- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 706 ความเปลี่ยนแปลงในแดนยมโลก
ตอนที่ 706 ความเปลี่ยนแปลงในแดนยมโลก
ตอนที่ 706 ความเปลี่ยนแปลงในแดนยมโลก
เมื่อเฉิ่นเยียนหันมามอง เนี่ยสวินก็หลุบตาลง ท่าทางของเขาดูนอบน้อมถ่อมตนจนไม่อาจคาดเดาความรู้สึกได้
สายตาของเฉิ่นเยียนหยุดอยู่ที่ร่างของเขา
"วันข้างหน้าเจ้าไม่จำเป็นต้องมาที่นี่ ส่งคนมาส่งข่าวก็พอแล้ว"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ปลายนิ้วของเนี่ยสวินก็สั่นเทาเล็กน้อย
นางคิดว่าเขาล้ำเส้นไปงั้นหรือ?
"พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท"
เขารับคำเสียงแผ่วเบา
เฉิ่นเยียนและเนี่ยสวินมุ่งหน้าไปยังตำหนักหารือ เพื่อเรียกตัวท่านอาเจิงรวมถึงเหล่าขุนนางอาวุโส มาร่วมปรึกษาหารือเรื่องของตำหนักเฉิงอวิ๋นและสำนักเฉียนคุน
หลังจากหารือเรื่องนี้เสร็จสิ้น นางจึงตรัสกับเหล่าผู้คนที่ยืนอยู่ในตำหนักว่า
"ต่อจากนี้ ข้าจะจากแดนฉางหมิงไปสักระยะหนึ่ง เร็วสุดอาจจะหนึ่งปี ช้าสุดก็สามถึงห้าปี พวกเจ้าทุกคนล้วนเป็นคนที่ข้าไว้วางใจ ข้าหวังว่าพวกเจ้าจะช่วยจัดการดูแลกิจการต่างๆ ของแดนฉางหมิงแทนข้าให้ดี"
เมื่อได้ยินคำกล่าวนั้น สีหน้าของทุกคนต่างตื่นตระหนกตกใจ
"ฝ่าบาท มิได้นะพ่ะย่ะค่ะ!"
"เทียนโจวจะขาดราชาแม้วันเดียวมิได้!"
เฉิ่นเยียนค่อยๆ ลุกขึ้นยืน แผ่กลิ่นอายพลังอันแข็งแกร่งออกมา ก่อนจะตรัสเสียงขรึม
"ข้าตัดสินใจแน่วแน่แล้ว ข้าเชื่อมั่นในความสามารถของพวกเจ้า และหวังว่าพวกเจ้าจะไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งภายใน จงร่วมมือร่วมใจกันปกครองกิจการของแดนฉางหมิง"
เมื่อตรัสมาถึงขั้นนี้ ท่านอาเจิงและเหล่าขุนนางอาวุโสย่อมไม่กล้าขัดราชโองการ
ฉับพลัน พวกเขาก็คุกเข่าลงอย่างพร้อมเพรียง
"กระหม่อมรับพระบัญชา"
ทว่าเนี่ยสวินที่คุกเข่าอยู่ท่ามกลางคนเหล่านั้นกลับมองเฉิ่นเยียนอย่างไม่อยากเชื่อ เมื่อได้รับรู้ข่าวที่นางกำลังจะจากไป หัวใจของเขาก็ราวกับถูกหินก้อนยักษ์กดทับเอาไว้จนแทบจะหายใจไม่ออก
หากนางจากแดนฉางหมิงไป แล้วเขาจะอยู่ที่นี่ต่อไปเพื่อสิ่งใด?
เขายอมละทิ้งสำนัก ละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง เพียงเพื่อจะได้อยู่เคียงข้างนาง
แต่ทุกอย่างกลับไม่เป็นไปตามปรารถนา
ในขณะที่เหล่าขุนนางอาวุโสต่างพากันเดินออกจากตำหนัก เนี่ยสวินยังคงคุกเข่าอยู่ที่เดิม
เมื่อเหล่าขุนนางอาวุโสเห็นเช่นนั้นก็คิดจะเรียกให้เขาลุกขึ้น แต่กลับพบว่าสีหน้าของเขาดูผิดปกติ จึงได้แต่มองหน้ากันและส่ายหัวพร้อมกับถอนหายใจ
เฉิ่นเยียนขมวดคิ้ว ก้มมองบุรุษผู้เย็นชาเบื้องล่าง
"เนี่ยสวิน เจ้ายังมีธุระอันใดอีกหรือไม่?"
เนี่ยสวินเม้มริมฝีปาก เงยหน้าจ้องมองเฉิ่นเยียนเขม็ง
"ฝ่าบาท พระองค์ไม่มีความรู้สึกฉันชายหญิงต่อกระหม่อมแม้แต่นิดเดียวเลยหรือ?"
"เหตุใดเจ้าจึงคิดว่าข้าจะมีความรู้สึกฉันชายหญิงต่อเจ้า?"
เฉิ่นเยียนชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะย้อนถามกลับ
เมื่อเนี่ยสวินได้ยินเช่นนี้ ความหยิ่งทะนงทั้งมวลราวกับถูกบดขยี้แหลกสลายลงในพริบตา หางตาของเขาแดงเรื่อ รอยยิ้มที่เผยออกมาดูงดงามแต่กลับแฝงความโศกเศร้า
แผ่นหลังของเขาค้อมลงเล็กน้อย และก้มหน้าลง
เสียงทุ้มต่ำเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากที่ซีดเซียวของเขา
"ฝ่าบาท เมื่อวานพระองค์ตรัสว่า สามารถปล่อยกระหม่อมไปได้ คำกล่าวนั้นยังนับอยู่หรือไม่?"
"ย่อมนับ"
"เช่นนั้นกระหม่อมขอทูลลากลับ"
เฉิ่นเยียนจ้องมองคนเบื้องล่างอย่างลึกซึ้ง เมื่อเห็นว่าเขาไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาเลย ดูเหมือนเขาจะใช้ความเด็ดเดี่ยวทั้งหมดที่มีไปแล้ว
"อนุญาต"
"ขอบพระทัย...ฝ่าบาท"
เมื่อเนี่ยสวินเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ขอบตาของเขาก็แดงก่ำ บนใบหน้าเผยให้เห็นถึงความรันทดอยู่บ้าง เขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืน แล้วหันหลังเดินจากไป
หลังจากเดินออกจากประตูตำหนัก เขาก็กางร่มกระดาษสีฟ้าอ่อนขึ้นอีกครั้ง
เหมือนดั่งตอนแรกเริ่ม
เขาหันหน้ากลับมา สบตากับคนที่อยู่บนแท่นสูงในตำหนัก
...
สามวันต่อมา เนี่ยสวินได้ออกจากศูนย์บัญชาการเทียนโจว มุ่งหน้าไปยังชายแดนใต้ของแดนฉางหมิง
อีกสองวันให้หลัง เฉิ่นเยียนจัดการกิจการของเทียนโจวเสร็จสิ้น และได้กำชับเรื่องราวต่างๆ กับท่านอาเจิงและคนอื่นๆ อย่างละเอียด
ก่อนที่จะเดินทางออกจากแดนฉางหมิง เฉิ่นเยียนได้ไปพบผู้อาวุโสฉี
เมื่อทั้งสองคุยกันเสร็จ เวลาก็ล่วงเลยเข้าสู่ช่วงพลบค่ำแล้ว
ดวงอาทิตย์ตกดิน งดงามอย่างไร้ที่ติ
สายลมอบอุ่นพัดมาเป็นระลอก หญิงสาวในชุดสีม่วงเดินลงมาจากเขาเวิ่นเทียน มุ่งหน้าไปยังบุรุษที่สวมชุดสีม่วงเช่นเดียวกัน
เฟิงสิงเหยายกมือขึ้น กุมมือเรียวนุ่มของนางเอาไว้
"ไปแดนยมโลกกันเถอะ"
เฉิ่นเยียนกล่าว
คนอื่นอาจจะเข้าไปในแดนยมโลกได้ยาก ทว่าเฉิ่นเยียนกลับสามารถเข้าไปได้อย่างง่ายดาย
เพราะประตูแห่งแดนยมโลกสามารถเปิดต้อนรับนางได้ทุกเมื่อ
เฟิงสิงเหยาจูงมือนางพลางเดินไปพลางกล่าวว่า
"ข้าส่งคนไปสืบข่าวของแดนยมโลกมาแล้ว ตอนนี้แดนยมโลกมีสามราชาและยี่สิบเจ็ดขุนพล สามราชาได้แก่ ราชาจงเพ่ย ราชาหงหลิง และราชาจานตี๋"
เมื่อได้ยินคำว่า 'ราชาหงหลิง' ประกายตาของเฉิ่นเยียนก็เกิดคลื่นอารมณ์สั่นไหว
หงหลิง...
เฟิงสิงเหยากล่าวต่อ
"ราชาแห่งยมโลกแต่ละองค์จะมีขุนพลยมโลกผู้เก่งกาจอยู่ใต้บังคับบัญชาเก้าคน ขุนพลยมโลกเหล่านี้ต่างปกครองพื้นที่ที่แตกต่างกันในแดนยมโลก พวกเขามีความร่วมมือกันและในขณะเดียวกันก็มีการแข่งขันกันในระดับหนึ่ง นอกจากนี้ แดนยมโลกยังมีสถานที่ลึกลับอีกแห่งหนึ่ง นั่นคือหอสังเกตการณ์ดารา"
"สถานที่แห่งนี้ค่อนข้างพิเศษ และไม่อยู่ภายใต้การปกครองโดยตรงของสามราชาแห่งยมโลก ส่วนบุคคลสำคัญที่ประจำการอยู่ที่หอสังเกตการณ์ดาราตลอดทั้งปีก็คือใต้เท้าว่อซั่ว ผู้มีชีวิตอยู่มานานกว่าสามหมื่นปี มีข่าวลือว่าเขามีพลังหยั่งรู้ฟ้าดิน สามารถอาศัยการสังเกตการเปลี่ยนแปลงของดวงดาวเพื่อล่วงรู้ชะตากรรมของสรรพสิ่งบนโลกใบนี้"
เมื่อเฉิ่นเยียนได้ยินดังนั้น นางเพิ่งจะอ้าปากพูด ก็พบว่าจี๋ได้กลับมาจากแดนยมโลกและเข้ามาในมิติพลังพิเศษแล้ว
สีหน้าของจี๋ดูย่ำแย่มาก เขารีบส่งเสียงผ่านจิตให้เฉิ่นเยียนด้วยความเร็วที่สุด
"นายท่าน เวลานี้แดนยมโลกวุ่นวายถึงขีดสุดแล้ว! ราชาจงเพ่ยและราชาจานตี๋ฉวยโอกาสตอนที่ราชาหงหลิงเก็บตัวฝึกตน ลอบสมคบคิดกันเพื่อลอบโจมตี ราชาหงหลิงน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ โชคร้ายสิ้นชีพไปแล้ว!"
"ในบรรดาขุนพลยมโลกทั้งเก้าคนภายใต้บังคับบัญชาของราชาหงหลิง ห้าคนพลีชีพในการต่อสู้ ส่วนอีกสี่คนต้องหลบหนีเอาชีวิตรอดอย่างหัวซุกหัวซุน ทหารที่พวกเขาปกครองต่างก็ล้มตายและบาดเจ็บอย่างหนัก ตอนนี้แดนยมโลกตกอยู่ในเงื้อมมือของราชาจงเพ่ยและราชาจานตี๋จนหมดสิ้นแล้ว"
เมื่อพูดถึงตรงนี้ จี๋ก็หยุดไปชั่วครู่ ดูเหมือนกำลังพยายามสงบสติอารมณ์ ก่อนจะกล่าวต่อทันที
"ไม่เพียงแค่นั้นนะนายท่าน ช่วงนี้มีบุคคลลึกลับปรากฏตัวขึ้นในแดนยมโลก คนผู้นี้ไม่รู้ที่มาที่ไป แต่ราชาจงเพ่ยและราชาจานตี๋กลับให้ความเคารพอย่างยิ่ง และยกย่องให้เป็นแขกคนสำคัญ มีข่าวลือว่าคนลึกลับผู้นี้เป็นคนวางแผน ทำให้ราชาจงเพ่ยและราชาจานตี๋สามารถกำจัดราชาหงหลิงได้สำเร็จ"
ราชาหงหลิงถูกสังหาร?!
ภายในใจของเฉิ่นเยียนสั่นสะท้าน
สายตาของนางแข็งกร้าวขึ้นมาทันที บุคคลลึกลับผู้นั้นน่าสงสัยเป็นอย่างมาก ดูเหมือนว่าเขาจงใจใช้ราชาหงหลิงเป็นเครื่องมือเพื่อมุ่งเป้ามาที่นาง
เฉิ่นเยียนถ่ายทอดคำพูดของจี๋ให้เฟิงสิงเหยาฟัง
นางกล่าวว่า
"สามราชาอยู่ร่วมกันมานานนับหมื่นปี ต่างก็รักษาสมดุลความสัมพันธ์อันละเอียดอ่อนแต่ทว่ามั่นคงมาโดยตลอด และอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข แต่กลับเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นในเวลานี้ หากจะบอกว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบุคคลลึกลับผู้นั้นล่ะก็ เกรงว่าคงไม่มีผู้ใดเชื่ออย่างแน่นอน"
เฟิงสิงเหยามองนางอย่างลึกซึ้ง
"อาเยียน ศัตรูของเจ้าแต่ละคนล้วนมีฝีมือไม่ธรรมดาทั้งนั้น ข้าชักจะสงสัยแล้วสิ ว่าชาติปางก่อนของเจ้าเป็นอย่างไรกันแน่?"
เฉิ่นเยียนเงยหน้ามองเขา
น้ำเสียงของเขาสงบนิ่งขณะวิเคราะห์
"อีกฝ่ายจะต้องอยากขัดขวางไม่ให้เจ้ากลับไปยังแดนยมโลก หรือไม่ก็อาจจะหวาดกลัวว่าเจ้าจะได้สิ่งใดไปจากแดนยมโลก ดังนั้น บุคคลลึกลับผู้นั้นจะต้องไม่อยากให้เจ้ากลับไปแน่ ถึงแม้เจ้าจะกลับไป เขาก็ต้องฉวยโอกาสลงมือสังหารเจ้าในตอนที่เจ้ายังไม่แข็งแกร่งพอ"
เฉิ่นเยียนกล่าว
"เพราะเหตุนี้ ข้าจึงไม่สามารถใช้ร่างกายของมนุษย์เข้าไปในแดนยมโลกได้"
ภายในแดนยมโลกล้วนมีแต่วิญญาณ หากจู่ๆ มีมนุษย์ปะปนเข้าไป ย่อมถูกจับได้อย่างง่ายดาย
เฟิงสิงเหยาเอ่ยถามขึ้น
"เจ้าหมายความว่า จะถอดจิตออกจากร่างงั้นหรือ?"
เฉิ่นเยียนพยักหน้า
ดวงตาของนางหม่นลงเล็กน้อย อดไม่ได้ที่จะนึกถึงความทรงจำในชาติปางก่อน
เฟิงสิงเหยาพยักหน้าพร้อมกล่าวว่า
"ก็ดีเหมือนกัน ทำเช่นนี้เจ้าจะได้ฉวยโอกาสฝึกฝนพลังวิญญาณไปด้วย"
เฉิ่นเยียนตอบ
"ข้าจะทิ้งร่างกายของข้าเอาไว้ในมิติพลังพิเศษ"
"แล้วเจ้าที่มีเพียงแค่วิญญาณ จะยังสามารถเข้าออกมิติพลังพิเศษได้ตามใจชอบหรือไม่?"
"ยังไม่เคยลองเลย"
เฉิ่นเยียนส่ายหัว
แม้นางจะรู้วิธีถอดจิตออกจากร่าง และรักษากายเนื้อไม่ให้เสื่อมสลายได้ แต่นางก็ไม่แน่ใจว่านางจะสามารถใช้ดวงวิญญาณเข้าออกมิติพลังพิเศษได้ตามใจชอบหรือไม่
"เช่นนั้นก็มาลองกันตอนนี้เลย"