- หน้าแรก
- วิชาประสานสุขพลิกชะตาเซียน
- บทที่ 10 วิชาแพทย์ของคุณล้ำเลิศกว่าหมอระดับประเทศอีกงั้นเหรอ?
บทที่ 10 วิชาแพทย์ของคุณล้ำเลิศกว่าหมอระดับประเทศอีกงั้นเหรอ?
บทที่ 10 วิชาแพทย์ของคุณล้ำเลิศกว่าหมอระดับประเทศอีกงั้นเหรอ?
"ไปกันเถอะ ฉันให้คนจองห้องส่วนตัวไว้แล้ว พวกเรากินไปคุยไปก็แล้วกัน"
เซี่ยเหยียนซีทำท่าผายมือเชิญอย่างสง่างามและเป็นธรรมชาติ
ฉินเกอกวาดสายตามองไปทางเคาน์เตอร์อย่างรวดเร็ว "คุณหนูเซี่ย คุณจองห้องส่วนตัวเทียนจื้อห้าวของหอจุ้ยเซียนเหรอครับ?"
เขาจำได้ว่าพนักงานหญิงหน้าเคาน์เตอร์คนเมื่อครู่บอกว่า วันนี้ห้องส่วนตัวเทียนจื้อห้าวไม่เปิดให้บริการ "มีคนเลี้ยงอาหาร ความจริงผมยังไงก็ได้ครับ ไม่ได้พิถีพิถันเรื่องความหรูหราอะไรหรอก"
"จะห้องส่วนตัวไหนก็ได้ ทานอาหารที่โถงด้านนอกก็ไม่เป็นไรครับ"
เซี่ยเหยียนซีชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเข้าใจอย่างรวดเร็วว่าเกิดอะไรขึ้น จึงรีบกล่าวขอโทษทันที "ขอโทษด้วยนะคะ ตอนแรกฉันคิดว่าจะมาถึงก่อนคุณซะอีก เลยไม่ได้กำชับเอาไว้ให้ชัดเจน"
พูดจบเธอก็เดินตรงไปที่หน้าเคาน์เตอร์ "พวกเธอหยุดงานในมือก่อน!"
"นี่คือคุณฉินเกอ เป็นแขกคนสำคัญของตระกูลเซี่ย!"
"วันหลังถ้าเขามาทานอาหารที่หอจุ้ยเซียน พวกเธอต้องต้อนรับให้ดี ใครกล้าละเลย อย่าหาว่าฉันไม่เกรงใจก็แล้วกัน!"
พนักงานหน้าเคาน์เตอร์ต่างพากันรับคำ สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ตัวฉินเกอ พร้อมกับประทับใบหน้าของเขาเอาไว้ในความทรงจำ
พนักงานหญิงคนที่เพิ่งจะจับกลุ่มนินทาฉินเกอกับเพื่อนร่วมงานเมื่อครู่ สองมือกำเข้าหากันแน่น ตื่นตระหนกเสียจนแทบจะลืมหายใจ
เธอไม่แน่ใจว่าคำพูดเหล่านั้นเมื่อครู่จะมีใครคนอื่นได้ยินหรือไม่ หรือแม้กระทั่งไม่แน่ใจว่าเพื่อนร่วมงานคนนั้นจะหักหลัง นำเรื่องทั้งหมดไปฟ้องเซี่ยเหยียนซีโดยตรงหรือเปล่า
สวัสดิการของหอจุ้ยเซียนนั้นดีเยี่ยม ไม่มีใครอยากถูกไล่ออกทั้งนั้น
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้มันไม่ใช่แค่ปัญหาว่าจะรักษางานเอาไว้ได้หรือไม่ หากทำให้เซี่ยเหยียนซีโกรธเคือง แล้วอีกฝ่ายตั้งใจจะใช้เธอเป็นตัวอย่างเพื่อจัดระเบียบพนักงานล่ะก็ ต่อให้เธอไม่ตายก็คงคางเหลืองแน่
แต่เธอจะไปคาดคิดได้อย่างไร ว่าฉินเกอที่แต่งตัวธรรมดาสามัญจนหาความโดดเด่นไม่ได้ จะเป็นถึงเพื่อนของคุณหนูตระกูลเซี่ย!
จนกระทั่งเห็นเซี่ยเหยียนซีและฉินเกอเดินจากไป เธอถึงได้ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก แผ่นหลังเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบ
"รีบทำงานเถอะ วันหลังเวลาทำงานก็อย่าพูดจาซี้ซั้วอีกล่ะ"
"ขะ... ขอบคุณนะ วันหลังฉันไม่กล้าแล้วล่ะ"
ภายใต้การนำทางของสวีหย่งเสียง ผู้จัดการหอจุ้ยเซียน ฉินเกอและเซี่ยเหยียนซีก็มาถึงห้องส่วนตัวเทียนจื้อห้าวบนชั้นสาม
หลังจากนั่งลงเรียบร้อย เซี่ยเหยียนซีก็ส่งยิ้มมองฉินเกอ "ฉันคิดว่าคุณน่าจะเดาได้แล้ว หอจุ้ยเซียนเป็นธุรกิจของตระกูลเซี่ยจริงๆ"
เธอหยิบบัตรธนาคารที่เตรียมเอาไว้ล่วงหน้าออกมาจากกระเป๋า แล้วเลื่อนไปตรงหน้าฉินเกอ "คุณช่วยชีวิตคุณปู่ของฉันไว้ ตามที่ฉันเคยรับปากเอาไว้ตอนอยู่ที่ชิงเฟิงถัง นี่คือค่าตอบแทนของคุณ"
"ในบัตรมีเงินห้าล้าน นอกจากนี้ วันหลังถ้าคุณมาทานอาหารที่หอจุ้ยเซียน เพียงแค่แสดงบัตรใบนี้ ก็สามารถทานฟรีได้เลย"
"หอจุ้ยเซียนมีทั้งหมดสามชั้น ชั้นหนึ่งคือโถงใหญ่และห้องส่วนตัวจำนวนหนึ่ง ชั้นสองแบ่งออกเป็นหลายโซน มีห้องส่วนตัวเช่นกัน แต่โดยหลักแล้วมักจะใช้สำหรับจัดงานเลี้ยงและงานสังสรรค์ขนาดเล็ก"
"ชั้นสามทั้งหมดเป็นห้องส่วนตัว นอกจากนี้ยังมีชั้นสี่ที่สามารถทานอาหาร พักค้างคืน และมีความบันเทิงเตรียมไว้ให้ ทว่าเปิดให้บริการเฉพาะสมาชิกพิเศษเท่านั้น"
"ด้วยบัตรใบนี้ คุณสามารถทานอาหารและเข้าพักได้ในทุกชั้นของหอจุ้ยเซียนเลย"
"ขอบคุณครับ" ฉินเกอเก็บการ์ดใบนั้นลงไป ก่อนจะกล่าวติดตลก "คุณหนูเซี่ยทำแบบนี้ เท่ากับว่าเหมาจ่ายค่ากินอยู่ตลอดช่วงชีวิตที่เหลือของผมเลยนะเนี่ย!"
เขารู้สึกทึ่งในความใจกว้างของเซี่ยเหยียนซี ด้วยฐานะคุณหนูตระกูลเซี่ยของเธอ ในเมื่อรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะถึงเพียงนี้ ย่อมไม่ใช่แค่คำพูดลอยๆ อย่างแน่นอน
ฉินเกอไม่มีทางถือบัตรใบนี้มากินดื่มฟรีที่หอจุ้ยเซียนทุกวันหรอก แต่หากหยิบมาใช้เป็นครั้งคราวย่อมไม่มีปัญหา
เซี่ยเหยียนซีประหลาดใจเล็กน้อย เธอแย้มยิ้มพลางเอ่ย "คุณนี่น่าสนใจดีนะ ถ้าเปลี่ยนเป็นคนอื่น ไม่ว่าจะจริงหรือเสแสร้งก็คงต้องแสร้งปฏิเสธตามมารยาทสักหน่อยแล้ว"
"ตรงไปตรงมาไม่อิดออด ฉันชอบนะ!"
ฉินเกอเอ่ยอย่างเปิดเผย "เพราะผมอยากได้บัตรใบนี้จริงๆ นั่นแหละครับ"
"ผมเห็นว่าคุณหนูเซี่ยตั้งใจจะให้ และผมเองก็อยากได้จริงๆ เช่นกัน จึงไม่ขอเกรงใจก็แล้วกันครับ"
ล้อเล่นหรือไง นั่นมันตั้งห้าล้านเชียวนะ! ขืนทำเป็นวางมาดปฏิเสธตามมารยาทว่าไม่เอา เกิดอีกฝ่ายดึงกลับคืนไปจริงๆ เขาจะไปเรียกร้องความยุติธรรมจากใครได้ล่ะ?
เซี่ยเหยียนซีคลี่ยิ้มบาง ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง "ฉันมีข้อสงสัยอยู่เรื่องหนึ่ง ขอเสียมารยาทถามสักหน่อยนะคะ"
"คุณบอกว่าตัวเองยังไม่ได้เป็นหมอใช่ไหม แล้ววิชาแพทย์ในตัวคุณมาจากไหนกันล่ะ?"
"อาการของคุณปู่ฉันในตอนนั้น ขนาดหมอระดับประเทศอย่างคุณปู่ซุนซื่อเจิ้งยังจนปัญญา หรือว่าวิชาแพทย์ของคุณจะล้ำเลิศกว่าท่านอีกงั้นเหรอ?"
"ผมเป็นนักศึกษาปีหนึ่งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยตงไห่ ก่อนเข้ามหาวิทยาลัยเคยเรียนกับหมอจีนชราคนหนึ่งมาบ้างครับ" ฉินเกอตอบกลับไปโดยไม่ต้องหยุดคิด
ไม่ว่าเซี่ยเหยียนซีจะมีเจตนาแอบแฝงอะไร เขาก็ไม่มีทางพูดความจริงออกไปอย่างแน่นอน "อาการแบบคุณท่านเซี่ย ผมเคยเห็นผู้ป่วยที่คล้ายคลึงกันมาก่อน อีกทั้งยังเคยเห็นกระบวนการช่วยชีวิตของหมอจีนชราท่านนั้นด้วยครับ"
"ผนวกกับผลการวินิจฉัยของคุณปู่ของคุณโดยศาสตราจารย์ซุน ก็ตรงกับผู้ป่วยที่ผมเคยพบเห็นก่อนหน้านี้พอดี การช่วยชีวิตคนย่อมสำคัญที่สุด ผมจึงตัดสินใจลองเสี่ยงดูสักตั้งครับ"
"โชคดีที่คุณท่านเซี่ยมีบุญบารมีสูงส่ง มีสวรรค์คุ้มครอง จึงทำให้ผมประสบความสำเร็จอย่างฟลุ๊คๆ น่ะครับ"
"ศาสตราจารย์ซุนเป็นถึงหมอเทวดาระดับประเทศ ผมเป็นเพียงคนรุ่นหลังต้อยต่ำ จะกล้าไปเทียบเคียงกับท่านได้อย่างไรล่ะครับ!"
"สวรรค์คุ้มครองอะไรกันเล่า คุณเป็นคนช่วยชีวิตก็ต้องเป็นคุณช่วยสิ!" เซี่ยเหยียนซีไม่ได้ระแวงสงสัยอะไร คิดเพียงว่าฉินเกอกำลังถ่อมตัวก็เท่านั้น
"หากนำความพยายามของมนุษย์ไปยกความดีความชอบให้เป็นลิขิตสวรรค์หมด เช่นนั้นความเหนื่อยยากที่ทุ่มเทลงแรงไปก็คงไร้ค่าเกินไปแล้ว ไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย!"
"ในเมื่อคุณกล้ายื่นมือเข้าช่วยชีวิตคน ฉันเชื่อว่าคงไม่ได้มีเพียงแค่ความกระตือรือร้นหรอก คุณต้องมีความมั่นใจอยู่บ้างอย่างแน่นอน!"
เมื่อเห็นสีหน้าประหลาดใจของฉินเกอ เธอถึงตระหนักได้ว่าตนเองมีปฏิกิริยาตอบสนองรุนแรงเกินไป "ฉันก็แค่พูดคุยไปเรื่อยเปื่อยน่ะ คุณไม่ต้องคิดมาก และก็ไม่ต้องถ่อมตัวขนาดนี้หรอก"
เธอกะพริบตากลมโตคู่สวย จากนั้นจู่ๆ ก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนาหน้าตาเฉย "ฉันมักจะรู้สึกไม่สบายตัวอยู่บ่อยๆ ไปหาหมอมาหลายคนเพื่อรับการปรับสมดุลร่างกายแล้ว แต่ผลลัพธ์ก็แทบจะไม่ดีขึ้นเลย"
"คุณช่วยตรวจดูให้ฉันหน่อยได้ไหม?"
พูดจบ เธอก็ยื่นข้อมือเรียวขาวผ่องไปตรงหน้าฉินเกอ โดยไม่เปิดโอกาสให้เขาได้เอ่ยปฏิเสธเลยแม้แต่น้อย
ฉินเกอคลี่ยิ้มบาง "คุณหนูเซี่ย นี่คุณต้องการจะทดสอบวิชาแพทย์ของผมงั้นเหรอครับ?"
เขาพอจะคาดเดาเจตนาของเซี่ยเหยียนซีออกอยู่บ้าง ระดับคุณหนูแห่งตระกูลเซี่ย ไม่น่าจะยอมเสียเวลามาคบหาสมาคมกับคนที่ไม่มีคุณค่ามากพอกระมัง
การที่เซี่ยเหยียนซีนัดเขามาพบในวันนี้ ย่อมต้องมีความคิดที่อยากจะผูกมิตรด้วยอย่างแน่นอน แต่มีข้อแม้ว่าเขาจะต้องมีคุณค่าในระดับหนึ่งก่อน
สำหรับตระกูลมหาเศรษฐีระดับตระกูลเซี่ย ย่อมไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าสุขภาพ และวิชาแพทย์ของฉินเกอก็คือคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขา
อาการป่วยที่แม้แต่หมอเทวดาระดับประเทศอย่างซุนซื่อเจิ้งยังต้องยอมจำนน แต่ฉินเกอกลับสามารถแก้ไขได้สำเร็จ นั่นแสดงให้เห็นว่าในวงการแพทย์ ฉินเกอย่อมมีบางสิ่งที่ล้ำเลิศยิ่งกว่าซุนซื่อเจิ้งอยู่กับตัว
แม้ว่าจะเป็นเพียงจุดเล็กๆ แต่แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว เพราะในยามคับขัน สิ่งเหล่านั้นสามารถช่วยชีวิตคนได้
เหมือนกับสถานการณ์ที่เซี่ยซือหยวนต้องเผชิญในวันนี้ ต่อให้ฉินเกอจะสามารถใช้วิธีนั้นได้เพียงวิธีเดียว แต่ก็สามารถช่วยชีวิตของเซี่ยซือหยวนเอาไว้ได้อย่างแท้จริง
เซี่ยเหยียนซีต้องการจะหยั่งเชิงวิชาแพทย์ของฉินเกอ เพื่อดูว่าเขามีฝีมืออย่างแท้จริง หรือเป็นเพียงแค่ฟลุ๊คเท่านั้น
นี่คือความต้องการของเซี่ยซือหยวน ความสามารถของฉินเกอจะเป็นตัวกำหนดท่าทีที่ตระกูลเซี่ยจะปฏิบัติต่อเขาในอนาคตโดยตรง
ส่วนเรื่องบุญคุณที่ช่วยชีวิตไว้ ในตอนที่ฉินเกอรับบัตรใบนั้นไป ทั้งสองฝ่ายก็ถือว่าหายกันแล้ว
ฉินเกอยื่นนิ้วออกไปแตะลงบนจุดจับชีพจรบริเวณข้อมือขาวเนียนของเซี่ยเหยียนซีอย่างแผ่วเบา
ครู่ต่อมา เขาก็ผละมือออก "หมอที่ทำการปรับสมดุลให้คุณ บอกว่าม้ามและไตของคุณอ่อนแอเกินไป จนส่งผลให้ร่างกายเย็น และมักจะมีอาการมือเท้าเย็นอยู่บ่อยๆ ใช่ไหมครับ?"
"แล้วในช่วงที่มีประจำเดือนของทุกเดือน คุณจะปวดท้องจนแทบขาดใจเลยงั้นสิ?"