- หน้าแรก
- วิชาประสานสุขพลิกชะตาเซียน
- บทที่ 155 ในฐานะลูกผู้ชาย มันน่าขายหน้าเกินไป
บทที่ 155 ในฐานะลูกผู้ชาย มันน่าขายหน้าเกินไป
บทที่ 155 ในฐานะลูกผู้ชาย มันน่าขายหน้าเกินไป
"พวกแกมัวยืนบื้ออะไรกันอยู่!?"
"รีบเข้าไปขวางมันไว้สิ!"
"ถ้าฉันตาย พวกแกก็ต้องตายกันหมด!"
ฮั่วฉางคุนแผดเสียงคำรามลั่น ทว่าพวกลูกน้องที่ไปรวมตัวกันอยู่ตรงมุมกำแพงกลับไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย เขาจึงทำได้เพียงล้มลุกคลุกคลานหนีเอาชีวิตรอด
ฉินเกอพุ่งตัวมาอยู่ข้างกายฮั่วฉางคุน ตวัดกระบี่ฟันขาทั้งสองข้างของเขาขาดสะบั้น "โทรหาฮั่วเชียนเจวี๋ยซะ!"
"อ๊าก——" เสียงกรีดร้องโหยหวนของฮั่วฉางคุนทำเอาคนฟังชวนให้หนังหัวชานัก
"โทร!" ฉินเกอตวาดเสียงดุดัน
ฮั่วฉางคุนหวาดกลัวจนฉี่ราด สองมือสั่นเทา ล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาอย่างยากลำบาก แล้วยอมค้นหาเบอร์โทรศัพท์โทรออกไปแต่โดยดี
"มีอะไรไม่เข้าใจก็ถามคุณชวีได้เลย ให้ฟังการจัดการของเขาทุกอย่าง แกอย่าได้สร้างเรื่องเชียว!"
"คุณชวีตายแล้ว..."
"แกว่าอะไรนะ?!"
สายเชื่อมต่อแล้ว เสียงของฮั่วเชียนเจวี๋ยดังขึ้น ฮั่วฉางคุนเพิ่งจะเอ่ยปาก โทรศัพท์มือถือก็ถูกฉินเกอแย่งไปเสียแล้ว
"ฉันคือฉินเกอ ทุกสิ่งที่ตระกูลฮั่วของพวกแกทำไว้ ฉันจำได้หมดแล้ว"
"ฉันรอแกอยู่ที่ตงไห่!"
"บอกลาลูกชายแกซะเถอะ หากยังมีแรงเหลือก็รีบปั๊มลูกคนใหม่มาแทนที่ซะ ขอให้แกโชคดีมีลูกไวๆ นะ!"
"แกกล้า..." ฮั่วเชียนเจวี๋ยเพิ่งจะเอ่ยปาก โทรศัพท์มือถือก็ถูกฉินเกอบีบจนแหลกคามือ
"ฉะ... คุณฉิน อย่าฆ่าฉันเลย!" ฮั่วฉางคุนตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ ขี้เยี่ยวราดเต็มกางเกง "คุณต้องการเงินเท่าไหร่ฉันให้คุณหมดเลย!"
"ตราบใดที่ตระกูลฮั่วของเราทำได้ คุณเสนอเงื่อนไขมาได้เลย!"
ฉินเกอยกมือขึ้นปิดจมูกด้วยความรังเกียจ "แกคิดว่าฉันจะเชื่อเหรอ?"
"รู้ไหมว่าทำไมฉันถึงไม่พูดพร่ำทำเพลงกับฮั่วเชียนเจวี๋ย?"
"คนผูกใจเจ็บอย่างมัน ขนาดความแค้นกับตระกูลเซี่ยที่ผ่านไปหลายปีก็ยังจำได้ฝังใจ แล้วมันจะปล่อยฉันไปงั้นเหรอ?"
"ฮั่วเชียนเจวี๋ยไม่ตาย ตระกูลฮั่วไม่พินาศ ฉันก็นอนไม่หลับหรอก!"
กระบี่ตวัดลงมา ร่างและศีรษะของฮั่วฉางคุนก็แยกออกจากกัน
ฉินเกอเดินมาอยู่ข้างกายกู้ไฉ่เวย "หลับตาซะ"
กู้ไฉ่เวยมีสีหน้ามึนงง แต่ก็ยอมหลับตาลงอย่างว่าง่าย จากนั้นเสียงกรีดร้องโหยหวนก็ดังระงมไปทั่วทั้งห้องโถง
คนของฮั่วฉางคุนเหล่านั้นเงียบกริบราวกับจักจั่นในฤดูหนาวมาตั้งนานแล้ว พวกเขาล้มเลิกแม้กระทั่งการขัดขืน ปล่อยให้ฉินเกอสังหารหมู่ตามใจชอบ
กู้ไฉ่เวยฟังแล้วก็รู้สึกอกสั่นขวัญแขวน เปลือกตากระตุกยิกๆ
หมอนี่จิตสังหารรุนแรงขนาดนี้ ทว่ากลับใส่ใจเธออย่างยิ่ง
ครู่ต่อมา ห้องโถงก็กลับคืนสู่ความสงบ กู้ไฉ่เวยรู้สึกว่าร่างกายเบาหวิว ถูกคนอุ้มขึ้นมา "อย่าลืมตานะ"
เมื่อสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิร่างกายของฉินเกอ หัวใจของกู้ไฉ่เวยก็เต้นโครมครามราวกับลูกกวางน้อย ใบหน้าสวยหวานปรากฏรอยแดงระเรื่อ "เอ่อ... คือว่า..."
"ฉะ... ฉันไม่ได้บาดเจ็บอะไร เดินเองได้ค่ะ"
"คุณแน่ใจนะ?"
"แน่ใจสิ ฉันเดินไหว!"
"โอเค! แต่คุณลองลืมตาขึ้นมาดูก่อนแล้วค่อยตัดสินใจนะ"
"กรี๊ด——"
วินาทีที่กู้ไฉ่เวยลืมตาขึ้น เธอก็กรีดร้องออกมาสุดเสียง กระเพาะอาหารปั่นป่วนอย่างหนัก
เธอเห็นฉากในลานกว้างพอดี ที่นั่นเต็มไปด้วยซากศพ แขนขาขาดกระจัดกระจายไปทั่ว ลำไส้และเลือดไหลนองเต็มพื้นราวกับขุมนรกบนดิน ชวนให้รู้สึกสะพรึงกลัวยิ่งนัก
ไอ้บ้าเอ๊ย เมื่อกี้เพิ่งจะชมว่าใส่ใจแท้ๆ ตอนนี้กลับปล่อยให้ฉันดู แล้วที่ให้หลับตาไปก่อนหน้านี้มันจะไม่สูญเปล่าหรอกเหรอ?
กู้ไฉ่เวยไม่พูดอะไรอีก ยอมให้ฉินเกออุ้มต่อไปเงียบๆ
ตอนนี้เธอไม่ไหวแล้วจริงๆ รับรองได้เลยว่าถ้าเท้าแตะพื้นแล้วลืมตาขึ้นมา ขาต้องอ่อนยวบแน่ๆ
เมื่อมาถึงริมฝั่ง ฉินเกอก็วางกู้ไฉ่เวยลง "คุณลืมตาได้แล้วล่ะ"
กู้ไฉ่เวยค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้น เหลือบมองแวบหนึ่งแล้วรีบหลับตาลงอย่างรวดเร็ว จากนั้นถึงจะลืมตาขึ้นมาอย่างเต็มที่ พร้อมกับถอนหายใจด้วยความโล่งอก
บนฝั่งมีเรือสปีดโบ๊ทไม่กี่ลำกับศพอีกสิบกว่าศพ หากเป็นเมื่อก่อนเธอคงตกใจแทบตายแน่ๆ
แต่พอได้เห็นสภาพในลานกว้างเมื่อครู่ ความสามารถในการรับมือทางจิตใจของเธอก็เพิ่มสูงขึ้นมาก เมื่อเทียบกับในลานกว้างแล้ว ตรงนี้ถือว่าจิ๊บจ๊อยไปเลย
"คุณขับไอ้นี่เป็นไหม?" ฉินเกอชี้ไปที่เรือสปีดโบ๊ทลำหนึ่งพลางเอ่ยถาม
เมื่อเห็นกู้ไฉ่เวยส่ายหน้า เขาก็เริ่มกลุ้มใจขึ้นมา
เมื่อกี้หน้ามืดตามัวฆ่าจนเพลิน ลืมเก็บชีวิตคนขับเรือไว้เลย แล้วทีนี้จะทำยังไงดีล่ะ คงไม่ได้จะให้ว่ายน้ำกลับไปหรอกนะ?
ในขณะที่ฉินเกอกับกู้ไฉ่เวยกำลังจ้องตากันไปมา บนผิวน้ำก็มีเสียงคำรามของเครื่องยนต์ดังแว่วมาเป็นระลอก
"ยังมีคนอยู่อีกเหรอ?" ฉินเกอขมวดคิ้ว พร้อมกับกระชับกระบี่ในมือแน่นขึ้น และขยับเข้าไปใกล้กู้ไฉ่เวยอีกเล็กน้อย
เขารู้สึกเสียใจนิดหน่อยที่รีบฆ่าฮั่วฉางคุนเร็วเกินไป น่าจะรีดเค้นข้อมูลจากปากของฮั่วฉางคุนมาให้มากกว่านี้ มัวแต่เก๊กหล่อเพลินไปหน่อย
กู้ไฉ่เวยจับมือฉินเกอไว้ด้วยความตื่นตระหนก "เดี๋ยวถ้ามีอันตราย คุณหนีไปก่อนเลยนะ ถ้าพาฉันไปด้วยคุณหนีไม่รอดแน่ บางทีเราอาจจะตายกันทั้งคู่ที่นี่!"
"สิ่งที่คุณทำให้ฉันมันมากพอแล้ว ฉันจะจดจำไว้ตลอดไป!"
"ไม่มีทาง!" ฉินเกอส่ายหน้าทันที "ถ้าผมทิ้งคุณแล้วหนีไป คุณจะรอดไปได้งั้นเหรอ?"
"ไม่มีชีวิตเหลืออยู่แล้ว คุณจะเอาอะไรมาจดจำ?"
"อย่าพูดอะไรที่บอกว่าผมทำเพื่อคุณเลย ผมก็แค่ทำในสิ่งที่ควรทำ อีกอย่างเรื่องทั้งหมดในวันนี้ก็เกิดขึ้นเพราะผม ฮั่วฉางคุนพุ่งเป้ามาที่ผมอย่างชัดเจน คุณดูไม่ออกหรือไง?"
"ควรจะพูดว่าผมเป็นคนนำพาความซวยมาให้คุณต่างหาก"
กู้ไฉ่เวยร้อนใจ "ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาเถียงว่าใครถูกใครผิดนะ ฉันรู้ว่าถ้าคุณอยู่คนเดียว คุณต้องหาทางหนีไปได้แน่!"
"ต้นสายปลายเหตุมันไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว สิ่งสำคัญคือความจริงที่อยู่ตรงหน้าต่างหาก!"
"ไม่ได้!" ฉินเกอยังคงส่ายหน้าอย่างหนักแน่น "ในฐานะลูกผู้ชาย มันน่าขายหน้าเกินไป"
"จะไปก็ต้องไปด้วยกัน ถ้าหากรับมือไม่ไหวจริงๆ งั้นก็ตายไปด้วยกันนี่แหละ!"
"สรุปก็คือ จะให้ผมทิ้งคุณไป ผมทำไม่ได้หรอก!"
จิตใจของกู้ไฉ่เวยสั่นสะท้าน เธอรวบรวมความกล้าโผเข้ากอดฉินเกอ แนบใบหน้าลงบนแผงอกเพื่อฟังเสียงหัวใจเต้นของเขา "คุณคิดแบบนี้จริงๆ เหรอ?"
ฉินเกอสัมผัสได้ถึงเรือนร่างอันอ่อนนุ่มหอมกรุ่นในอ้อมกอด เขายิ้มพลางกล่าวว่า "คุณไม่ต้องกังวลไปหรอก ไอ้คุณชวีอะไรนั่นเมื่อกี้ก็น่าจะเป็นไพ่ตายใบสุดท้ายของฮั่วฉางคุนแล้ว"
"พวกสมุนปลายแถวต่อให้แห่กันมาเยอะแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์ ผมจะส่งพวกมันไปรวมญาติกับฮั่วฉางคุนรวดเดียวเลย!"
กลิ่นหอมเฉพาะตัวบนร่างของกู้ไฉ่เวยทำเอาเขาจิตใจหวั่นไหว "กลิ่นกายหอมจริงๆ ด้วย คุณนี่มีพรสวรรค์ติดตัวมาแต่เกิดเลยนะ"
"แต่ว่าตอนนี้อย่าเพิ่งกอดกันเลย รอให้จัดการเรื่องตรงหน้าเสร็จก่อน ผมจะยอมให้คุณกอดจนหนำใจเลย!"
"ขะ... ใครอยากจะกอดคุณกันล่ะ?" กู้ไฉ่เวยรีบผลักฉินเกอออกไปอย่างรวดเร็ว ใบหน้าสวยหวานแดงระเรื่อ "ฉะ... ฉันแค่ตื่นเต้นต่างหากล่ะ!"
"คุณว่าไงนะ?" ฉินเกอคว้ามือกู้ไฉ่เวยแล้วดึงเธอกลับมา สายตาจดจ้องไปที่เธออย่างเร่าร้อน ก่อนจะก้มศีรษะลงประทับริมฝีปาก
ร่างแน่งน้อยของกู้ไฉ่เวยแข็งทื่อไปชั่วขณะ ผ่านไปครู่หนึ่งก็เริ่มเคลิบเคลิ้ม โยนทุกสิ่งทุกอย่างทิ้งไว้เบื้องหลัง แล้วเป็นฝ่ายตอบสนองกลับไปอย่างกระตือรือร้น
เดิมทีก็มีใจให้อยู่แล้ว รอยจูบเพียงครั้งเดียวจึงมากพอที่จะทำให้เธอตกหลุมรักอย่างถอนตัวไม่ขึ้น
เมื่อได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ดวงตากลมโตของกู้ไฉ่เวยก็เบิกกว้าง เธออยากจะดิ้นให้หลุดจากฉินเกอ ทว่ากลับพบว่าเขาแน่วแน่ดุจรูปหล่อทองแดงที่ไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย
ไอ้บ้าเอ๊ย ไม่ใช่เพิ่งจะบอกว่าอย่าเพิ่งกอด ให้จัดการเรื่องตรงหน้าก่อนหรอกเหรอ?
กู้ไฉ่เวยตัดสินใจปล่อยเลยตามเลย สองแขนโอบกอดเอวของฉินเกอเอาไว้ หลับตาลงอีกครั้ง และตอบสนองกลับไปอย่างเงอะงะ
ใครจะรู้ล่ะว่าวินาทีต่อไปจะต้องเผชิญหน้ากับอะไร มีความสุขกับช่วงเวลานี้ไปก่อนก็แล้วกัน!
"นะ... น้องฉิน?!"
"นายใช่ไหม?"
เสียงอันคุ้นเคยดังมาจากเรือสปีดโบ๊ทลำหนึ่งบนผิวน้ำ แฝงไปด้วยความประหลาดใจ
ฉินเกอไม่สนใจ เขาผละออกจากกู้ไฉ่เวย สายตาจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเธอ "ผมให้โอกาสคุณพูดใหม่อีกครั้ง ที่ว่าเพราะตื่นเต้นน่ะเหรอ?"
ใบหน้าของกู้ไฉ่เวยแดงซ่าน เธอสะบัดมือให้หลุดจากฉินเกอด้วยความลุกลี้ลุกลน "อะไรของคุณเนี่ย!"
"มีคนมาแล้ว แถมเขายังเหมือนจะรู้จักคุณด้วยนะ!"
เธอเองก็รู้สึกว่าเสียงของคนที่พูดนั้นฟังดูคุ้นหูไม่น้อย ใบหน้าจึงยิ่งแดงระเรื่อขึ้นไปอีก