- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 696 คืนก่อนการจากลา
ตอนที่ 696 คืนก่อนการจากลา
ตอนที่ 696 คืนก่อนการจากลา
เมื่อเข้าสู่มิติพลังพิเศษ เขาก็พบเห็นร่างที่คุ้นเคยของอูอิ่งและคนอื่นๆ บนตั่งนุ่มไม่ไกลนัก มีเด็กหนุ่มใบหน้าซีดเซียวราวกับคนป่วยนอนอยู่ สองมือของเขายังคงกุม 'โคมแสงวิเศษ' เอาไว้แน่น
ทันทีที่อูอิ่ง ฉงหมิง และจี๋เห็นเขาปรากฏตัวในมิติพลังพิเศษ สายตาของพวกเขาก็ฉายแววระแวดระวังขึ้นมาทันที ในขณะที่จิ่วจ่วนกลับวิ่งพุ่งเข้าไปหาเฟิงสิงเหยา
"ท่านจุนซ่าง ท่านเข้ามาได้อย่างไร?! หรือว่าเจ้านายฟื้นแล้ว?"
จิ่วจ่วนยื่นมือไปกระตุกชายเสื้อของเฟิงสิงเหยาพลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน
"ยังไม่ฟื้น"
กล่าวจบ เขาก็ก้าวไปหาเด็กหนุ่มคนนั้นแล้วหยุดยืนอยู่ข้างตั่งนุ่ม เฟิงสิงเหยาหรี่ตาลงเล็กน้อย กวาดสายตามองเรือนร่างของอีกฝ่ายด้วยความสงสัย
หากฉือเยว่ตายไปแล้ว บนร่างก็ควรจะปรากฏรอยจ้ำศพให้เห็น ทว่าบนร่างของเขากลับไม่มีร่องรอยใดๆ เลย
ท้ายที่สุด สายตาของเฟิงสิงเหยาก็ไปหยุดอยู่ตรงโคมแสงวิเศษที่เด็กหนุ่มกุมเอาไว้ด้วยสองมือ แววตาของเขาทอประกายลึกล้ำยากจะคาดเดา
เขาย่อตัวลง ขณะเตรียมจะใช้พลังวิญญาณปีศาจของตนแทรกซึมเข้าไปตรวจสอบสภาพร่างกายของอีกฝ่าย จิ่วจ่วนและอูอิ่งก็พากันเข้ามาล้อมกรอบ
จิ่วจ่วนขมวดคิ้ว ขบเม้มริมฝีปาก ก่อนเอ่ยด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย
"ท่านจุนซ่าง เขาตายไปแล้วใช่หรือไม่? หากเขาตาย เจ้านายจะต้องเสียใจมากแน่ๆ ท่านช่วยเขาได้หรือไม่?"
เฟิงสิงเหยาไม่ตอบคำ เขาส่งพลังวิญญาณปีศาจแทรกเข้าไปในร่างของฉือเยว่ ครู่ต่อมาคิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
เมื่อจิ่วจ่วนเห็นเช่นนั้นจึงรีบเอ่ยถามอย่างร้อนใจ
"ท่านจุนซ่าง เป็นอย่างไรบ้าง? สามารถช่วยชีวิตเขาได้หรือไม่?"
ส่วนอูอิ่งและคนอื่นๆ ต่างก็จ้องมองมาที่เฟิงสิงเหยาเป็นตาเดียว เฟิงสิงเหยาชักมือกลับมา หันไปมองจิ่วจ่วนพลางส่ายหน้า ใบหน้าเล็กๆ ของจิ่วจ่วนหม่นหมองลงทันที แม้แต่อูอิ่งและคนอื่นๆ ก็รู้สึกผิดหวังอย่างยิ่ง
แต่ในตอนนั้นเอง เฟิงสิงเหยากลับเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"เขายังไม่ตาย เปิ่นจั้วไยต้องช่วยเขา?"
"อะไรนะ?!"
จิ่วจ่วนร้องเสียงหลง ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองเฟิงสิงเหยาด้วยความไม่อยากจะเชื่อ พวกอูอิ่งเองก็ถึงกับชะงักงัน มนุษย์ที่ชื่อฉือเยว่ผู้นี้สิ้นลมหายใจไปแล้ว แม้แต่หัวใจก็หยุดเต้น แล้วจะยังรอดชีวิตอยู่ได้อย่างไร? หากเป็นคำพูดของคนอื่นพวกเขาย่อมไม่มีทางเชื่อ แต่คำพูดที่หลุดออกจากปากของชายผู้นี้กลับทำให้รู้สึกน่าเชื่อถือขึ้นมาอย่างประหลาด
ฉงหมิงอดไม่ได้ที่จะโพล่งถามออกมา
"แล้วสภาพของเขาในตอนนี้คือเรื่องอันใดกัน?"
น้ำเสียงของเขาไม่สู้ดีนัก เฟิงสิงเหยาเพียงแค่ปรายตาเย็นชาจ้องมองอีกฝ่ายแวบหนึ่งโดยไม่เอ่ยตอบอันใด ทว่าฉงหมิงกลับสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ราวกับมีดวงตาอันน่าขนลุกคู่หนึ่งจ้องมองเขาอยู่จากด้านหลัง ทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวจับใจ ฉงหมิงลอบกลืนน้ำลายลงคอ บุรุษผู้นี้เหตุใดถึงได้น่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้?
ไป๋เจ๋อก้าวไปข้างหน้า ประสานมือคารวะเฟิงสิงเหยาอย่างนอบน้อม พลางเอ่ยถามเสียงเบา
"ขอเรียนถาม ท่านจุนซ่าง พอจะบอกสาเหตุแก่พวกเราได้หรือไม่?"
"จิตวิญญาณของเขาเข้าไปอยู่ในโคมแสงวิเศษและตกอยู่ในห้วงนิทรา ประจวบเหมาะกับที่เขาเป็นกายาวิเศษพฤกษาสวรรค์โดยกำเนิด จึงมีพลังแห่งชีวิตหมุนเวียนหล่อเลี้ยงอย่างไม่สิ้นสุด คอยค้ำจุนร่างกายไม่ให้เน่าเปื่อย"
เฟิงสิงเหยากล่าว
"เขายังไม่ตาย!"
สีหน้าของจิ่วจ่วนเปลี่ยนจากหม่นหมองเป็นสดใส เขามองเฟิงสิงเหยาด้วยความตื่นเต้นพลางถาม
"แล้วเขาจะฟื้นขึ้นมาเมื่อไหร่หรือ?"
"บอกไม่ได้"
คำพูดนี้ทำให้จิ่วจ่วนชะงักไป
"นั่นหมายความว่า ท่านจุนซ่างเองก็ไม่อาจคาดเดาได้ว่าเขาจะฟื้นเมื่อไหร่งั้นหรือ?"
"อืม"
เฟิงสิงเหยาพยักหน้า จากนั้นก็เอ่ยเรียบๆ
"พวกเจ้าดูแลเขาให้ดีเถอะ"
กล่าวจบ เขาก็ออกจากมิติพลังพิเศษกลับมาอยู่ข้างกายเสิ่นเยียน เขายื่นมือลูบไล้แก้มของเสิ่นเยียนอย่างแผ่วเบา น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยว่า
"วางใจเถอะ ฉือเยว่ยังไม่ตาย เขาเพียงแค่ยังไม่ฟื้นขึ้นมาในตอนนี้"
ไม่รู้เลยว่าเสิ่นเยียนได้ยินหรือไม่ เขาเริ่มใช้พลังวิญญาณปีศาจหล่อเลี้ยงกระดูกมือซ้ายให้เสิ่นเยียน เพื่อให้แน่ใจว่ากระดูกจะสามารถฟื้นฟูกลับคืนสภาพเดิมได้
ภายในแดนฉางหมิง ข่าวลือเรื่องที่ 'เทียนโจวรวบรวมแดนฉางหมิงเป็นหนึ่งเดียวอีกครั้ง' ถูกเล่าลือกันไปอย่างกว้างขวาง หลังจากที่ได้เห็นวิธีการอันเด็ดขาดรุนแรงของเสิ่นเยียนและขุมกำลังของเทียนโจว ขั้วอำนาจใหญ่ทั้งหมดต่างก็ไม่มีใครกล้าลุกขึ้นต่อต้านอีก ยิ่งไปกว่านั้น หนึ่งในว่าที่พระสวามีของเสิ่นเคอยังเป็นถึงมหาจักรพรรดิแห่งสิบสามสายเลือดดินแดนเบื้องบน! หากคิดจะเป็นศัตรูกับอีกฝ่ายก็เท่ากับเอาไข่ไปกระทบหิน ขั้วอำนาจใหญ่ทั้งหมดจึงต่างยอมสยบแต่โดยดี
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ภายในสำนักเฉียนคุน จู่ๆ ก็มีเงาร่างหลายสายลอบเข้ามายังเขาเวิ่นเทียนของสำนักเฉียนคุนได้อย่างง่ายดาย
"พวกเจ้าเป็นใคร?"
ใบหน้าอันซูบเซียวของเด็กหนุ่มนัยน์ตาจิ้งจอกปรากฏแววตาระแวดระวังขึ้นมาทันที เขากวาดสายตาจ้องมองผู้มาเยือน
หนึ่งในชายชรากางม่านพลังป้องกันออกอย่างไม่รีบร้อน จากนั้นก็มองเซียวเจ๋อชวนด้วยรอยยิ้ม
"พวกเราคือคนของเผ่าเฉียนจากดินแดนเบื้องบน ที่เดินทางมาในวันนี้ก็เพื่ออยากจะสอบถามเจ้าสักสองสามประโยค เจ้ามีสายเลือดของเผ่าเฉียนใช่หรือไม่? เมื่อหลายวันก่อน เจ้าปลุกพลังพรสวรรค์ตื่นขึ้นมาใช่หรือเปล่า?"
"เผ่าเฉียน?"
เซียวเจ๋อชวนขมวดคิ้ว เขาจำได้ว่าชายชราตรงหน้าผู้นี้คือคนจากดินแดนเบื้องบนที่เคยปรากฏตัวเมื่อหลายวันก่อน
"ใช่"
ชายชรายิ้มรับและกล่าวต่อ
"เผ่าเฉียนเป็นตระกูลใหญ่ผู้มีชื่อเสียงในดินแดนเบื้องบน มีอำนาจบารมีล้นฟ้า และครอบครองทรัพยากรนับไม่ถ้วน"
เซียวเจ๋อชวนหรี่ตาลง เอ่ยถามกลับ
"พวกท่านมาที่นี่เพื่อจุดประสงค์อันใด?"
ชายชราจ้องมองเขาอย่างลึกซึ้ง มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย
"หากเจ้ามีสายเลือดของเผ่าเฉียนอยู่ในตัว อีกทั้งยังบังเอิญปลุกพลังพรสวรรค์อันแข็งแกร่งตื่นขึ้นมาได้ เผ่าเฉียนแห่งดินแดนเบื้องบนของเราก็ยินดีต้อนรับการเข้าร่วมของเจ้า และขอให้คำมั่นสัญญาว่าเจ้าจะมีคุณสมบัติเป็นหนึ่งในผู้สืบทอดของเผ่าเฉียน!"
หากเด็กหนุ่มผู้นี้คือคนที่ท่านบรรพบุรุษกำลังตามหาตัวอยู่จริงๆ เขาก็ย่อมมีคุณสมบัติที่จะเป็นหนึ่งในผู้สืบทอดของเผ่าเฉียนอย่างแน่นอน! เผ่าเฉียนให้ความสำคัญกับความบริสุทธิ์ของสายเลือด และยิ่งให้ความสำคัญกับพรสวรรค์อันแข็งแกร่ง!
"ข้ามีสายเลือดของเผ่าเฉียนจริงๆ"
เซียวเจ๋อชวนค่อยๆ ช้อนตาขึ้นมอง ลังเลอยู่ชั่วครู่ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ ในที่สุดเขาก็เอ่ยปากพูดต่อ
"ข้าปลุกพลังกลืนกินตื่นขึ้นมาได้"
เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของชายชราและคนอื่นๆ ก็เต็มไปด้วยความปิติยินดี เขาคือคนที่ท่านบรรพบุรุษกำลังตามหาอยู่จริงๆ!
"ดี! ดี! ดี! เจ้าตามพวกเรากลับไปยังดินแดนเบื้องบนเดี๋ยวนี้เลย!"
ชายชราเต็มไปด้วยความปีติและประหลาดใจ
ทว่าในตอนนั้นเองก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น เสียงตบประตูดัง 'ปังๆๆ' แว่วมาจากด้านนอก
"เจ๋อชวน เจ้าอยู่หรือไม่?"
ความเคลื่อนไหวจากด้านนอกทำให้สีหน้าของเซียวเจ๋อชวนเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขารีบหันไปพูดกับพวกชายชราทันที
"ข้าจะลองกลับไปคิดดู แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลา พวกท่านรีบออกไปก่อนเถอะ"
เมื่อชายชราได้ยินเช่นนั้น รอยยิ้มก็พลันหุบลง คิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อย แต่เขาก็ไม่กล้าถึงขั้นลงมือมัดตัวเซียวเจ๋อชวนไปโดยตรง จึงทำได้เพียงยื่น 'ป้ายคำสั่งเผ่าเฉียน' ให้กับเซียวเจ๋อชวนไว้ชิ้นหนึ่ง
"หากเจ้าคิดดีแล้วก็เรียกพวกเรามา และให้คำตอบแก่พวกเรา แต่เวลาที่ดีที่สุดคืออย่าให้เกินสามวัน"
พูดจบ ชายชราก็นำคนจากไปอย่างเงียบเชียบ หลังจากที่เซียวเจ๋อชวนเก็บป้ายคำสั่งเข้าไปในมิติเก็บของ เขาก็เปิดประตูออก และภาพที่ปรากฏแก่สายตาก็คือเจียงเสียนเยว่
สีหน้าของเขาผ่อนคลายลง เอ่ยถามเสียงนุ่ม
"เยว่เยว่ มีอะไรหรือ?"
เจียงเสียนเยว่ยื่นขวดยาสามขวดวางลงบนมือเขา พลางยิ้มกล่าว
"อาการบาดเจ็บของเจ้ายังไม่หายดี ข้าตั้งใจนำยามาให้ หลังจากที่ส่งยาให้พวกเจ้าเสร็จแล้ว ข้าก็จะปิดด่านฝึกตนเป็นเวลาครึ่งเดือน"
"เจ้าจะปิดด่านฝึกตน?"
เซียวเจ๋อชวนชะงักไปเล็กน้อย
เจียงเสียนเยว่พยักหน้าตอบ
"อืม พลังปีศาจและพลังวิญญาณในร่างของข้ากำลังปะทะกัน ข้าต้องปรับสมดุลเสียหน่อย มิฉะนั้นอาการบาดเจ็บก็คงไม่หายดี"
เซียวเจ๋อชวนได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าตอบรับ
"ตกลง"
"ข้ากลับก่อนนะ"
เจียงเสียนเยว่ยิ้มบางๆ แต่ในจังหวะนี้ดวงตาของนางกลับรื้นไปด้วยน้ำตาเล็กน้อย ซึ่งเซียวเจ๋อชวนไม่ได้สังเกตเห็น
เซียวเจ๋อชวนมองดูแผ่นหลังของนางที่กำลังจะจากไป จู่ๆ เขาก็ส่งเสียงเรียกนางเอาไว้
"เยว่เยว่"
เจียงเสียนเยว่หันกลับมามองเขา วินาทีต่อมาเซียวเจ๋อชวนก็เดินเข้าไปหานาง ยื่นมือสองข้างออกไปโอบกอดนางไว้อย่างเก้ๆ กังๆ พลางเอ่ยปลอบใจ
"ทุกอย่างจะค่อยๆ ดีขึ้น"
เจียงเสียนเยว่ก้มหน้าลง ส่งเสียง 'อืม' เบาๆ จมูกของนางเริ่มรู้สึกแสบร้อน ขณะที่เซียวเจ๋อชวนกำลังจะคลายอ้อมกอด จู่ๆ เจียงเสียนเยว่ก็ยื่นมือสวมกอดเขากลับ นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าประโยคหนึ่ง
"ดีใจมากจริงๆ ที่ได้พบกับพวกเจ้า"
เซียวเจ๋อชวนได้ยินไม่ค่อยถนัดนัก ขณะกำลังจะเอ่ยปากถาม อ้อมกอดก็พลันว่างเปล่าเสียแล้ว เหลือเพียงแผ่นหลังเล็กๆ บอบบางทิ้งไว้ให้เขาดูต่างหน้า ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด หัวใจของเขารู้สึกอึดอัดและบีบรัด เป็นเพราะงานชุมนุมฉางหมิงครั้งนี้เปลี่ยนแปลงเรื่องราวมากมายเกินไปใช่หรือไม่? แล้วเขาควรจะเลือกทางเดินแบบไหนต่อไปดี?
คนสุดท้ายที่เจียงเสียนเยว่ไปหาคือจูเก๋อโย่วหลิน ทันทีที่จูเก๋อโย่วหลินเปิดประตูห้องออกมา เจียงเสียนเยว่ก็ก้มหน้าลงพุ่งตัวเข้าไปในอ้อมอกอันกว้างขวางอบอุ่นของเขา สองมือสวมกอดรอบเอวสอบเพรียวเอาไว้แน่น