- หน้าแรก
- ยอดบัณฑิตทะลุมิติ สู่มหาขุนนางสะท้านแผ่นดิน
- (✓) EP 108: เว่ยจิ่นจือเข้าเฝ้าเพื่อรายงานผลการปฏิบัติราชการ
(✓) EP 108: เว่ยจิ่นจือเข้าเฝ้าเพื่อรายงานผลการปฏิบัติราชการ
(✓) EP 108: เว่ยจิ่นจือเข้าเฝ้าเพื่อรายงานผลการปฏิบัติราชการ
(✓) EP 108: เว่ยจิ่นจือเข้าเฝ้าเพื่อรายงานผลการปฏิบัติราชการ
ณ เรือนโยวหวง เว่ยจิ่นจือและชุยซื่อชำระล้างร่างกายและล้มตัวลงนอนแล้ว
“เหตุการณ์ในงานเลี้ยงค่ำคืนนี้ ท่านพี่มองออกหรือไม่เจ้าคะ” ชุยซื่อเอ่ยถามขึ้น
เว่ยจิ่นจือทอดถอนใจแผ่วเบาก่อนเอ่ยตอบ “มองออกสิ คาดไม่ถึงเลยว่าเรือนหลังของพี่ใหญ่จะ...” ในฐานะน้องชาย เขาไม่สมควรวิพากษ์วิจารณ์เรื่องในเรือนหลังของพี่ใหญ่ ทว่าเหตุการณ์ในค่ำคืนนี้ มันช่าง...
ชุยซื่อเอ่ยต่อจนจบประโยคแทนสามี “คาดไม่ถึงเลยว่าสถานการณ์ในเรือนหลังของพี่ใหญ่จะย่ำแย่กว่าที่เราคิดไว้เสียอีก”
“ยังมีหลานชายอีกหลายคน นอกจากอี้เหวินกับอวิ๋นโจวแล้ว คนอื่นๆ ล้วนเห็นแก่ตัวและละโมบ ไม่ยอมนึกถึงผลประโยชน์ของจวนเว่ยกั๋วกงเป็นที่ตั้งเลย” เว่ยจิ่นจือขมวดคิ้วมุ่น “หากพวกเขาเอาแต่กอบโกยผลประโยชน์ส่วนตนเช่นนี้ จวนเว่ยกั๋วกงจะเจริญรุ่งเรืองได้อย่างไร”
“พูดตามตรง ข้าไม่คาดคิดเลยว่าสถานการณ์ของจวนเว่ยกั๋วกงจะเลวร้ายถึงเพียงนี้” ชุยซื่อรู้สึกปวดใจแทนสามียิ่งนัก “ท่านแม่กับพี่ใหญ่ฝากความหวังในการฟื้นฟูจวนเว่ยกั๋วกงไว้ที่ท่านพี่ ทว่าคนในจวนเว่ยกั๋วกงกลับไม่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เอาแต่กอบโกยผลประโยชน์ส่วนตน ไม่แยแสผลประโยชน์ของตระกูล ต่อให้ท่านพี่จะได้เลื่อนขั้นเป็นขุนนางขั้นสอง ก็ไม่อาจฟื้นฟูจวนเว่ยกั๋วกงได้หรอกเจ้าค่ะ”
สีหน้าของเว่ยจิ่นจือเคร่งเครียดขึ้นมาทันที “หลายปีที่ข้าไม่อยู่ เกิดเรื่องอันใดขึ้นในจวนกันแน่ ถึงได้ทำให้สถานการณ์กลายเป็นเช่นนี้ไปได้”
“นอกจากปัญหาเรื่องผู้สืบทอดที่ขาดแคลนแล้ว การที่คนในจวนไม่สามัคคีปรองดองกัน เอาแต่นึกถึงผลประโยชน์ส่วนตน โดยไม่แยแสผลประโยชน์ของตระกูล นั่นต่างหากที่น่ากลัวที่สุด” ชุยซื่อไม่อยากจะตำหนิฮูหยินผู้เฒ่าและเว่ยกั๋วกง ทว่าการที่จวนเว่ยกั๋วกงตกต่ำลงถึงเพียงนี้ ก็เป็นเพราะความผิดพลาดของพวกเขาทั้งสองคนนั่นแหละ
“จิ่นจือ ดูจากสถานการณ์ในยามนี้แล้ว ท่านพี่คงไม่อาจกอบกู้จวนเว่ยกั๋วกงได้หรอกเจ้าค่ะ” ชุยซื่อเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เพียงแค่ท่านพี่สามารถปกป้องจวนเว่ยกั๋วกงให้รอดพ้นจากภัยอันตรายได้ ก็ถือว่าบุญโขแล้ว” หลังจากได้เห็นเหตุการณ์ในงานเลี้ยงค่ำคืนนี้ ชุยซื่อก็เกิดความคิดอยากจะแยกจวนขึ้นมา ทว่านางก็รู้ดีว่ามันเป็นไปไม่ได้ และนางก็ไม่สามารถแม้แต่จะเอ่ยปากพูดเรื่องนี้ออกมาได้ ไม่อย่างนั้น... นางกับจิ่นจือคงไม่อาจครองคู่กันได้อีกต่อไป
“ค่อยๆ แก้ปัญหาไปทีละเปลาะก็แล้วกัน” เว่ยจิ่นจือเอ่ย
ชุยซื่อกุมมือสามีไว้แน่น แววตาเต็มไปด้วยความสงสาร “วันหน้าท่านพี่คงต้องเหนื่อยยากแสนสาหัสเป็นแน่”
“ข้าไม่กลัวความเหนื่อยยากหรอก”
“เดิมทีข้าคิดว่าบุตรชายทั้งสองคนจะสามารถช่วยแบ่งเบาภาระของท่านพี่ได้ ทว่าดูจากสถานการณ์ในตอนนี้แล้ว แค่พวกเขาไม่สร้างภาระให้ท่านพี่ก็ถือว่าดีมากแล้ว” ชุยซื่อเอ่ยด้วยความรู้สึกผิด
“ไม่ใช่ความผิดของเจ้าหรอก” เว่ยจิ่นจือไม่อยากให้ภรรยาต้องโทษตัวเอง จึงรีบเปลี่ยนเรื่อง “พรุ่งนี้เช้าข้าต้องเข้าวังไปรายงานผลการปฏิบัติราชการ รีบนอนพักผ่อนเถิด”
“ข้าบอกให้ท่านพี่พักผ่อนต่ออีกสักสองวัน ท่านพี่ก็ไม่ยอม” แม้ปากจะบ่น ทว่ามือของชุยซื่อกลับดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวให้สามีอย่างเบามือ “รีบนอนเถิดเจ้าค่ะ”
“อืม”
เว่ยจิ่นจือหลับตาลง และผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็ว ผิดกับชุยซื่อที่พลิกตัวไปมานอนไม่หลับ เหตุการณ์ในงานเลี้ยงค่ำคืนนี้สร้างความหนักใจให้นางไม่น้อย
ในขณะเดียวกัน ณ เรือนชุ่ยจู๋ เว่ยอวิ๋นโจวก็ยังคงนอนไม่หลับ เขากำลังทบทวนเหตุการณ์ในงานเลี้ยงค่ำคืนนี้อยู่เช่นกัน
เรื่องราวที่เกิดขึ้นในค่ำคืนนี้ ทำให้เขาต้องคิดทบทวนอย่างหนัก
ต่อให้วันหน้าท่านอาสองจะได้เป็นถึงเสนาบดีกรม ก็คงไม่อาจกอบกู้จวนเว่ยกั๋วกงได้หรอก ในเมื่อคนในครอบครัวนี้ไม่มีใครดีเลยสักคน ล้วนเป็นตัวถ่วงความเจริญทั้งสิ้น ท่านอาสองสามารถประคับประคองจวนเว่ยกั๋วกงให้รอดพ้นจากภัยอันตรายได้ก็ถือว่าเก่งมากแล้ว
เขาไม่ใช่ท่านอาสอง ไม่ได้มีความผูกพันลึกซึ้งกับจวนเว่ยกั๋วกงถึงเพียงนั้น จึงไม่อยากจะทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับคนพวกนี้ อีกทั้งในจวนนี้ก็มีแต่คนที่เป็นตัวถ่วง ไม่แน่ว่าอาจจะมีระเบิดเวลาซุกซ่อนอยู่ด้วย เขาไม่จำเป็นต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงเพื่อคนพวกนี้หรอก
รอให้ถึงเวลาที่เหมาะสม ค่อยหาทางแยกจวนออกไปก็แล้วกัน จะได้หลุดพ้นจากจวนเว่ยกั๋วกงแห่งนี้เสียที จะได้ไม่ต้องพลอยรับเคราะห์ไปด้วย
ยามนี้ก็ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนไปก่อน พยายามสอบเคอจวี่ให้ได้โดยเร็วที่สุด เพื่อที่จะได้มีอนาคตที่ก้าวหน้า
เมื่อเว่ยอวิ๋นโจวตัดสินใจได้แล้ว เขาก็หลับตาลงอย่างสบายใจ
เช้าวันรุ่งขึ้น เว่ยจิ่นจือสวมชุดขุนนางเต็มยศ มุ่งหน้าเข้าสู่พระราชวังเพื่อรายงานผลการปฏิบัติราชการ
ฮ่องเต้หย่งหยวนเพิ่งจะเสด็จลงจากท้องพระโรงได้ไม่นาน เมื่อทรงทราบว่าเว่ยจิ่นจือมาขอเข้าเฝ้าเพื่อรายงานผล ก็ทรงแปลกพระทัยไม่น้อย
“เขาเพิ่งจะเดินทางกลับมาเมื่อวานนี้มิใช่หรือ เหตุใดวันนี้จึงรีบมารายงานตัวแล้วเล่า”
“ถ้าเช่นนั้น กระหม่อมจะให้ใต้เท้าเว่ยกลับไปก่อนนะพ่ะย่ะค่ะ”
“ในเมื่อเขามาแล้ว ก็ให้เขาเข้ามาเถิด”
ไม่นานนัก เหอฟางก็นำทางเว่ยจิ่นจือเข้ามาภายในห้องทรงพระอักษร
เว่ยจิ่นจือคุกเข่าถวายบังคมฮ่องเต้หย่งหยวนด้วยความนอบน้อม “กระหม่อมเว่ยจิ่นจือ ถวายบังคมฝ่าบาท ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปีพ่ะย่ะค่ะ”
“ลุกขึ้นเถิด” ฮ่องเต้หย่งหยวนทรงปรายพระเนตรมองเหอฟาง เหอฟางรับรู้ได้ทันที จึงก้าวเข้าไปประคองเว่ยจิ่นจือให้ลุกขึ้นยืน
“ขอบพระทัยฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”
“เจ้าเพิ่งจะกลับมาถึงเมื่อวานนี้มิใช่หรือ เหตุใดวันนี้จึงรีบมารายงานตัวแล้วเล่า” ฮ่องเต้หย่งหยวนตรัสถาม “เหตุใดไม่พักผ่อนให้เต็มอิ่มอีกสักสองสามวัน”
“ทูลฝ่าบาท กระหม่อมได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ระหว่างการเดินทางกลับมายังเมืองเสียนจิงแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องพักผ่อนเพิ่มเติมอีกพ่ะย่ะค่ะ”
“เจ้าห่างหายจากบ้านเกิดเมืองนอนไปหลายปี เพิ่งจะได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าครอบครัว ควรจะใช้เวลาอยู่กับพวกเขาให้มาก ไม่ต้องรีบร้อนมารายงานตัวในยามนี้หรอก”
“กระหม่อมได้กราบทูลท่านแม่แล้ว ท่านแม่ก็เห็นดีเห็นงามให้กระหม่อมรีบเข้ามาทูลรายงานฝ่าบาทโดยเร็วที่สุดพ่ะย่ะค่ะ”
“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าก็รายงานมาเถิด”
เว่ยจิ่นจือล้วงฎีกาออกมาจากอกเสื้อ ส่งมอบให้เหอฟาง ก่อนจะเริ่มรายงานผลการปฏิบัติราชการ
ฮ่องเต้หย่งหยวนทรงทอดพระเนตรฎีกาของเว่ยจิ่นจือ พลางเงี่ยพระกรรณสดับฟังรายงานอย่างตั้งพระทัย
เว่ยจิ่นจือรายงานถึงภารกิจที่ได้กระทำในชิงโจวตลอดสามปีที่ผ่านมา รวมถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่พบเจอและประสบมาในชิงโจวอย่างละเอียดลออ
การรายงานครั้งนี้กินเวลายาวนานถึงครึ่งค่อนวัน กว่าจะเสร็จสิ้นก็ล่วงเลยเข้าสู่ยามอู่
นับตั้งแต่เว่ยจิ่นจือย่างกรายเข้าสู่พระราชวัง บรรดาขุนนางและองค์ชายทั้งหลายต่างก็ล่วงรู้ข่าวนี้กันอย่างถ้วนหน้า พวกเขาจึงส่งคนไปลอบสังเกตการณ์อยู่รอบๆ ห้องทรงพระอักษร เพื่อดูว่าเว่ยจิ่นจือจะใช้เวลารายงานนานเพียงใด ทว่าเขากลับรั้งอยู่ด้านในนานถึงครึ่งค่อนวันก็ยังไม่ออกมา สิ่งนี้บ่งบอกถึงความหมายอันใด คงไม่ต้องให้อธิบายให้มากความ