เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 10 วิชาแพทย์ของคุณล้ำเลิศกว่าหมอระดับประเทศอีกงั้นเหรอ?

บทที่ 10 วิชาแพทย์ของคุณล้ำเลิศกว่าหมอระดับประเทศอีกงั้นเหรอ?

บทที่ 10 วิชาแพทย์ของคุณล้ำเลิศกว่าหมอระดับประเทศอีกงั้นเหรอ?


"ไปกันเถอะ ฉันให้คนจองห้องส่วนตัวไว้แล้ว พวกเรากินไปคุยไปก็แล้วกัน"

เซี่ยเหยียนซีทำท่าผายมือเชิญอย่างสง่างามและเป็นธรรมชาติ

ฉินเกอกวาดสายตามองไปทางเคาน์เตอร์อย่างรวดเร็ว "คุณหนูเซี่ย คุณจองห้องส่วนตัวเทียนจื้อห้าวของหอจุ้ยเซียนเหรอครับ?"

เขาจำได้ว่าพนักงานหญิงหน้าเคาน์เตอร์คนเมื่อครู่บอกว่า วันนี้ห้องส่วนตัวเทียนจื้อห้าวไม่เปิดให้บริการ "มีคนเลี้ยงอาหาร ความจริงผมยังไงก็ได้ครับ ไม่ได้พิถีพิถันเรื่องความหรูหราอะไรหรอก"

"จะห้องส่วนตัวไหนก็ได้ ทานอาหารที่โถงด้านนอกก็ไม่เป็นไรครับ"

เซี่ยเหยียนซีชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเข้าใจอย่างรวดเร็วว่าเกิดอะไรขึ้น จึงรีบกล่าวขอโทษทันที "ขอโทษด้วยนะคะ ตอนแรกฉันคิดว่าจะมาถึงก่อนคุณซะอีก เลยไม่ได้กำชับเอาไว้ให้ชัดเจน"

พูดจบเธอก็เดินตรงไปที่หน้าเคาน์เตอร์ "พวกเธอหยุดงานในมือก่อน!"

"นี่คือคุณฉินเกอ เป็นแขกคนสำคัญของตระกูลเซี่ย!"

"วันหลังถ้าเขามาทานอาหารที่หอจุ้ยเซียน พวกเธอต้องต้อนรับให้ดี ใครกล้าละเลย อย่าหาว่าฉันไม่เกรงใจก็แล้วกัน!"

พนักงานหน้าเคาน์เตอร์ต่างพากันรับคำ สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ตัวฉินเกอ พร้อมกับประทับใบหน้าของเขาเอาไว้ในความทรงจำ

พนักงานหญิงคนที่เพิ่งจะจับกลุ่มนินทาฉินเกอกับเพื่อนร่วมงานเมื่อครู่ สองมือกำเข้าหากันแน่น ตื่นตระหนกเสียจนแทบจะลืมหายใจ

เธอไม่แน่ใจว่าคำพูดเหล่านั้นเมื่อครู่จะมีใครคนอื่นได้ยินหรือไม่ หรือแม้กระทั่งไม่แน่ใจว่าเพื่อนร่วมงานคนนั้นจะหักหลัง นำเรื่องทั้งหมดไปฟ้องเซี่ยเหยียนซีโดยตรงหรือเปล่า

สวัสดิการของหอจุ้ยเซียนนั้นดีเยี่ยม ไม่มีใครอยากถูกไล่ออกทั้งนั้น

ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้มันไม่ใช่แค่ปัญหาว่าจะรักษางานเอาไว้ได้หรือไม่ หากทำให้เซี่ยเหยียนซีโกรธเคือง แล้วอีกฝ่ายตั้งใจจะใช้เธอเป็นตัวอย่างเพื่อจัดระเบียบพนักงานล่ะก็ ต่อให้เธอไม่ตายก็คงคางเหลืองแน่

แต่เธอจะไปคาดคิดได้อย่างไร ว่าฉินเกอที่แต่งตัวธรรมดาสามัญจนหาความโดดเด่นไม่ได้ จะเป็นถึงเพื่อนของคุณหนูตระกูลเซี่ย!

จนกระทั่งเห็นเซี่ยเหยียนซีและฉินเกอเดินจากไป เธอถึงได้ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก แผ่นหลังเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบ

"รีบทำงานเถอะ วันหลังเวลาทำงานก็อย่าพูดจาซี้ซั้วอีกล่ะ"

"ขะ... ขอบคุณนะ วันหลังฉันไม่กล้าแล้วล่ะ"

ภายใต้การนำทางของสวีหย่งเสียง ผู้จัดการหอจุ้ยเซียน ฉินเกอและเซี่ยเหยียนซีก็มาถึงห้องส่วนตัวเทียนจื้อห้าวบนชั้นสาม

หลังจากนั่งลงเรียบร้อย เซี่ยเหยียนซีก็ส่งยิ้มมองฉินเกอ "ฉันคิดว่าคุณน่าจะเดาได้แล้ว หอจุ้ยเซียนเป็นธุรกิจของตระกูลเซี่ยจริงๆ"

เธอหยิบบัตรธนาคารที่เตรียมเอาไว้ล่วงหน้าออกมาจากกระเป๋า แล้วเลื่อนไปตรงหน้าฉินเกอ "คุณช่วยชีวิตคุณปู่ของฉันไว้ ตามที่ฉันเคยรับปากเอาไว้ตอนอยู่ที่ชิงเฟิงถัง นี่คือค่าตอบแทนของคุณ"

"ในบัตรมีเงินห้าล้าน นอกจากนี้ วันหลังถ้าคุณมาทานอาหารที่หอจุ้ยเซียน เพียงแค่แสดงบัตรใบนี้ ก็สามารถทานฟรีได้เลย"

"หอจุ้ยเซียนมีทั้งหมดสามชั้น ชั้นหนึ่งคือโถงใหญ่และห้องส่วนตัวจำนวนหนึ่ง ชั้นสองแบ่งออกเป็นหลายโซน มีห้องส่วนตัวเช่นกัน แต่โดยหลักแล้วมักจะใช้สำหรับจัดงานเลี้ยงและงานสังสรรค์ขนาดเล็ก"

"ชั้นสามทั้งหมดเป็นห้องส่วนตัว นอกจากนี้ยังมีชั้นสี่ที่สามารถทานอาหาร พักค้างคืน และมีความบันเทิงเตรียมไว้ให้ ทว่าเปิดให้บริการเฉพาะสมาชิกพิเศษเท่านั้น"

"ด้วยบัตรใบนี้ คุณสามารถทานอาหารและเข้าพักได้ในทุกชั้นของหอจุ้ยเซียนเลย"

"ขอบคุณครับ" ฉินเกอเก็บการ์ดใบนั้นลงไป ก่อนจะกล่าวติดตลก "คุณหนูเซี่ยทำแบบนี้ เท่ากับว่าเหมาจ่ายค่ากินอยู่ตลอดช่วงชีวิตที่เหลือของผมเลยนะเนี่ย!"

เขารู้สึกทึ่งในความใจกว้างของเซี่ยเหยียนซี ด้วยฐานะคุณหนูตระกูลเซี่ยของเธอ ในเมื่อรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะถึงเพียงนี้ ย่อมไม่ใช่แค่คำพูดลอยๆ อย่างแน่นอน

ฉินเกอไม่มีทางถือบัตรใบนี้มากินดื่มฟรีที่หอจุ้ยเซียนทุกวันหรอก แต่หากหยิบมาใช้เป็นครั้งคราวย่อมไม่มีปัญหา

เซี่ยเหยียนซีประหลาดใจเล็กน้อย เธอแย้มยิ้มพลางเอ่ย "คุณนี่น่าสนใจดีนะ ถ้าเปลี่ยนเป็นคนอื่น ไม่ว่าจะจริงหรือเสแสร้งก็คงต้องแสร้งปฏิเสธตามมารยาทสักหน่อยแล้ว"

"ตรงไปตรงมาไม่อิดออด ฉันชอบนะ!"

ฉินเกอเอ่ยอย่างเปิดเผย "เพราะผมอยากได้บัตรใบนี้จริงๆ นั่นแหละครับ"

"ผมเห็นว่าคุณหนูเซี่ยตั้งใจจะให้ และผมเองก็อยากได้จริงๆ เช่นกัน จึงไม่ขอเกรงใจก็แล้วกันครับ"

ล้อเล่นหรือไง นั่นมันตั้งห้าล้านเชียวนะ! ขืนทำเป็นวางมาดปฏิเสธตามมารยาทว่าไม่เอา เกิดอีกฝ่ายดึงกลับคืนไปจริงๆ เขาจะไปเรียกร้องความยุติธรรมจากใครได้ล่ะ?

เซี่ยเหยียนซีคลี่ยิ้มบาง ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง "ฉันมีข้อสงสัยอยู่เรื่องหนึ่ง ขอเสียมารยาทถามสักหน่อยนะคะ"

"คุณบอกว่าตัวเองยังไม่ได้เป็นหมอใช่ไหม แล้ววิชาแพทย์ในตัวคุณมาจากไหนกันล่ะ?"

"อาการของคุณปู่ฉันในตอนนั้น ขนาดหมอระดับประเทศอย่างคุณปู่ซุนซื่อเจิ้งยังจนปัญญา หรือว่าวิชาแพทย์ของคุณจะล้ำเลิศกว่าท่านอีกงั้นเหรอ?"

"ผมเป็นนักศึกษาปีหนึ่งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยตงไห่ ก่อนเข้ามหาวิทยาลัยเคยเรียนกับหมอจีนชราคนหนึ่งมาบ้างครับ" ฉินเกอตอบกลับไปโดยไม่ต้องหยุดคิด

ไม่ว่าเซี่ยเหยียนซีจะมีเจตนาแอบแฝงอะไร เขาก็ไม่มีทางพูดความจริงออกไปอย่างแน่นอน "อาการแบบคุณท่านเซี่ย ผมเคยเห็นผู้ป่วยที่คล้ายคลึงกันมาก่อน อีกทั้งยังเคยเห็นกระบวนการช่วยชีวิตของหมอจีนชราท่านนั้นด้วยครับ"

"ผนวกกับผลการวินิจฉัยของคุณปู่ของคุณโดยศาสตราจารย์ซุน ก็ตรงกับผู้ป่วยที่ผมเคยพบเห็นก่อนหน้านี้พอดี การช่วยชีวิตคนย่อมสำคัญที่สุด ผมจึงตัดสินใจลองเสี่ยงดูสักตั้งครับ"

"โชคดีที่คุณท่านเซี่ยมีบุญบารมีสูงส่ง มีสวรรค์คุ้มครอง จึงทำให้ผมประสบความสำเร็จอย่างฟลุ๊คๆ น่ะครับ"

"ศาสตราจารย์ซุนเป็นถึงหมอเทวดาระดับประเทศ ผมเป็นเพียงคนรุ่นหลังต้อยต่ำ จะกล้าไปเทียบเคียงกับท่านได้อย่างไรล่ะครับ!"

"สวรรค์คุ้มครองอะไรกันเล่า คุณเป็นคนช่วยชีวิตก็ต้องเป็นคุณช่วยสิ!" เซี่ยเหยียนซีไม่ได้ระแวงสงสัยอะไร คิดเพียงว่าฉินเกอกำลังถ่อมตัวก็เท่านั้น

"หากนำความพยายามของมนุษย์ไปยกความดีความชอบให้เป็นลิขิตสวรรค์หมด เช่นนั้นความเหนื่อยยากที่ทุ่มเทลงแรงไปก็คงไร้ค่าเกินไปแล้ว ไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย!"

"ในเมื่อคุณกล้ายื่นมือเข้าช่วยชีวิตคน ฉันเชื่อว่าคงไม่ได้มีเพียงแค่ความกระตือรือร้นหรอก คุณต้องมีความมั่นใจอยู่บ้างอย่างแน่นอน!"

เมื่อเห็นสีหน้าประหลาดใจของฉินเกอ เธอถึงตระหนักได้ว่าตนเองมีปฏิกิริยาตอบสนองรุนแรงเกินไป "ฉันก็แค่พูดคุยไปเรื่อยเปื่อยน่ะ คุณไม่ต้องคิดมาก และก็ไม่ต้องถ่อมตัวขนาดนี้หรอก"

เธอกะพริบตากลมโตคู่สวย จากนั้นจู่ๆ ก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนาหน้าตาเฉย "ฉันมักจะรู้สึกไม่สบายตัวอยู่บ่อยๆ ไปหาหมอมาหลายคนเพื่อรับการปรับสมดุลร่างกายแล้ว แต่ผลลัพธ์ก็แทบจะไม่ดีขึ้นเลย"

"คุณช่วยตรวจดูให้ฉันหน่อยได้ไหม?"

พูดจบ เธอก็ยื่นข้อมือเรียวขาวผ่องไปตรงหน้าฉินเกอ โดยไม่เปิดโอกาสให้เขาได้เอ่ยปฏิเสธเลยแม้แต่น้อย

ฉินเกอคลี่ยิ้มบาง "คุณหนูเซี่ย นี่คุณต้องการจะทดสอบวิชาแพทย์ของผมงั้นเหรอครับ?"

เขาพอจะคาดเดาเจตนาของเซี่ยเหยียนซีออกอยู่บ้าง ระดับคุณหนูแห่งตระกูลเซี่ย ไม่น่าจะยอมเสียเวลามาคบหาสมาคมกับคนที่ไม่มีคุณค่ามากพอกระมัง

การที่เซี่ยเหยียนซีนัดเขามาพบในวันนี้ ย่อมต้องมีความคิดที่อยากจะผูกมิตรด้วยอย่างแน่นอน แต่มีข้อแม้ว่าเขาจะต้องมีคุณค่าในระดับหนึ่งก่อน

สำหรับตระกูลมหาเศรษฐีระดับตระกูลเซี่ย ย่อมไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าสุขภาพ และวิชาแพทย์ของฉินเกอก็คือคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขา

อาการป่วยที่แม้แต่หมอเทวดาระดับประเทศอย่างซุนซื่อเจิ้งยังต้องยอมจำนน แต่ฉินเกอกลับสามารถแก้ไขได้สำเร็จ นั่นแสดงให้เห็นว่าในวงการแพทย์ ฉินเกอย่อมมีบางสิ่งที่ล้ำเลิศยิ่งกว่าซุนซื่อเจิ้งอยู่กับตัว

แม้ว่าจะเป็นเพียงจุดเล็กๆ แต่แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว เพราะในยามคับขัน สิ่งเหล่านั้นสามารถช่วยชีวิตคนได้

เหมือนกับสถานการณ์ที่เซี่ยซือหยวนต้องเผชิญในวันนี้ ต่อให้ฉินเกอจะสามารถใช้วิธีนั้นได้เพียงวิธีเดียว แต่ก็สามารถช่วยชีวิตของเซี่ยซือหยวนเอาไว้ได้อย่างแท้จริง

เซี่ยเหยียนซีต้องการจะหยั่งเชิงวิชาแพทย์ของฉินเกอ เพื่อดูว่าเขามีฝีมืออย่างแท้จริง หรือเป็นเพียงแค่ฟลุ๊คเท่านั้น

นี่คือความต้องการของเซี่ยซือหยวน ความสามารถของฉินเกอจะเป็นตัวกำหนดท่าทีที่ตระกูลเซี่ยจะปฏิบัติต่อเขาในอนาคตโดยตรง

ส่วนเรื่องบุญคุณที่ช่วยชีวิตไว้ ในตอนที่ฉินเกอรับบัตรใบนั้นไป ทั้งสองฝ่ายก็ถือว่าหายกันแล้ว

ฉินเกอยื่นนิ้วออกไปแตะลงบนจุดจับชีพจรบริเวณข้อมือขาวเนียนของเซี่ยเหยียนซีอย่างแผ่วเบา

ครู่ต่อมา เขาก็ผละมือออก "หมอที่ทำการปรับสมดุลให้คุณ บอกว่าม้ามและไตของคุณอ่อนแอเกินไป จนส่งผลให้ร่างกายเย็น และมักจะมีอาการมือเท้าเย็นอยู่บ่อยๆ ใช่ไหมครับ?"

"แล้วในช่วงที่มีประจำเดือนของทุกเดือน คุณจะปวดท้องจนแทบขาดใจเลยงั้นสิ?"

จบบทที่ บทที่ 10 วิชาแพทย์ของคุณล้ำเลิศกว่าหมอระดับประเทศอีกงั้นเหรอ?

คัดลอกลิงก์แล้ว