- หน้าแรก
- ระบบแพทย์ หัตถ์เทวะอัจฉริยะกู้ชีพ
- EP 31: ผู้อำนวยการตั้งมากมาย ยังใจเด็ดไม่เท่าหลินอี้เลย!
EP 31: ผู้อำนวยการตั้งมากมาย ยังใจเด็ดไม่เท่าหลินอี้เลย!
EP 31: ผู้อำนวยการตั้งมากมาย ยังใจเด็ดไม่เท่าหลินอี้เลย!
EP 31: ผู้อำนวยการตั้งมากมาย ยังใจเด็ดไม่เท่าหลินอี้เลย!
“อ้อ...” ฟางเสี่ยวหรานถอนหายใจยาว
เธอก้มหน้า บิดเท้าไปมาอยู่ใต้โต๊ะ อับอายจนไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าหลินอี้ตรงๆ
“ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากสอนหรอกนะครับ แต่ผมไม่มีคุณสมบัติพอต่างหาก”
“เราสองคนก็เป็นแพทย์ประจำบ้านเหมือนกัน จะให้คุณมาเป็นลูกศิษย์ผมได้ยังไงล่ะครับ ไม่เหมาะสมหรอก!”
หลินอี้พอจะดูออกว่าฟางเสี่ยวหรานผิดหวัง จึงพยายามอธิบายเพิ่มเติม
แต่หารู้ไม่ว่า คำอธิบายนั้น ยิ่งฟังก็ยิ่งทำให้ฟางเสี่ยวหรานรู้สึกอับอายมากกว่าเดิม
ก็รู้ๆ กันอยู่ว่าประสบการณ์พอๆ กัน แต่เธอกลับหน้าหนาไปขอเป็นลูกศิษย์เขา
หลินอี้ไปเอาความมั่นใจมาจากไหน ถึงกล้าคิดแบบนั้น
เพื่อนร่วมอาชีพแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ทำไมพอออกมาจากปากหมอนี่ ถึงได้กลายเป็นการฝากตัวเป็นศิษย์ไปได้เนี่ย
หรือว่าเขาจะหลงคิดไปเองว่า ตัวเองเป็นหมอระดับหัวหน้าแผนกไปแล้ว!
“เอ่อ... ผมไม่ได้หมายความแบบนั้นนะครับ”
เมื่อเห็นแววตาของฟางเสี่ยวหราน ที่เหมือนจะมีประกายไฟลุกโชน
หลินอี้ก็รู้ตัวว่าพูดผิดไปแล้ว
ตอนที่เธอถามคำถามนั้น เขาเผลอคิดไปเอง
ว่าตัวเองยังเป็นอาจารย์แพทย์ระดับหัวหน้า ที่ใครๆ ต่างก็ให้ความเคารพในชาติก่อนอยู่
“ผมหมายความว่า...”
“ผมมีงานต้องทำเยอะแยะเลยครับ ไม่มีเวลามาสอนคุณหรอก”
มาทำงานก็ต้องยุ่งกับงาน เลิกงานก็ต้องรีบกลับไปดูแลน้องสาว
หลินอี้ไม่มีเวลาว่างมานั่งสอนประสบการณ์เรื่องการเย็บแผลให้ฟางเสี่ยวหรานจริงๆ
นี่คือความเป็นจริงที่เขาต้องเผชิญ ไม่ว่าเธอจะเข้าใจหรือไม่ เขาก็ทำได้แค่นี้...
“คุณมันรังแกกันชัดๆ!” ฟางเสี่ยวหรานทิ้งท้ายด้วยความเจ็บใจ ก่อนจะสะบัดหน้าวิ่งหนีออกจากโรงอาหารของโรงพยาบาลไป
ตอนที่ได้ยินหลินอี้บอกว่าไม่ได้หมายความแบบนั้น เธอยังนึกว่าเขาจะเห็นใจ แล้วเรื่องจะพลิกผันซะอีก
ใครจะไปคิดล่ะ!
ไม่มีหรอกจุดเปลี่ยน มีแต่ความเจ็บช้ำที่หนักกว่าเดิม
งานเยอะ ไม่มีเวลาสอน จะหาข้ออ้างทั้งที ก็หาที่มันดูดีกว่านี้หน่อยไม่ได้หรือไง?
นี่มัน... ดูถูกฟางเสี่ยวหรานชัดๆ เลย...
“ผมรังแกเธอเหรอ?” หลินอี้พึมพำกับตัวเอง
ก่อนจะหันกลับมาสนใจบะหมี่เนื้อชามโตตรงหน้าต่อ
“กินทิ้งกินขว้างไม่ได้นะ!”
ชีวิตที่เคยขัดสน ทำให้เขาติดนิสัยประหยัดอดออมไปแล้ว
ส่วนเรื่องที่ฟางเสี่ยวหรานวิ่งหนีไป เขาไม่ได้เก็บมาใส่ใจเลยสักนิด
ก็ไม่ได้สนิทกันสักหน่อย จะไปแคร์อะไรมากมาย
ไม่เหนื่อยหรือไง!
...
“ควรจะดึงเหล็กเส้นที่หน้าอกออกก่อนสิครับ ถ้ามันไปโดนหัวใจ คนเจ็บอาจจะมีอันตรายถึงชีวิตได้ทุกเมื่อเลยนะครับ...”
“ผมว่าเอาเส้นที่ทะลุม้ามออกก่อนดีกว่า อาการตกเลือดในช่องท้องก็อันตรายถึงชีวิตเหมือนกันนะ...”
“ถ้าไม่เอาเส้นที่ไหปลาร้าออกก่อน จะผ่าเปิดหน้าอกหรือเปิดหน้าท้องก็ลำบากทั้งนั้นแหละ...”
ในระหว่างที่หลินอี้กำลังกินข้าวอยู่
ภายในห้องผ่าตัดของแผนกฉุกเฉิน บรรดาผู้เชี่ยวชาญจากแผนกต่างๆ ก็มารวมตัวกัน
พวกเขาถกเถียงกันอย่างดุเดือด ว่าควรจะดึงเหล็กเส้นเส้นไหนออกจากร่างของคนเจ็บก่อนดี
ต่างฝ่ายต่างก็มีเหตุผลของตัวเอง เวลาผ่านไปเรื่อยๆ อย่างสูญเปล่า
แต่ก็ยังตกลงกันไม่ได้สักที ว่าจะทำตามแผนของใคร
“ผู้อำนวยการตั้งมากมาย ยังใจเด็ดไม่เท่าแพทย์ประจำบ้านคนเดียวเลย!”
เมื่อมองดูห้องผ่าตัดที่วุ่นวายราวกับตลาดสด ความคิดที่ดูไร้สาระนี้ก็ผุดขึ้นมาในหัวของลู่เฉินซี
ท่าทางของผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ตอนถกเถียงกัน ช่างเหมือนกับตอนที่เธออยู่ในที่เกิดเหตุไม่มีผิด
“ถ้าหลินอี้ยังอยู่ ป่านนี้คนเจ็บคงได้ผ่าตัดไปแล้วใช่ไหม?”
พฤติกรรมของทุกคน ทำให้ลู่เฉินซีอดไม่ได้ที่จะนำไปเปรียบเทียบกับหลินอี้อีกครั้ง
ผลลัพธ์ที่ได้ กลับทำให้เธอต้องประหลาดใจ
ลู่เฉินซีถึงกับรู้สึกว่า การที่ไม่มีหลินอี้อยู่ในห้องผ่าตัดนี้ มันทำให้เธอเริ่มกังวลกับผลการผ่าตัดขึ้นมาเสียแล้ว
“อาจารย์ทุกท่านคะ ขอฉันลองดูได้ไหมคะ?”
ลู่เฉินซีที่ทนดูต่อไปไม่ไหว ตะโกนขัดขึ้นมาเสียงดังลั่น
ขืนเถียงกันต่อไปแบบนี้ คนเจ็บจะทนไหวหรือเปล่าก็ไม่รู้
เธอทนดูไม่ได้หรอกนะ ถ้าเถี่ยจู้ที่อุตส่าห์ฝ่าฟันความตายมาได้ ต้องมาเป็นอะไรไปอีก
ถ้าเป็นแบบนั้น เธอจะเอาหน้าไปสู้กับเจ้าหน้าที่ดับเพลิงที่น่ายกย่องได้อย่างไร
และจะอธิบายกับครอบครัวที่รอคอยการกลับมาของเถี่ยจู้อย่างไรล่ะ...
ทั้งห้องผ่าตัดเงียบกริบลงทันที เจ้าหน้าที่ทุกคนมองลู่เฉินซีด้วยสายตาแปลกๆ
“ให้เธอลองดูเหรอ?”
“ลู่เฉินซี เธอหมายความว่ายังไง ไม่เห็นหัวพวกเราเลยใช่ไหม!”
ไป๋จี๋ หัวหน้าแผนกศัลยกรรมทรวงอกและหัวใจ พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงประชดประชัน
“ผู้เชี่ยวชาญระดับศาสตราจารย์ตั้งมากมายยังหาข้อสรุปไม่ได้เลย”
“แล้วเธอไปเอาความมั่นใจมาจากไหน ถึงกล้ามาพูดจาอวดดีแบบนี้?”
“ถ้าคนเจ็บเป็นอะไรไป เธอรับผิดชอบไหวไหม!”
ในขณะที่ตำหนิอีกฝ่ายอย่างรุนแรง หัวหน้าแผนกไป๋ก็แอบโล่งใจอยู่ลึกๆ
โชคดีที่ใช้โอกาสนั้น เตะส่งยัยตัวแสบอย่างลู่เฉินซี มาอยู่แผนกฉุกเฉินได้สำเร็จ
ขืนยังอยู่แผนกเขา มีหวังได้สร้างเรื่องปวดหัวให้ไม่เว้นแต่ละวันแน่
“ทำไมฉันจะรับผิดชอบไม่ไหว?”
“ถ้าฉันเป็นคนผ่าตัด แล้วคนไข้เป็นอะไรไป ฉันจะรับผิดชอบเองทั้งหมด!”
เมื่อเห็นรอยยิ้มเยาะเย้ยอันน่ารังเกียจของไป๋จี๋ ความโกรธของลู่เฉินซีก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที
เธอประกาศกร้าวอย่างไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น
“หมอลู่ครับ ตอนนี้ไม่ใช่วลามาใช้อารมณ์นะครับ”
“สภาพของคนเจ็บพิเศษมาก การตรวจหลายๆ อย่างก็ทำไม่ได้”
“ในสถานการณ์แบบนี้ ไม่มีหมอคนไหนกล้าเอาชีวิตคนไข้มาเสี่ยงหรอกครับ”
“แถมการผ่าตัดที่ซับซ้อนขนาดนี้ คุณคนเดียวทำไม่ได้หรอกครับ”
จวงซู่ก้าวออกมาขัดจังหวะ ไม่ให้ลู่เฉินซีทำอะไรวู่วามไปมากกว่านี้
ก่อนจะมาทำงานที่โรงพยาบาลศูนย์ เขาได้ศึกษาประวัติของหมอศัลยกรรมที่นี่มาบ้างแล้ว
ประสบการณ์การผ่าตัดของลู่เฉินซีนั้นยอดเยี่ยมมากจริงๆ แต่ก็โดดเด่นแค่ในกลุ่มหมอรุ่นใหม่เท่านั้น
ถ้าเทียบกับหมอระดับหัวหน้าแผนกขึ้นไปที่เปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ เธอยังขาดความเก๋าอยู่อีกนิด
สภาพการณ์อันซับซ้อนที่คนเจ็บกำลังเผชิญหน้าอยู่ แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่กล้าลงมีดซี้ซั้วเลย
การที่ลู่เฉินซีจะลงมือเอง ไม่เพียงแต่จะช่วยชีวิตคนไข้ไม่ได้เท่านั้น แต่ยังอาจจะทำลายอนาคตของตัวเองอีกด้วย
ถ้ามองข้ามอคติส่วนตัวไป เขาก็ไม่อยากให้หมอที่เก่งกาจขนาดนี้ ต้องมาหมดอนาคตเพราะความใจร้อนเลย
“ศาสตราจารย์จวง คุณยังไม่คุ้นเคยกับสถานการณ์ในโรงพยาบาลศูนย์ดีพอนะครับ”
เมื่อได้ยินน้ำเสียงที่แปลกไปของจวงซู่ หัวหน้าแผนกไป๋ก็รีบพูดแทรกขึ้นมาทันที
“ในเมื่อหมอลู่อยากจะทำ ก็ให้เธอทำไปเถอะครับ”
“ก่อนที่คุณจะมาที่นี่ หมอลู่ก็เป็นถึงมือมีดอันดับหนึ่งของแผนกศัลยกรรมทรวงอกเลยนะ ชื่อเสียงโด่งดังจะตายไป”
“การที่เธอมั่นใจขนาดนี้ ก็คงมีเหตุผลของเธอแหละครับ”
“ในฐานะเพื่อนร่วมงาน เรายิ่งควรจะเชื่อมั่นในฝีมือของเธอนะครับ”
หัวหน้าแผนกไป๋จ้องตาจวงซู่เขม็ง เป็นการเตือนกลายๆ ว่าอย่าแส่ไม่เข้าเรื่อง
“แต่นี่มันชัดเจนเลยนะว่า...”
จวงซู่เหมือนจะอ่านสายตาของหัวหน้าแผนกไป๋ไม่ออก เขาตั้งท่าจะคัดค้านต่อ
แต่หัวหน้าแผนกไป๋ไม่เปิดโอกาสให้เขาพูด จู่ๆ ก็หันไปทางลู่เฉินซี แล้วพูดขัดขึ้นมาอย่างดุดัน
“หมอลู่มั่นใจขนาดนี้ งั้นก็จัดไปตามที่คุณต้องการเลยครับ”
“การผ่าตัดครั้งนี้ ให้หมอลู่เป็นศัลยแพทย์ผู้ทำการผ่าตัด”
“หมอลู่คงไม่ได้ปอดแหกหรอกนะ?”
เพื่อปิดทางถอยของลู่เฉินซี หัวหน้าแผนกไป๋ก็ไม่ลืมที่จะพูดจาท้าทายทิ้งท้าย
“ฮึ!” ลู่เฉินซีแค่นเสียงเย็นชา
เธอขี้เกียจจะต่อล้อต่อเถียงกับไป๋จี๋ จึงก้าวไปยืนที่ตำแหน่งศัลยแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดทันที
“ทุกท่าน เชิญไปที่ห้องสังเกตการณ์เถอะค่ะ”
“ขืนยืนอยู่ตรงนี้ มีแต่จะเกะกะการทำงานของฉันเปล่าๆ”
บรรดาหัวหน้าแผนกที่ยังไม่ได้ออกความเห็นใดๆ ต่างก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก แล้วเดินตามหัวหน้าแผนกไป๋
ทยอยกันเดินออกจากห้องผ่าตัดไป...
“จะเปิดหน้าท้อง หรือเปิดหน้าอกก่อนดี?”
เมื่อมองดูเหล็กเส้นทั้งสี่เส้นที่เสียบคาอยู่บนตัวคนเจ็บอย่างน่ากลัว
ลู่เฉินซีก็เกิดอาการลังเล ตัดสินใจไม่ถูก
“ถ้าหลินอี้อยู่ตรงนี้ล่ะก็...” ความคิดที่ผุดขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำให้ดวงตาของลู่เฉินซีเป็นประกาย
“เรียกหลินอี้กับฟางเสี่ยวหราน เข้ามาในห้องผ่าตัดเดี๋ยวนี้เลย”
“ฉันต้องการให้พวกเขา มาเป็นผู้ช่วยมือหนึ่งและผู้ช่วยมือสอง...”