- หน้าแรก
- ระบบจักรพรรดิ มังกรซ่อนเร้นจุดเริ่มต้นแห่งเป่ยเหลียง
- EP 1078: ยกตระกูลทั้งมวลถวายแด่ราชสำนัก
EP 1078: ยกตระกูลทั้งมวลถวายแด่ราชสำนัก
EP 1078: ยกตระกูลทั้งมวลถวายแด่ราชสำนัก
EP 1078: ยกตระกูลทั้งมวลถวายแด่ราชสำนัก
เมื่อมาถึงกรมพระคลัง สวีซู่ก็นำเรื่องที่ตระกูลขุนนางประสงค์จะบริจาคเงินเข้าท้องพระคลังไปแจ้งแก่จางหลินเฉิน จากนั้นจึงเอ่ยถามว่า “เรื่องป้ายแสดงตนที่ฝ่าบาทมีรับสั่งลงมา ทางกรมพระคลังเห็นเป็นเช่นไรบ้าง?”
เรื่องป้ายแสดงตนสำหรับชาวต้าหมิงที่เดินทางไปต่างแคว้น กรมพิธีการเป็นผู้รับผิดชอบดูแล
ส่วนเรื่องการนำป้ายแสดงตนมาปรับใช้กับราษฎรทั่วทั้งแผ่นดิน กรมพระคลังมีหน้าที่เผยแพร่และบังคับใช้ในทุกพื้นที่
จางหลินเฉินเอ่ยตอบอย่างกระตือรือร้น “เรื่องป้ายแสดงตนนี้ยอดเยี่ยมยิ่งนัก! ฝ่าบาทมีรับสั่งว่าภายในสิ้นปีนี้ ราษฎรทุกคนจะต้องมีป้ายแสดงตน ข้าจึงตั้งเป้าว่าจะจัดการเรื่องนี้ให้เสร็จสิ้นภายในครึ่งปีให้จงได้!”
ดวงตาของจางหลินเฉินเปล่งประกาย ภายในใจเต็มเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง
ขอเพียงเจ้าเมืองและนายอำเภอทั่วทุกพื้นที่ให้ความร่วมมือกับกรมพระคลังเป็นอย่างดี การจะทำให้ราษฎรทุกคนมีป้ายแสดงตนไว้ในครอบครองภายในเวลาครึ่งปี ย่อมมิใช่เรื่องยากเกินความสามารถ
สวีซู่พยักหน้าเห็นด้วย “ดีเยี่ยมยิ่งนัก! ที่ข้ามาหาท่านในวันนี้ก็เพื่อปรึกษาหารือเรื่องป้ายแสดงตนนี้แหละ ยามนี้ผู้ว่าการมณฑลจากทุกพื้นที่ทั่วแผ่นดินล้วนเดินทางมาถึงเมืองเป่ยเหลียงกันหมดแล้ว ท่านลองหาโอกาสไปพบปะหารือกับพวกเขา เพื่อแจ้งเรื่องนี้ให้พวกเขาทราบล่วงหน้าสิ เมื่อเสร็จสิ้นพิธีขึ้นครองราชย์และเดินทางกลับไป พวกเขาจะได้เริ่มเตรียมการทันที”
“พรุ่งนี้ บรรดาขุนนางเหล่านี้จะต้องนำเครื่องบรรณาการมาถวาย ทุกคนย่อมต้องมารวมตัวกันอย่างพร้อมเพรียง ท่านสามารถใช้โอกาสนี้ในการแจ้งเรื่องนี้แก่พวกเขาได้เลย”
จางหลินเฉินแย้มยิ้มพลางพยักหน้ารับ “สหายสวี ขอบใจท่านมากนะ!”
...
รุ่งเช้าวันต่อมา บรรดาตัวแทนจากตระกูลขุนนางต่างๆ ก็พากันมาเข้าแถวรอด้านหน้ากรมพระคลัง เพื่อเตรียมบริจาคเงินเข้าท้องพระคลัง
เดิมทีพวกเขาตั้งใจจะนำเงินเหล่านี้ไปถวายแด่ฮ่องเต้โดยตรง ทว่าฮ่องเต้ทรงปฏิเสธ พวกเขาจึงจำต้องมาบริจาคเข้าท้องพระคลังที่นี่แทน
แม้จะเป็นการนำเงินมาบริจาค ทว่าใบหน้าของทุกคนจากแต่ละตระกูลกลับเปี่ยมไปด้วยความปีติยินดี
ยามนี้ฮ่องเต้กำลังจะจัดพิธีขึ้นครองราชย์อย่างเป็นทางการ หากผู้ใดสามารถบริจาคเงินได้เป็นจำนวนมากที่สุด ผู้นั้นก็ย่อมจะดึงดูดความสนใจจากราชสำนักและฮ่องเต้ได้ ภายภาคหน้าตระกูลของพวกเขาก็จะเจริญรุ่งเรืองอย่างก้าวกระโดดเป็นแน่
ดังนั้น สิ่งที่พวกเขาบริจาคในวันนี้จึงมิใช่เพียงแค่เงินทอง ทว่ายังเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของตระกูลอีกด้วย
การใช้เงินเพื่อปูทางสู่อนาคตอันสดใสของตระกูล ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าอย่างแน่นอน
ขอเพียงได้รับการสนับสนุนและความไว้วางใจจากราชสำนัก ตระกูลของพวกเขาก็จะเจริญรุ่งเรืองไปอีกนานแสนนาน เมื่อถึงเวลานั้นก็ไม่ต้องกังวลว่าจะขัดสนเงินทองอีกต่อไป
ต่อให้ตระกูลของพวกเขาต้องตกต่ำลง ราชสำนักก็จะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือและฟื้นฟูให้กลับมายิ่งใหญ่ได้ดังเดิม
เฉกเช่นตระกูลเฉาที่อพยพจากมณฑลชิงโจวไปยังมณฑลอู่ชิง แม้พวกเขาจะบริจาคทรัพย์สินแทบทั้งหมดที่มี ทว่าพวกเขาก็มิได้ตกต่ำลงเลย ซ้ำยังได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากราชสำนักอีกด้วย
เชื่อว่าอีกไม่นาน ตระกูลเฉาจะผงาดขึ้นเป็นตระกูลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในมณฑลอู่ชิง หรืออาจจะถึงขั้นก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในสิบตระกูลใหญ่ของจักรวรรดิต้าหมิงก็เป็นได้
คำว่าสิบตระกูลใหญ่ถือกำเนิดขึ้นเมื่อนับพันปีก่อน เริ่มแรกราชสำนักจัดตั้งขึ้นเพื่อคัดเลือกตระกูลที่มีความประพฤติดีงาม เพื่อเป็นแบบอย่างแก่ตระกูลอื่นๆ ทั่วทั้งแผ่นดิน
ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป การคัดเลือกสิบตระกูลใหญ่ก็เริ่มขาดความยุติธรรมและโปร่งใส มักจะมีผลประโยชน์ส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่เสมอ
ในยุคหลัง ตระกูลใดที่มีอิทธิพล ก็จะได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสิบตระกูลใหญ่ โดยไม่สนใจความประพฤติแต่อย่างใด
สิบตระกูลใหญ่จะมีการคัดเลือกใหม่ทุกๆ สองสามปี ทว่าโดยส่วนใหญ่แล้วก็มักจะเป็นตระกูลเดิมๆ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก
สิบตระกูลใหญ่ก็คือตระกูลที่ได้รับการยอมรับเหล่านี้ ไม่มีผู้ใดสามารถแย่งชิงตำแหน่งได้ ยกเว้นจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จนมีตระกูลใดตระกูลหนึ่งถูกกวาดล้างไป จึงจะมีตระกูลใหม่เข้าเสียบแทน
สิบตระกูลใหญ่ในอดีตสมัยราชวงศ์ต้าโจว หลายตระกูลถูกหลี่สวินกวาดล้างจนสิ้นซาก ตำแหน่งสิบตระกูลใหญ่จึงว่างเว้นไปหลายตำแหน่ง
บัดนี้ บรรดาตระกูลขุนนางต่างๆ ต่างก็กระตือรือร้นที่จะแย่งชิงตำแหน่งสิบตระกูลใหญ่ หากครานี้พวกเขาบริจาคเงินจนได้รับการสนับสนุนจากราชสำนัก โอกาสที่จะได้เป็นหนึ่งในสิบตระกูลใหญ่ก็แทบจะแบเบอร์แล้ว
หลายคนคาดการณ์ว่าตระกูลเฉาแห่งมณฑลอู่ชิงมีโอกาสสูงที่จะได้เป็นหนึ่งในสิบตระกูลใหญ่ เพราะฮ่องเต้ทรงยกย่องให้ตระกูลเฉาเป็น 'ตระกูลขุนนางดีเด่น' อีกทั้งยังมอบหมายให้ตระกูลเฉาเป็นผู้จัดหาเนื้อวัวและเนื้อแกะสำหรับเมืองหลวงโดยเฉพาะอีกด้วย
คนของตระกูลเฉาส่วนหนึ่งยังเดินทางไปทำการค้าที่แดนประจิม ซึ่งว่ากันว่าได้รับพระราชานุญาตจากราชสำนักโดยตรง
ในพิธีขึ้นครองราชย์ของฮ่องเต้ครานี้ ทุกตระกูลต่างหวังที่จะได้มีโอกาสแสดงหน้าค่าตา อย่างน้อยที่สุด การทำให้ฮ่องเต้ทรงจดจำตระกูลของตนได้ก็ถือเป็นเรื่องดีแล้ว
“เรียงแถวเข้ามาทีละคน ห้ามแซงคิวเป็นอันขาด แจ้งยอดเงินบริจาคของพวกท่านแก่เจ้าหน้าที่บันทึกบัญชี แล้วลงนามให้เรียบร้อย”
อวี๋เหวินเทาก้าวออกมาร้องประกาศแก่บรรดาตระกูลขุนนางที่มารวมตัวกัน
“จากนั้นในช่วงบ่าย ให้พวกท่านส่งคนนำเงินมาส่งมอบที่กรมพระคลังได้เลย”
ในระหว่างที่ตระกูลขุนนางบริจาคเงิน จะมีผู้คอยร้องขานยอดเงินบริจาคของแต่ละตระกูลให้ได้ยินกันทั่ว
การร้องขานยอดเงิน ไม่เพียงแต่เป็นการตอบสนองความภาคภูมิใจของตระกูลขุนนางเท่านั้น ทว่าจุดประสงค์หลักคือการกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันกันในหมู่ตระกูลขุนนาง!
ไม่มีผู้ใดอยากให้ยอดเงินบริจาคของตระกูลตนน้อยนิดจนน่าเวทนา ย่อมต้องอยากบริจาคให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ตระกูลหวังแห่งมณฑลจิ่วเจียง บริจาคเงินเจ็ดล้านตำลึง!”
“ตระกูลเฉียนแห่งมณฑลอู๋เจียง บริจาคเงินเจ็ดล้านสองแสนตำลึง!”
“ตระกูลจางแห่งมณฑลชิงเหอ บริจาคเงินเจ็ดล้านห้าแสนตำลึง!”
...
และก็เป็นไปตามที่อวี๋เหวินเทาคาดการณ์ไว้ ตระกูลที่อยู่ด้านหลังมักจะบริจาคเงินมากกว่าตระกูลที่อยู่ด้านหน้าเสมอ
หลายตระกูลที่บริจาคไปก่อนหน้านี้ต่างรู้สึกเสียดาย รู้อย่างนี้ไปต่อแถวท้ายๆ เสียก็ดี ตระกูลที่อยู่ด้านหลังบริจาคมากกว่าพวกเขาทั้งสิ้น เช่นนี้ตระกูลของพวกเขาก็กลายเป็นตระกูลที่บริจาคน้อยที่สุดไปเลยน่ะสิ?
ตระกูลที่รอคิวอยู่ด้านหลังบางตระกูลที่มีทรัพย์สินไม่มากนัก เมื่อเห็นว่าตระกูลก่อนหน้าบริจาคกันมหาศาล ก็ถึงกับกุมขมับ รู้อย่างนี้พวกเขาควรจะไปต่อแถวเป็นคนแรกๆ เสียดีกว่า
“ตระกูลเฉาแห่งมณฑลอู่ชิง บริจาคเงินสามแสนตำลึง!”
ในจังหวะนั้นเอง ผู้ประกาศก็ขานยอดเงินบริจาคออกมา ทำให้บรรยากาศรอบลานเงียบกริบลงทันที ทุกสายตาจ้องมองไปที่ตระกูลเฉาด้วยความประหลาดใจ
ตระกูลอื่นเขาบริจาคกันเป็นล้านๆ แล้วตระกูลเฉาของเจ้าเป็นอันใดกัน ถึงบริจาคแค่สามแสนตำลึง ช่างน่าอดสูเสียนี่กระไร!
แม้ก่อนหน้านี้ตระกูลเฉาจะทุ่มเททรัพย์สินสร้างมณฑลอู่ชิงไปไม่น้อย ทว่าครานี้ก็ไม่น่าจะบริจาคน้อยถึงเพียงนี้กระมัง? ต่อให้ไม่มีเงินบริจาค ก็ไปกู้ยืมมาสิ!
หากไม่มีปัญญาจะกู้ยืม ก็อย่ามาบริจาคเสียเลยจะดีกว่า บริจาคแค่หยิบมือเดียวเช่นนี้ ช่างขายขี้หน้าเสียนี่กระไร!
“นอกจากเงินบริจาคสามแสนตำลึงแล้ว ตระกูลเฉาแห่งมณฑลอู่ชิงยังขอยกคนในตระกูลเฉาทั้งสามร้อยยี่สิบเอ็ดชีวิตถวายให้แก่ราชสำนักด้วย!” ผู้ประกาศชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะประกาศต่อ
“นับแต่นี้เป็นต้นไป ทุกสิ่งทุกอย่างของคนในตระกูลเฉาทั้งสามร้อยยี่สิบเอ็ดชีวิต ล้วนเป็นของราชสำนัก เป็นของฝ่าบาททั้งสิ้น! ตระกูลเฉาของพวกเราขอปวารณาตนเป็นข้ารับใช้ของราชสำนัก! และพร้อมที่จะบุกน้ำลุยไฟเพื่อฮ่องเต้แห่งต้าหมิงสืบไปชั่วลูกชั่วหลาน!”
ท่ามกลางความสับสนของทุกคน เสียงของเฉาเมิ่งไห่ก็ดังก้องขึ้น อธิบายความหมายของการยกคนถวายให้ราชสำนัก
ยกตระกูลทั้งมวลถวายแด่ราชสำนักงั้นหรือ? ตระกูลเฉาช่างใจเด็ดเสียนี่กระไร!
“ก่อนหน้านี้ก็ให้ความร่วมมือกับราชสำนักในการอพยพอย่างเต็มที่ จากนั้นก็บริจาคทรัพย์สินทั้งหมดที่มีเพื่อสร้างมณฑลอู่ชิง บัดนี้ยังมาริเริ่มการยกคนถวายอีก ลูกไม้แพรวพราวเสียจริง ใครจะไปสู้เขาได้!”
“ไม่ได้สิ เขาจะทำแบบนี้ไม่ได้นะ!”
“ข้าล่ะยอมใจเขาเลยจริงๆ ตระกูลเฉาทำเช่นนี้ แล้วตระกูลอย่างพวกเราที่อยู่ด้านหลังจะไปบริจาคสู้เขาได้อย่างไรเล่า?”
...
ณ วังหลวง หลี่จิ้นจงได้กราบทูลรายงานเรื่องการบริจาคเงินของบรรดาตระกูลขุนนางให้หลี่สวินทรงทราบ
หลี่ต๋าหย่งและหวงอวี้ซูก็กำลังอยู่ในห้องทรงพระอักษรเช่นกัน วันนี้หลี่สวินเรียกตัวพวกเขามา เพื่อสอบถามข้อสงสัยเกี่ยวกับกฎหมายของต้าหมิง
“ตระกูลขุนนางเหล่านี้บริจาคเงินกันเป็นจำนวนมหาศาลเลยทีเดียว ก่อนหน้านี้พวกเราก็เพิ่งจะริบทรัพย์สินของพวกมันมาไม่น้อยแล้วมิใช่หรือ? เหตุใดพวกมันถึงยังมีเงินบริจาคมากมายถึงเพียงนี้อีก?”
เมื่อได้รับฟังรายงานของหลี่จิ้นจง หลี่ต๋าหย่งก็เอ่ยด้วยความประหลาดใจ รู้สึกราวกับว่าเงินของบรรดาตระกูลขุนนางนั้นไม่มีวันหมดสิ้น
หลี่สวินตรัสว่า “ตระกูลที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นตระกูลขุนนาง ย่อมมีรากฐานที่หยั่งลึกและสั่งสมความมั่งคั่งมาอย่างยาวนาน เงินทองของพวกเขาย่อมไม่มีวันหมดไปง่ายๆ”
“ตัวอย่างเช่น วัตถุโบราณและภาพวาดล้ำค่าที่พวกเขาเก็บสะสมไว้ แต่ละชิ้นก็สามารถนำไปขายได้เงินมหาศาล เพื่อที่จะได้มีโอกาสแสดงหน้าค่าตาในพิธีขึ้นครองราชย์ของเจิ้นในครานี้ บางตระกูลถึงขั้นยอมนำวัตถุโบราณและภาพวาดของตระกูลออกมาขาย หรือแม้กระทั่งยอมขายที่ดินทำกินของตนเองด้วยซ้ำ”
บรรดาตระกูลขุนนางล้วนมีเครือข่ายที่กว้างขวาง และมีเส้นสายมากมาย ช่องทางในการหาเงินของพวกเขาจึงมีมากมายตามไปด้วย