- หน้าแรก
- สืบทอดกิจการหนี้สามสิบล้าน สู่แหล่งท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของโลก
- ติดหนี้สามสิบล้าน 620 ตามแต่คุณจะพอใจ
ติดหนี้สามสิบล้าน 620 ตามแต่คุณจะพอใจ
ติดหนี้สามสิบล้าน 620 ตามแต่คุณจะพอใจ
ติดหนี้สามสิบล้าน 620 ตามแต่คุณจะพอใจ
แม้ว่าอารามเต๋าฉงชิงจะครอบครองยอดเขาลูกหนึ่ง แต่ขนาดของอารามก็ถือว่าไม่ใหญ่นัก ดังนั้นพอผ่านโถงหลิงกวนไป ก็จะเป็นโถงหลักอย่างโถงปรมาจารย์สวรรค์
ด้านซ้ายและขวาล้วนเป็นโถงรอง สามารถเก็บไว้ดูทีหลังได้
จู้โส่วลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินฝ่าฝูงชนมุ่งตรงไปข้างหน้า
ประตูโถงเบื้องหน้ามีผู้คนพลุกพล่าน นอกจากป้ายชื่อโถงที่ดูน่าเกรงขามและแข็งแกร่งแล้ว สิ่งที่ดึงดูดสายตาที่สุดก็คือตัวอักษรที่จารึกอยู่บนเสาทั้งสองข้าง
ภายในเลนส์กล้อง ตัวอักษรจารึกนั้นดูพลิ้วไหวและชัดเจน แค่อ่านดูก็ทำให้รู้สึกเบิกบานใจแล้ว
“มีจิตคิดชั่วร้าย...”
[มีจิตคิดชั่วร้าย แม้นจุดธูปบูชาก็ไร้ประโยชน์]
[ประพฤติตนเที่ยงธรรม แม้นพบข้าไม่กราบไหว้แล้วจะเป็นไรไป]
“จุ๊ จุ๊ จุ๊!”
จู้โส่วขยับริมฝีปากไปมา ขบคิดถึงประโยคนี้ จากนั้นก็ส่ายหน้าแล้วหัวเราะออกมา
สภาพจิตใจของลัทธิเต๋านี่ดีจริง ๆ แค่ดูประโยคที่บอกว่า ‘แล้วจะเป็นไรไป’ คนที่ไม่รู้อาจจะคิดว่าเป็นจอมยุทธพกกระบี่ท่องยุทธภพคนไหน กำลังดื่มสุราแล้วพูดกับเขาอยู่เสียอีก~
น่าสนใจดีแฮะ
เขาพยายามเมินเฉยต่อนักท่องเที่ยวคนอื่น ๆ แล้วเดินไปด้านข้างเพื่อจ่ายเงิน 3 หยวนรับธูปมาสามดอก พนักงานที่ส่งธูปให้ยิ้มอย่างอ่อนโยน พร้อมกับส่งสัญญาณให้เขาเดินเข้าไปข้างใน
ข้างประตูโถง มีป้ายประกาศที่มีทั้งภาพและข้อความติดอยู่
[ขั้นตอนการจุดธูป]
ด้านซ้ายเป็นภาพและข้อความอธิบายอย่างละเอียดในรูปแบบตารางเก้าช่อง ละเอียดถึงขั้นที่ว่าต้องจับธูปปักลงในกระถางธูปอย่างไร คุกเข่ากราบไหว้อย่างไร ทำความเคารพอย่างไร และขอพรอย่างไร ล้วนวาดและเขียนไว้อย่างชัดเจน
ทว่าด้านขวากลับมีเพียงตัวอักษรใหญ่สี่ตัว——[ตามแต่คุณจะพอใจ]
“อาจารย์น้อย?”
จู้โส่วรีบหันหลังกลับไปทันที ชี้ไปที่ป้ายประกาศแล้วถามพนักงานคนนั้น
“นี่มันหมายความว่ายังไง?”
พนักงานชะงักไป “น้องชาย คุณอ่านหนังสือไม่ออกเหรอ?”
“...” จู้โส่วถึงกับอึ้งไป เขาอธิบายอย่างเก้อเขินท่ามกลางเสียงหัวเราะรอบข้าง “ความหมายของผมคือ สองตัวเลือกนี้มันต่างกันยังไง? ถ้าทำไม่ถูกจะมีอะไร...”
“ไม่มีหรอก~”
พนักงานบอกให้เขาสบายใจได้
“คุณถือธูปเข้าไป แล้วปักลงไป แค่นั้นก็พอแล้ว”
“ส่วนที่เหลือ... ก็เป็นไปตามที่ป้ายคู่หน้าโถงเขียนไว้นั่นแหละ~”
จู้โส่วเม้มริมฝีปาก ซ่อนรอยยิ้มในดวงตาเอาไว้ไม่อยู่ เขาพยักหน้าแล้วพูดเสียงดัง “โอเค~ อาจารย์ ผมบรรลุแล้ว!”
“ผมก็เป็นแค่พนักงาน~”
คนคนนั้นส่ายหน้า ชี้ไปที่ฝูงชนอันเบียดเสียดอีกด้านหนึ่ง “อาจารย์อยู่ตรงนู้น~”
จู้โส่วเหลือบมองแวบหนึ่ง แล้วรีบหันกลับเดินเข้าโถงไปทันที
กฎเกณฑ์บนภาพมันเยอะเกินไป ความจำของเขาก็ไม่ค่อยดี แทนที่จะมานั่งกังวลว่าจะทำผิดจนอกสั่นขวัญแขวน สู้ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติดีกว่า จุดธูปเสร็จก็เดินออกไปเลย~
จู้โส่วชูธูปขึ้น เดินตามนักท่องเที่ยวคนอื่น ๆ เข้าไป ไม่รู้เหมือนกันว่าสถานที่แห่งนี้ออกแบบมายังไง
ทั้งที่ประตูใหญ่เปิดกว้าง แต่พอเข้าโถงมา เสียงจอแจข้างนอกก็พลันจางหายไปมาก
ควันธูปลอยกรุ่น กลายเป็นหมอกบางเบาแผ่กระจาย ลอยค้างอยู่กลางอากาศ โอบล้อมรูปปั้นเทพเซียนบนศาลเจ้านั้นเอาไว้ ดูลึกลับคาดเดาไม่ได้
ความตื่นเต้นในใจของทุกคนค่อย ๆ สงบลง สายตามองตรงไปข้างหน้า... แล้วเงยหน้าขึ้น... เงยหน้าขึ้นอีก!
เหนือโต๊ะวางกระถางธูปสีแดงเข้มขึ้นไป คือโต๊ะประกอบพิธี เหนือขึ้นไปอีกคือแท่นประทับ แค่แท่นประทับก็สูงกว่าคนหนึ่งคนแล้ว ต้องเงยหน้าจนสุดคอถึงจะมองเห็นใบหน้าของรูปปั้นเทพได้ชัดเจน
คือจางเทียนซือ
มือซ้ายวางทิ้งตัวลงบนเข่า มือขวายกขึ้นระดับอก ประคองตราประทับขนาดยักษ์เอาไว้อย่างมั่นคง
ใบหน้าของเขาก้มต่ำลง แต่ดวงตาไม่ได้เป็นเช่นนั้น เบ้าตานั้นนูนออกมาเล็กน้อย ดวงตาเบิกกว้าง ริมฝีปากเม้มสนิท ราวกับกำลังมองออกไปนอกประตูโถง...
นิ้วเท้าของจู้โส่วหงิกงอ
แต่เขากลับรู้สึกอยู่เสมอว่า ทุกการกระทำของตัวเองล้วนอยู่ในสายตาของอีกฝ่าย อย่าว่าแต่ความคิดชั่วร้ายเลย ตอนนี้แม้แต่ความคิดดี ๆ เขาก็ยังคิดไม่ออก สมองเหมือนว่างเปล่าไปหมด ล่องลอยไปตามสายตาของเขาอยู่ที่นี่
เขานึกถึงป้ายคู่หน้าโถงที่อยู่ข้างนอกขึ้นมาอีกครั้ง
ด้วยความน่าเกรงขามขนาดนี้ จะมีคนเลวกล้ามาจุดธูปจริง ๆ เหรอ? ไม่กลัวเทียนซือถลึงตาใส่จนตายหรือไง?
เจ้าอ้วนน้อยพ่นลมหายใจออกมายาว ๆ ก้าวเท้าที่สั่นเทาไปข้างหน้าหนึ่งก้าว
ไม่คิดเรื่องพวกนี้แล้ว เขายังต้องจุดธูปอีกนะ
เขาต้องขอพรให้ภูเขาว่านหยวน... หืม?
ทั่วทั้งร่างพลันเบาหวิว แรงกดดันนั้นถูกปลดเปลื้องลงอย่างกะทันหัน หายวับไปอย่างไร้ร่องรอย ภายในโถงใหญ่ทรงสี่เหลี่ยม บรรยากาศพลันสงบสุขขึ้นมาอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
จู้โส่วมองรูปปั้นเทพอีกครั้ง ความรู้สึกที่เหมือนถูกจ้องมองนั้นหายไปแล้ว บรรยากาศอันตึงเครียดก็หายไปเช่นกัน
ตอนนี้เขาราวกับเป็นเพียงฝุ่นผงธุลี ไม่มีใครสนใจ
แล้วคนอื่น ๆ ล่ะ...
เขาหันขวับไปมอง จากนั้นก็หรี่ตาลง
สถานการณ์ภายในโถงนั้นแปลกประหลาดมาก
ราวกับว่าภายในโถงมีเส้นแบ่งเขตแดนโปร่งใสอยู่เส้นหนึ่ง คนที่อยู่นอกเส้นมีสีหน้าแข็งค้าง แววตาแฝงไปด้วยความตื่นตระหนก ยิ่งเดินไปข้างหน้าก็ยิ่งยากลำบาก ถึงขั้นมีคนที่ถือธูปหยุดนิ่งอยู่ตรงนั้น ไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย
“เวรเอ๊ย!”
“ธูปฉันล่ะ?”
“พี่ชาย ทำไมฉันรู้สึกใจสั่นจัง นายก็เป็นเหมือนกันเหรอ?”