- หน้าแรก
- เทพเจ้าอมตะ
- บทที่ 101 พลิกผันหลายตลบ
บทที่ 101 พลิกผันหลายตลบ
บทที่ 101 พลิกผันหลายตลบ
ยังไม่ทันที่ผู้คนจะเข้าใจว่าเกิดสิ่งใดขึ้น เงาขนาดมหึมาสายหนึ่งก็ทาบทับลงมาปกคลุมตำหนักภารกิจอย่างรวดเร็ว
ทุกคนต่างอกสั่นขวัญแขวน เมื่อแหงนหน้ามองขึ้นไป ล้วนต้องสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความหนาวเหน็บ
เห็นเพียงสัตว์ปีกที่มีขนาดลำตัวใหญ่โตเป็นพิเศษตัวหนึ่ง พุ่งทะยานดิ่งลงมายังตำหนักภารกิจ
ตึง!
ทันทีที่มันร่อนลงมา สัตว์ยักษ์ที่มีขนาดใหญ่เท่าบ้านหลังหนึ่งตัวนี้ ก็เหยียบลงบนพื้นดินจนเกิดเสียงดังสนั่น
แรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้น ทำให้ศิษย์บางคนที่ตั้งตัวไม่ทันล้มกลิ้งลงไปกองกับพื้นในทันที
"นี่... นี่มันตัวอันใดกัน?"
"หรือว่าจะเป็นราชันอินทรีรัตติกาลของอวี้โกวหุน?"
"เหตุใดมันถึงมาอยู่ที่นี่ได้?"
เฟ่ยหลิ่งหนานดวงตาชราเบิกกว้าง มองดูราชันอินทรีรัตติกาลที่ร่อนลงมาอยู่ข้างกายโจวชิงอวี่ด้วยความตื่นตระหนก พลางกล่าวอย่างตกตะลึงว่า "เจ้าอย่าบอกนะว่า เจ้าฝึกมันได้แล้ว!"
นี่คือราชันอินทรีรัตติกาลเชียวนะ!
เป็นสัตว์พาหนะของเจ้าสำนักซิวหลัว!
เป็นเพียงตัวเดียวในทวีปที่ถูกฝึกได้สำเร็จ!
มันเพิ่งถูกโจวชิงอวี่จับตัวมาได้เพียงสองวัน ก็ถูกฝึกจนเชื่องแล้วหรือ?
อย่าว่าแต่เขาที่ไม่เชื่อ บรรดาผู้อาวุโสที่อยู่ในเหตุการณ์ล้วนไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองเช่นกัน
หยุนเพ่ยชิงเบิกตากลมโต ขยี้ตาตัวเองอย่างแรง "เขาฝึกราชันอินทรีรัตติกาลได้งั้นหรือ?"
อวี้เหวินฉิงเสวี่ยก็มีสีหน้าเหม่อลอยเช่นกัน
ที่นางบอกว่าโจวชิงอวี่เป็นบุคคลสำคัญ นั่นหมายถึงความสามารถด้านการปรุงยาของเขา
คิดไม่ถึงว่าเขาจะเป็นยอดฝีมือด้านการฝึกสัตว์อสูรด้วยหรือ?
โจวชิงอวี่ผู้นี้ ยังซ่อนความสามารถอันใดไว้อีกกันแน่?
ใบหน้างดงามของจี้อวี้ฝูเผยให้เห็นถึงความปีติยินดีอย่างยิ่ง ดวงตาทั้งสองจ้องมองแผ่นหลังของโจวชิงอวี่ แฝงไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธามากขึ้นอีกหลายส่วน
แม้เขาจะปรุงยาไม่เป็น และไม่เก่งกาจเท่าปรมาจารย์นักปรุงยาระดับสี่ดาวผู้นั้น
ทว่าการที่สามารถฝึกราชันอินทรีรัตติกาลได้ ก็ถือเป็นตำนานได้เช่นกัน
ทางด้านฉินซ่างเจี้ยนกลับไม่ยินยอมพร้อมใจเป็นอย่างยิ่ง เขาตวาดขึ้นมาว่า "เช่นนี้จะนับว่าฝึกสำเร็จได้อย่างไร?"
"มันต้องเชื่อฟังคำสั่งของเจ้าเสียก่อน ถึงจะถือว่าฝึกจนเชื่อง!"
เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนจึงค่อยได้สติกลับมาจากความตกตะลึง
ถูกต้อง
ตามมาตรฐานการฝึกสัตว์ มันจะต้องเชื่อฟังคำสั่งของเจ้านาย และสามารถปฏิบัติตามคำสั่งต่อหน้าผู้คนได้สำเร็จจึงจะนับว่าผ่าน
เฟ่ยหลิ่งหนานดวงตาเป็นประกาย แค่นเสียงเย็นกล่าวว่า "ออกคำสั่งกับมันเดี๋ยวนี้ ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าเจ้าฝึกมันได้เต็มสิบส่วนแล้วจริงๆ ถึงจะใช้ได้!"
โจวชิงอวี่หัวเราะออกมา "ในเมื่อพวกท่านกล่าวเช่นนี้ ก็ย่อมได้"
"เพียงแต่ จะให้มันทำสิ่งใดดีเล่า?"
ฉินซ่างเจี้ยนกล่าวด้วยน้ำเสียงค่อนแคะ "ทางที่ดีควรเป็นคำสั่งที่ยากสักหน่อย"
"แค่ให้มันเดินๆ หยุดๆ เช่นนี้ไม่นับหรอกนะ"
ยากสักหน่อยงั้นหรือ?
โจวชิงอวี่เหลือบมองเหยี่ยวสีน้ำเงินที่ตายอยู่บนพื้น จากนั้นก็มองไปยังอินทรีดำที่ยังบินไปได้ไม่ไกลนัก
มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย พลางตบขาของราชันอินทรีรัตติกาลเบาๆ แล้วกล่าวว่า "อินทรีดำบนฟ้านั่น ข้าไม่ชอบเลย"
"ฆ่ามันเสีย!"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฉินซ่างเจี้ยนก็ยกแขนกอดอก แค่นเสียงหัวเราะเยาะ "ไอ้โง่!"
"การสั่งให้สัตว์ปีกต่อสู้ คือสิ่งที่พวกมันต่อต้านมากที่สุด"
"ต่อให้เป็นเจ้าสำนักซิวหลัว ก็ใช่ว่าจะสามารถสั่งการมันได้"
ในจุดนี้ หยุนเพ่ยชิงเห็นด้วยอย่างยิ่ง
"การต่อสู้ของสัตว์ปีก ส่วนใหญ่มาจากสัญชาตญาณ หากเป็นคำสั่งจากภายนอก พวกมันจะต่อต้านอย่างรุนแรง"
"นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่า เหตุใดสัตว์ปีกส่วนใหญ่จึงมีไว้เพื่อเป็นพาหนะ ไม่ใช่เพื่อการต่อสู้"
ใบหน้าของเฟ่ยหลิ่งหนานเต็มไปด้วยรอยยิ้มชั่วร้าย ขอเพียงราชันอินทรีรัตติกาลไม่ยอมทำตามคำสั่ง เขาก็จะตัดสินว่าล้มเหลวในทันที!
ทว่า หลังจากที่คำสั่งถูกเปล่งออกไป ราชันอินทรีรัตติกาลกลับเผยให้เห็นถึงความตื่นเต้นยินดีอย่างหาที่เปรียบมิได้
มันไม่กลัวหรอกว่าคำสั่งของโจวชิงอวี่จะยากเย็นเพียงใด
ที่มันกลัวก็คือโจวชิงอวี่จะไม่ยอมสั่งมันต่างหาก!
ทันใดนั้นมันก็ส่งเสียงร้องแหลมดังลั่น กระพือปีกทั้งสองข้างทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า พุ่งเข้าใส่อินทรีดำอย่างรวดเร็ว
ภาพเหตุการณ์นี้ ทำให้หยุนเพ่ยชิงถึงกับด้านชาไปทั้งตัว
และทำให้ทุกคนชะงักงันอยู่กับที่
ราชันอินทรีรัตติกาล ถึงกับเชื่อฟังโจวชิงอวี่ถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
ทางด้านฉินซ่างเจี้ยน หลังจากที่ชะงักไปครู่หนึ่ง เขาก็เริ่มตื่นตระหนก ตะโกนลั่นว่า "หยุดนะ! รีบหยุดเดี๋ยวนี้!"
"รีบสั่งให้มันหยุดเร็วเข้า!"
"เร็วเข้าสิ!!"
อินทรีดำคือสิ่งที่เขาภาคภูมิใจ ทุกครั้งที่ขี่มันออกไป ย่อมดึงดูดความสนใจจากผู้คนนับไม่ถ้วน
ในฐานะศิษย์เพียงคนเดียวที่สามารถฝึกอินทรีดำได้ นี่ถือเป็นเกียรติยศอันสูงสุดของเขา
แต่ตอนนี้ มันกำลังจะถูกราชันอินทรีรัตติกาลฆ่าตายงั้นหรือ?
เขาร้อนรนจนคอแทบไหม้ ตะโกนโวยวายออกมา
เมื่อเห็นว่าโจวชิงอวี่ยังคงนิ่งเฉย ฉินซ่างเจี้ยนก็โกรธจัดจนอยากจะชักกระบี่ขึ้นมาข่มขู่เขา พลางตวาดว่า "โจวชิงอวี่! เจ้าบังอาจฆ่าสัตว์ปีกของผู้อื่นตามอำเภอใจ เจ้าคิดจะยั่วยุให้เกิดสงครามระหว่างสองสำนักหรืออย่างไร?"
"เร็วเข้า! เรียกมันกลับมา!"
เมื่อมองดูราชันอินทรีรัตติกาลที่พุ่งเข้ามาใกล้ทุกที ในขณะที่อินทรีดำของตัวเองกลับตกใจจนส่งเสียงร้องครวญครางและพยายามบินหนี เขาก็ร้อนใจดั่งไฟแผดเผา
โจวชิงอวี่กลับเอ่ยด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ว่า "ตอนที่ฆ่าเหยี่ยวสีน้ำเงินของข้า เจ้าไม่ได้พูดเช่นนี้นี่"
"พอมารอบนี้ถึงคราวที่สัตว์พาหนะของตัวเองต้องถูกฆ่าบ้าง กลับเต้นเป็นเจ้าเข้าเลยหรือ?"
เพิ่งจะกล่าวจบ ราชันอินทรีรัตติกาลก็บินไล่ตามอินทรีดำจนทัน
ในฐานะผู้ครองนภา อินทรีดำก็เป็นเพียงหนึ่งในอาหารของราชันอินทรีรัตติกาลเท่านั้น
เพียงแค่กรงเล็บตะปบลงไปเบาๆ ก็สามารถเจาะทะลุหัวของอินทรีดำได้ทันที
จากนั้นมันก็ลากซากอินทรีดำกลับมาหาโจวชิงอวี่
มันใช้กรงเล็บกรีดหน้าท้องของอินทรีดำออกราวกับต้องการเอาความดีความชอบ ใช้จะงอยปากจิกเข้าไปด้านใน แล้วคาบเอาแก่นอสูรขนาดเท่าหัวแม่มือออกมา ยื่นส่งให้โจวชิงอวี่ด้วยความตื่นเต้น
ภาพเหตุการณ์นี้ ทำให้ผู้คนในบริเวณนั้นถึงกับพูดไม่ออก
นี่มันไม่ใช่แค่ฝึกจนเชื่องแล้ว?
แต่เป็นระดับเอามาเป็นทาสรับใช้ชัดๆ!
ต่อให้เป็นสุนัขที่เลี้ยงไว้ ก็ใช่ว่าจะว่านอนสอนง่ายและแสนรู้ได้ถึงเพียงนี้
ฉินซ่างเจี้ยนเห็นอินทรีดำตัวโปรดของตนถูกฆ่าและถูกผ่าซากไปต่อหน้าต่อตา ก็พลันตวาดลั่นด้วยดวงตาที่เบิกถลนแทบจะฉีกขาด "โจวชิงอวี่!"
"ข้ากับเจ้าเราไม่อาจอยู่ร่วมโลกกันได้!"
โจวชิงอวี่ปรายตามองเขา แววตาแฝงความสะใจพลางกล่าวว่า "ลืมบอกเจ้าไปเรื่องหนึ่ง"
"เหยี่ยวสีน้ำเงินตัวนี้ไม่ใช่ของข้าหรอกนะ"
"แต่เป็นของเจ้าสำนักยอดเขาโอสถต่างหาก"
"แม้แต่สัตว์พาหนะของนาง เจ้าก็ยังกล้าฆ่าอย่างโจ่งแจ้ง ดูท่าเจ้าคงไม่เห็นเจ้าสำนักหลานอยู่ในสายตาเลยสินะ!"
อะ... อะไรนะ?
ฉินซ่างเจี้ยนที่กำลังตะโกนโวยวายอยู่นั้น จู่ๆ หัวใจก็เต้นรัว ใบหน้าแข็งค้างไปในทันที
ทุกคนต่างก็ตกตะลึงจนถึงขีดสุดเช่นกัน
"ให้ตายเถอะ! ข้าว่าแล้วเชียวเหตุใดเหยี่ยวสีน้ำเงินตัวนี้ถึงได้ดูคุ้นตานัก ที่แท้ก็เป็นของเจ้าสำนักหลานนี่เอง!"
"บ้าไปแล้ว ถึงกับกล้าฆ่าสัตว์พาหนะของผู้อาวุโสเชียวหรือ?"
"ฉินซ่างเจี้ยนแกว่งเท้าหาเสี้ยนเข้าให้แล้ว ด้วยนิสัยของเจ้าสำนักหลาน นางไม่มีทางยอมเลิกราง่ายๆ แน่"
ฉินซ่างเจี้ยนตกใจจนหน้าซีดเผือด
จะกล้ารั้งอยู่ต่อได้อย่างไร? เขารีบแหวกฝูงชนวิ่งหนีกลับยอดเขาเทียนเจี้ยน เพื่อขอความคุ้มครองจากเจ้าสำนักในทันที
เมื่อข้างหูเงียบสงบลงแล้ว โจวชิงอวี่ก็มองไปยังเฟ่ยหลิ่งหนานด้วยใบหน้ายิ้มๆ "ผู้ดูแลใหญ่ ท่านยังรอสิ่งใดอยู่อีกเล่า?"
"สัตว์ปีกที่ศิษย์ฝึกมา ท่านพอใจหรือไม่เล่า?"
นี่มันตบหน้ากันชัดๆ!
เพิ่งจะแย่งชิงผลไม้ปราณของผู้ดูแลใหญ่ไปหมาดๆ คล้อยหลังก็ยังมาบีบบังคับให้เขาต้องยอมรับผลภารกิจของตนแต่โดยดีอีก
เฟ่ยหลิ่งหนานรู้สึกอัปยศอดสูจนถึงขีดสุด!
ตนเองที่เป็นถึงผู้ดูแลใหญ่ผู้สง่างาม กลับต้องมาถูกศิษย์คนหนึ่งบีบบังคับให้ตบหน้าตัวเองเช่นนี้!
แต่ราชันอินทรีรัตติกาลก็อยู่ตรงหน้านี้แล้ว เขายังจะเอ่ยคำว่า 'ไม่พอใจ' ออกมาได้อย่างไร?
เกรงว่าไม่ต้องถึงมือเจ้าสำนัก เพียงแค่เหล่าศิษย์และผู้อาวุโสที่อยู่ในเหตุการณ์ ก็คงพากันถ่มน้ำลายรดจนเขาจมน้ำตายได้แล้ว
เขากัดฟันกรอด
ในขณะที่กำลังจะประกาศผลอยู่นั้น กระเรียนขาวตัวหนึ่งก็บินร่อนลงมา ผู้ที่อยู่บนหลังของมันก็คืออวี้โกวหุนและหลัวเทียนโย่วนั่นเอง
ในมือของอวี้โกวหุนกำเศษผ้าที่ชุ่มไปด้วยเลือดของเจ้าสำนักซิวหลัวเอาไว้แน่น นางตวาดลั่น "ราชันอินทรี ยามนี้ยังไม่กลับมา จะรอถึงเมื่อใด?"
เมื่อพบว่าราชันอินทรีรัตติกาลถูกปลดปล่อยจากการจองจำแล้ว อวี้โกวหุนก็รู้ทันทีว่าถึงเวลาอันสมควรแล้ว
เมื่อได้กลิ่นเลือดของคนจากสำนักซิวหลัว ราชันอินทรีรัตติกาลย่อมต้องบินกลับมาหาในทันที
และก็เป็นไปตามคาด
ราชันอินทรีรัตติกาลแหงนหน้าขึ้นมอง ก็พบกับอวี้โกวหุนและเศษผ้าในมือของนาง
ทว่าในแววตาของมันกลับปรากฏร่องรอยแห่งความรังเกียจพาดผ่าน จากนั้นก็ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าบินหนีไปอย่างเด็ดขาด
ภาพเหตุการณ์นี้ ทำให้ผู้คนต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงอีกครั้ง
"ราชันอินทรีรัตติกาล... หนีไปแล้วหรือ?"
"ถึงอย่างไร ราชันอินทรีรัตติกาลก็ถูกเจ้าสำนักซิวหลัวเลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็ก ผู้ใดคือเจ้านายที่แท้จริง มันย่อมแยกแยะออก"
"เฮ้อ! อวี้โกวหุนไม่มาเสียยังจะดีกว่า พอมาเช่นนี้ โจวชิงอวี่ก็จบเห่ของจริงแล้ว"