- หน้าแรก
- ระบบจักรพรรดิ มังกรซ่อนเร้นจุดเริ่มต้นแห่งเป่ยเหลียง
- EP 1068: ถูกองค์ชายเป่ยเฉินหลอกตาเข้าให้แล้ว?
EP 1068: ถูกองค์ชายเป่ยเฉินหลอกตาเข้าให้แล้ว?
EP 1068: ถูกองค์ชายเป่ยเฉินหลอกตาเข้าให้แล้ว?
EP 1068: ถูกองค์ชายเป่ยเฉินหลอกตาเข้าให้แล้ว?
“ได้สิ หลังจากท่านเดินทางกลับไปครานี้ จักรวรรดิต้าหมิงของพวกเราก็จะส่งคนไปสร้างร้านแลกเงินที่แคว้นเสวียนเยี่ยอย่างแน่นอน”
จางรั่วซวีรับปากอย่างเต็มใจ นโยบายนี้คือแนวทางที่จักรวรรดิต้าหมิงใช้ในการแผ่ขยายอิทธิพลในแดนประจิม ในฐานะขุนนางของหน่วยงานต่างประเทศ จางรั่วซวีย่อมมีสิทธิ์ที่จะให้คำมั่นสัญญานี้ได้
องค์ชายเป่ยเฉินดีใจจนเนื้อเต้น “แคว้นเสวียนเยี่ยของพวกเรามีภูเขาหยกมากมาย อุดมไปด้วยหยกงามนานาชนิด จักรวรรดิต้าหมิงมีช่างฝีมือชั้นเลิศและวิทยาการการทำเหมืองแร่ที่ล้ำสมัย พวกเราสามารถร่วมมือกันได้ในภายภาคหน้า”
ร่วมมือกันทำเหมืองหยกงั้นหรือ?
นัยน์ตาของจางรั่วซวีทอประกายวาบ นี่เป็นเรื่องดีทีเดียว! ผลกำไรจากการค้าหยกนั้นมหาศาลยิ่งนัก ดูท่าทางแคว้นเสวียนเยี่ยจะรู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นหางจริงๆ
หลังจากสนทนากันครู่ใหญ่ องค์ชายเป่ยเฉินก็ลุกขึ้นเตรียมตัวจะกลับ
“องค์ชายเป่ยเฉิน โปรดรั้งอยู่ก่อน”
จางรั่วซวีนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ จึงร้องเรียกองค์ชายเป่ยเฉินเอาไว้
“พิธีขึ้นครองราชย์ของฮ่องเต้แห่งต้าหมิงใกล้จะมาถึงแล้ว ทุกคนจำเป็นต้องคุกเข่าถวายบังคมด้วยนะ”
“ไม่มีปัญหา!” องค์ชายเป่ยเฉินตอบตกลงโดยไม่ต้องคิดไตร่ตรองให้เสียเวลา
จางรั่วซวีถึงกับประหลาดใจ ที่อีกฝ่ายตอบตกลงง่ายดายถึงเพียงนี้
“ท่านเป็นถึงองค์ชายแห่งแคว้นเสวียนเยี่ย ยินดีคุกเข่าถวายบังคมฮ่องเต้แห่งต้าหมิงจากใจจริงเลยหรือ?” จางรั่วซวีอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
เขาอยากรู้ว่าในใจขององค์ชายเป่ยเฉินกำลังคิดสิ่งใดอยู่กันแน่
องค์ชายเป่ยเฉินเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง “ใต้เท้าจาง แม้ข้าจะเป็นองค์ชายแห่งแคว้นเสวียนเยี่ย ทว่าแคว้นเสวียนเยี่ยของพวกเราจะเอาสิ่งใดไปเทียบชั้นกับจักรวรรดิต้าหมิงได้เล่า เกรงว่ากำลังทั้งหมดของพวกเรามารวมกัน ยังไม่เท่ากับครึ่งหนึ่งของมณฑลเป่ยเหลียงเสียด้วยซ้ำ”
แม้แคว้นเสวียนเยี่ยจะมีศักดิ์เป็นถึงแคว้นหนึ่ง และมีขนาดพื้นที่ไม่นับว่าเล็ก ทว่ากำลังรบของพวกเขากลับอ่อนแอยิ่งนัก มีเพียงฐานะทางเศรษฐกิจเท่านั้นที่พอดูได้อยู่บ้าง
“ฮ่องเต้แห่งต้าหมิงคือบุคคลที่ข้าเลื่อมใสศรัทธาที่สุด พระองค์คือผู้กอบกู้และผู้พิทักษ์แห่งบูรพาทิศ อีกทั้งข้ายังชื่นชอบวัฒนธรรมจงหยวนของพวกท่านมาก ข้าได้อ่านตำรับตำราของพวกท่านมาแล้วหลายเล่ม”
“บัณฑิตแห่งต้าหมิงยกย่องให้ฮ่องเต้เป็นประดุจปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์ ข้าเองก็นับว่าเป็นบัณฑิตครึ่งตัว การที่ข้าจะคุกเข่าถวายบังคมปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์ของบัณฑิต ย่อมเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลมิใช่หรือ?”
สมแล้วที่องค์ชายเป่ยเฉินเป็นผู้มีความรู้ เขาอธิบายเหตุผลที่ยอมคุกเข่าได้อย่างชัดเจนและเป็นเหตุเป็นผล
“ข้าเชื่อมั่นว่าพระบารมีของฮ่องเต้แห่งต้าหมิงจะยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ภายภาคหน้าฮ่องเต้แห่งต้าหมิงจะนำพาจักรวรรดิต้าหมิงก้าวไปสู่ความเกรียงไกร และแผ่ขยายอาณาเขตให้กว้างใหญ่ไพศาลยิ่งขึ้น”
องค์ชายเป่ยเฉินหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อ
“การได้คุกเข่าถวายบังคมจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ปานนี้ ถือเป็นเกียรติยศของข้า เหตุใดข้าต้องปฏิเสธด้วยเล่า?”
จางรั่วซวีรับฟังอย่างเงียบๆ ภายในใจรู้สึกเคารพนับถือองค์ชายเป่ยเฉินเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน ช่างเป็นคนที่มีจิตสำนึกสูงส่งยิ่งนัก
“องค์ชายเป่ยเฉินกล่าวได้ดีเยี่ยมยิ่งนัก! หากทุกคนจากแคว้นซีอวี้มีความคิดเช่นท่านก็คงจะดี” จางรั่วซวีเอ่ยชื่นชม
องค์ชายเป่ยเฉินแย้มยิ้ม “ใต้เท้าจาง ข้าเชื่อมั่นว่าอีกไม่นาน ผู้คนทั่วทั้งแดนประจิมก็จะมีความคิดเช่นนี้เหมือนกันหมด”
“จริงสิ ข้าเห็นว่าจักรวรรดิต้าหมิงสร้างสถานศึกษาไว้มากมาย ภายภาคหน้าจะไปสร้างสถานศึกษาที่แคว้นเสวียนเยี่ยของพวกเราได้หรือไม่? ข้าปรารถนาให้ชาวแคว้นเสวียนเยี่ยทุกคนได้ศึกษาวัฒนธรรมอันเจริญก้าวหน้าของจงหยวน”
สร้างสถานศึกษาในแคว้นเสวียนเยี่ยงั้นหรือ?
จางรั่วซวีประหลาดใจอีกครั้ง ตั้งแต่โบราณกาลมา ไม่มีแคว้นใดยินยอมให้แคว้นอื่นไปตั้งสถานศึกษาในอาณาเขตของตนหรอก เพราะนั่นเทียบเท่ากับการถูกรุกรานทางวัฒนธรรมเลยทีเดียว
การศึกษาคือการปลูกฝังความคิดให้แก่ผู้คน แคว้นเสวียนเยี่ยไม่กลัวหรือว่าสถานศึกษาที่จักรวรรดิต้าหมิงสร้างขึ้น จะเปลี่ยนใจชาวเมืองให้หันไปภักดีต่อต้าหมิงแทน?
“ท่านแน่ใจหรือว่าต้องการให้จักรวรรดิต้าหมิงไปสร้างสถานศึกษาที่นั่น?” จางรั่วซวีมององค์ชายเป่ยเฉินพลางเอ่ยถาม
“แน่ใจสิ วัฒนธรรมของจักรวรรดิต้าหมิงนั้นล้ำเลิศ พวกเราย่อมต้องตั้งใจศึกษาหาความรู้ สิ่งใดก็ตามที่ก้าวหน้าล้ำยุค พวกเราก็ล้วนอยากศึกษาเรียนรู้ทั้งสิ้น”
“แคว้นเสวียนเยี่ยอ่อนแอเกินไป พวกเราจำเป็นต้องปฏิรูปและเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดยั้ง มิเช่นนั้นพวกเราคงยากที่จะยืนหยัดอยู่ในซีอวี้ได้ตราบนานเท่านาน”
องค์ชายเป่ยเฉินเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง
จางรั่วซวีรับคำ “ได้ ข้าจะนำเรื่องนี้ไปกราบทูลฮ่องเต้ให้ทรงทราบ”
“ขอบคุณใต้เท้าจางมาก”
องค์ชายเป่ยเฉินกลับไปยังที่พักของตน
จางรั่วซวีจึงมุ่งหน้าไปหาสวีซู่
เวลานี้สวีซู่กำลังปรึกษาหารือกับจางเฮ่อเหมียนเรื่องเนื้อหาในหนังสือพิมพ์ต้าหมิง
ฮ่องเต้เตรียมจะจัดพิธีขึ้นครองราชย์อย่างเป็นทางการ หนังสือพิมพ์ต้าหมิงได้ป่าวประกาศเรื่องนี้ออกไปแล้ว ราษฎรทั่วหล้าต่างก็ปลาบปลื้มยินดียิ่งนัก
นับตั้งแต่รวบรวมแผ่นดินเป็นปึกแผ่น ฮ่องเต้ก็ยังมิได้ทรงจัดพิธีขึ้นครองราชย์อย่างเป็นทางการเลย บัดนี้ก็ถึงเวลาอันสมควรที่จะจัดงานเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ ราษฎรต่างก็เฝ้ารอคอยอย่างใจจดใจจ่อ
“รั่วซวี มีเรื่องอันใดหรือ?” เมื่อเห็นจางรั่วซวีเดินเข้ามา สวีซู่ก็นึกว่ามีปัญหาเกิดขื้นกับการต้อนรับทูตานุทูต จึงรีบเอ่ยถาม
จางเฮ่อเหมียนหยุดตวัดพู่กัน แล้วหันมองจางรั่วซวีเช่นกัน
“ใต้เท้าเสนาบดี ใต้เท้าจาง เมื่อครู่นี้ข้าเพิ่งจะได้พบกับองค์ชายเป่ยเฉินแห่งแคว้นเสวียนเยี่ยมา” จางรั่วซวีนั่งลงข้างๆ แล้วเล่าบทสนทนาเมื่อครู่ให้ทั้งสองฟัง
เมื่อสวีซู่และจางเฮ่อเหมียนได้ฟัง ภายในใจก็ประหลาดใจยิ่งนัก
องค์ชายเป่ยเฉินมีจิตสำนึกสูงส่งถึงเพียงนี้เชียวหรือ? ถึงกับเป็นฝ่ายร้องขอให้จักรวรรดิต้าหมิงรีบไปเปิดร้านแลกเงิน และยังขอให้จักรวรรดิต้าหมิงไปสร้างสถานศึกษาเพื่อสอนหนังสือพวกเขาอีก
จางเฮ่อเหมียนลูบคางพลางครุ่นคิด “หรือว่าองค์ชายเป่ยเฉินมีความคิดที่จะพาแคว้นเสวียนเยี่ยมาสวามิภักดิ์ต่อจักรวรรดิต้าหมิงของพวกเรากันนะ?”
สวีซู่และจางรั่วซวีถึงกับอึ้งไป ช่างเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อเกินไปแล้ว
ทว่าเมื่อลองตรึกตรองดูให้ดี ก็รู้สึกว่ามีความเป็นไปได้อยู่บ้าง มิเช่นนั้นองค์ชายเป่ยเฉินคงไม่ผูกมิตรกับจักรวรรดิต้าหมิงอย่างใกล้ชิดถึงเพียงนี้
“ประเดี๋ยวข้าจะต้องเข้าไปในวังหลวงอีกรอบ พวกเจ้าตามข้ามาเถิด นำเรื่องนี้ไปกราบทูลให้ฝ่าบาททรงทราบ แล้วมาลองฟังพระราชวินิจฉัยของฝ่าบาทกันดู”
สวีซู่ไม่อาจฟันธงข้อสันนิษฐานนี้ได้ จึงต้องพึ่งพาการตัดสินพระทัยของฮ่องเต้
แม้ฮ่องเต้จะทรงพระเยาว์กว่าสวีซู่ ทว่าพระองค์กลับมีสายพระเนตรอันเฉียบแหลม และวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ไม่มีเรื่องใดในใต้หล้าที่ทรงมองไม่ทะลุปรุโปร่ง
จางรั่วซวีและจางเฮ่อเหมียนตามสวีซู่เข้ามาในห้องทรงพระอักษรอีกครั้ง
ภายในห้องทรงพระอักษร หลี่จิ้นจงกำลังรับฟังพระราชดำริเกี่ยวกับการปฏิรูปองครักษ์เงา
องครักษ์เงาจำเป็นต้องแบ่งสายงานให้ชัดเจนขึ้น แต่ละหน่วยงานรับผิดชอบภารกิจที่แตกต่างกัน เพื่อความสะดวกในการสั่งการของหลี่จิ้นจงในภายภาคหน้า และจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานได้อย่างมหาศาล
เมื่อก่อนองครักษ์เงามีคนน้อย การบริหารจัดการจึงเป็นเรื่องง่าย ทว่าบัดนี้อาณาเขตของจักรวรรดิต้าหมิงกว้างใหญ่ไพศาลยิ่งขึ้น จำนวนขององครักษ์เงาก็ทวีคูณตามไปด้วย จึงจำเป็นต้องวางระบบบริหารจัดการที่รัดกุม
สวีซู่ก้าวออกไป แล้วกราบทูลเรื่องราวขององค์ชายเป่ยเฉินให้ทรงทราบ
หลี่จิ้นจงที่อยู่ด้านข้างเอ่ยด้วยความประหลาดใจ “หากแคว้นเสวียนเยี่ยเต็มใจสวามิภักดิ์ต่อจักรวรรดิต้าหมิงอย่างแท้จริง ข้าจะให้ถานอี้หรานส่งองครักษ์เงาไปแคว้นเสวียนเยี่ยให้มากขึ้น เพื่อยึดอำนาจเบ็ดเสร็จในแคว้นเสวียนเยี่ยมาให้จงได้!”
เมื่อกล่าวจบ หลี่จิ้นจงก็หันไปมองหลี่สวิน สวีซู่และพรรคพวกก็มองมาเช่นกัน เพื่อรอคอยพระราชวินิจฉัย
“พวกเจ้าคิดว่าในโลกนี้จะมีคนที่ยอมยกบ้านเมืองของตนให้คนอื่นฟรีๆ อย่างนั้นหรือ?” หลี่สวินทอดพระเนตรพวกเขาทั้งสามพลางเอ่ยถามเสียงเรียบ
“ไม่มีพ่ะย่ะค่ะ”
ทุกคนต่างส่ายหน้า เมื่อศึกษาประวัติศาสตร์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ก็ไม่เคยปรากฏเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน
“มิน่าเล่าองค์ชายเป่ยเฉินจึงเป็นองค์ชายที่จักรพรรดิแห่งแคว้นเสวียนเยี่ยทรงโปรดปรานที่สุด เขามีความสามารถจริงๆ พวกเจ้าล้วนถูกการกระทำของเขาหลอกตาเข้าให้แล้ว และเข้าใจเจตนาที่แท้จริงขององค์ชายเป่ยเฉินผิดไปอย่างมหันต์” หลี่สวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ทุกคนถึงกับขมวดคิ้วมุ่น ถูกหลอกตาอย่างนั้นหรือ?
หลี่สวินตรัสว่า “องค์ชายเป่ยเฉินต้องการเรียนรู้ระบอบการปกครองและวิทยาการอันก้าวหน้าของต้าหมิง เพื่อนำไปพัฒนาแคว้นเสวียนเยี่ย ทว่าวิทยาการอันก้าวหน้าของจักรวรรดิต้าหมิงจะถูกมอบให้ผู้อื่นอย่างง่ายดายได้อย่างไร?”
“ดังนั้น องค์ชายเป่ยเฉินจึงยอมเสียสละหลายสิ่งหลายอย่าง ตัวอย่างเช่น การขอร้องให้พวกเราไปสร้างร้านแลกเงิน ขอให้พวกเราไปสร้างสถานศึกษาเพื่อให้ความรู้แก่พวกเขา หรือในภายภาคหน้าก็อาจจะถึงขั้นเป็นฝ่ายร้องขอให้พวกเราส่งกองทัพไปประจำการในแคว้นของพวกเขาด้วยซ้ำ”
“สิ่งที่เขาทำไปทั้งหมดนั้นมีเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือการอาศัยทรัพยากรของจักรวรรดิต้าหมิง เพื่อพัฒนาแคว้นเสวียนเยี่ยให้แข็งแกร่ง และกลายเป็นมหาอำนาจในแดนประจิมอย่างไรเล่า”