- หน้าแรก
- วันแรกในเรือนจำ ผมก็ถูกผูกมัดกับระบบพัฒนาตนเอง
- บทที่ 23 เคล็ดวิชาต่อสู้ระเริงเรียน
บทที่ 23 เคล็ดวิชาต่อสู้ระเริงเรียน
บทที่ 23 เคล็ดวิชาต่อสู้ระเริงเรียน
บทที่ 23 เคล็ดวิชาต่อสู้ระเริงเรียน
ยามเที่ยงตรง เย่หวู่เต๋าก็บรรลุเข้าสู่ขอบเขตเสริมสร้างกายาขั้นต่อไปได้สำเร็จ
ร่างกายของเขาเริ่มร้อนผ่าวและมีเหงื่อไคลไหลทะลักออกมาเป็นจำนวนมากไม่ต่างจากตอนที่บรรลุเข้าสู่ขอบเขตเสริมสร้างกายาในช่วงแรกเริ่ม
ทว่าครานี้กลับมีความแตกต่างอยู่ประการหนึ่ง คือเขารู้สึกได้ถึงของเหลวข้นหนืดสีดำที่ถูกขับออกมาจากร่างกายอีกครั้ง
เพียงแต่ของเหลวข้นหนืดสีดำที่ถูกขับออกมาในครานี้ มีปริมาณไม่มากเท่ากับครั้งก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด
ตามคำอธิบายของฉินเทียนหลง นั่นเป็นเพราะเขาได้ฝึกฝนวิชาวูจิ และหลังจากขอบเขตยกระดับสูงขึ้น ร่างกายจึงได้ผ่านการชำระไขกระดูกอีกรอบหนึ่ง
ในเวลาเดียวกัน วิชาวูจิก็ก้าวข้ามเข้าสู่ขอบเขตระดับเริ่มต้นเช่นกัน
[ เคล็ดวิชาภายในของท่าน วิชาวูจิ บรรลุขอบเขตระดับเริ่มต้น มันกำลังอยู่ในอารมณ์ฮึกเหิมและฝึกฝนอย่างขยันขันแข็ง ความชำนาญเคล็ดวิชาภายใน +40/นาที, แต้มประสบการณ์ขอบเขต +4/นาที ]
หลังจากขอบเขตของเขายกระดับขึ้นสู่ขั้นเสริมสร้างกายาขั้นต่อไป แต้มประสบการณ์ที่จำเป็นต้องใช้ในการเลื่อนระดับขอบเขตก็เพิ่มพูนจาก 10,000 แต้มเป็น 20,000 แต้ม
สำหรับการทะลวงผ่านขอบเขตย่อย แต้มประสบการณ์ขอบเขตไม่ได้เพิ่มขึ้นเป็นสิบเท่า หากแต่เพิ่มขึ้นเพียงหนึ่งเท่าตัวเท่านั้น
เมื่อคำนวณจากประสิทธิภาพการฝึกฝนในยามนี้ เขาจะได้รับแต้มประสบการณ์ขอบเขต 20 แต้มต่อนาที หลังจากผ่านไปสิบหกชั่วโมง เย่หวู่เต๋าก็จะสามารถบรรลุเข้าสู่ขอบเขตขัดเกลากายาระดับสมบูรณ์ได้ทันที
เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าการฝึกฝนวรยุทธ์จะกลายเป็นเรื่องง่ายดายปานนี้
เมื่อมองดูเย่หวู่เต๋าที่ก้าวไปถึงขอบเขตเสริมสร้างกายาขั้นต่อไปแล้ว ฮู่เหลียนเฟิงก็ถึงกับพูดไม่ออกไปโดยสิ้นเชิง
เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "อาการบาดเจ็บของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง"
เย่หวู่เต๋าขยับเขยื้อนร่างกายเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับ "น่าจะหายดีเป็นปกติแล้วขอรับ!"
ตัวเขาเองก็คิดไม่ถึงเช่นกันว่าเพียงแค่ยกระดับขอบเขตขึ้นสองครั้ง อาการบาดเจ็บที่ได้รับเมื่อคืนนี้จะอันตรธานหายไปจนหมดสิ้น
คำกล่าวที่ว่า "กระดูกหักเอ็นขาดต้องพำนักรักษาตัวร้อยวัน" ย่อมไม่อาจนำมาใช้กับผู้ฝึกยุทธ์ได้เลย
ทุกครั้งที่ขอบเขตยกระดับสูงขึ้น ปราณแท้จริงส่วนเกินภายในร่างกายจะคอยเยียวยารักษาอาการบาดเจ็บและความเจ็บปวดให้อย่างอัตโนมัติ
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าเหตุใดผู้ฝึกยุทธ์ที่มีขอบเขตสูงล้ำจึงมีอายุขัยที่ยืนยาวมากกว่าคนทั่วไป
ฮู่เหลียนเฟิงพยักหน้าแล้วกล่าว "ในเมื่อเป็นเช่นนั้น วันนี้ข้าจะสั่งสอนวิชาต่อสู้ให้แก่เจ้าเอง!"
"อย่างไรเสียทั้งเคล็ดวิชาภายในและวิชาต่อสู้ของเจ้าก็สามารถฝึกฝนได้เองโดยอัตโนมัติ ข้าเพียงแค่รับหน้าที่สั่งสอนเจ้าก็พอแล้ว"
เมื่อได้ยินดังนั้น เย่หวู่เต๋าก็พลันกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที เขาประคองตัวลุกพรับลงมาจากเตียงนอนอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นท่าทางของเขา ฮู่เหลียนเฟิงก็รีบยกมือขึ้นมาอุดจมูกพรางกล่าว "เจ้าจงไปอาบน้ำชำระล้างร่างกายเสียก่อนเถิด!"
เย่หวู่เต๋าก้มลงมองดูสภาพของตนเองด้วยความขัดเขินเล็กน้อย
เมื่อคืนนี้ตอนที่เขาบรรลุเข้าสู่ขอบเขตเสริมสร้างกายาเขาก็มีเหงื่อไหลออกมา และในตอนนั้นเขาก็ไม่อาจขยับเขยื้อนร่างกายได้ เหงื่อไคลเหล่านั้นจึงซึมซาบเข้าไปในผ้าพันแผลจนชุ่ม
ประกอบกับความจริงที่ว่าเขาเพิ่งจะบรรลุขอบเขตเสริมสร้างกายาขั้นต่อไปมาหมาดๆ ของเหลวข้นหนืดสีดำจำนวนมากจึงถูกขับออกมาจากร่างกายอีกหน
กลิ่นเหงื่อและกลิ่นคาวเหม็นเน่าคละคลุ้งปะปนกันไปหมด มันชวนให้รู้สึกไม่สบายตัวอยู่บ้างจริงๆ
ต่อให้จมูกของเขาจะเริ่มเคยชินกับกลิ่นนี้แล้ว ทว่าเมื่อได้สูดดมเข้าไปอย่างกะทันหันก็ยังทำให้เขารู้สึกคลื่นไส้ขึ้นมาได้
หลังจากเย่หวู่เต๋าอาบน้ำชำระล้างร่างกายและก้าวเดินออกมาจากห้องน้ำ ฮู่เหลียนเฟิงก็ไม่รู้ว่าไปเสาะแสวงหาดาบเล่มใหญ่มาจากที่ใด
เมื่อมองดูเย่หวู่เต๋าที่เส้นผมยังคงเปียกชื้นอยู่ ฮู่เหลียนเฟิงจึงเอ่ยขึ้น "เมื่อวานนี้เจ้าไม่ได้ถูกคนของสำนักสี่ดาบบีบคั้นจนต้องตกหน้าผาหรอกรึ"
"วันนี้ ข้าจะสั่งสอนวิชาอันเป็นที่สุดของสำนักสี่ดาบให้แก่เจ้า มันมีชื่อว่า ดาบสี่เล่มปลิดชีพ"
"ในภายภาคหน้า หากเจ้าต้องเผชิญหน้ากับคนของสำนักสี่ดาบ เจ้าจงใช้วิชาดาบนี้ในการรับมือกับพวกมัน"
"นอกเหนือจากวิชาดาบแล้ว วันนี้ข้าจะสั่งสอนสิ่งสำคัญในการท่องยุทธภพให้แก่เจ้าด้วยเช่นกัน"
"ประการแรกก็คือ หากมีหน่วงแค้นย่อมต้องชำระ และต้องตอบแทนกลับไปเป็นสิบเท่าหรือร้อยเท่า"
"มีเพียงการกระทำเช่นนี้เท่านั้น ผู้อื่นจึงจะไม่กล้าเข้ามาล่วงเกินเจ้าโดยง่าย!"
"วิชาดาบสี่เล่มปลิดชีพนี้มีเพียงสี่ท่าดาบเท่านั้น มันเน้นย้ำเรื่องความรวดเร็ว ความแม่นยำ และความโหดเหี้ยม ทุกดาบล้วนหมายเอาชีวิต!"
"จงตั้งใจดูให้ดี!"
สิ้นเสียงของเขา ฮู่เหลียนเฟิงก็เริ่มร่ายรำกระบวนท่าวิชาดาบให้ดูเป็นขวัญตา
เย่หวู่เต๋าหรี่ตาลงเล็กน้อย วิชาดาบสี่เล่มปลิดชีพนี้ดูไม่เหมือนวิชาต่อสู้ที่สมบูรณ์แบบเท่าใดนัก มันดูคล้ายกับวิชาดาบที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อการเข่นฆ่าสังหารโดยเฉพาะมากกว่า
การลงดาบในแต่ละครั้งล้วนเสาะแสวงหาการโจมตีไปที่จุดอ่อนที่เปราะบางที่สุดของคู่ต่อสู้
มันมีเพียงสี่ท่าดาบเท่านั้น และทุกท่าล้วนพุ่งเป้าไปที่จุดตายทั้งสิ้น
หลังจากฮู่เหลียนเฟิงร่ายรำให้ดูจนจบหนึ่งรอบ เขาจึงเอ่ยถามเย่หวู่เต๋า "เจ้าดูเข้าใจหรือไม่"
เย่หวู่เต๋าไม่ได้ปิดบังสิ่งใด เขาพยักหน้ารับคำ "ข้าเห็นชัดเจนแล้วขอรับ! เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับเคล็ดวิชาฮั่นหยวนแล้ว วิชานี้เรียบง่ายกว่ามากนัก!"
ฮู่เหลียนเฟิงพยักหน้าเบาๆ แล้วกล่าวสืบต่อ "ถ้าเช่นนั้น ข้าจะร่ายรำวิชาดาบอีกวิชาหนึ่งที่ข้าภาคภูมิใจให้ดู มันมีชื่อว่า ดาบสี่ฤดู"
"กระบวนท่าแรก ลมวสันต์เปลี่ยนเป็นพิรุณ!"
"ดาบแรกลมวสันต์ปัดผ่านต้นหลิว ท่วงท่าดาบต่อเนื่องหนาแน่นไร้ช่องว่าง ดูคล้ายขาดสะบั้นทว่ายังคงสอดประสาน ดุจดั่งเส้นไหมและเส้นด้ายที่พันธนาการรอบลำคอของศัตรู..."
เย่หวู่เต๋าตั้งอกตั้งใจมองดูฮู่เหลียนเฟิงร่ายรำวิชาดาบอย่างไม่วางตา นับว่ายังดีที่พื้นที่ภายในห้องขังหมายเลขหนึ่งนั้นกว้างขวางมากพอ มิฉะนั้นการจะร่ายรำวิชาอย่างวิชาดาบเช่นนี้คงเป็นเรื่องยากลำบากไม่น้อย
"เจ้าดูเข้าใจหรือไม่"
หลังจากฮู่เหลียนเฟิงร่ายรำวิชาดาบจนเสร็จสิ้น เขาก็เอ่ยถามออกมาเสียงเบา
เย่หวู่เต๋าพยักหน้า "ข้าเข้าใจแล้วขอรับ!"
ฮู่เหลียนเฟิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เพราะเมื่อคราก่อนที่เขา สั่งสอนวิชาเทพเวทเป่ยหมิงและวิชาหมัดแปดทิศให้แก่เย่หวู่เต๋า เย่หวู่เต๋าไม่ได้มีความสามารถในการทำความเข้าใจที่รวดเร็วปานนี้เลย
เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกึ่งกังขา "ถ้าเช่นนั้น เจ้าจงร่ายรำให้ข้าดูสักรอบเถิด!"
เย่หวู่เต๋าล่วงรู้ดีว่าฮู่เหลียนเฟิงยังไม่เชื่อมั่นในตัวเขา เขาจึงรับเอาดาบเล่มใหญ่มาจากมือของฮู่เหลียนเฟิงและเริ่มร่ายรำเลียนแบบท่าทางในทันที
ฮู่เหลียนเฟิงถึงกับตกตะลึงไป แม้ว่าวิชาดาบของเย่หวู่เต๋าจะยังดูไม่ลื่นไหลเท่าใดนัก ทว่ามันกลับมีเค้าโครงพื้นฐานที่ถูกต้องครบถ้วนแล้ว
เขาคล้ายกับนึกสิ่งใดขึ้นมาได้ จึงอุทานออกมาเสียงต่ำ "เจ้าเด็กบ้า ตอนที่ข้าสอนวิชาเทพเวทเป่ยหมิงให้แก่เจ้าก่อนหน้านี้ เจ้ากำลังปั่นหัวข้าเล่นอยู่ใช่หรือไม่"
"วิชาดาบสี่ฤดูนี้ก็นับเป็นวิชาดาบในขอบเขตหลังกำเนิดเช่นกัน ทว่าเจ้าย้อนกลับเรียนรู้มันได้ในพริบตา!"
"ครานั้นข้าต้องท่องวิชาเทพเวทเป่ยหมิงให้เจ้าฟังตั้งเจ็ดแปดรอบ กว่าเจ้าจะจดจำมันได้?"
เย่หวู่เต๋าชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ "หามิได้ขอรับ! เป็นเพราะหลังจากข้าได้ฝึกฝนเคล็ดวิชาฮั่นหยวนแล้ว ข้ารู้สึกว่าการเข้าถึงวิชาต่อสู้ต่างๆ ของข้ากลายเป็นเรื่องที่รวดเร็วขึ้นมากต่างหาก"
ในยามนี้ เขาทำได้เพียงผลักยอดความดีความชอบทั้งหมดไปให้กับการฝึกฝนเคล็ดวิชาฮั่นหยวน เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ฮู่เหลียนเฟิงมองเห็นพิรุธในตัวเขา
อย่างไรเสียในยามนี้ก็มีเพียงเขา คนเดียวเท่านั้นที่สามารถฝึกฝนเคล็ดวิชาฮั่นหยวนได้ และผู้อื่นย่อมไม่มีทางล่วงรู้ถึงความจริงเหล่านี้ได้เลย
ฮู่เหลียนเฟิงพยักหน้าเบาๆ โดยไม่ได้เคลือบแคลงสงสัยในคำอธิบายของเย่หวู่เต๋ามากนัก เขาเพียงแต่พึมพำกับตัวเองเสียงเบา "เคล็ดวิชาฮั่นหยวนมีอิทธิฤทธิ์ถึงเพียงนี้เชียวรึ"
จากนั้น เขาก็มองเย่หวู่เต๋าแล้วกล่าวเสียงเบา "ในเมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเราจงเร่งมือกันเถิด วันนี้ข้าจะส่งต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่ข้าได้เรียนรู้มาตลอดทั้งชีวิตให้แก่เจ้าทั้งหมด"
"ข้าอยากจะรู้นักว่า หลังจากหลอมรวมวิชาต่อสู้และเคล็ดวิชาภายในของพวกเราทั้งสามคนเข้าด้วยกันแล้ว เจ้าจะสามารถเติบใหญ่ไปได้ถึงระดับใด!"
เย่หวู่เต๋าพยักหน้ารับคำ สำหรับวิชาต่อสู้นั้น ย่อมไม่มีเหตุผลใดที่เขาจะปฏิเสธ
ดังคำกล่าวที่ว่า มีวิชาเหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสน การเรียนรู้เพิ่มขึ้นอีกสักหน่อยย่อมไม่ใช่เรื่องเสียหายอันใดอยู่แล้ว
อย่างไรเสียเขา ก็เพียงแค่ต้องคอยกระตุ้นระบบให้ฝึกฝนวิชาต่อไปเท่านั้น โดยไม่จำเป็นต้องลงมือฝึกฝนด้วยตนเองเลยแม้แต่น้อย
ในช่วงเวลาต่อจากนั้น ฮู่เหลียนเฟิงได้สั่งสอนวิชาหมัดดาวตก วิชาฝ่ามือสลายใจ วิชาท่าเท้าท่องมังกร และวิชาอาวุธลับอย่างวิชาศรไล่ล่าวิญญาณให้แก่เขาจนหมดสิ้น
วิชาต่อสู้ที่ฮู่เหลียนเฟิงเชี่ยวชาญ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นวิชาในขอบเขตเสริมสร้างกายา ส่วนวิชาในขอบเขตหลังกำเนิดนั้นมีอยู่น้อยมาก
ตัวเขาเน้นหนักไปที่วิชาดาบเป็นหลัก และวิชาหลักที่เขาฝึกฝนก็คือวิชาต่อสู้ขอบเขตหลังกำเนิดอย่างวิชาดาบสี่ฤดูนั่นเอง
สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไป การมีวิชาต่อสู้ขอบเขตหลังกำเนิดเพียงวิชาเดียวก็ก็นับว่าเพียงพอต่อการใช้งานอย่างที่สุดแล้ว
ตามคำบอกเล่าของอาจารย์ใหญ่ฉินเทียนหลง วิชาต่อสู้ขอบเขตแต่กำเนิดนั้นแท้จริงแล้วหาได้ยากยิ่งนัก เพราะวิชาต่อสู้ขอบเขตแต่กำเนิดส่วนใหญ่จะเน้นย้ำไปที่การกระตุ้นปราณแท้จริงแต่กำเนิด และพวกมันล้วนดำเนินไปในรูปแบบเดียวกันทั้งหมด
มีเพียงวิชาต่อสู้ขอบเขตเสริมสร้างกายาและวิชาต่อสู้ขอบเขตหลังกำเนิดเท่านั้น ที่ต้องพึ่งพาพละกำลังทางกายภาพและวิธีการออกแรงในการโจมตี
ในความเป็นจริงแล้ว วิชาต่อสู้ขอบเขตเสริมสร้างกายาและวิชาต่อสู้ขอบเขตหลังกำเนิดจำนวนมาก สามารถกลายเป็นวิชาต่อสู้ขอบเขตแต่กำเนิดได้ ทันทีที่มีการผสานปราณแท้จริงแต่กำเนิดเพิ่มเติมเข้าไปในวิชานั้นๆ
ภายในเวลาสองชั่วโมง วิชาต่อสู้ทั้งหมดของฮู่เหลียนเฟิงก็ถูกเย่หวู่เต๋าขุดรื้อออกมาจนหมดสิ้น
นี่นับรวมเวลาที่เย่หวู่เต๋าใช้ในการร่ายรำกระบวนท่าวิชาต่อสู้เหล่านั้นให้ดูด้วยเช่นกัน
เมื่อเย่หวู่เต๋าแสดงวิชาต่อสู้ทั้งหมดออกมาต่อหน้าต่อตาฮู่เหลียนเฟิงโดยปราศจากความผิดพลาดแม้แต่จุดเดียว ฮู่เหลียนเฟิงก็ถึงกับยืนเซ่อขยับตัวไม่ได้ไปทันที
เขายังคงจำได้ดีว่าในอดีต ตนเองต้องผ่านพ้นความยากลำบากแสนสาหัสเพียงใดกว่าจะสามารถเรียนรู้วิชาต่อสู้เหล่านี้มาได้
มันไม่ใช่แค่เรื่องของความยากลำบากในการเรียนรู้เท่านั้น ทว่าวิธีการที่จะได้มาซึ่งวิชาต่อสู้แต่ละวิชาก็นับว่ายากเย็นแสนเข็ญเป็นอย่างยิ่ง
ในยุคสมัยที่วรยุทธ์ยังไม่ได้ถูกเผยแพร่อย่างแพร่หลายปานนี้ เคล็ดวิชาภายในและคัมภีร์ลับของแต่ละตระกูลและแต่ละสำนักล้วนถูกเก็บรักษาไว้อย่างแน่นหนาที่สุด
ทว่าในวันนี้ วิชาต่อสู้ที่เขาใช้เวลาค่อนชีวิตในการเลื่อนเรียนมา กลับถูกเย่หวู่เต๋าเรียนรู้ไปจนหมดสิ้นภายในเวลาสั้นๆ
ยิ่งไปกว่านั้น วิชาต่อสู้ของเย่หวู่เต๋ายังจะค่อยๆ ถูกฝึกฝนไปจนถึงขอบเขตระดับสมบูรณ์แบบในอนาคตอีกด้วย
ต้องล่วงรู้ก่อนว่าในบรรดาวิชาเหล่านี้ มีวิชาต่อสู้บางวิชาที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่อาจฝึกฝนไปจนถึงขอบเขตระดับสมบูรณ์แบบได้เลยด้วยซ้ำ
ฮู่เหลียนเฟิงมองดูเย่หวู่เต๋า ภายในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกทั้งปลาบปลื้มใจและสูญเสียในเวลาเดียวกัน
สิ่งที่ทำให้เขาปลาบปลื้มใจคือ เย่หวู่เต๋าเป็นศิษย์ของเขา และอนาคตภายภาคหน้าของย่อมไร้ขีดจำกัดอย่างแน่นอน
ส่วนสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกสูญเสียก็คือ ดูเหมือนว่าตัวเขาจะไม่มีสิ่งใดหลงเหลือให้สั่งสอนเย่หวู่เต๋าได้อีกต่อไปแล้ว ตัวเขาถูกเย่หวู่เต๋าสูบความรู้จนแห้งขอดไปหมดแล้วจริงๆ
จางหานควั่งที่เฝ้ามองดูอยู่ด้านข้าง ก็ได้รับความตกตะลึงจากผลงานของเย่หวู่เต๋าไม่ต่างกัน
อันที่จริง ตัวเขาไม่ได้ฝึกฝนวิชาต่อสู้มากมายเท่ากับฮู่เหลียนเฟิง เนื่องจากความแตกต่างของอายุอานามที่ยังคงมีอยู่
เขามองดูฮู่เหลียนเฟิงที่กำลังหงอยเหงา ส่ายหน้าพรางยิ้มเจื่อนๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วกล่าว "ตาเฒ่าฮู่ถูกสูบจนแห้งขอดไปแล้ว ถ้าเช่นนั้นให้ข้าเป็นผู้รับช่วงต่อเองเถิด!"
"ข้าเองก็นิยมชมชอบในวิชาดาบเช่นกัน ทว่าแตกต่างจากดาบเล่มใหญ่ของอาจารย์รองของเจ้า เพราะข้าฝึกฝนวิชาด้วยดาบถังต่างหาก"
"ดังคำกล่าวที่ว่า ยาวกว่าหนึ่งนิ้วแกร่งกว่าหนึ่งส่วน ดาบเล่มใหญ่เน้นย้ำเรื่องพละกำลังและความหนักหน่วง เหมาะสำหรับการต่อสู้พัวพันนัวเนียในศึกใหญ่ ส่วนดาบถังนั้นเหมาะสมสำหรับการประลองฝีมือตัวต่อตัวมากกว่า"
"วิชาดาบที่ข้าฝึกฝนมีชื่อว่า วิชาดาบไหมสาว พันธนาการร้อยรัด ตัววิชาเน้นย้ำเรื่องท่วงท่าดาบที่พลิ้วไหวดุจดั่งเส้นไหม พันตูร้อยรัดศัตรูไม่ปล่อยวาง"
"จงตั้งใจดูให้ดี!"
เย่หวู่เต๋าพยักหน้ารับคำ และเริ่มระเริงเรียนรู้วิชาต่อสู้จากจางหานควั่งอย่างบ้าคลั่งในทันที
หนึ่งชั่วโมงต่อมา จางหานควั่งก็ต้องยอมศิโรราบเช่นกัน ตัวเขาได้สั่งสอนทุกสิ่งทุกอย่างที่สามารถสอนได้ไปจนหมดสิ้นแล้ว
วิชาดาบไหมสาว วิชาท่าเท้าหมอกจาง วิชาฝ่ามือแปดทิศ วิชาหมัดหักกระดูก ประกอบกับวิชาหมัดทลายภูผาที่เคยสั่งสอนไปก่อนหน้านี้ ตัวเขาได้ฝึกฝนวิชาต่อสู้เหล่านี้มารวมทั้งหมดเพียงไม่กี่วิชาเท่านั้น
ทว่าวิชาต่อสู้เหล่านี้ล้วนอยู่ในขอบเขตหลังกำเนิดทั้งสิ้น ซึ่งนับเป็นวิชาที่เรียนรู้ได้ค่อนข้างยากลำบากยิ่งนัก
ยิ่งไปกว่านั้น วิชาต่อสู้ของเขายังตั้งอยู่บนพื้นฐานของการจับยึดและร้อยรัดพันตู ซึ่งมีความซับซ้อนเป็นอย่างยิ่ง
ทว่าเมื่อวิชาเหล่านี้ต้องมาพบเจอกับสัตว์ประหลาดอย่างเย่หวู่เต๋า ไม่ว่ามันจะเรียนรู้ยากเย็นเพียงใด เขากลับสามารถเรียนรู้มันได้สำเร็จภายในคราเดียว ซึ่งนั่นทำให้ตัวเขาถึงกับพูดไม่ออกไปโดยสิ้นเชิงเช่นกัน