- หน้าแรก
- เทพเจ้าอมตะ
- บทที่ 106 ก้ายหวงเฉากลับมา
บทที่ 106 ก้ายหวงเฉากลับมา
บทที่ 106 ก้ายหวงเฉากลับมา
เรื่องราวบานปลายมาถึงขั้นนี้แล้ว หลัวเทียนโย่วจะยังมีหน้าอยู่ในหอซิงอวิ๋นต่อไปได้อย่างไร?
ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดก็คือการตามอวี้โกวหุนกลับไปยังสำนักซิวหลัว
แม้ว่าเขาจะไม่ได้มีศักยภาพผู้แข็งแกร่งระดับดวงดาวแล้ว แต่ถึงอย่างไรก็นับว่าเป็นต้นกล้าชั้นดีมิใช่หรือ?
นัยน์ตาของอวี้โกวหุนแฝงไปด้วยไอสังหาร
หลัวเทียนโย่วไม่ออกมาเสนอหน้าก็แล้วไปเถอะ แต่พอโผล่ออกมาก็ทำให้นางโกรธจนแทบพ่นไฟ!
เดิมทีหลังจากส่งข้อความเสร็จ นางก็ควรจะกลับไปแล้ว ล้วนเป็นเพราะหลัวเทียนโย่วโผล่พรวดพราดออกมาแล้วบอกว่าจะเข้าร่วมสำนักซิวหลัว ถึงได้ก่อให้เกิดเรื่องราววุ่นวายตามมาเป็นหางว่าว
ไม่ฆ่าเขาระบายแค้นก็ดีเท่าไรแล้ว ยังจะมีหน้ามาให้นางพากลับสำนักซิวหลัวอีกหรือ?
"ไสหัวไป! สำนักซิวหลัวของข้าจะต้องการสวะอย่างเจ้าไปทำไม?" อวี้โกวหุนซัดฝ่ามือด้วยความโกรธเกรี้ยว ซัดหลัวเทียนโย่วกระเด็นตกลงจากหลังกระเรียนขาว
จากนั้นก็ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
ก่อนจากไป นางถลึงตาใส่โจวชิงอวี่อย่างดุร้าย "บัญชีแค้นในวันนี้ ข้าจะจดจำเอาไว้!"
"เจ้าจงสวดมนต์ภาวนาเสียเถอะ ขอให้ครึ่งปีให้หลังเจ้าตายด้วยน้ำมือของสตรีศักดิ์สิทธิ์!"
"มิฉะนั้น ข้าจะทำให้เจ้าทรมานยิ่งกว่าตายทั้งเป็น!"
โจวชิงอวี่ไม่มีท่าทีหวาดกลัวแม้แต่น้อย เขาแย้มยิ้มคล้ายไม่ยิ้มพลางกล่าวว่า "ข้าไม่มีความสนใจในตัวหญิงแก่หรอกนะ"
"ลูกไม้พวกนั้นของเจ้า เก็บไว้ใช้กับคนร่วมหมอนคนอื่นเถอะ"
คำพูดหยอกเย้าเชิงลวนลามนี้ ทำเอาอวี้โกวหุนโกรธจนกัดฟันกรอด และจากไปอย่างเคียดแค้น
ผู้คนในที่นั้นต่างก็มีเส้นดำพาดผ่านใบหน้า จะไม่ให้บอกว่าโจวชิงอวี่ขวัญเทียมฟ้าได้อย่างไร?
กระทั่งผู้อาวุโสใหญ่แห่งสำนักซิวหลัวก็ยังกล้าพูดจาลวนลาม?
ทว่า ความสนใจของพวกเขาก็ถูกหลัวเทียนโย่วที่กำลังไอเป็นเลือดดึงดูดไปอย่างรวดเร็ว ต่างพากันส่งสายตาเหยียดหยามไปให้
กู้ฉางเซิงเองก็เผยสีหน้ารังเกียจ เอ่ยว่า "เจ้าทรยศสำนักเราแล้วใช่หรือไม่?"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลัวเทียนโย่วก็ร่างเกร็งเขม็ง
ตามกฎของหอซิงอวิ๋น ผู้ที่ทรยศสำนัก โทษสถานเบาที่สุดคือต้องถูกทำลายวรยุทธ์ทั้งหมด
เขารีบวิ่งไปเบื้องหน้าอู๋ชิงถัน คุกเข่าลงดังตึงพลางอ้อนวอนว่า "ท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์! ศิษย์ผิดไปแล้ว ศิษย์รู้ความผิดแล้ว"
อู๋ชิงถันในยามนี้ ในที่สุดก็ได้เชิดหน้าชูตาเสียที
ไอ้สุนัขบัดซบตัวนี้ ตอนที่มันตามอวี้โกวหุนไป มันเยาะเย้ยเขาไว้ว่าอย่างไรบ้าง?
บอกว่าให้ไปชะโงกดูเงาตัวเองในกระจกบ้าง คนอย่างเจ้าคู่ควรจะเป็นอาจารย์ของผู้มีศักยภาพผู้แข็งแกร่งระดับดวงดาวอย่างนั้นหรือ?
สีหน้าของคนพาลที่ได้ดีนั้น เขาสลักลึกเข้าไปในกระดูก!
ตอนนี้ พอตัวเองไม่ใช่แล้ว ก็มาร้องห่มร้องไห้อ้อนวอนขอกลับมางั้นหรือ?
อู๋ชิงถันแค่นหัวเราะด้วยความโกรธ เตะอีกฝ่ายกระเด็นออกไป "ไอ้คนเนรคุณ!"
"ตอนนี้เพิ่งมารู้ว่าข้าเป็นอาจารย์ของเจ้าหรือ?"
"คนอย่างข้าอู๋ชิงถัน สั่งสอนศิษย์ผู้มีศักยภาพผู้แข็งแกร่งระดับดวงดาวอย่างเจ้าไม่ไหวหรอก!"
"ไปเกาะกิ่งไม้สูงที่อื่นเถอะ!"
ทุกคนล้วนเผยสีหน้าเหยียดหยาม ตัวอะไรกันเนี่ย?
กู้ฉางเซิงมีใบหน้ารังเกียจเดียดฉันท์ เขาซัดฝ่ามือทำลายจุดตันเถียนของอีกฝ่ายในทันที "โยนมันออกไป และห้ามรับเข้ามาอีกตลอดกาล!"
ท่ามกลางเสียงกรีดร้องโหยหวน หลัวเทียนโย่วก็ถูกคนหามออกไปโยนทิ้งนอกหอซิงอวิ๋น
หลังจากนั้น กู้ฉางเซิงก็เดินมาตรงหน้าโจวชิงอวี่ ตบไหล่เขาด้วยความชื่นชม "ทำได้ไม่เลว!"
"หากเจ้าสำนักซิวหลัวรู้ว่า สัตว์พาหนะสุดที่รักของตนถูกศิษย์หอซิงอวิ๋นของเราล่อลวงมา จะต้องโกรธเป็นฟืนเป็นไฟอย่างแน่นอน"
พลันเขาก็รู้สึกเหมือนได้เชิดหน้าชูตาขึ้นมาบ้าง
ตลอดมา สำนักซิวหลัวมักจะข่มเหงหอซิงอวิ๋นอยู่เสมอ บัดนี้ถือว่าได้ระบายความอัดอั้นตันใจออกไปแล้ว
"น่าเสียดายที่พรสวรรค์ของเจ้าไม่สู้ดีนัก มิเช่นนั้นข้าย่อมต้องปลุกปั้นเจ้าอย่างดีแน่!"
ในขณะนั้นเอง เหยี่ยวดำตัวหนึ่งก็ส่งเสียงร้องดังกังวาน บินเข้ามาในหอซิงอวิ๋น
มีคนจำได้ "นั่นมันสัตว์พาหนะของเจ้าสำนักยอดเขาเทียนเจี้ยนนี่"
"สัตว์พาหนะของเขาได้รับบาดเจ็บ!"
"เขาพาก้ายหวงเฉาออกไปตามหาสมบัติล้ำค่าฟ้าประทานเพื่อทะลวงสู่ระดับก่อกำเนิดแก่นทองคำไม่ใช่หรือ?"
เมื่อเหยี่ยวดำร่อนลงมา
ชายชราหน้าแหลมที่สะพายกระบี่สามเล่มไว้บนหลังก็กระโดดลงมาด้วยสภาพร่างโชกเลือด ด้านหลังตามมาด้วยชายหนุ่มอีกคนหนึ่งที่อาบเลือดเช่นเดียวกัน
สายตาของเขาเฉียบคมดุจกระบี่ที่หลุดออกจากฝัก แม้บนร่างจะมีบาดแผล ทว่าแผ่นหลังยังคงเหยียดตรงดั่งทวนเล่มหนึ่ง
คนแรกคือเจ้าสำนักยอดเขาเทียนเจี้ยน ผังปู้อี้ ส่วนคนหลังคือยอดอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งหอซิงอวิ๋น ก้ายหวงเฉา!
เมื่อเห็นก้ายหวงเฉาได้รับบาดเจ็บ กู้ฉางเซิงก็ตกตะลึงจนหน้าถอดสี รีบก้าวเข้าไปตรวจสอบด้วยความห่วงใยอย่างยิ่ง "เจ้าบาดเจ็บหรือ?"
เมื่อพบว่าอาการบาดเจ็บไม่ได้สาหัสอะไร สีหน้าของเขาก็เคร่งขรึมเย็นชาลง "ใครเป็นคนทำร้ายเจ้า?"
เขาคือยอดอัจฉริยะที่แข็งแกร่งที่สุดของหอซิงอวิ๋น และเป็นศิษย์ในสำนักที่กู้ฉางเซิงใส่ใจมากที่สุด
กลับมีคนกล้าทำร้ายเขา นี่เป็นการท้าทายหอซิงอวิ๋นอย่างไม่ต้องสงสัย
ก้ายหวงเฉากล่าวด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ "พวกเราบังเอิญพบกับผู้แข็งแกร่งจากสาขาย่อยของสำนักพยัคฆ์ดำ จึงหลบหนีมาได้อย่างหวุดหวิด"
สำนักพยัคฆ์ดำ? สีหน้าของผู้คนในที่นั้นต่างก็แปรเปลี่ยนไป
กู้ฉางเซิงเองก็มีสีหน้าเคร่งเครียด แค่นเสียงกล่าวว่า "ช่างเป็นสำนักพยัคฆ์ดำที่ยอดเยี่ยมเสียนี่กระไร! คิดว่าเก้าสำนักของเราหวาดกลัวพวกเจ้าอย่างนั้นหรือ?"
"ถึงกับกล้ามาคิดร้ายกับยอดอัจฉริยะอันดับหนึ่งของหอซิงอวิ๋นของเรา!"
สำนักพยัคฆ์ดำหรือ? นัยน์ตาของโจวชิงอวี่ฉายแววประหลาดใจ เขาไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน
จนกระทั่งก้ายหวงเฉาหยิบป้ายคำสั่งสีดำสนิทที่สลักลวดลายพยัคฆ์ร้ายหน้าตาดุร้ายออกมาด้วยรอยยิ้มกระหยิ่มใจเล็กน้อย เขาถึงได้กระจ่างแจ้ง
เจ้าป้อมเหลียนอวิ๋น หูหลวนซาน ที่เขาบั่นคอไปในนครชิงตี้ บนร่างของมันก็มีป้ายคำสั่งแบบเดียวกันนี้อยู่
ในตอนนั้นเขายังแปลกใจ ป้ายคำสั่งนี้ไม่น่าจะเป็นของป้อมเหลียนอวิ๋น ที่แท้ หูหลวนซานก็ยังมีอีกหนึ่งสถานะ นั่นคือสมาชิกของสำนักพยัคฆ์ดำนี่เอง
เมื่อป้ายคำสั่งนี้ถูกนำออกมา เหล่าศิษย์ต่างก็เผยแววตาเลื่อมใสศรัทธาอย่างล้นเหลือ
"สมาชิกของสำนักพยัคฆ์ดำแต่ละคน ล้วนเป็นพวกที่เอาชีวิตแขวนไว้บนเส้นด้าย เป็นตัวอันตรายที่เลียเลือดบนคมดาบ สังหารได้ยากเย็นยิ่งนัก"
"ก้ายหวงเฉาถูกลอบโจมตี แต่กลับสามารถสวนกลับและสังหารได้หนึ่งคน ช่างร้ายกาจจริงๆ"
กู้ฉางเซิงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะลั่น "ดี! ดีมาก! สมแล้วที่เป็นยอดอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งหอซิงอวิ๋นของข้า!"
"เจ้าต้องการรางวัลอันใด จงบอกมาได้เลย!"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เหล่าศิษย์และผู้อาวุโสในที่นั้นต่างก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
โจวชิงอวี่สยบราชันอินทรีรัตติกาลได้ นำมาซึ่งเกียรติยศอันยิ่งใหญ่ให้กับหอซิงอวิ๋น ยังไม่เห็นเจ้าสำนักเอ่ยปากว่าจะมอบรางวัลอะไรให้เลย
ก้ายหวงเฉาเพียงแค่สังหารสมาชิกสำนักพยัคฆ์ดำไปคนเดียว กลับอนุญาตให้เขาเอ่ยปากขอ และรับปากจะมอบรางวัลให้อย่างง่ายดาย
การเลือกปฏิบัติเช่นนี้ ดูจะไม่ยุติธรรมเกินไปหน่อยกระมัง
ก้ายหวงเฉาก็ไม่เกรงใจเช่นกัน
ตั้งแต่ตอนร่อนลงมา เขาก็สังเกตเห็นราชันอินทรีรัตติกาลแล้ว นัยน์ตาทอประกายเร่าร้อน "นั่นคือราชันอินทรีรัตติกาลของเจ้าสำนักซิวหลัวใช่หรือไม่?"
กู้ฉางเซิงแย้มยิ้มพลางกล่าว "ถูกต้อง! พวกเราสยบมันได้แล้ว นับแต่นี้ไป มันก็คือของหอซิงอวิ๋นเรา"
ก้ายหวงเฉาเอ่ยโดยไม่ต้องคิด "เช่นนั้นข้าต้องการมัน"
"ม้าอาชาย่อมคู่ควรกับวีรบุรุษ สัตว์พาหนะตัวนี้เหมาะสมกับข้าที่สุด!"
กู้ฉางเซิงเองก็ตอบโดยไม่ต้องคิดเช่นกัน "ตกลง! ข้าในฐานะเจ้าสำนัก ขอมอบราชันอินทรีรัตติกาลตัวนี้ให้แก่เจ้า!"
เหยียนจิ้งหรูขมวดคิ้ว กล่าวขึ้นว่า "ท่านเจ้าสำนัก นี่คือสัตว์ปีกที่โจวชิงอวี่ศิษย์ของข้าเป็นผู้สยบได้"
"จะจัดการอย่างไร สมควรให้เขาเป็นคนตัดสินใจ"
ไม่มอบรางวัลให้โจวชิงอวี่ก็แล้วไปเถอะ ยังจะฉวยโอกาสเอาราชันอินทรีรัตติกาลของเขาไปมอบให้คนอื่นอย่างหน้าตาเฉยอีกหรือ?
ต่อให้พรสวรรค์ของโจวชิงอวี่จะแสนธรรมดา ไม่คุ้มค่าแก่การปลุกปั้นเป็นพิเศษ ก็ไม่ควรเมินเฉยต่อเขากันถึงเพียงนี้
กู้ฉางเซิงตบหน้าผากตัวเอง กล่าวว่า "ดูข้าสิ เกือบลืมไปเลย"
เขาล้วงเอายาเม็ดสร้างรากฐานสิบเม็ดออกมา กล่าวว่า "โจวชิงอวี่ นี่คือรางวัลสำหรับคุณงามความดีที่เจ้าทำเพื่อสำนักของเรา"
"ราชันอินทรีรัตติกาลตัวนี้ส่งมอบให้สำนักเป็นผู้จัดการ คงไม่มีปัญหาอะไรใช่หรือไม่?"
ยาเม็ดสร้างรากฐานสิบเม็ด แลกกับราชันอินทรีรัตติกาลงั้นหรือ?
หนำซ้ำยังมอบให้คนที่คิดจะเอาภรรยาของตนไปเป็นคู่บำเพ็ญกระบี่อีก?
โจวชิงอวี่ไม่รับยามา สองมือสอดประสานไว้ในแขนเสื้อ เอ่ยเสียงเรียบ "ท่านเจ้าสำนัก ท่านคิดว่าราชันอินทรีรัตติกาลสยบได้ง่ายดายนักหรือ?"
หยุนเพ่ยชิงไม่อาจนิ่งดูดายได้อีกต่อไป นางก้าวออกมากล่าวว่า "ท่านเจ้าสำนัก ท่านรักใคร่เอ็นดูก้ายหวงเฉานั้น ข้าพอเข้าใจได้"
"แต่การสยบราชันอินทรีรัตติกาล ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้เพียงแค่ขยับริมฝีปากพูด"
"ยาเม็ดสร้างรากฐานแค่สิบเม็ด ท่านเจ้าสำนักอย่าหยิบออกมาดูถูกคนเลย!"
ในฐานะผู้พบเห็น แม้แต่นางก็ยังทนดูไม่ได้