- หน้าแรก
- ระบบช่างตีเหล็กระดับเทพ เปลี่ยนอาชีพขยะให้สะเทือนโลก
- บทที่ 23 - พลังแห่งเบื้องหลังตระกูลใหญ่
บทที่ 23 - พลังแห่งเบื้องหลังตระกูลใหญ่
บทที่ 23 - พลังแห่งเบื้องหลังตระกูลใหญ่
บทที่ 23 - พลังแห่งเบื้องหลังตระกูลใหญ่
และแล้วก็มีคนเริ่มแสดงอาการหวั่นไหวกับข้อเสนอขึ้นมาจริงๆ
ต้องยอมรับเลยว่าถึงซูซินเซวียนจะเป็นถึงดาวมหาวิทยาลัยและมีคนชื่นชอบเธอมากมายก็เถอะ
แต่เมื่อต้องเอามาเปรียบเทียบกับอนาคตและความก้าวหน้าของตัวเองแล้ว เธอก็แทบจะไม่มีความหมายอะไรเลย
ถึงแม้ทั้งคู่จะมีพรสวรรค์ระดับ S และอาชีพก็ไม่ได้ทิ้งห่างกันมากนัก
แต่จุดต่างสำคัญคือคนหนึ่งมีเบื้องหลังตระกูลใหญ่คอยหนุน ส่วนอีกคนไม่มีอะไรเลย
ช่องว่างของอำนาจและอิทธิพลมันห่างกันราวฟ้ากับเหว ใครที่มีสมองหน่อยก็ย่อมรู้ดีว่าควรเลือกอยู่ฝั่งไหน
ไม่นานนักก็มีคนก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งคน
ทุกคนต่างรู้ดีว่าหมอนี่เป็นใคร เพราะเขาเองก็เป็นที่รู้จักไม่แพ้กัน
เขาคือ หม่าอี๋หยาง ตัวตึงอีกคนในรุ่นที่มีฝีมือฉกาจฉกรรจ์
เขาครอบครองพรสวรรค์ระดับ A ซึ่งถือว่าเป็นรองแค่ระดับ S เท่านั้น และมีอาชีพเป็นนักดาบเหมันต์
อาชีพนักดาบเหมือนกับซูซินเซวียน ต่างกันแค่ของเขาเป็นสายน้ำแข็งส่วนเธอเป็นสายไฟ
คนที่มีพรสวรรค์ระดับ A ในมหาวิทยาลัยหลิงหลงนั้นมีอยู่นับหัวได้เลย
ดังนั้นนักศึกษาที่มีพรสวรรค์ระดับ A ทุกคนจึงเป็นที่จดจำและเป็นที่จับตามองของคนรอบข้างเสมอ
ทั้งรูปร่างหน้าตา ระดับพรสวรรค์ และอาชีพ ทุกคนจำหมอนี่ได้แม่นยำ
เมื่อเห็นหม่าอี๋หยางก้าวออกมา เซี่ยงหมิงเจ๋อก็หัวเราะชอบใจทันที
"หม่าอี๋หยาง ดี ดีมาก"
"ขอคนที่มีพรสวรรค์ระดับ A ออกมาอีกสักสองสามคน เราจะจัดการยึดเกราะอกหลิงหลงมาให้ได้"
"ฉันไม่โกหกพวกนายหรอก รางวัลที่ตกลงกันไว้ฉันจะจัดการให้ครบถ้วนแน่นอน"
"โควตามีจำกัดนะ ใครมาก่อนได้ก่อน หมดแล้วหมดเลยนะเว้ย"
พอเขาพูดปลุกปั่นแบบนั้น หลายคนก็เริ่มคันไม้คันมืออยากจะลองดูบ้าง
การที่หม่าอี๋หยางก้าวออกมาเป็นคนแรก ยิ่งเป็นการกระตุ้นให้คนอื่นๆ กล้าตามออกมามากขึ้น
"ฉันเอาด้วย"
"ถึงฉันจะเพิ่งเลเวล 2 แต่ฉันก็มีพรสวรรค์ระดับ B นะเว้ย"
"ขนาดระดับ B ยังกล้าแจม งั้นระดับ A อย่างฉันก็ไม่พลาดเหมือนกัน"
"งั้นฉันขอเข้าไปแจมด้วยคนแล้วกัน"
"ช่างเถอะ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก อาศัยพวกมากลากไปก็พอแล้ว"
เซี่ยงหมิงเจ๋อยิ้มหน้าบาน ตอนนี้มีคนเดินออกมารวมตัวกันถึงสามคนแล้ว
ถึงแม้จะมีแค่สามคน แต่นั่นก็รวมระดับ A ถึงสองคนและระดับ B อีกหนึ่งคนเลยนะ
"ดาวโรงเรียนซู ฝั่งเรามีตั้งห้าคนนะ"
"ฉันเลเวล 3 ส่วนจวงเหอฮุ่ยเลเวล 2"
"และคนที่เหลือก็ตีซะว่าเลเวล 2 กันหมด"
"เธอคิดว่าตัวเองจะรับมือไหวเหรอ"
"ยอมแพ้แล้วส่งของมาซะดีๆ เถอะ"
เขายื่นมือไปทางซูซินเซวียนเพื่อบีบบังคับให้เธอยอมจำนน
เขาต้องการให้เธอยอมแพ้และส่งมอบเกราะอกหลิงหลงมาให้แต่โดยดี
ลึกๆ แล้วเขาก็ไม่อยากลงไม้ลงมือหรอก แค่อยากใช้วิธีกดดันให้เธอยอมส่งเกราะอกหลิงหลงมาให้เท่านั้นเอง
เพราะถ้าเกิดปะทะกันแล้วซูซินเซวียนได้รับบาดเจ็บขึ้นมา คนที่จะปวดใจก็คือเขานี่แหละ
ซูซินเซวียนกวาดสายตามองเซี่ยงหมิงเจ๋ออย่างเย็นชา ก่อนจะเลื่อนสายตาไปจ้องมองคนทั้งสามที่เพิ่งก้าวออกมา
"พวกโง่เขลา"
"ถ้าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป พวกนายคิดจริงๆ เหรอว่าจะลอยนวลไปได้ง่ายๆ"
"เซี่ยงหมิงเจ๋ออาจจะรอดตัวไปได้ แต่พวกนายสามคนคงไม่โชคดีแบบนั้นหรอก"
"ถึงเวลานั้นหมอนั่นก็คงปัดความรับผิดชอบจนพ้นตัว"
"และพวกนายนั่นแหละที่จะกลายเป็นแพะรับบาปแทน"
"ที่บอกว่าจะให้ผลประโยชน์น่ะ มันก็แค่คำพูดหลอกใช้ให้พวกนายเป็นสุนัขรับใช้ก็เท่านั้นแหละ"
เธอสับแหลกอย่างไม่ไว้หน้า
ในเมื่อทั้งสามคนเลือกเส้นทางนี้แล้ว คำว่าสุนัขรับใช้ก็ดูจะเหมาะสมกับพวกเขาที่สุดแล้วล่ะ
ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าซูซินเซวียนจะกล้าด่ากราดแบบเจ็บแสบขนาดนี้
เพราะภาพลักษณ์ของเธอตอนอยู่มัธยมปลายไม่เคยแสดงความก้าวร้าวหรือใช้คำพูดหยาบคายแบบนี้มาก่อนเลย
ทั้งสามคนหันมามองหน้ากันเลิ่กลั่ก ก่อนที่หม่าอี๋หยางจะก้าวออกมาอีกหนึ่งก้าวแล้วยิ้มตอบ
"ดาวโรงเรียนซู นกทำรังยังรู้จักเลือกไม้ คนเราก็ต้องรู้จักหาทางหนีทีไล่สิ"
"ถึงฉันจะมีพรสวรรค์ระดับ A แต่ฐานะทางบ้านฉันไม่ได้ร่ำรวยอะไร"
"ฉันมีแต่ต้องพึ่งพากำลังของตัวเองเท่านั้น"
"แต่การพึ่งพาแค่ตัวเอง เธอคิดว่ามันจะไปได้ไกลสักแค่ไหนเชียว"
"เผลอๆ อนาคตของฉันที่ไม่มีใครคอยสนับสนุน อาจจะสู้พวกระดับ C ที่มีเส้นสายไม่ได้ด้วยซ้ำ"
"นี่คือโอกาสทอง และฉันไม่คิดว่าสิ่งที่ฉันทำมันผิดตรงไหน"
"ส่วนเรื่องคำว่าสุนัขรับใช้น่ะเหรอ..."
"ยอมเป็นสุนัขรับใช้ให้คนใหญ่คนโตในตอนนี้ ดีกว่าต้องมาโดนคนอื่นเหยียบย่ำในวันหน้าเพราะไม่มีอำนาจอะไรเลย"
หม่าอี๋หยางยอมรับตำแหน่งสุนัขรับใช้หน้าตาเฉย
แถมยังไม่มีท่าทีละอายใจกับการกระทำของตัวเองเลยสักนิด
คำพูดของเขาทำเอาอีกสองคนที่เหลือถึงกับหันมามองด้วยความตกตะลึง
พวกเขาไม่นึกเลยว่าหม่าอี๋หยางจะใจเด็ดและกล้ายอมรับออกมาตรงๆ ขนาดนี้
นี่มันกะจะทุ่มสุดตัวโดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมเลยนี่หว่า
เมื่อได้ยินดังนั้น เซี่ยงหมิงเจ๋อก็ระเบิดเสียงหัวเราะลั่นออกมาอย่างสะใจ
เขาเดินเข้าไปตบไหล่หม่าอี๋หยางด้วยความพึงพอใจและพูดพร้อมรอยยิ้ม
"ไอ้น้อง แกนี่มันอนาคตไกลจริงๆ"
"จากนี้ไปแกมาเป็นลูกน้องฉัน รับรองว่าฉันจะอัดฉีดทรัพยากรให้แกไม่อั้นเลย"
เขาพอใจมาก เป้าหมายอย่างหนึ่งของเขาบรรลุผลแล้ว
นั่นคือการดึงตัวพวกที่มีพรสวรรค์ระดับสูงมาเป็นพวก
การได้คนที่มีพรสวรรค์ระดับ A สองคนและระดับ B หนึ่งคนมาร่วมวงในครั้งนี้ถือว่าคุ้มค่ามาก
โดยเฉพาะท่าทีสวามิภักดิ์อย่างออกหน้าออกตาของนักดายระดับ A คนนี้
"ขอบคุณครับลูกพี่เซี่ยง ผมจะไม่ทำให้ลูกพี่ผิดหวังแน่นอน"
หม่าอี๋หยางทำท่าทางดีใจจนเนื้อเต้น
คำว่าลูกพี่เซี่ยงที่หลุดออกจากปากเขาเป็นการยืนยันความจงรักภักดีอย่างชัดเจน
ชายอีกสองคนที่เหลือต่างมองด้วยสายตาอิจฉาตาร้อน
นี่คือว่าที่ผู้นำตระกูลเซี่ยงในอนาคตเชียวนะ
การได้เป็นลูกน้องของเขาไม่ใช่เรื่องน่าอับอายอะไรเลย
ตรงกันข้าม มันคือบันไดทางลัดที่จะทำให้อนาคตก้าวหน้าแบบก้าวกระโดดต่างหาก
ซูซินเซวียนยิ้มหยัน ส่ายหน้าเบาๆ แล้วเอ่ยเหน็บแนม
"เซี่ยงหมิงเจ๋อ ถ้านายอยากได้เกราะอกหลิงหลงนักก็เข้ามาแย่งเอาเองสิ"
"แต่ถ้าคิดจะให้ฉันยอมแพ้แล้วส่งมันให้แต่โดยดีล่ะก็ ฝันไปเถอะ"
"พวกนายอยากลองดีก็เข้ามาได้เลย"
เธอจ้องมองกลุ่มคนตรงหน้าด้วยสายตาเย็นเยียบ ท่าทางพร้อมรบเหมือนขุนพลที่พร้อมจะประจัญบานกับศัตรูนับหมื่น
โดยเฉพาะภาพที่เธอกระชับดาบเพลิงแผดเผาไว้ในมือนั้นดูเท่และองอาจสง่างามสุดๆ
ท่าทีที่ไม่หวั่นเกรงต่อสิ่งใดของเธอทำให้หลายคนที่มุงดูอยู่รู้สึกทึ่งและประทับใจไปตามๆ กัน
เซี่ยงหมิงเจ๋อมองซูซินเซวียนด้วยความประหลาดใจ ไม่คิดว่าเธอจะดื้อรั้นไม่ยอมปล่อยมือถึงขนาดนี้
คนอื่นๆ เองก็มีสีหน้าแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาเหมือนกัน
ซูซินเซวียนยืนอยู่ตัวคนเดียวนะ ยังไงก็ต้องโดนหมาหมู่รุมสกรัมจนแพ้ไปอยู่ดี
ดึงดันสู้ต่อไปก็มองไม่เห็นประโยชน์อะไรเลยสักนิด
จวงเหอฮุ่ยเบียดตัวเข้าหาเซี่ยงหมิงเจ๋อแล้วกระซิบเสียงอ่อนหวาน
"พี่เซี่ยงคะ..."
"สงสัยดาวโรงเรียนซูคงคิดว่าพี่ไม่กล้าลงไม้ลงมือกับเธอจริงๆ มั้งคะ"
"เธอก็เลยทำตัวหยิ่งผยอง ไม่เห็นหัวใครแบบนี้ไงคะ"
คำพูดของเธอไปกระตุกต่อมโมโหของเซี่ยงหมิงเจ๋อเข้าอย่างจัง เขาแค่นหัวเราะเยาะ
"ซูซินเซวียน เธอคิดว่าการที่ฉันชอบเธอจะทำให้เธอทำตัวกร่างใส่ฉันได้งั้นเหรอ"
"เธอคิดจริงๆ เหรอว่าฉันไม่กล้าทำอะไรเธอ"
"ฉันจะบอกอะไรให้นะ วันนี้ฉันจะทำให้เธอรู้ซึ้งถึงผลของการที่กล้ามาลองดีกับฉัน"
"ฉันจะทำให้เธอตาสว่างว่าเบื้องหลังและอำนาจต่างหากคือของจริง"
"พรสวรรค์เหรอ อาชีพเหรอ ของพวกนั้นมันก็แค่เปลือกนอก"
"ของจริงคือคนที่มีอำนาจหนุนหลังเว้ย"
จวงเหอฮุ่ยแอบส่งสายตาเย้ยหยัน นี่แหละคือสถานการณ์ที่เธอต้องการ
ยิ่งสองคนนี้บาดหมางกันรุนแรงมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี
ให้แตกหักจนกลายเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันไปเลยยิ่งประเสริฐ
ซูซินเซวียนฟังแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างเอือมระอา
"ฉันล่ะยอมใจในความคิดและความฉลาดของนายจริงๆ"
"พล่ามไร้สาระไปก็ไลฟ์บอย เข้ามาเลยดีกว่า อยากจะรู้เหมือนกันว่าพวกนายจะแน่สักแค่ไหน"
[จบแล้ว]