฟียอยู่ได้ และเป็นประเทศเดียวในโลกที่แก๊งมาเฟียถูกกฎหมาย บุคลากรที่ยอดเยี่ยมจำนวนมาก จึงเลือกที่จะเข้าร่วมกับแก๊งยามากุจิ

ปัจจัยทั้งหมดนี้รวมกัน จึงทำให้ศักยภาพของแก๊งยามากุจิแข็งแกร่งล้ำลึกอย่างที่สุด

ข้อมูลเหล่านี้จี้ยูเหวินค่อนข้างรู้ดี การรู้เขารู้เราย่อมรบชนะร้อยครั้ง การทำความเข้าใจคู่ต่อสู้จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง

ทว่า เป็นเพราะเข้าใจแก๊งยามากุจิมากพอเนี่ยแหละ ที่ทำให้จี้ยูเหวินยิ่งรู้สึกหนักใจ

เธอรู้ดีว่าโอกาสความสำเร็จในปฏิบัติการของพวกจี้เฟิงทั้งสามคนนั้นมีน้อยเกินไปจริงๆ

ดังนั้น ในเมื่อไม่สามารถโน้มน้าวจี้เฟิงได้ จี้ยูเหวินจึงทำได้เพียงพยายามอยู่ห่าง จากวงล้อมปัญหาให้มากที่สุด ในขณะเดียวกันก็ต้องรับประกันว่า จะสามารถช่วยเหลือจี้เฟิงได้ในยามจำเป็น เธอถึงสั่งให้ตัวเองและลูกน้องซ่อนตัวอย่างมิดชิดที่สุด แม้กระทั่งรถที่พวกเขานั่งก็ยังต้องใช้ผ้าดำคลุมเอาไว้

มิฉะนั้นหากมีร่องรอยหลุดรอดไปเพียงเล็กน้อยก็อาจถูกค้นพบได้ ถึงเวลานั้นไม่ใช่แค่จี้ยูเหวินที่จะตกอยู่ในอันตราย แต่แก๊งเหลียนจูทั้งแก๊งก็อาจจะพลอยเดือดร้อนไปด้วย

ในฐานะคุณหนูใหญ่ของแก๊งเหลียนจู จี้ยูเหวินจำเป็นต้องรับผิดชอบต่อคนทั้งแก๊ง

จี้ยูเหวินนั่งอยู่ภายในรถออฟโรด สายตาจับจ้องไปยังคฤหาสน์ที่อยู่ด้านหน้า คิ้วสวยขมวดมุ่นเข้าหากันแน่น แววตาเผยให้เห็นความกังวลอย่างชัดเจน

“อาเป๋าผ่านไปนานแค่ไหนแล้วคะ?” จี้ยูเหวินเอ่ยถาม

“สิบเอ็ดนาทีแล้วครับ!” อาเป๋ารีบตอบทันที เห็นได้ชัดว่าเขาเองก็คอยดูเวลาอยู่ตลอดเช่นกัน

“ตอนนี้ในคฤหาสน์ยังไม่มีความเคลื่อนไหวอะไร ดูท่าว่าพวกจี้เฟิงจะราบรื่นดี” จี้ยูเหวินกล่าว

“คุณหนูครับ ตอนนี้เพิ่งผ่านไปแค่สิบเอ็ดนาทีเอง ผมว่าพวกเขาน่าจะยังไม่ได้เข้าไปในรั้วบ้านด้วยซ้ำมั้งครับ” อาเป๋ากล่าว “คนเฝ้าระวังของแก๊งยามากุจิแน่นหนาขนาดนั้น คิดจะลอบเข้าไปในคฤหาสน์อย่างเงียบเชียบมันยากเกินไป”

“ใช่ครับคุณหนู ผมว่าพวกเราควรเตรียมตัวถอนกำลังได้ทุกเมื่อนะ” อาเต๋อช่วยเสริม “ไม่อย่างนั้นถ้าพวกจี้เฟิงทำเรื่องแตกตื่นจนคนในคฤหาสน์รู้ตัว พวกเราเองก็อาจจะเดือดร้อนหนักไปด้วย”

“รออีกหน่อยเถอะ” จี้ยูเหวินกล่าว “พวกเขาเพิ่งจะเริ่มลงมือ ยังเหลือเวลาอีกมาก”

“ไม่มากแล้วครับคุณหนู” อาเป๋ากล่าว “คนของแก๊งยามากุจิล้วนเป็นระดับหัวกะทิที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี หากทางฝั่งจี้เฟิงพลาดพลั้งขึ้นมา โอกาสที่พวกเราจะถอนตัวก็คงเหลือไม่มากแล้ว อีกอย่างหัวหน้าสาขาและแกนนำของแก๊งยามากุจิ รวมๆกันแล้วมีตั้งหลายสิบคน นี่นับแค่หัวหน้าคนสำคัญนะ คิดจะจัดการคนพวกนี้ด้วยระเบิดมือไม่กี่ลูก กับปืนไม่กี่กระบอก มันจะเป็นไปได้ยังไงกัน!”

จี้ยูเหวินขมวดคิ้วมุ่น พลางโบกมือแล้วกล่าวว่า “ไม่ต้องพูดแล้ว ในเมื่อมาถึงนี่แล้วก็รออยู่เงียบๆเถอะ”

เมื่อเห็นจี้ยูเหวินกล่าวเช่นนี้ อาเป๋าก็ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ ทว่าเขากลับส่งสัญญาณมือให้อาเต๋อผู้เป็นหลานชาย เตรียมตัวให้พร้อมสตาร์ทรถเพื่อที่จะหนีได้ทุกเมื่อ เพราะในมุมมองของอาเป๋าพวกจี้เฟิงคงไม่รอดแน่

หากจี้เฟิงมาเห็นฉากนี้เข้า คงจะยิ่งรู้สึกยินดีที่ตัวเองสั่งให้หลี่กั๋วเหลียง แอบลอบกลับมาที่รถก่อนเพราะหากเกิดเรื่องขึ้นมาจริง มีความเป็นไปได้สูงที่พวกจี้ยูเหวิน จะทิ้งจี้เฟิงแล้วหนีเอาตัวรอด

ต่อให้จี้ยูเหวินจะดึงดันจะอยู่ต่อ แต่เธอก็ปฏิเสธความเห็นของอาเป๋าไม่ได้ และยังต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของแก๊งเหลียนจูอยู่ดี

“เฮ้อ...”

จี้ยูเหวินอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจเบาๆ

ในความเป็นจริงมีหรือที่เธอจะไม่รู้ว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ของจี้เฟิงมันอันตรายแค่ไหน?

ใช้คนแค่สามคนเพื่อจะกวาดล้างรังใหญ่ของแก๊งยามากุจิ คำว่าดื้อรั้นเผด็จการยังไม่พอจะบรรยายความดันทุรังและความโอหังของจี้เฟิงได้เลย คงต้องใช้คำว่าบ้าคลั่งเท่านั้นถึงจะเหมาะสม

เวลาผ่านไปทีละนาทีทีละวินาที อาเป๋าเริ่มนั่งไม่ติดที่ เขาอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปาก “คุณหนูครับ...”

ปัง!

ทว่าทันทีที่เขาอ้าปากพูด ก็พลันมีเสียงปืนดังมาจากทิศทางของคฤหาสน์หนึ่งนัด

ทุกคนสะดุ้งตกใจทันที

ปัง ปัง ปัง ปัง...

หลังจากนั้นเสียงปืนที่ถี่รัวและดุเดือดก็ดังแว่วตามมา

“ดังมาจากทางคฤหาสน์ครับ!” อาเต๋อกระซิบเสียงเบา แววตาเผยให้เห็นความตื่นเต้น คนพวกนั้นไม่รอดแน่!

“พลาดจนได้!” อาเป๋าทอดถอนใจพลางส่ายหน้า เสียงปืนที่ดุเดือดขนาดนั้น เห็นได้ชัดว่าพวกจี้เฟิงถูกคนของแก๊งยามากุจิเจอตัวเข้าให้แล้ว และกำลังโดนล้อมฆ่า “คุณหนูครับ พวกเราถอนตัวกันเถอะ”

“ไม่ได้! รออีกหน่อย!” จี้ยูเหวินกล่าว “ไม่ได้ยินหรือไงว่ายังมีเสียงปืนอยู่!”

“ฟังสิครับ เสียงปืนเงียบไปแล้ว!” อาเต๋อร้องบอก

เป็นจริงดังคาดหลังจากสิ้นเสียงปืนที่ถี่รัวระลอกนั้น ก็ไม่มีเสียงปืนดังขึ้นมาอีกเลย

สีหน้าของจี้ยูเหวินย่ำแย่อย่างยิ่ง เธอตระหนักได้ว่านี่อาจไม่ใช่สัญญาณที่ดี

“พวกมันโดนสอยร่วงไปแล้ว!” อาเต๋อกล่าว แววตาแฝงความตื่นเต้นที่ปิดไม่มิด เสียงปืนสงบลงย่อมพิสูจน์ว่าพวกจี้เฟิงถูกยิงตายหมดแล้ว!

“ถอนกำลัง!” อาเป๋าสั่งทันที

“ครับ!”

อาเต๋อรับคำทันควัน จากนั้นเขาก็รีบหันตัวเตรียมจะสตาร์ทรถ

ทว่าในวินาทีต่อมา เสียงระเบิดที่รุนแรงอย่างที่สุดก็ดังสนั่นหวั่นไหว

“ตูม—!”

ในพริบตานั้นเปลวไฟพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าตรงทิศทางของคฤหาสน์ คลื่นเสียงมหาศาลซัดสาดไปทั่วบริเวณ กระจกโดยรอบคฤหาสน์แตกกระจายในทันที เศษกระจกปลิวว่อน!

จี้ยูเหวินและพวกพ้องเต็มไปด้วยความตกตะลึง นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?

นี่ไม่ใช่สภาพการระเบิดของระเบิดมือแน่นอน ระเบิดมือไม่มีทางมีอานุภาพรุนแรงขนาดนี้!

ทว่า ยังไม่ทันที่พวกเขาจะคิดหาคำตอบได้ เสียงระเบิดที่รุนแรงยิ่งกว่าก็ดังตามมา

ตูม ตูม ตูม ตูม!

เสียงระเบิดดังกึกก้องต่อเนื่องไม่ขาดสาย ฟังจากเสียงระเบิดที่ถี่รัวขนาดนี้ มันเหมือนกับมีใครเอาวัตถุระเบิดมาจุดเล่นแทนประทัดไม่มีผิด!

ไม่ว่าจะเป็นอาเป๋า อาเต๋อ หรือแม้กระทั่งจี้ยูเหวิน ต่างก็มองไปยังทิศทางของคฤหาสน์ ด้วยความตื่นตะลึงทำอะไรไม่ถูก

พวกเขามองเห็นเพียงคฤหาสน์ที่เคยหรูหราอลังการและแข็งแกร่งทนทานหลังนั้น กำลังพังทลายลงมาเสียงดังสนั่นหวั่นไหว เปลวไฟพุ่งพวยซัดสาด คลื่นเสียงที่รุนแรงทำเอาหูของคนแทบจะหนวก

แม้ว่าพวกจี้ยูเหวินจะอยู่ห่างจากคฤหาสน์พอสมควร แต่ทุกครั้งที่มีเสียงระเบิดดังขึ้น พวกเขาก็สัมผัสได้ถึงตัวรถที่สั่นสะเทือนตาม

“ตูม—!”

เสียงระเบิดดังสนั่นฟ้าขึ้นมาอีกหนึ่งลูก

คฤหาสน์ทั้งหลังราวกับกลายเป็นถังดินปืน เศษหินและเศษกระจกปลิวว่อนไปทั่ว สภาพการณ์ดุเดือดเป็นอย่างยิ่ง

“นี่... นี่มัน...” จี้ยูเหวินและพวกพ้องทุกคน ต่างถูกสะกดให้อยู่ในความนิ่งงัน ตอนแรกพอได้ยินเสียงปืน พวกเขาคิดว่าพวกจี้เฟิงทั้งสามคนคงไม่รอดแน่ ทว่าพวกเขาคิดไม่ถึงเลยว่าคฤหาสน์ของซากาตะ ทาโร่ จะถูกระเบิดจนแหลกเป็นจุณในพริบตาขนาดนี้!

นี่ไม่มีทางเป็นฝีมือระเบิดของซากาตะ ทาโร่เองแน่ ในฐานะลูกพี่ใหญ่ของแก๊งยามากุจิในนิวยอร์ก นอกเสียจากว่าสมองของมันจะเพี้ยนไปแล้ว ไม่อย่างนั้นไม่มีทางระเบิดคฤหาสน์ของตัวเองเด็ดขาด

งั้นก็ต้องเป็นฝีมือของจี้เฟิง!

“พวกมันถึงกับยอมพลีชีพ ตายไปพร้อมกันเลยเหรอเนี่ย?!” อาเป๋าตกใจอย่างที่สุด “จี้เฟิงทำได้ยังไง? หรือว่าเขาพกวัตถุระเบิดติดตัวไปด้วย?”

“พลีชีพ?”

เมื่อจี้ยูเหวินได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของเธอก็ซีดเผือดลงทันที มองดูเปลวไฟที่พุ่งทะยานขึ้นฟ้าตรงหน้า ในใจของเธออดไม่ได้ที่จะดิ่งวูบลงด้านล่าง

เป็นความจริงภายใต้การระเบิดที่น่าสยดสยองขนาดนี้ ไม่มีใครสามารถรอดชีวิตมาได้ ต่อให้จี้เฟิงจะเก่งกาจแค่ไหนก็ไม่มีทาง!

จี้ยูเหวินคิดไม่ถึงเลยว่าจี้เฟิงจะประสบความสำเร็จในการกวาดล้างแกนนำของแก๊งยามากุจิได้เรียบคาบขนาดนี้ และยิ่งคิดไม่ถึงเลยว่าสุดท้ายผลลัพธ์จะลงเอย ด้วยการร่วมตายไปพร้อมกัน ช่างน่าสลดใจเหลือเกิน!

…จบบทที่ 1778~❤️

จบบทที่ บทที่ 1778 (900) พลีชีพ? (ตอนฟรี)

คัดลอกลิงก์แล้ว