- หน้าแรก
- ยอดบัณฑิตทะลุมิติ สู่มหาขุนนางสะท้านแผ่นดิน
- (✓) EP 208: ทังหยวนตัวปลอม
(✓) EP 208: ทังหยวนตัวปลอม
(✓) EP 208: ทังหยวนตัวปลอม
(✓) EP 208: ทังหยวนตัวปลอม
ระหว่างรับประทานอาหารกลางวัน เว่ยอวิ๋นโจวสัมผัสได้ถึงความรักความห่วงใยอันเปี่ยมล้นจากผู้เป็นบิดา
เว่ยกั๋วกงคอยคีบกับข้าวให้เขาไม่ขาดสาย พร้อมกับกำชับให้เขารับประทานเยอะๆ
เว่ยอวิ๋นโจวก็คีบกับข้าวกลับให้เว่ยกั๋วกงเช่นกัน พร้อมกับบอกให้บิดารับประทานเยอะๆ ด้วยเช่นกัน
ภาพของสองพ่อลูกที่ดูรักใคร่กลมเกลียวกันนั้น ทำให้หลี่เฉวียนที่นั่งมองอยู่รู้สึกขบขันอยู่ลึกๆ
หลังจากรับประทานอาหารกลางวันเสร็จ เว่ยกั๋วกงก็เรียกตัวเว่ยอวิ๋นโจวไปพูดคุยด้วย
หลี่เฉวียนจึงอยู่เป็นเพื่อนหลี่อี๋เหนียงเดินย่อยอาหารภายในลานเรือน
“ท่านอาหญิง ท่านนึกเสียใจหรือไม่ที่แต่งเข้ามาในจวนเว่ยกั๋วกงแห่งนี้”
หลี่อี๋เหนียงมีสีหน้าประหลาดใจ “เหตุใดเจ้าถึงถามคำถามนี้กับข้าล่ะ”
พูดจบ คิ้วของนางก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย “เจ้าไปได้ยินอะไรมาอย่างนั้นหรือ”
“ข้าเพียงแต่รู้สึกว่าจวนเว่ยกั๋วกงแห่งนี้เป็นสถานที่ที่มีแต่เรื่องวุ่นวาย”
“คนในจวนก็ไม่มีผู้ใดเป็นคนดีเลย แถมท่าทีของเว่ยกั๋วกงที่มีต่อญาติผู้น้อง...”
หลี่เฉวียนเล่าเรื่องที่เว่ยอวิ๋นโจวพูดกับเขาเมื่อครู่ให้หลี่อี๋เหนียงฟัง
“ข้าสงสารญาติผู้น้องเหลือเกิน”
“เฉวียนเกอเอ๋อร์ แม้ว่าโจวเอ๋อร์จะไม่ได้รับความรักความเอ็นดูจากเว่ยกั๋วกงมากนัก”
“แต่เขาก็ยังมีความรักจากข้า จากเจ้า และจากทุกคนในตระกูลหลี่”
หลี่อี๋เหนียงรู้สึกซาบซึ้งใจที่หลานชายมีความห่วงใยบุตรชายของนางถึงเพียงนี้
“ข้าไม่เคยนึกเสียใจเลยที่แต่งเข้ามาในจวนเว่ยกั๋วกงแห่งนี้”
“มิฉะนั้นข้าก็คงไม่มีบุตรชายที่น่ารัก ว่านอนสอนง่าย และเฉลียวฉลาดอย่างโจวเอ๋อร์หรอก”
“แต่ข้ากลับรู้สึกว่าท่านอาหญิงกับญาติผู้น้องต้องทนรับความอยุติธรรมมากมายเหลือเกิน”
หากท่านอาหญิงและญาติผู้น้องอยู่ในตระกูลหลี่ ย่อมไม่มีทางได้รับความอยุติธรรมแม้แต่น้อยนิด
“ทั้งข้าและโจวเอ๋อร์ไม่เคยรู้สึกว่าเราได้รับความอยุติธรรมใดๆ เลย”
“นั่นเป็นเพราะพวกเราไม่เคยใส่ใจเลยว่าเว่ยกั๋วกงจะดีต่อพวกเราหรือไม่”
หลี่อี๋เหนียงยกมือขึ้นตบบ่าหลี่เฉวียนเบาๆ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“เฉวียนเกอเอ๋อร์ พวกเราไม่ได้รู้สึกลำบากใจจริงๆ และพวกเราก็คิดว่าที่เป็นอยู่เช่นนี้ก็ดีอยู่แล้ว”
เรื่องอื่นไม่ต้องพูดถึง อย่างน้อยๆ การที่นางแต่งเข้ามาในจวนเว่ยกั๋วกง
นางก็ได้สวมใส่อาภรณ์งดงามมากมาย ได้สวมใส่เครื่องประดับล้ำค่าหลากหลายชิ้น
สมัยก่อนตอนที่อยู่ในตระกูลหลี่ มีอาภรณ์และเครื่องประดับมากมายที่นางไม่สามารถสวมใส่ได้
เพราะราชสำนักมีกฎระเบียบที่เข้มงวดเกี่ยวกับการแต่งกายของบรรดาพ่อค้าวาณิช
หลี่เฉวียนพิจารณาหลี่อี๋เหนียงอย่างจริงจัง ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ
“ถ้าเช่นนั้นก็ดีแล้ว”
อันที่จริง ตลอดหกปีที่ผ่านมา เขาก็มองออกว่าท่านอาหญิงและญาติผู้น้องใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
ผ่านไปครู่หนึ่ง เว่ยอวิ๋นโจวก็เดินออกมาหาพวกเขา
“อี๋เหนียง ท่านกลับไปอยู่เป็นเพื่อนท่านพ่อเถิด ข้ากับท่านพี่จะกลับไปพักผ่อนที่ห้องแล้ว”
“พ่อของเจ้าคุยอะไรกับเจ้าบ้างล่ะ” หลี่อี๋เหนียงเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ก็แค่ถามไถ่เรื่องการเรียนของข้า”
“กำชับว่าอย่าได้หลงระเริงไปกับการที่สอบผ่านเป็นอ้านโส่วการสอบเซี่ยนชื่อ”
“และให้ตั้งใจเตรียมตัวสำหรับการสอบฝู่ชื่อในเดือนหน้า”
ตั้งแต่ที่เขาสอบผ่านเป็นอ้านโส่วการสอบเซี่ยนชื่อ บิดาผู้ห่างเหินก็พูดคุยกับเขามากขึ้น
“แถมยังบอกอีกว่า หากในวันข้างหน้าเว่ยอี้ป๋อและพรรคพวกรังแกข้าอีก ให้ข้าไปบอกเขาได้เลย”
“เอาล่ะ ข้ารู้แล้ว พวกเจ้ากลับไปพักผ่อนที่ห้องเถิด”
“ญาติผู้น้อง บ่ายนี้พวกเราจะไปไหนกันดี ไปหาทังหยวนดีไหม”
หลี่เฉวียนไม่ได้เจอทังหยวนมาหลายเดือนแล้ว พูดตามตรงเขาก็คิดถึงอยู่เหมือนกัน
“เขาบอกว่าจะเลี้ยงข้าวข้า น่าจะไม่ใช่ร้านเดิมหรอก รอให้เขาส่งข่าวมาก่อนเถิด”
เว่ยอวิ๋นโจวเพิ่งจะกลับมาถึงเรือนของตนเอง เหลยอู่ก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้า พร้อมกับยื่นจดหมายฉบับหนึ่งให้เขา
เมื่อเปิดจดหมายออกอ่าน เนื้อความในจดหมายระบุให้เขาไปพบที่สวนอวิ๋นจิ่นในยามเซิน
เว่ยอวิ๋นโจวเอ่ยถาม “เหลยอู่ เจ้ารู้จักสวนอวิ๋นจิ่นหรือไม่”
“ผู้น้อยรู้จักขอรับ ผู้น้อยจะนำทางคุณชายไปเองขอรับ”
ในเวลานั้นเอง เจิ้งต้าซานก็พาเจิ้งอันเดินเข้ามาพอดี
หลี่เฉวียนรู้ว่าเจิ้งต้าซานต้องมีธุระสำคัญมาปรึกษาหารือกับเว่ยอวิ๋นโจวแน่ๆ เขาจึงขอตัวกลับไปพักผ่อนที่เรือนของตนเอง
ภายในห้องหนังสือของเว่ยอวิ๋นโจว เจิ้งต้าซานและเจิ้งอันได้รายงานความคืบหน้าในการสะกดรอยตามในช่วงหลายวันที่ผ่านมาให้เขาฟังอย่างละเอียด
ช่วงหลายวันที่ผ่านมา พวกเขาได้สะกดรอยตามเป้าหมายจากเมืองเสียนจิงไปยังเรือนพักตากอากาศแห่งหนึ่งบริเวณชานเมืองทางทิศเหนือของเมืองเสียนจิง
น่าเสียดายที่เมื่อไปถึงเรือนพักตากอากาศแห่งนั้น พวกเขากลับถูกจับได้เสียก่อน
โชคดีที่คนในเรือนพักตากอากาศไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเจิ้งต้าซานและเจิ้งอัน
ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังสามารถเค้นข้อมูลสำคัญจากคนผู้หนึ่งมาได้อีกด้วย
“อูจิ้ว (ต้นตังเต๊า) อย่างนั้นหรือ?” เว่ยอวิ๋นโจวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“รหัสลับของพวกเขาคือชื่อสมุนไพรอย่างนั้นหรือ?”
“อูจิ้วเป็นสมุนไพรด้วยหรือขอรับ?”
เจิ้งต้าซานไม่มีความรู้เรื่องสมุนไพร จึงไม่ทราบว่าอูจิ้วคือชื่อของสมุนไพรชนิดหนึ่ง
“ใช่แล้ว มีสรรพคุณช่วยถอนพิษ และยังมีฤทธิ์ขับปัสสาวะระบายท้องอีกด้วย”
เว่ยอวิ๋นโจวมีสีหน้าครุ่นคิด “ดูเหมือนว่ารหัสลับที่พวกเขาใช้ในเมืองเสียนจิงจะเป็นชื่อสมุนไพรสินะ”
“คนที่พวกเราสืบสวนได้บอกว่าอูจิ้วคือหัวหน้าของเขา”
“ทว่าข้าคิดว่าไม่น่าจะใช่หัวหน้าใหญ่ในเมืองเสียนจิงหรอกขอรับ” เจิ้งต้าซานเอ่ย
“แต่เพียงแค่เราตามหาอูจิ้วผู้นี้พบ เราก็สามารถสาวไส้ไปถึงบุคคลสำคัญในเมืองเสียนจิงของพวกมันได้อย่างแน่นอนขอรับ”
นิ้วมือของเว่ยอวิ๋นโจวเคาะลงบนหลังมือของตนเองเบาๆ เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า
“อูจิ้วผู้นี้น่าจะเป็นเพียงหัวหน้าระดับล่างที่ดูแลพื้นที่เขตหนึ่งเท่านั้น”
“หากตามหาเขาพบ ก็อาจจะสามารถสาวไปถึงหัวหน้าระดับล่างในพื้นที่เขตอื่นๆ ได้ด้วย”
“หัวหน้าระดับล่างคนอื่นๆ อาจจะล่วงรู้ข้อมูลที่สำคัญมากกว่านี้”
เจิ้งต้าซานพยักหน้าเห็นด้วย “ข้าก็คิดเช่นนั้นเหมือนกันขอรับ”
“ทว่าอูจิ้วผู้นี้ไปมาไร้ร่องรอยราวกับเทพมังกร การจะตามหาตัวเขาให้พบนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย”
“ท่านอาจารย์ ไม่ต้องรีบร้อนไปหรอกขอรับ พวกท่านสังหารลูกน้องของอูจิ้วไปแล้ว อูจิ้วย่อมไม่ยอมรามือเป็นแน่”
“เขาจะต้องส่งคนออกตามล่าพวกท่าน เมื่อถึงเวลานั้น พวกเราก็สามารถสะกดรอยตามคนที่เขาถูกส่งมาจนสาวไปถึงตัวอูจิ้วได้”
เว่ยอวิ๋นโจวมองเจิ้งต้าซานและเจิ้งอันด้วยสีหน้ากังวลใจ
“ท่านอาจารย์ ศิษย์พี่ ช่วงนี้พวกท่านอย่าเพิ่งออกไปสืบข่าวของพวกมันตามแหล่งชุมชนแออัดหรือสถานที่อโคจรอีกเลยนะขอรับ”
“มิฉะนั้นพวกท่านอาจจะได้รับอันตรายได้”
“คุณชายโจว พวกข้าไม่กลัวอันตรายหรอกขอรับ” เจิ้งต้าซานเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ก็เพราะพวกมันจะส่งคนมาตามล่าพวกข้า พวกข้าถึงยิ่งต้องออกไปสืบข่าวของพวกมัน”
“เพื่อที่จะได้ล้วงความลับของพวกมันมาให้ได้มากที่สุดอย่างไรเล่าขอรับ”
“ท่านอาจารย์ ตลอดหกปีที่ผ่านมา พวกท่านต้องรับมือกับพวกมันมาโดยตลอด”
“ท่านก็น่าจะรู้ดีว่าพวกมันเป็นพวกเดนตายที่ไม่กลัวตาย”
“หากพวกมันรู้เบาะแสของพวกท่าน ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดิน พวกมันก็จะตามล่าพวกท่านให้จงได้”
เว่ยอวิ๋นโจวกล่าว “ข้าจะให้เหลยอู่และเหลยชีไปสืบข่าวแทน พวกท่านก็พักผ่อนไปก่อนเถิด”
เจิ้งต้าซานเข้าใจดีว่าเว่ยอวิ๋นโจวเป็นห่วงความปลอดภัยของพวกเขา จึงไม่ได้ดึงดันต่อไป
อีกอย่าง เหลยอู่และเหลยชีก็เชี่ยวชาญด้านการสะกดรอยตามสืบข่าวในทางลับมากกว่าพวกเขาเสียอีก
“ตกลง ถ้าเช่นนั้นช่วงนี้พวกข้าจะไม่ไปสืบข่าวของพวกมันแล้ว”
“ท่านอาจารย์ ศิษย์พี่ ช่วงสองสามวันนี้พวกท่านก็พักผ่อนให้เต็มที่เถิดนะขอรับ”
“ตกลง” หลังจากปรึกษาหารือเรื่องการสืบข่าวกับเว่ยอวิ๋นโจวเสร็จสิ้น เจิ้งต้าซานและเจิ้งอันก็ขอตัวกลับไปพักผ่อน
เว่ยอวิ๋นโจวเรียกตัวเหลยชีเข้ามา และสั่งให้พวกเขาสืบสวนเรื่องนี้ต่อไปตามเบาะแสที่เจิ้งต้าซานและคนอื่นๆ สืบมาได้
เหลยชีรับคำสั่งและถอยออกไป
เว่ยอวิ๋นโจวคลี่กระดาษเซวียนจื่อลงบนโต๊ะ หยิบพู่กันขึ้นมาเขียนอักษรคำว่า 'อูจิ้ว' ลงไป
'ใช้สมุนไพรเป็นรหัสลับอย่างนั้นหรือ? ใช้เฉพาะในเมืองเสียนจิง หรือใช้ในพื้นที่อื่นๆ ด้วย?'
'สมุนไพร... พวกเขามีเครือข่ายการค้าสมุนไพรในต่างแดน'
ดูเหมือนว่าตอนนี้พวกเขาจะทำธุรกิจค้าขายสมุนไพรในเมืองเสียนจิงด้วยสินะ
เว่ยอวิ๋นโจวเขียนคำว่า 'สมุนไพร' ลงบนกระดาษเซวียนจื่ออีกครั้ง
ดูท่าเขาคงจะต้องมุ่งเน้นการสืบสวนไปที่เครือข่ายธุรกิจค้าขายสมุนไพรในเมืองเสียนจิงเสียแล้ว
หลังจากนอนพักผ่อนช่วงบ่ายไปหนึ่งชั่วยาม เหลยอู่ก็พาเว่ยอวิ๋นโจวและหลี่เฉวียนมุ่งหน้าไปยังสวนอวิ๋นจิ่น
สวนอวิ๋นจิ่นตั้งอยู่ในย่านตลาดทิศใต้ของเมืองเสียนจิง มองจากภายนอกดูเหมือนคฤหาสน์ธรรมดาทั่วไป
ทว่าเมื่อก้าวเท้าเข้าไปด้านใน กลับพบว่ามีสวนสวรรค์ซุกซ่อนอยู่อีกชั้นหนึ่ง
“พวกเจ้ามาแล้วหรือ”
ทังหยวนเดินตรงมาหาพวกเขา
หัวคิ้วของเว่ยอวิ๋นโจวขมวดเข้าหากัน ก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปประเคนหมัดใส่ผู้ที่กำลังเดินเข้ามาหาเขาทันที
หลี่เฉวียนคุ้นชินกับภาพเหตุการณ์ที่เว่ยอวิ๋นโจวและทังหยวนมักจะลงไม้ลงมือกันทุกครั้งที่พบหน้ากันแล้ว
เขายืนดูอยู่เงียบๆ แต่ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ
เพราะครั้งนี้เว่ยอวิ๋นโจวลงมืออย่างเหี้ยมโหดและรุนแรงมาก ราวกับหมายจะเอาชีวิตอีกฝ่ายให้จงได้ ไร้ซึ่งความปรานีใดๆ ทั้งสิ้น
นี่มันอะไรกัน เดี๋ยวนี้ญาติผู้น้องกับทังหยวนเล่นกันรุนแรงถึงเพียงนี้เชียวหรือ
ผ่านไปไม่นาน เว่ยอวิ๋นโจวก็บีบคอทังหยวนเอาไว้แน่น ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก
“เจ้าเป็นใคร? ทังหยวนอยู่ที่ไหน?”
เมื่อหลี่เฉวียนได้ยินคำถามสองข้อนี้ของเว่ยอวิ๋นโจว เขาก็ตกใจจนตัวแข็งทื่อ
หมายความว่าอย่างไรกัน? คนผู้นี้ไม่ใช่ทังหยวนอย่างนั้นหรือ?
“ข้าว่าแล้วเชียวว่าต้องหลอกเจ้าไม่ได้แน่”
ทังหยวนตัวจริงเดินก้าวออกมาพลางแย้มยิ้มให้เว่ยอวิ๋นโจว “เขาเป็นตัวแทนของข้าเอง”
เว่ยอวิ๋นโจวปล่อยมือจากทังหยวนตัวปลอม ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองทังหยวนตัวจริงด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความฉงน
“เจ้าถึงขั้นต้องหาตัวแทนมาเชียวหรือ”
หลี่เฉวียนที่ยืนอยู่ด้านข้างก็เต็มไปด้วยความมึนงง ตัวแทนอย่างนั้นหรือ? ทังหยวนจะหาตัวแทนมาทำไมกัน?
ทังหยวนตัวจริงเดินเข้ามาหยุดอยู่ข้างๆ ทังหยวนตัวปลอม หันไปถามเว่ยอวิ๋นโจวว่า “พวกเราเหมือนกันหรือไม่”
เว่ยอวิ๋นโจวพินิจพิจารณาทังหยวนทั้งสองคนอย่างละเอียด ก่อนจะพยักหน้า
“เหมือนกันราวกับฝาแฝดเลยทีเดียว” บนโลกใบนี้นอกจากฝาแฝดแล้ว ย่อมไม่มีทางที่คนสองคนจะมีหน้าตาเหมือนกันได้หรอก
“วิชาแปลงโฉมอย่างนั้นหรือ? หรือว่าหน้ากากหนังมนุษย์?”
ทังหยวนแย้มยิ้ม “วิชาแปลงโฉมน่ะ”
“มิน่าล่ะ” เว่ยอวิ๋นโจวมองไปที่ทังหยวนตัวปลอม เอ่ยชมเชยว่า “ฝีมือยอดเยี่ยมมาก”
ไม่คิดเลยว่าในยุคโบราณจะมีวิชาแปลงโฉมที่แนบเนียนสมจริงถึงเพียงนี้
ทังหยวนตัวปลอมค้อมกายประสานมือ “ขอบพระคุณคุณชายที่ชื่นชมขอรับ”
ทังหยวนปรายตามองทังหยวนตัวปลอม ทังหยวนตัวปลอมรู้หน้าที่ รีบถอยออกไปทันที
“นอกจากข้า ท่านพ่อ และท่านแม่แล้ว เขาสามารถหลอกตาผู้คนได้ทุกคน” ทังหยวนเอ่ยกลั้วเสียงหัวเราะ “ข้าว่าแล้วเชียวว่าต้องหลอกเจ้าไม่ได้แน่”
“ถึงข้าจะไม่ได้ใช้จมูกดมกลิ่น ข้าก็สามารถแยกแยะได้ว่าเขาไม่ใช่เจ้า”
พวกเขาคลุกคลีอยู่ด้วยกันมาถึงหกปี ย่อมคุ้นเคยกับนิสัยใจคอและท่าทางของกันและกันเป็นอย่างดี
จึงสามารถสังเกตเห็นความผิดปกติของอีกฝ่ายได้อย่างง่ายดาย ยิ่งไปกว่านั้น สายตาของเขายังแหลมคมยิ่งนัก ยากที่จะมีสิ่งใดเล็ดลอดสายตาเขาไปได้
“ก็จริง” ทังหยวนเอ่ยตอบ ก่อนจะหันไปมองหลี่เฉวียนพร้อมรอยยิ้มบางๆ
“เฉวียนเกอเอ๋อร์ กลับมาแล้วหรือ”
หลี่เฉวียนเพิ่งจะได้สติ “อืม ข้ากลับมาแล้ว” แม้ว่าเขาจะสงสัยเกี่ยวกับทังหยวนตัวปลอมเมื่อครู่นี้ แต่เขาก็ไม่ได้เอ่ยปากถามออกไป
“ฝูเป่า เจ้าพาเฉวียนเกอเอ๋อร์ไปเดินเล่นชมสวนหน่อยสิ”
“คุณชายหลี่ ผู้น้อยจะพาท่านไปเดินชมสวนเองขอรับ”
“รบกวนด้วยนะ”
ทังหยวนพาเว่ยอวิ๋นโจวเดินไปยังห้องหนังสือ ระหว่างทางก็คอยแนะนำสวนแห่งนี้ให้เขาฟัง
สวนแห่งนี้เคยเป็นของขุนนางผู้หนึ่งในยุคราชวงศ์ก่อน บิดาของทังหยวนได้มอบมันให้แก่เขาเมื่อหลายปีก่อน
ทังหยวนเพียงแค่สั่งให้คนมาซ่อมแซมบูรณะเล็กน้อย ไม่ได้เปลี่ยนแปลงการตกแต่งใดๆ ภายในสวนแห่งนี้เลย
“สวนแห่งนี้ดูคล้ายกับสวนในกูซูมากเลยนะ”
“เจ้าของเดิมของสวนแห่งนี้ก็คือชาวกูซูนั่นแหละ” ทังหยวนชื่นชอบสวนสไตล์กูซูเป็นอย่างมาก
ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการตกแต่งใดๆ ภายในสวนแห่งนี้เลย
“งดงามไม่เบา” เว่ยอวิ๋นโจวแอบคิดในใจ ทว่าก็ยังสู้สวนของตระกูลหลี่ไม่ได้อยู่ดี
ทังหยวนพาเว่ยอวิ๋นโจวเข้ามาในห้องหนังสือ ก่อนจะลงมือชงชาให้เขาด้วยตนเอง
เว่ยอวิ๋นโจวรับถ้วยชามาจิบอย่างเชื่องช้า
“ข้าจะเดินทางไปเจียงหนานพร้อมกับเจ้า” จู่ๆ ทังหยวนก็โพล่งขึ้นมา
เมื่อได้ยินเช่นนั้น มือที่ถือถ้วยชาของเว่ยอวิ๋นโจวก็พลันชะงักงัน ก่อนที่เขาจะค่อยๆ วางถ้วยชาลง
“เจ้าเตรียมตัวจะไปเจียงหนานกับข้า ก็เลยต้องสร้างตัวแทนขึ้นมาอย่างนั้นหรือ”