- หน้าแรก
- วิชาประสานสุขพลิกชะตาเซียน
- บทที่ 59 ขั้วอำนาจแห่งตงไห่
บทที่ 59 ขั้วอำนาจแห่งตงไห่
บทที่ 59 ขั้วอำนาจแห่งตงไห่
"พี่ครับ ดูเหมือนพี่จะสุขภาพดีขึ้นมากเลยนะ!"
ตอนที่ฉินเกอรับโทรศัพท์ของซูหว่าน เธอบอกให้เขามากินข้าวและถือโอกาสให้เขาช่วยปรับสมดุลร่างกายให้ด้วย
แต่ซูหว่านมีใบหน้าแดงระเรื่อ เลือดลมสูบฉีดดีขนาดนี้ มีตรงไหนที่ต้องปรับสมดุลกัน?
"พวกพี่คงไม่ได้คิดจะทดสอบวิชาแพทย์ของผมหรอกใช่ไหม?" ฉินเกอเห็นทั้งสองคนเอาแต่อมยิ้มก็ยิ่งรู้สึกสงสัยมากขึ้น ทว่าจู่ๆ เขาก็นึกขึ้นมาได้ "หรือว่าจะเป็น... พวกพี่นี่ได้ผลไวเกินไปหรือเปล่าเนี่ย!"
ซูหว่านหน้าแดงก่ำด้วยความเขินอาย ในขณะที่เสิ่นถิงจือกลับหัวเราะออกมาอย่างภูมิใจสุดๆ
"อาการดีมากครับ ไม่ต้องปรับสมดุลอะไรหรอก พวกยาเนี่ย ถ้าไม่จำเป็นก็พยายามอย่ากินเลยจะดีกว่า"
"แล้วก็ไม่ต้องตั้งใจหาอะไรมาบำรุงมากเกินไปด้วย แค่กินอาหารตามปกติก็พอแล้วครับ"
หลังจากที่ฉินเกอจับชีพจรและกำชับซูหว่านเสร็จสรรพ เขาก็ถามขึ้น "ที่พวกพี่เรียกผมมา คงไม่ใช่แค่มากินข้าวเฉยๆ หรอกใช่ไหมครับ?"
เสิ่นถิงจือสบตากับภรรยา ใบหน้ายังคงประดับด้วยรอยยิ้ม "ก็แค่อยากแบ่งปันความสุขกับเธอน่ะ แล้วก็ถือโอกาสมากินข้าวด้วยกันเลย ฉันเรียกเพื่อนมาด้วยสองสามคน"
"อีกอย่าง พี่สาวของเธอก็เตรียมของขวัญไว้ให้เธอด้วยนะ!"
พูดจบเขาก็หยิบคีย์การ์ดและเอกสารปึกหนึ่งที่เตรียมเอาไว้ก่อนหน้านี้ออกมา "นี่คือกุญแจคฤหาสน์ไห่วานหมายเลข 7"
"ตอนแรกฉันอยากจะซื้อคฤหาสน์ในโครงการของเรานี่แหละ แต่น่าเสียดายที่หาหลังที่ถูกใจไม่ได้ ไม่เป็นไรหรอก ยังไงก็อยู่ไม่ไกลกันมาก"
"ส่วนนี่คือบริษัทเครื่องสำอางที่พี่สาวของเธอเคยทำเล่นๆ มาก่อน เธอช่วยรับช่วงต่อทีสิ เซ็นชื่อตรงนี้ แล้วบริษัทนี้ก็จะเป็นของเธอแล้ว!"
ฉินเกอฟังแล้วก็ถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยปาก ซูหว่านก็ชิงพูดขึ้นมาเสียก่อน "ไม่ต้องเกรงใจพวกเราหรอกนะ ของพวกนี้ไม่ได้สลักสำคัญอะไรกับพวกเราเลย"
"ถ้าเธอไม่รับไว้ มันจะทำให้พวกเราดูห่างเหินกันเสียเปล่าๆ!"
เสิ่นถิงจือพูดเสริม "เกรงใจเกินไปก็ไม่เหมือนคนในครอบครัวเดียวกันสิ ถ้าเธอขืนมัวแต่เกรงใจ วันหลังพวกเรามีเรื่องอะไรก็คงไม่กล้าเอ่ยปากขอให้เธอช่วยแล้วล่ะ!"
"นี่มันไม่ใช่เรื่องที่ว่าจะเกรงใจหรือไม่เกรงใจหรอกนะครับ!" ฉินเกอรู้สึกประหลาดใจมากที่สองสามีภรรยาตระกูลเสิ่นดีกับเขาขนาดนี้ แถมยังซาบซึ้งใจอีกด้วย "เรื่องบ้านน่ะผมอยู่ได้อยู่แล้ว ถ้าดูแลไม่ไหว อย่างมากผมก็แค่จ้างแม่บ้านเพิ่มสักสองคน"
"แต่บริษัทนี่สิ ผมไม่มีความรู้เรื่องนี้เลยสักนิด แล้วจะไปบริหารได้ยังไงล่ะครับ?"
"ถึงจะรวยแค่ไหนก็เอาเงินมาละลายน้ำเล่นไม่ได้หรอกนะครับ?"
"ที่แท้เธอก็กังวลเรื่องนี้นี่เอง!" เสิ่นถิงจือหัวเราะร่วน พลางตบไหล่ฉินเกอเบาๆ "วางใจเถอะ บริษัทที่สมบูรณ์และมีระบบครบถ้วน ความจริงแล้วก็คือสังคมขนาดย่อมๆ นั่นแหละ มันมีกฎเกณฑ์ในการดำเนินงานของมันเอง"
"เธอแค่คอยควบคุมเรื่องการตัดสินใจครั้งใหญ่ๆ ก็พอ ถึงจะไม่เข้าไปยุ่งอะไรเลย บริษัทมันก็ยังขับเคลื่อนไปได้ตามปกติ!"
"อย่าว่าแต่เธอเลย ต่อให้ฉันต้องลงไปบริหารจัดการบริษัทเอง ฉันก็ทำไม่เป็นเหมือนกัน!"
"เป็นเจ้านายน่ะเป็นง่าย แต่ที่เป็นยากคือ CEO ต่างหาก!"
"พี่เขยของเธอพูดถูกแล้ว!" ซูหว่านรับช่วงพูดต่อ "ตอนนี้ CEO ของชิงเฉิงเหม่ยจวงคือกู้ไฉ่เวย คนนี้มีความสามารถมากเลยทีเดียว"
"สองปีมานี้ตั้งแต่เธอเข้ามารับช่วงต่อ ฉันก็เบาใจไปได้เยอะ แทบไม่ต้องเข้าไปก้าวก่ายอะไรเลย"
"ถ้าอย่างนั้นผมก็ขอหน้าด้านรับเอาไว้เลยก็แล้วกันนะครับ!" ฉินเกอเลิกพูดจาเกรงใจ "พวกพี่นี่เหมือนมอบแม่ไก่ที่ออกไข่เป็นทองคำให้ผมเลยนะครับเนี่ย แถมยังเป็นแม่ไก่ที่ไม่ต้องคอยป้อนอาหารให้อีกด้วย!"
"ต้องแบบนี้สิ!" รอยยิ้มบนใบหน้าของเสิ่นถิงจือหุบลงเล็กน้อย "ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง"
"เดี๋ยวคนของตระกูลหานจะมา ถ้าฉันเดาไม่ผิด ก็น่าจะมาเพื่อขอรับการรักษานั่นแหละ"
"ฉันคิดว่าถ้าเธอมั่นใจล่ะก็ ตอนนั้นก็รับปากพวกเขาไปเถอะ ได้บุญคุณจากตระกูลหาน มีแต่ได้กับได้!"
"ตระกูลหานงั้นเหรอครับ?" สีหน้าของฉินเกอเปลี่ยนไปเล็กน้อย นี่เสิ่นถิงจือกำลังจะช่วยกรุยทางให้เขาอย่างนั้นเหรอ?
เสิ่นถิงจือพยักหน้าเล็กน้อย "เคยได้ยินเรื่องสามเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่งของตงไห่ไหม?"
เมื่อเห็นสีหน้ามึนงงของฉินเกอ เขาก็ไม่อ้อมค้อมอีกต่อไป "สามเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่งของตงไห่ ก็คือตระกูลเซี่ย ตระกูลเสิ่น แล้วก็ตระกูลหาน!"
"แน่นอนว่าพวกเราไม่ได้ตั้งฉายานี้กันเองหรอกนะ ความจริงแล้วฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเริ่มมาจากไหน แต่เอาเป็นว่ามันมีคำกล่าวนี้แพร่สะพัดออกไปก็แล้วกัน"
"ฉันกับหานฉงหลี่แห่งตระกูลหานพอจะมีความสนิทสนมกันอยู่บ้าง เขาคงจะระแคะระคายข่าวคราวมาบ้าง ก็เลยอยากจะมาดูว่าพวกเราหาหมอเทวดาพบแล้วหรือเปล่า"
"หานเชียนอวิ๋น พ่อของเขาสุขภาพไม่ค่อยดีมาตลอด ได้ยินมาว่าสองปีมานี้นอนป่วยติดเตียงไปแล้ว ไม่ได้ปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชนมานานมากแล้วล่ะ"
ฉินเกอหัวเราะ "ถ้าอย่างนั้นตอนนี้ผมก็ไปมาหาสู่กับทั้งตระกูลเสิ่นและตระกูลเซี่ย แถมยังมีตระกูลหานเพิ่มมาอีก ต่อไปผมก็เดินกร่างในตงไห่ได้สบายๆ เลยไม่ใช่หรือไงครับ?"
"พี่เขยครับ แล้วสมาคมการค้าชิงซานล่ะ พวกเขาถือเป็นตัวตนระดับไหนในตงไห่กันแน่?"
"ไม่ได้บอกว่าพวกเขามีคนเยอะ เงินเยอะหรอกเหรอครับ ทำไมถึงยังไม่ติดอันดับอีกล่ะ?"
สองสามีภรรยาตระกูลเสิ่นมองหน้ากัน ฉินเกอมีวิชาแพทย์ล้ำเลิศแถมยังรู้เรื่องวิทยายุทธ์ ทำให้พวกเขาละเลยปัญหาหนึ่งไป
ต่อให้ฉินเกอจะเก่งกาจสักแค่ไหน สุดท้ายเขาก็เป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุยี่สิบต้นๆ เท่านั้น
เสิ่นถิงจือดูเวลา "ถ้าเธอสนใจเรื่องพวกนี้ ฉันจะคุยให้ฟังดีๆ ก็แล้วกัน"
จากนั้นเขาก็พาฉินเกอเข้าไปในห้องน้ำชา
เสิ่นถิงจือชงชาไปพลางพูดไปพลาง "เมืองใดเมืองหนึ่งหรืออาจจะพูดได้ว่าพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง หลังจากผ่านการพัฒนาและกาลเวลาที่ตกตะกอนมานาน ย่อมเกิดความสมดุลขึ้นมา"
"เมื่อเกิดความสมดุลขึ้น ขั้วอำนาจใหญ่ๆ บางกลุ่มที่ตั้งหลักได้อย่างมั่นคงก็จะมีสิทธิ์มีเสียงในระดับหนึ่ง อย่างเช่นตระกูลเซี่ย ตระกูลหานพวกนี้ไง"
"ส่วนสมาคมการค้าชิงซานเป็นขั้วอำนาจที่ค่อนข้างพิเศษ เธอเคยได้ยินข่าวลือที่บอกว่าสมาคมการค้าชิงซานแท้จริงแล้วก็คือองค์กรใต้ดินบ้างไหม?"
เขาหยุดพูดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มบางๆ "ไม่ว่าจะเป็นขั้วอำนาจใหญ่โตแค่ไหน ก็ไม่มีทางขัดแย้งกับแนวคิดการพัฒนาของประเทศได้หรอก"
"ถ้าสมาคมการค้าชิงซานเป็นแค่องค์กรใต้ดินแบบเพียวๆ พวกเขาไม่มีทางดำรงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ได้หรอก!"
"เมืองเมืองหนึ่งก็คือศูนย์กลางของหมู่บ้านและตำบลรอบนอก อาจกล่าวได้ว่า ประเทศชาตินั้นประกอบขึ้นมาจากเมืองเล็กเมืองใหญ่นับไม่ถ้วน"
"ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เรียกว่าสามเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่ง หรือสมาคมการค้าชิงซาน ตราบใดที่ยังส่งผลดีต่อเมือง ต่อให้จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องสีเทาอยู่บ้าง เบื้องบนก็จะยังอนุญาตให้มีอยู่ได้"
"นี่ถือเป็นผลเสียที่หลงเหลือมาจากการพัฒนา การพัฒนาไปก่อนแล้วค่อยมาตามแก้ปัญหาทีหลังจะทำให้เติบโตได้อย่างรวดเร็ว หากตั้งกฎเกณฑ์ต่างๆ ขึ้นมาตั้งแต่แรก ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดความติดขัด"
"กั่งเฉิงคือตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด ในยุคที่รุ่งเรืองที่สุดของพวกเขามีแก๊งมาเฟียอยู่เต็มไปหมด แถมยังถูกกฎหมายและสามารถจดทะเบียนเป็นสมาคมได้อีกด้วย"
"เพราะมีบางเรื่องที่ต้องการให้พวกเขาเป็นคนทำ หรืออาจจะบอกว่ามีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่เหมาะสมที่สุดที่จะทำ การพัฒนาเมืองจำต้องอาศัยพวกเขา"
"สมาคมการค้าชิงซานสำหรับตงไห่ในตอนนี้ก็เป็นแบบนั้นแหละ"
"ตัวตนของพวกเขาในปัจจุบันส่งผลดีต่อการพัฒนาเมืองตงไห่แห่งนี้ ถึงแม้ว่าจะมีบางอย่างที่ไม่ถูกต้องตามกฎเกณฑ์บ้าง แต่เบื้องบนก็จะทำเป็นหลับตาข้างลืมตาข้าง อาจจะมีการกดดันบ้างเป็นครั้งคราว แต่ไม่ได้เอาจริงเอาจังหรอก"
"แต่ว่าในอนาคตเรื่องพวกนี้ก็จะค่อยๆ ถูกจัดระเบียบให้ถูกต้องมากขึ้น พัฒนาไปก่อนแล้วค่อยมาตามจัดการทีหลัง พอพัฒนาขึ้นมาแล้ว แน่นอนว่าก็ต้องเริ่มพิจารณาเรื่องการจัดการให้เป็นระบบระเบียบ!"
ฉินเกอนึกถึงหงเจิ้นตงขึ้นมา จู่ๆ ก็รู้สึกขำ "นึกไม่ถึงเลยจริงๆ นะครับว่าคนที่ดูแลสมาคมการค้าชิงซานทั้งสมาคมอย่างหงเจิ้นตง จะลงมามีเรื่องชกต่อยด้วยตัวเองเหมือนพวกนักเลงหัวไม้ข้างถนนแบบนี้!"
เสิ่นถิงจือเองก็หัวเราะตามไปด้วย "ผู้ชายยังไงก็คือเด็กผู้ชายวันยังค่ำแหละน่า!"
"การชกต่อยไม่ใช่หน้าที่หลักของหงเจิ้นตงหรอก แต่เขาเป็นคนที่ไต่เต้าขึ้นมาด้วยวิธีนี้ การที่เขานึกสนุกอยากจะลงมือเองบ้างเป็นครั้งคราวมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร"
"ผู้ชายอายุสี่สิบห้าสิบเห็นขี้วัวยังอยากจะเอาประทัดไปจุดใส่เลย ไม่เห็นจะต่างกันตรงไหน?"
ฉินเกอนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขาลุกลี้ลุกลนเล็กน้อย ก่อนจะลดเสียงลงโดยสัญชาตญาณ "พี่เขยครับ ถ้าฟังจากที่พี่พูดมา หากขั้วอำนาจใหญ่ๆ ในตงไห่ร่วมมือกัน แบบนี้ก็เท่ากับว่าพวกเขาสามารถควบคุมเมืองนี้ได้เลยไม่ใช่หรือไงครับ?"
เสิ่นถิงจือส่ายหน้า "เป็นไปไม่ได้หรอก!"