- หน้าแรก
- ระบบจักรพรรดิ มังกรซ่อนเร้นจุดเริ่มต้นแห่งเป่ยเหลียง
- EP 1058: การต่อสู้แย่งชิงอันโหดร้ายภายในชนเผ่า
EP 1058: การต่อสู้แย่งชิงอันโหดร้ายภายในชนเผ่า
EP 1058: การต่อสู้แย่งชิงอันโหดร้ายภายในชนเผ่า
EP 1058: การต่อสู้แย่งชิงอันโหดร้ายภายในชนเผ่า
“พระสนม ท่านคงล้อข้าเล่นกระมัง”
ฉินหรั่นมึนงงไปชั่วขณะ นึกว่าหงอวี้กำลังพูดหยอกล้อตน ทว่าเมื่อเห็นแววตาจริงจังของนาง เขาก็รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายมิได้ล้อเล่น
หงอวี้มิได้เอ่ยอันใด เพียงแค่จ้องมองเขาเขม็ง
โดยไม่รู้ตัว เหงื่อเย็นๆ ผุดพรายขึ้นเต็มหน้าผากของฉินหรั่น ภายในใจเริ่มรู้สึกประหม่า
“พี่หญิงหงอวี้...”
“เรากำลังคุยเรื่องราชการ จงเรียกข้าว่าพระสนม!” หงอวี้เอ่ยขัดฉินหรั่นอย่างไม่เกรงใจ
หงอวี้คือคนของชนเผ่ากวงหมิง ทว่ายามนี้นางคือพระสนมของฮ่องเต้แห่งจักรวรรดิต้าหมิง ทุกสิ่งทุกอย่างต้องยึดผลประโยชน์ของชาติบ้านเมืองเป็นที่ตั้ง
และเมื่อนางภักดีต่อชาติบ้านเมืองอย่างสุดหัวใจ ภายภาคหน้าหากกองทัพต้าหมิงบุกโจมตีเขตแดนกวงหมิง ฮ่องเต้ก็อาจจะทรงเห็นแก่ความจงรักภักดีของนาง และละเว้นชีวิตคนในครอบครัวของนางก็เป็นได้
“ฉินหรั่น ทวดของเจ้าคือผู้นำชนเผ่ากวงหมิงรุ่นที่ยี่สิบเจ็ด ปู่ของเจ้าคือผู้นำชนเผ่ากวงหมิงรุ่นที่ยี่สิบแปด”
“ตามหลักแล้ว หลังจากที่ปู่ของเจ้าสิ้นบุญ ตำแหน่งผู้นำชนเผ่าก็ควรจะตกเป็นของบิดาเจ้า ทว่าฉินซานเฉินผู้นำชนเผ่าคนปัจจุบันกลับก่อกบฏชิงตำแหน่งไป ทำให้บิดาเจ้าต้องตายในสนามรบ”
หงอวี้จ้องมองฉินหรั่นพลางเอ่ย
“ตอนนั้นมารดาของเจ้ากำลังตั้งครรภ์ จึงได้หนีไปขอความคุ้มครองจากผู้อาวุโสสูงสุด และคลอดเจ้าออกมาได้อย่างปลอดภัย จากนั้นมารดาของเจ้าก็กระโดดน้ำตาย เพื่อตบตาให้ทุกคนคิดว่านางและเจ้าจมน้ำตายไปแล้ว มิเช่นนั้นเจ้าจะมีชีวิตรอดมาจนถึงทุกวันนี้ได้หรือ?”
แม้แต่ภายในชนเผ่าต่างๆ ทางตอนใต้ ก็ยังมีการแก่งแย่งชิงดีเพื่อตำแหน่งผู้นำ ทว่าตำแหน่งผู้นำชนเผ่าเป็นระบบสืบทอดสายเลือด จึงต้องคัดเลือกจากคนในตระกูลของตนเองเท่านั้น
เดิมทีตามกฎการสืบทอด ตำแหน่งผู้นำชนเผ่าควรจะตกเป็นของบิดาฉินหรั่น ทว่ากลับถูกตระกูลฉินสายรองก่อกบฏและแย่งชิงไป
ก่อนหน้านี้ผู้ที่รู้ฐานะที่แท้จริงของฉินหรั่นมีเพียงฉินอวี้เหนียงและหงอวี้เท่านั้น คนอื่นๆ ล้วนไม่รู้เรื่องนี้ แม้แต่ตัวฉินหรั่นเองก็เช่นกัน
ฉินอวี้เหนียงเพิ่งจะเล่าเรื่องนี้ให้ฉินหรั่นฟังเมื่อปีที่แล้ว ก่อนหน้านี้เขาคิดมาตลอดว่าตนเองเป็นบุตรชายของน้องชายฉินอวี้เหนียง คิดไม่ถึงเลยว่าเขาจะเป็นถึงหลานชายของอดีตผู้นำชนเผ่า
ตอนที่รู้ความจริง ฉินหรั่นทั้งตกใจและโกรธแค้น ทว่าเขาก็ไม่มีโอกาสและเรี่ยวแรงพอที่จะแก้แค้น จึงได้แต่เก็บความแค้นนั้นไว้ในใจ
“เดิมทีตำแหน่งผู้นำชนเผ่าควรจะเป็นของบิดาเจ้าและตัวเจ้า เจ้าไม่คิดอยากจะทวงมันคืนมาบ้างเลยหรือ?” หงอวี้จ้องมองฉินหรั่นพลางเอ่ยถามต่อ
ฉินหรั่นเงยหน้าขึ้นมองหงอวี้ “พระสนม ข้าก็อยากจะทวงมันคืนมาพ่ะย่ะค่ะ ทว่าข้าสู้พวกมันไม่ได้ กองกำลังของฉินซานเฉินแข็งแกร่งเกินไป อีกทั้งผู้อาวุโสสูงสุดก็ไม่สนับสนุนให้ข้าไปแก่งแย่งชิงดีกับพวกมันพ่ะย่ะค่ะ”
“ที่ท่านแม่ของข้าไม่สนับสนุนให้เจ้าไปแย่งชิงตำแหน่ง มิใช่เพราะนางไม่อยากช่วยเจ้าหรอกนะ ทว่าเป็นเพราะนางช่วยเจ้าไม่ได้มากนักต่างหาก” หงอวี้เอ่ย
ฉินหรั่นไม่ค่อยเข้าใจนัก แม้ฉินอวี้เหนียงจะมิใช่ผู้นำชนเผ่า ทว่านางก็เป็นถึงผู้อาวุโสสูงสุด มีฐานะสูงส่งและมีอำนาจล้นมือ
หากนางยินดีที่จะสนับสนุนเขาในการแย่งชิงตำแหน่งผู้นำชนเผ่า โอกาสชนะก็มีสูงมากทีเดียว
“หากท่านแม่สนับสนุนให้เจ้าไปแย่งชิงตำแหน่ง แม้จะมีโอกาสสำเร็จ ทว่าเจ้าเคยคิดถึงผลที่ตามมาหลังจากนั้นหรือไม่? คนในตระกูลฉินของพวกเราจะล้มตายไปกว่าครึ่ง และชาวกวงหมิงก็จะต้องบาดเจ็บล้มตายอีกนับไม่ถ้วน”
หงอวี้รู้ดีว่าฉินหรั่นคิดสิ่งใดอยู่ จึงได้เอ่ยอธิบายต่อ
“ที่ท่านแม่ให้เจ้าเดินทางมาเข้าร่วมพิธีขึ้นครองราชย์ของฮ่องเต้ที่เมืองเป่ยเหลียงในครั้งนี้ ก็เพื่ออยากให้เจ้าอาศัยความสัมพันธ์ระหว่างเรา ดึงการสนับสนุนจากต้าหมิง เพื่อแย่งชิงตำแหน่งผู้นำชนเผ่ากวงหมิงอย่างไรเล่า!”
ฉินหรั่นกะพริบตาปริบๆ เป็นเช่นนี้จริงๆ หรือ?
หลังจากครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วนแล้ว ฉินหรั่นก็รู้สึกว่าสิ่งที่หงอวี้พูดมานั้นมีเหตุผลยิ่งนัก
“พระสนม เรื่องนี้ข้ายังตัดสินใจไม่ได้ในทันที ขอเวลาข้าไตร่ตรองดูก่อนนะพ่ะย่ะค่ะ” ฉินหรั่นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยขึ้น
วันนี้เพิ่งจะมาถึงเมืองเป่ยเหลียง ก็ถูกหงอวี้หว่านล้อมด้วยคำพูดมากมาย ภายในใจยังคงสับสนวุ่นวาย ขอเวลาให้เขาตั้งสติสักหน่อยเถิด
หงอวี้ก็มิได้บีบบังคับให้เขารับปากในทันที ขอเพียงฉินหรั่นยอมกลับไปคิด ก็ถือว่ามีโอกาสแล้ว
“ตกลง เช่นนั้นเจ้าก็พักอยู่ที่เมืองเป่ยเหลียงก่อนเถิด พรุ่งนี้หากข้าว่าง ข้าจะพาเจ้าไปเดินชมเมืองเป่ยเหลียง” หงอวี้เอ่ยจบ ก็เดินออกจากหน่วยองครักษ์เสื้อแพรไปทันที!
ฉินหรั่นมองตามแผ่นหลังของหงอวี้ ความรู้สึกในใจช่างสับสนวุ่นวาย
เขาพบว่าหงอวี้เปลี่ยนไปมาก ไม่เหมือนพี่หญิงหงอวี้ในความทรงจำของเขาเลยสักนิด
...
ตกค่ำ ขบวนของหลี่สวินก็เดินทางกลับมาถึงเมืองเป่ยเหลียง หลี่จิ้นจงได้ส่งคนไปแจ้งนายกองรักษาประตูเมืองเป่ยเหลียงล่วงหน้าแล้ว ว่ายังไม่ต้องปิดประตูเมือง
โดยปกติหลังดวงอาทิตย์ตกดิน เมืองเป่ยเหลียงจะอนุญาตให้คนออกเท่านั้น ห้ามมิให้ผู้ใดเข้าเมืองเด็ดขาด เมื่อฟ้ามืดสนิท ประตูเมืองจะถูกปิดลง สะพานแขวนจะถูกดึงขึ้น ห้ามมิให้ผู้ใดเข้าออกโดยเด็ดขาด
หลี่สวินมิได้กลับตำหนักกานเฉวียนในทันที ทว่าเขาไปที่ตำหนักเว่ยยางเพื่อเข้าเฝ้าพระมารดาก่อน
ทุกครั้งที่เสด็จออกไปข้างนอก สิ่งแรกที่หลี่สวินทำเมื่อกลับมาถึงวังหลวง ก็คือการเข้าเฝ้าพระมารดา
ไทเฮาไต่ถามสารทุกข์สุกดิบอยู่สองสามประโยค มิได้ตรัสสิ่งใดกับหลี่สวินมากนัก ก่อนจะไล่ให้หลี่สวินรีบกลับไปพักผ่อน
เมื่อหลี่สวินกลับมาถึงตำหนักกานเฉวียน หงอวี้ก็มารอรับเสด็จอยู่ที่นี่นานแล้ว
วันนี้หงอวี้แต่งกายด้วยชุดที่ดูสบายๆ สวมใส่เพียงเสื้อคลุมบางเบา ภายใต้แสงเทียนสลัวๆ นางดูงดงามจับตายิ่งนัก
“ฝ่าบาท เสด็จกลับมาแล้วหรือเพคะ” หงอวี้เดินเข้าไปต้อนรับด้วยความดีใจ ปรนนิบัติถอดฉลองพระองค์ให้หลี่สวินด้วยตนเอง ก่อนจะลงมือบีบนวดให้หลี่สวินอย่างนุ่มนวล
หลี่สวินรู้สึกผ่อนคลายไปทั้งตัว “หงอวี้ ฝีมือการนวดของเจ้าพัฒนาก้าวหน้าขึ้นมากเลยนะ”
“ฝ่าบาท นี่คือวิธีกดจุดที่หม่อมฉันเพิ่งจะคิดค้นขึ้นมาใหม่ ฝ่าบาททรงโปรดหรือไม่เพคะ?”
“โปรดสิ!” หลี่สวินดึงหงอวี้เข้ามากอดไว้ในอ้อมแขน “เรื่องที่ให้ไปจัดการเป็นอย่างไรบ้าง?”
หงอวี้ทูลว่า “ฉินหรั่นเริ่มใจอ่อนแล้วเพคะ เขามีความแค้นฝังลึกกับผู้นำชนเผ่ากวงหมิงคนปัจจุบัน และเฝ้ารอวันที่จะได้ชำระแค้นมาตลอด”
“ทว่าเขาก็หวาดเกรงอิทธิพลของฉินซานเฉิน จึงยังไม่กล้าตัดสินใจเด็ดขาด พรุ่งนี้หม่อมฉันตั้งใจจะพาเขาไปสัมผัสความเจริญรุ่งเรืองและความยิ่งใหญ่ของเมืองเป่ยเหลียง เพื่อให้เขาได้ประจักษ์ถึงความแตกต่างระหว่างเหล่าชนเผ่ากับจักรวรรดิต้าหมิง เมื่อนั้นเขาจะต้องตัดสินใจเด็ดขาดที่จะแย่งชิงตำแหน่งผู้นำชนเผ่ามาให้ได้แน่นอนเพคะ”
แม้ฉินหรั่นจะมีความสามารถไม่เลว ทว่าเขากลับมีนิสัยอ่อนแอ แม้จะรู้ว่าผู้ใดคือศัตรูที่ฆ่าบิดา ทว่าเขาก็ยังไม่กล้าทุ่มเทสุดตัวเพื่อล้างแค้น
นิสัยเช่นเขานี่แหละที่เหมาะจะให้จักรวรรดิต้าหมิงหนุนหลังให้ขึ้นครองตำแหน่งผู้นำชนเผ่า เพราะภายหน้าจะได้ควบคุมดูแลได้ง่าย
หลี่สวินยิ้มพลางใช้นิ้วชี้แตะจมูกหงอวี้เบาๆ “ฉลาดจริงๆ มีเจ้าอยู่เคียงข้าง เจิ้นเบาแรงไปได้เยอะเลย”
หากฉินหรั่นยอมรับความช่วยเหลือจากจักรวรรดิต้าหมิงในการช่วงชิงตำแหน่งผู้นำชนเผ่า เมื่อถึงเวลาที่ฉินหรั่นได้ขึ้นเป็นผู้นำชนเผ่ากวงหมิง ก็เท่ากับว่าชนเผ่ากวงหมิงทั้งเผ่าตกอยู่ในกำมือของต้าหมิง
เมื่อต้าหมิงยึดครองชนเผ่ากวงหมิงได้แล้ว การจะโจมตีชนเผ่าที่เหลือก็คงเป็นเรื่องง่ายดายราวกับการพลิกฝ่ามือ
การช่วยเหลือฉินหรั่นแย่งชิงตำแหน่งผู้นำชนเผ่าในครั้งนี้ ก็ถือเป็นการฝึกซ้อมสำหรับจักรวรรดิต้าหมิงเช่นกัน เมื่อถึงเวลาที่ต้องช่วยหมัวตัวองค์ชายแห่งแคว้นชิวอวี๋ช่วงชิงบัลลังก์ พวกเขาก็จะมีประสบการณ์แล้ว
“ฝ่าบาท พระองค์จะทรงอนุญาตให้ฉินหรั่นเข้าเฝ้าหรือไม่เพคะ?” หงอวี้เอ่ยถาม
“เจ้าไปคุยกับเขาให้รู้เรื่องก่อนเถิด พรุ่งนี้เจิ้นตั้งใจจะไปที่ศึกษาหลวงสักหน่อย อยากจะลองไปดูว่าจะมีผู้มีความสามารถซ่อนตัวอยู่ที่นั่นอีกหรือไม่” หลี่สวินแย้มยิ้มเอ่ย
ครั้งก่อนที่ไปศึกษาหลวง เขาได้พบกับบุคลากรชั้นยอดถึงสามคน หลี่สวินจึงอยากจะไปเสี่ยงดวงดูอีกสักครั้ง เผื่อจะโชคดีได้พบกับผู้มีพรสวรรค์อีก
...
รุ่งเช้าของวันถัดมา หงอวี้ตามเสด็จหลี่สวินไปเข้าเฝ้าไทเฮาที่ตำหนักเว่ยยาง หลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จ นางก็ออกจากวังหลวง มุ่งหน้าไปยังหน่วยองครักษ์เสื้อแพรเพื่อพบฉินหรั่น
เดิมทีฉินหรั่นตั้งใจจะหาโรงเตี๊ยมพักแรมเอง ทว่าอู่ฝ่าเกรงว่าเขาจะเปิดเผยตัวตนหรือแพร่งพรายความลับ จึงสั่งให้เขาพักอยู่ที่หน่วยองครักษ์เสื้อแพร
การพักอาศัยอยู่ในหน่วยองครักษ์เสื้อแพร ฉินหรั่นพบว่ามีแต่คนขององครักษ์เสื้อแพรเดินเพ่นพ่านไปทั่ว เขาแทบไม่มีความเป็นส่วนตัวเลย ทำให้เขารู้สึกอึดอัดเป็นอย่างยิ่ง
ทว่าหลังจากนั้นเขาก็คิดตก เขาเป็นคนของชนเผ่าทางตอนใต้ เมื่อเดินทางมาถึงที่นี่ ก็ย่อมต้องถูกจับตามองอย่างเข้มงวดเป็นธรรมดา
“ท่านอู่ฝ่า ข้าจะได้เข้าเฝ้าฮ่องเต้เมื่อใดหรือขอรับ?” ฉินหรั่นเดินไปถามอู่ฝ่า