เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 23 เคล็ดวิชาต่อสู้ระเริงเรียน

บทที่ 23 เคล็ดวิชาต่อสู้ระเริงเรียน

บทที่ 23 เคล็ดวิชาต่อสู้ระเริงเรียน


บทที่ 23 เคล็ดวิชาต่อสู้ระเริงเรียน

ยามเที่ยงตรง เย่หวู่เต๋าก็บรรลุเข้าสู่ขอบเขตเสริมสร้างกายาขั้นต่อไปได้สำเร็จ

ร่างกายของเขาเริ่มร้อนผ่าวและมีเหงื่อไคลไหลทะลักออกมาเป็นจำนวนมากไม่ต่างจากตอนที่บรรลุเข้าสู่ขอบเขตเสริมสร้างกายาในช่วงแรกเริ่ม

ทว่าครานี้กลับมีความแตกต่างอยู่ประการหนึ่ง คือเขารู้สึกได้ถึงของเหลวข้นหนืดสีดำที่ถูกขับออกมาจากร่างกายอีกครั้ง

เพียงแต่ของเหลวข้นหนืดสีดำที่ถูกขับออกมาในครานี้ มีปริมาณไม่มากเท่ากับครั้งก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด

ตามคำอธิบายของฉินเทียนหลง นั่นเป็นเพราะเขาได้ฝึกฝนวิชาวูจิ และหลังจากขอบเขตยกระดับสูงขึ้น ร่างกายจึงได้ผ่านการชำระไขกระดูกอีกรอบหนึ่ง

ในเวลาเดียวกัน วิชาวูจิก็ก้าวข้ามเข้าสู่ขอบเขตระดับเริ่มต้นเช่นกัน

[ เคล็ดวิชาภายในของท่าน วิชาวูจิ บรรลุขอบเขตระดับเริ่มต้น มันกำลังอยู่ในอารมณ์ฮึกเหิมและฝึกฝนอย่างขยันขันแข็ง ความชำนาญเคล็ดวิชาภายใน +40/นาที, แต้มประสบการณ์ขอบเขต +4/นาที ]

หลังจากขอบเขตของเขายกระดับขึ้นสู่ขั้นเสริมสร้างกายาขั้นต่อไป แต้มประสบการณ์ที่จำเป็นต้องใช้ในการเลื่อนระดับขอบเขตก็เพิ่มพูนจาก 10,000 แต้มเป็น 20,000 แต้ม

สำหรับการทะลวงผ่านขอบเขตย่อย แต้มประสบการณ์ขอบเขตไม่ได้เพิ่มขึ้นเป็นสิบเท่า หากแต่เพิ่มขึ้นเพียงหนึ่งเท่าตัวเท่านั้น

เมื่อคำนวณจากประสิทธิภาพการฝึกฝนในยามนี้ เขาจะได้รับแต้มประสบการณ์ขอบเขต 20 แต้มต่อนาที หลังจากผ่านไปสิบหกชั่วโมง เย่หวู่เต๋าก็จะสามารถบรรลุเข้าสู่ขอบเขตขัดเกลากายาระดับสมบูรณ์ได้ทันที

เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าการฝึกฝนวรยุทธ์จะกลายเป็นเรื่องง่ายดายปานนี้

เมื่อมองดูเย่หวู่เต๋าที่ก้าวไปถึงขอบเขตเสริมสร้างกายาขั้นต่อไปแล้ว ฮู่เหลียนเฟิงก็ถึงกับพูดไม่ออกไปโดยสิ้นเชิง

เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "อาการบาดเจ็บของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง"

เย่หวู่เต๋าขยับเขยื้อนร่างกายเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับ "น่าจะหายดีเป็นปกติแล้วขอรับ!"

ตัวเขาเองก็คิดไม่ถึงเช่นกันว่าเพียงแค่ยกระดับขอบเขตขึ้นสองครั้ง อาการบาดเจ็บที่ได้รับเมื่อคืนนี้จะอันตรธานหายไปจนหมดสิ้น

คำกล่าวที่ว่า "กระดูกหักเอ็นขาดต้องพำนักรักษาตัวร้อยวัน" ย่อมไม่อาจนำมาใช้กับผู้ฝึกยุทธ์ได้เลย

ทุกครั้งที่ขอบเขตยกระดับสูงขึ้น ปราณแท้จริงส่วนเกินภายในร่างกายจะคอยเยียวยารักษาอาการบาดเจ็บและความเจ็บปวดให้อย่างอัตโนมัติ

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าเหตุใดผู้ฝึกยุทธ์ที่มีขอบเขตสูงล้ำจึงมีอายุขัยที่ยืนยาวมากกว่าคนทั่วไป

ฮู่เหลียนเฟิงพยักหน้าแล้วกล่าว "ในเมื่อเป็นเช่นนั้น วันนี้ข้าจะสั่งสอนวิชาต่อสู้ให้แก่เจ้าเอง!"

"อย่างไรเสียทั้งเคล็ดวิชาภายในและวิชาต่อสู้ของเจ้าก็สามารถฝึกฝนได้เองโดยอัตโนมัติ ข้าเพียงแค่รับหน้าที่สั่งสอนเจ้าก็พอแล้ว"

เมื่อได้ยินดังนั้น เย่หวู่เต๋าก็พลันกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที เขาประคองตัวลุกพรับลงมาจากเตียงนอนอย่างรวดเร็ว

เมื่อเห็นท่าทางของเขา ฮู่เหลียนเฟิงก็รีบยกมือขึ้นมาอุดจมูกพรางกล่าว "เจ้าจงไปอาบน้ำชำระล้างร่างกายเสียก่อนเถิด!"

เย่หวู่เต๋าก้มลงมองดูสภาพของตนเองด้วยความขัดเขินเล็กน้อย

เมื่อคืนนี้ตอนที่เขาบรรลุเข้าสู่ขอบเขตเสริมสร้างกายาเขาก็มีเหงื่อไหลออกมา และในตอนนั้นเขาก็ไม่อาจขยับเขยื้อนร่างกายได้ เหงื่อไคลเหล่านั้นจึงซึมซาบเข้าไปในผ้าพันแผลจนชุ่ม

ประกอบกับความจริงที่ว่าเขาเพิ่งจะบรรลุขอบเขตเสริมสร้างกายาขั้นต่อไปมาหมาดๆ ของเหลวข้นหนืดสีดำจำนวนมากจึงถูกขับออกมาจากร่างกายอีกหน

กลิ่นเหงื่อและกลิ่นคาวเหม็นเน่าคละคลุ้งปะปนกันไปหมด มันชวนให้รู้สึกไม่สบายตัวอยู่บ้างจริงๆ

ต่อให้จมูกของเขาจะเริ่มเคยชินกับกลิ่นนี้แล้ว ทว่าเมื่อได้สูดดมเข้าไปอย่างกะทันหันก็ยังทำให้เขารู้สึกคลื่นไส้ขึ้นมาได้

หลังจากเย่หวู่เต๋าอาบน้ำชำระล้างร่างกายและก้าวเดินออกมาจากห้องน้ำ ฮู่เหลียนเฟิงก็ไม่รู้ว่าไปเสาะแสวงหาดาบเล่มใหญ่มาจากที่ใด

เมื่อมองดูเย่หวู่เต๋าที่เส้นผมยังคงเปียกชื้นอยู่ ฮู่เหลียนเฟิงจึงเอ่ยขึ้น "เมื่อวานนี้เจ้าไม่ได้ถูกคนของสำนักสี่ดาบบีบคั้นจนต้องตกหน้าผาหรอกรึ"

"วันนี้ ข้าจะสั่งสอนวิชาอันเป็นที่สุดของสำนักสี่ดาบให้แก่เจ้า มันมีชื่อว่า ดาบสี่เล่มปลิดชีพ"

"ในภายภาคหน้า หากเจ้าต้องเผชิญหน้ากับคนของสำนักสี่ดาบ เจ้าจงใช้วิชาดาบนี้ในการรับมือกับพวกมัน"

"นอกเหนือจากวิชาดาบแล้ว วันนี้ข้าจะสั่งสอนสิ่งสำคัญในการท่องยุทธภพให้แก่เจ้าด้วยเช่นกัน"

"ประการแรกก็คือ หากมีหน่วงแค้นย่อมต้องชำระ และต้องตอบแทนกลับไปเป็นสิบเท่าหรือร้อยเท่า"

"มีเพียงการกระทำเช่นนี้เท่านั้น ผู้อื่นจึงจะไม่กล้าเข้ามาล่วงเกินเจ้าโดยง่าย!"

"วิชาดาบสี่เล่มปลิดชีพนี้มีเพียงสี่ท่าดาบเท่านั้น มันเน้นย้ำเรื่องความรวดเร็ว ความแม่นยำ และความโหดเหี้ยม ทุกดาบล้วนหมายเอาชีวิต!"

"จงตั้งใจดูให้ดี!"

สิ้นเสียงของเขา ฮู่เหลียนเฟิงก็เริ่มร่ายรำกระบวนท่าวิชาดาบให้ดูเป็นขวัญตา

เย่หวู่เต๋าหรี่ตาลงเล็กน้อย วิชาดาบสี่เล่มปลิดชีพนี้ดูไม่เหมือนวิชาต่อสู้ที่สมบูรณ์แบบเท่าใดนัก มันดูคล้ายกับวิชาดาบที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อการเข่นฆ่าสังหารโดยเฉพาะมากกว่า

การลงดาบในแต่ละครั้งล้วนเสาะแสวงหาการโจมตีไปที่จุดอ่อนที่เปราะบางที่สุดของคู่ต่อสู้

มันมีเพียงสี่ท่าดาบเท่านั้น และทุกท่าล้วนพุ่งเป้าไปที่จุดตายทั้งสิ้น

หลังจากฮู่เหลียนเฟิงร่ายรำให้ดูจนจบหนึ่งรอบ เขาจึงเอ่ยถามเย่หวู่เต๋า "เจ้าดูเข้าใจหรือไม่"

เย่หวู่เต๋าไม่ได้ปิดบังสิ่งใด เขาพยักหน้ารับคำ "ข้าเห็นชัดเจนแล้วขอรับ! เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับเคล็ดวิชาฮั่นหยวนแล้ว วิชานี้เรียบง่ายกว่ามากนัก!"

ฮู่เหลียนเฟิงพยักหน้าเบาๆ แล้วกล่าวสืบต่อ "ถ้าเช่นนั้น ข้าจะร่ายรำวิชาดาบอีกวิชาหนึ่งที่ข้าภาคภูมิใจให้ดู มันมีชื่อว่า ดาบสี่ฤดู"

"กระบวนท่าแรก ลมวสันต์เปลี่ยนเป็นพิรุณ!"

"ดาบแรกลมวสันต์ปัดผ่านต้นหลิว ท่วงท่าดาบต่อเนื่องหนาแน่นไร้ช่องว่าง ดูคล้ายขาดสะบั้นทว่ายังคงสอดประสาน ดุจดั่งเส้นไหมและเส้นด้ายที่พันธนาการรอบลำคอของศัตรู..."

เย่หวู่เต๋าตั้งอกตั้งใจมองดูฮู่เหลียนเฟิงร่ายรำวิชาดาบอย่างไม่วางตา นับว่ายังดีที่พื้นที่ภายในห้องขังหมายเลขหนึ่งนั้นกว้างขวางมากพอ มิฉะนั้นการจะร่ายรำวิชาอย่างวิชาดาบเช่นนี้คงเป็นเรื่องยากลำบากไม่น้อย

"เจ้าดูเข้าใจหรือไม่"

หลังจากฮู่เหลียนเฟิงร่ายรำวิชาดาบจนเสร็จสิ้น เขาก็เอ่ยถามออกมาเสียงเบา

เย่หวู่เต๋าพยักหน้า "ข้าเข้าใจแล้วขอรับ!"

ฮู่เหลียนเฟิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เพราะเมื่อคราก่อนที่เขา สั่งสอนวิชาเทพเวทเป่ยหมิงและวิชาหมัดแปดทิศให้แก่เย่หวู่เต๋า เย่หวู่เต๋าไม่ได้มีความสามารถในการทำความเข้าใจที่รวดเร็วปานนี้เลย

เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกึ่งกังขา "ถ้าเช่นนั้น เจ้าจงร่ายรำให้ข้าดูสักรอบเถิด!"

เย่หวู่เต๋าล่วงรู้ดีว่าฮู่เหลียนเฟิงยังไม่เชื่อมั่นในตัวเขา เขาจึงรับเอาดาบเล่มใหญ่มาจากมือของฮู่เหลียนเฟิงและเริ่มร่ายรำเลียนแบบท่าทางในทันที

ฮู่เหลียนเฟิงถึงกับตกตะลึงไป แม้ว่าวิชาดาบของเย่หวู่เต๋าจะยังดูไม่ลื่นไหลเท่าใดนัก ทว่ามันกลับมีเค้าโครงพื้นฐานที่ถูกต้องครบถ้วนแล้ว

เขาคล้ายกับนึกสิ่งใดขึ้นมาได้ จึงอุทานออกมาเสียงต่ำ "เจ้าเด็กบ้า ตอนที่ข้าสอนวิชาเทพเวทเป่ยหมิงให้แก่เจ้าก่อนหน้านี้ เจ้ากำลังปั่นหัวข้าเล่นอยู่ใช่หรือไม่"

"วิชาดาบสี่ฤดูนี้ก็นับเป็นวิชาดาบในขอบเขตหลังกำเนิดเช่นกัน ทว่าเจ้าย้อนกลับเรียนรู้มันได้ในพริบตา!"

"ครานั้นข้าต้องท่องวิชาเทพเวทเป่ยหมิงให้เจ้าฟังตั้งเจ็ดแปดรอบ กว่าเจ้าจะจดจำมันได้?"

เย่หวู่เต๋าชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ "หามิได้ขอรับ! เป็นเพราะหลังจากข้าได้ฝึกฝนเคล็ดวิชาฮั่นหยวนแล้ว ข้ารู้สึกว่าการเข้าถึงวิชาต่อสู้ต่างๆ ของข้ากลายเป็นเรื่องที่รวดเร็วขึ้นมากต่างหาก"

ในยามนี้ เขาทำได้เพียงผลักยอดความดีความชอบทั้งหมดไปให้กับการฝึกฝนเคล็ดวิชาฮั่นหยวน เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ฮู่เหลียนเฟิงมองเห็นพิรุธในตัวเขา

อย่างไรเสียในยามนี้ก็มีเพียงเขา คนเดียวเท่านั้นที่สามารถฝึกฝนเคล็ดวิชาฮั่นหยวนได้ และผู้อื่นย่อมไม่มีทางล่วงรู้ถึงความจริงเหล่านี้ได้เลย

ฮู่เหลียนเฟิงพยักหน้าเบาๆ โดยไม่ได้เคลือบแคลงสงสัยในคำอธิบายของเย่หวู่เต๋ามากนัก เขาเพียงแต่พึมพำกับตัวเองเสียงเบา "เคล็ดวิชาฮั่นหยวนมีอิทธิฤทธิ์ถึงเพียงนี้เชียวรึ"

จากนั้น เขาก็มองเย่หวู่เต๋าแล้วกล่าวเสียงเบา "ในเมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเราจงเร่งมือกันเถิด วันนี้ข้าจะส่งต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่ข้าได้เรียนรู้มาตลอดทั้งชีวิตให้แก่เจ้าทั้งหมด"

"ข้าอยากจะรู้นักว่า หลังจากหลอมรวมวิชาต่อสู้และเคล็ดวิชาภายในของพวกเราทั้งสามคนเข้าด้วยกันแล้ว เจ้าจะสามารถเติบใหญ่ไปได้ถึงระดับใด!"

เย่หวู่เต๋าพยักหน้ารับคำ สำหรับวิชาต่อสู้นั้น ย่อมไม่มีเหตุผลใดที่เขาจะปฏิเสธ

ดังคำกล่าวที่ว่า มีวิชาเหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสน การเรียนรู้เพิ่มขึ้นอีกสักหน่อยย่อมไม่ใช่เรื่องเสียหายอันใดอยู่แล้ว

อย่างไรเสียเขา ก็เพียงแค่ต้องคอยกระตุ้นระบบให้ฝึกฝนวิชาต่อไปเท่านั้น โดยไม่จำเป็นต้องลงมือฝึกฝนด้วยตนเองเลยแม้แต่น้อย

ในช่วงเวลาต่อจากนั้น ฮู่เหลียนเฟิงได้สั่งสอนวิชาหมัดดาวตก วิชาฝ่ามือสลายใจ วิชาท่าเท้าท่องมังกร และวิชาอาวุธลับอย่างวิชาศรไล่ล่าวิญญาณให้แก่เขาจนหมดสิ้น

วิชาต่อสู้ที่ฮู่เหลียนเฟิงเชี่ยวชาญ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นวิชาในขอบเขตเสริมสร้างกายา ส่วนวิชาในขอบเขตหลังกำเนิดนั้นมีอยู่น้อยมาก

ตัวเขาเน้นหนักไปที่วิชาดาบเป็นหลัก และวิชาหลักที่เขาฝึกฝนก็คือวิชาต่อสู้ขอบเขตหลังกำเนิดอย่างวิชาดาบสี่ฤดูนั่นเอง

สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไป การมีวิชาต่อสู้ขอบเขตหลังกำเนิดเพียงวิชาเดียวก็ก็นับว่าเพียงพอต่อการใช้งานอย่างที่สุดแล้ว

ตามคำบอกเล่าของอาจารย์ใหญ่ฉินเทียนหลง วิชาต่อสู้ขอบเขตแต่กำเนิดนั้นแท้จริงแล้วหาได้ยากยิ่งนัก เพราะวิชาต่อสู้ขอบเขตแต่กำเนิดส่วนใหญ่จะเน้นย้ำไปที่การกระตุ้นปราณแท้จริงแต่กำเนิด และพวกมันล้วนดำเนินไปในรูปแบบเดียวกันทั้งหมด

มีเพียงวิชาต่อสู้ขอบเขตเสริมสร้างกายาและวิชาต่อสู้ขอบเขตหลังกำเนิดเท่านั้น ที่ต้องพึ่งพาพละกำลังทางกายภาพและวิธีการออกแรงในการโจมตี

ในความเป็นจริงแล้ว วิชาต่อสู้ขอบเขตเสริมสร้างกายาและวิชาต่อสู้ขอบเขตหลังกำเนิดจำนวนมาก สามารถกลายเป็นวิชาต่อสู้ขอบเขตแต่กำเนิดได้ ทันทีที่มีการผสานปราณแท้จริงแต่กำเนิดเพิ่มเติมเข้าไปในวิชานั้นๆ

ภายในเวลาสองชั่วโมง วิชาต่อสู้ทั้งหมดของฮู่เหลียนเฟิงก็ถูกเย่หวู่เต๋าขุดรื้อออกมาจนหมดสิ้น

นี่นับรวมเวลาที่เย่หวู่เต๋าใช้ในการร่ายรำกระบวนท่าวิชาต่อสู้เหล่านั้นให้ดูด้วยเช่นกัน

เมื่อเย่หวู่เต๋าแสดงวิชาต่อสู้ทั้งหมดออกมาต่อหน้าต่อตาฮู่เหลียนเฟิงโดยปราศจากความผิดพลาดแม้แต่จุดเดียว ฮู่เหลียนเฟิงก็ถึงกับยืนเซ่อขยับตัวไม่ได้ไปทันที

เขายังคงจำได้ดีว่าในอดีต ตนเองต้องผ่านพ้นความยากลำบากแสนสาหัสเพียงใดกว่าจะสามารถเรียนรู้วิชาต่อสู้เหล่านี้มาได้

มันไม่ใช่แค่เรื่องของความยากลำบากในการเรียนรู้เท่านั้น ทว่าวิธีการที่จะได้มาซึ่งวิชาต่อสู้แต่ละวิชาก็นับว่ายากเย็นแสนเข็ญเป็นอย่างยิ่ง

ในยุคสมัยที่วรยุทธ์ยังไม่ได้ถูกเผยแพร่อย่างแพร่หลายปานนี้ เคล็ดวิชาภายในและคัมภีร์ลับของแต่ละตระกูลและแต่ละสำนักล้วนถูกเก็บรักษาไว้อย่างแน่นหนาที่สุด

ทว่าในวันนี้ วิชาต่อสู้ที่เขาใช้เวลาค่อนชีวิตในการเลื่อนเรียนมา กลับถูกเย่หวู่เต๋าเรียนรู้ไปจนหมดสิ้นภายในเวลาสั้นๆ

ยิ่งไปกว่านั้น วิชาต่อสู้ของเย่หวู่เต๋ายังจะค่อยๆ ถูกฝึกฝนไปจนถึงขอบเขตระดับสมบูรณ์แบบในอนาคตอีกด้วย

ต้องล่วงรู้ก่อนว่าในบรรดาวิชาเหล่านี้ มีวิชาต่อสู้บางวิชาที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่อาจฝึกฝนไปจนถึงขอบเขตระดับสมบูรณ์แบบได้เลยด้วยซ้ำ

ฮู่เหลียนเฟิงมองดูเย่หวู่เต๋า ภายในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกทั้งปลาบปลื้มใจและสูญเสียในเวลาเดียวกัน

สิ่งที่ทำให้เขาปลาบปลื้มใจคือ เย่หวู่เต๋าเป็นศิษย์ของเขา และอนาคตภายภาคหน้าของย่อมไร้ขีดจำกัดอย่างแน่นอน

ส่วนสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกสูญเสียก็คือ ดูเหมือนว่าตัวเขาจะไม่มีสิ่งใดหลงเหลือให้สั่งสอนเย่หวู่เต๋าได้อีกต่อไปแล้ว ตัวเขาถูกเย่หวู่เต๋าสูบความรู้จนแห้งขอดไปหมดแล้วจริงๆ

จางหานควั่งที่เฝ้ามองดูอยู่ด้านข้าง ก็ได้รับความตกตะลึงจากผลงานของเย่หวู่เต๋าไม่ต่างกัน

อันที่จริง ตัวเขาไม่ได้ฝึกฝนวิชาต่อสู้มากมายเท่ากับฮู่เหลียนเฟิง เนื่องจากความแตกต่างของอายุอานามที่ยังคงมีอยู่

เขามองดูฮู่เหลียนเฟิงที่กำลังหงอยเหงา ส่ายหน้าพรางยิ้มเจื่อนๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วกล่าว "ตาเฒ่าฮู่ถูกสูบจนแห้งขอดไปแล้ว ถ้าเช่นนั้นให้ข้าเป็นผู้รับช่วงต่อเองเถิด!"

"ข้าเองก็นิยมชมชอบในวิชาดาบเช่นกัน ทว่าแตกต่างจากดาบเล่มใหญ่ของอาจารย์รองของเจ้า เพราะข้าฝึกฝนวิชาด้วยดาบถังต่างหาก"

"ดังคำกล่าวที่ว่า ยาวกว่าหนึ่งนิ้วแกร่งกว่าหนึ่งส่วน ดาบเล่มใหญ่เน้นย้ำเรื่องพละกำลังและความหนักหน่วง เหมาะสำหรับการต่อสู้พัวพันนัวเนียในศึกใหญ่ ส่วนดาบถังนั้นเหมาะสมสำหรับการประลองฝีมือตัวต่อตัวมากกว่า"

"วิชาดาบที่ข้าฝึกฝนมีชื่อว่า วิชาดาบไหมสาว พันธนาการร้อยรัด ตัววิชาเน้นย้ำเรื่องท่วงท่าดาบที่พลิ้วไหวดุจดั่งเส้นไหม พันตูร้อยรัดศัตรูไม่ปล่อยวาง"

"จงตั้งใจดูให้ดี!"

เย่หวู่เต๋าพยักหน้ารับคำ และเริ่มระเริงเรียนรู้วิชาต่อสู้จากจางหานควั่งอย่างบ้าคลั่งในทันที

หนึ่งชั่วโมงต่อมา จางหานควั่งก็ต้องยอมศิโรราบเช่นกัน ตัวเขาได้สั่งสอนทุกสิ่งทุกอย่างที่สามารถสอนได้ไปจนหมดสิ้นแล้ว

วิชาดาบไหมสาว วิชาท่าเท้าหมอกจาง วิชาฝ่ามือแปดทิศ วิชาหมัดหักกระดูก ประกอบกับวิชาหมัดทลายภูผาที่เคยสั่งสอนไปก่อนหน้านี้ ตัวเขาได้ฝึกฝนวิชาต่อสู้เหล่านี้มารวมทั้งหมดเพียงไม่กี่วิชาเท่านั้น

ทว่าวิชาต่อสู้เหล่านี้ล้วนอยู่ในขอบเขตหลังกำเนิดทั้งสิ้น ซึ่งนับเป็นวิชาที่เรียนรู้ได้ค่อนข้างยากลำบากยิ่งนัก

ยิ่งไปกว่านั้น วิชาต่อสู้ของเขายังตั้งอยู่บนพื้นฐานของการจับยึดและร้อยรัดพันตู ซึ่งมีความซับซ้อนเป็นอย่างยิ่ง

ทว่าเมื่อวิชาเหล่านี้ต้องมาพบเจอกับสัตว์ประหลาดอย่างเย่หวู่เต๋า ไม่ว่ามันจะเรียนรู้ยากเย็นเพียงใด เขากลับสามารถเรียนรู้มันได้สำเร็จภายในคราเดียว ซึ่งนั่นทำให้ตัวเขาถึงกับพูดไม่ออกไปโดยสิ้นเชิงเช่นกัน

จบบทที่ บทที่ 23 เคล็ดวิชาต่อสู้ระเริงเรียน

คัดลอกลิงก์แล้ว