- หน้าแรก
- วิวัฒน์ไร้ขอบเขต
- ตอนที่ 1705 ท้องเสียสี่ห้าครั้งในสิบครั้ง
ตอนที่ 1705 ท้องเสียสี่ห้าครั้งในสิบครั้ง
ตอนที่ 1705 ท้องเสียสี่ห้าครั้งในสิบครั้ง
ไห่เซ่อเฟินถามขึ้นกระทันหัน
"ท่านพี่ ที่บ้านน่าจะยังมีเนื้อเหลืออยู่ใช่ไหม?"
"เดี๋ยวพี่ดูให้"
ไห่เฟินนีขานรับ
เธอหันหลังเดินไปที่ชั้นไม้ตรงมุมห้อง เลิกหนังสัตว์ที่คลุมอยู่ออก เผยให้เห็นชามไม้ใบใหญ่
ไห่เฟินนียกชามใบใหญ่นั้นลงมา ด้านในมีเนื้อขนาดเท่ากำปั้นอยู่ชิ้นหนึ่ง บนผิวเนื้อมีจุดราขึ้นแล้ว แถมยังมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวโชยออกมา
หางตาของซิไป๋ฉีกระตุก เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงฝืดเฝื่อน
"เนื้อนี่กินไม่ได้แล้วมั้ง..."
ไห่เฟินนีตอบอย่างซื่อบริสุทธิ์
"กินได้สิคะ ล้างสักหน่อยก็กินได้แล้ว"
ซิไป๋ฉีกลืนน้ำลายลงคอ ถามอย่างสงสัย
"มันขึ้นราขนาดนี้แล้ว จะกินได้ยังไง?"
ไห่เซ่อเฟินอธิบาย
"ก็แค่จุดราเองค่ะ ล้างน้ำแล้วเอาไปย่างไฟให้สุกก็พอแล้ว ปกติพวกเราก็กินกันแบบนี้แหละ"
ลี่เยว่กระตุกมุมปาก ถามขึ้นว่า
"กินแล้วจะไม่ท้องเสียเหรอ?"
ไห่เซ่อเฟินตอบอย่างไม่ใส่ใจ
"เสียสิคะ แต่ก็ไม่บ่อยหรอก กินสิบครั้งอาจจะท้องเสียสักสี่ครั้ง"
เธอรับชามไม้มาจากมือพี่สาว เตรียมตัวจะเอาเนื้อไปล้าง
ไห่เฟินนีหันไปมองพวกมู่เหลียง เอ่ยอย่างเกรงใจ
"ต้องรออีกสักพักถึงจะได้กินนะคะ"
ลาย่าเอ่ยเสียงอ่อย
"จริงๆ พวกเราก็ไม่ค่อยหิว ไม่กินก็ได้นะ"
ไห่เฟินนีตีหน้าจริงจัง
"ตอนบ่ายพวกคุณยังไม่ได้กินอะไรเลย กินสักหน่อยเถอะค่ะ ไม่งั้นตอนกลางคืนจะนอนไม่หลับเอานะ"
"..."
ลาย่าเม้มปาก กวาดสายตามองสภาพแวดล้อมภายในบ้าน ดูเหมือนว่าที่นี่จะไม่มีที่ให้คนนอนเลยด้วยซ้ำ
ไห่เซ่อเฟินพูดขึ้นมากะทันหัน
"ท่านพี่ ที่บ้านไม่มีน้ำแล้ว ต้องไปตักน้ำมาก่อน"
ไห่เฟินนีหิ้วถังไม้ขึ้นมา
"งั้นพี่ไปเอง เธอติดไฟรอไปก่อนนะ"
"ไม่ต้องยุ่งยากขนาดนั้นหรอก"
มู่เหลียงถอนหายใจ
เขายกมือขึ้นสายน้ำพรั่งพรูมารวมตัวกัน ควบแน่นกลายเป็นน้ำบริสุทธิ์ร่วงหล่นลงในถังไม้
ไห่เซ่อเฟินเบิกตากลมโต ถามขึ้นว่า
"มู่เหลียง คุณเป็นจอมเวทงั้นเหรอ?"
"ฉันเป็นผู้ตื่นต่างหาก"
มู่เหลียงยิ้มบาง
ซิไป๋ฉีพูดเสียงเบา
"มู่เหลียง เอาของกินออกมาเถอะ ฉันไม่อยากท้องเสียนะ"
"ได้สิ"
มู่เหลียงยิ้มละมุน
เขาหยิบกองอาหารออกมาจากมิติพกพา มีทั้งข้าววิญญาณ มะเขือเทศ ไข่ไก่สามสี เนื้อแช่แข็ง และอื่นๆ อีกมากมาย กองเต็มโต๊ะไม้ทั้งสองตัวในบ้าน
ไห่เซ่อเฟินกับไห่เฟินนีถึงกับดูจนตาค้าง พวกเธอจ้องมองวัตถุดิบทำอาหารบนโต๊ะ สลับกับมองเนื้อดิบขึ้นราในมือ แล้วก็ตกอยู่ในความเงียบงันไปเนิ่นนาน
มู่เหลียงหันไปมองลี่เยว่แล้วถามว่า
"อยากกินข้าวผัดไหม?"
"อยากสิ"
ดวงตาสวยสีเงินยวงของลี่เยว่ทอประกายวาบขึ้นมาทันที
"งั้นเดี๋ยวฉันทำเอง"
มู่เหลียงยกมุมปากขึ้น
เขาปรายตามองเตาทำอาหารที่ผุพัง แล้วอดไม่ได้ที่จะรื้อทิ้ง จากนั้นก็ใช้ผลึกสร้างเตาทำอาหารอันใหม่ขึ้นมา
ต่อจากนั้น เขาก็รู้สึกว่าพื้นมันไม่ราบเรียบ จึงใช้ผลึกปูทับพื้นลงไป ผนังบ้านก็ยังมีลมรั่วเข้ามา ดังนั้นผนังบ้านไม้ทั้งหลังจึงถูกเคลือบด้วยผลึกที่มีรูระบายอากาศเล็กๆ อีกชั้นหนึ่ง
ไห่เซ่อเฟินกับพี่สาวได้แต่อ้าปากค้าง ผู้ตื่นคนนี้ทำไมถึงไม่เหมือนกับที่จินตนาการไว้เลยล่ะ?
ไห่เฟินนีรีบเอ่ย
"พวกคุณเป็นแขก จะให้ลงมือทำเองได้ยังไงกันคะ"
มู่เหลียงโบกมือปฏิเสธ
"นั่งเถอะ อีกเดี๋ยวก็คงได้กินแล้ว"
ซิไป๋ฉีเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใส
"ข้าวผัดที่มู่เหลียงทำอร่อยสุดๆ ไปเลย พวกเธอมีลาภปากแล้วล่ะ"
ไห่เซ่อเฟินกะพริบตาปริบๆ ไม่รู้จะพูดอะไรดี
มู่เหลียงใช้หม้อผลึกหุงข้าววิญญาณเรียบร้อยแล้ว
ในระหว่างนั้น เขาก็นำวัตถุดิบทั้งหมดที่ต้องใช้ทำข้าวผัดไปล้างทำความสะอาด
"ฉันช่วยหั่นให้เอาไหม"
ลี่เยว่เดินเข้าไปหา
มู่เหลียงตอบรับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
"เอาสิ"
ลี่เยว่รับเขียงไป จัดการหั่นมะเขือเทศและวัตถุดิบอื่นๆ เป็นลูกเต๋า แล้วใส่จานผลึกเตรียมเอาไว้
ยี่สิบนาทีต่อมา ข้าววิญญาณในหม้อก็สุกกำลังดี เมื่อเปิดฝาหม้อออก กลิ่นหอมก็ลอยตลบอบอวลไปทั่วทั้งบ้านไม้
ไห่เซ่อเฟินสูดลมหายใจเข้าลึก ดวงตาทอประกายพรางอุทาน
"หอมจังเลย"
โครกคราก
ท้องของไห่เฟินนีร้องประท้วงขึ้นมา ทำให้เธอหน้าแดงก่ำด้วยความเขินอาย
มู่เหลียงตักข้าววิญญาณออกมา ยีให้ข้าวกระจายตัว แล้วเริ่มผัดเครื่อง ใส่ทั้งมะเขือเทศ ไข่ไก่ ผักใบเขียว และวัตถุดิบอื่นๆ ลงไป พอผัดจนหอมก็เทข้าววิญญาณลงไปผัดต่อ
สิบนาทีต่อมา ข้าวผัดหม้อใหญ่ที่ส่งกลิ่นหอมฉุยก็เสร็จสมบูรณ์
โครกคราก
ท้องของไห่เซ่อเฟินกับไห่เฟินนีร้องมาหลายรอบแล้ว พวกเธอจ้องมองข้าวผัดในหม้อตาละห้อย
มู่เหลียงยิ้มบางๆ เขาสร้างชามผลึกขึ้นมาปึกหนึ่ง แล้วให้ซิไป๋ฉีช่วยตักข้าว
เธอส่งข้าวผัดที่ตักเสร็จแล้วให้สองพี่น้อง ก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
"มาสิ กินเลย"
ไห่เซ่อเฟินประคองชามผลึกไว้ มองดูข้าวผัดสีสันสดใสชวนทานข้างใน น้ำลายในปากก็สอขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
ง่ำ
ไห่เฟินนีตักข้าวผัดคำโตเข้าปาก หลังจากเคี้ยวไปได้ไม่กี่คำ เธอก็ชะงักงันไป
ดวงตาสวยของเธอทอประกาย หันไปมองน้องสาวแล้วอุทานอย่างตื่นเต้น
"อร่อย อร่อยมากเลย ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยกินอาหารที่อร่อยขนาดนี้มาก่อนเลย"
"อื้อๆ”
ไห่เซ่อเฟินพยักหน้าหงึกหงัก ไม่สนจะเอื้อนเอ่ยสิ่งใด เอาแต่เคี้ยวข้าวผัดคำโต มีหลายครั้งที่เธอแทบจะกัดลิ้นตัวเอง
มู่เหลียงไม่อาจอดกลั้นรอยยิ้มเอาไว้ได้
"ค่อยๆ กินเถอะ ในหม้อยังมีอีกนะ"
"อื้อๆ"
ไห่เซ่อเฟินพยักหน้าแรงๆ แต่ความเร็วในการกินกลับไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ข้าวผัดหม้อใหญ่ก็ถูกจัดการจนเกลี้ยง บนโต๊ะเหลือเพียงกองชามเปล่าเท่านั้น
มู่เหลียงหยิบกาน้ำชาออกมา ชงชาประกายแสงอย่างสบายอารมณ์ ก่อนจะให้ซิไป๋ฉีรินแจกจ่ายให้ทุกคนคนละถ้วย
"นี่คืออะไรคะ?"
ไห่เซ่อเฟินรับถ้วยชามาดม กลิ่นหอมกรุ่นที่ลอยขึ้นมาถูกสูดเข้าไปในร่างกาย ทำให้เธอรู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันที สติสัมปชัญญะก็ปลอดโปร่งขึ้นมาก
"นี่คือชาประกายแสงน่ะ"
มู่เหลียงอธิบายเรียบๆ
ไห่เซ่อเฟินจิบไปอึกหนึ่ง ความเย็นสายหนึ่งพุ่งตรงขึ้นสู่สมองจนเธอแทบจะหลุดเสียงครางออกมา
เธออุทานออกมาอีกครั้ง
"ของดีนี่นา!"
ซิไป๋ฉีและคนอื่นๆ ยิ้มบางๆ พวกเขาคุ้นชินจนถือเป็นเรื่องปกติกับปฏิกิริยาของสองพี่น้องไปเสียแล้ว
หลังจากกินอิ่มดื่มชาเสร็จ สองพี่น้องก็อาสารับหน้าที่ล้างหม้อและชาม เมื่อเห็นสบู่ที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่น พวกเธอก็อุทานด้วยความทึ่งซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ซิไป๋ฉีถามเสียงเบา
"มู่เหลียง คืนนี้พวกเราจะนอนไหนกันล่ะ?"
"นอนเบียดกันที่นี่ไปก่อนเถอะ"
มู่เหลียงตอบเสียงเรียบ
ซิไป๋ฉีปรายตามองไห่เซ่อเฟิน ก่อนจะลดเสียงลง
"ที่นี่มันเล็กเกินไป วางเตียงไม่กี่เตียงก็เต็มแล้ว..."
"ทำเป็นเตียงสองชั้นก็สิ้นเรื่อง"
มู่เหลียงพูดพลางสะบัดมือ ใช้ผลึกสร้างเตียงสองชั้นขึ้นมาสองหลัง ทั้งชั้นบนและชั้นล่างนอนได้ถึงสี่คน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่ามีถึงสองเตียง
ซิไป๋ฉีพยักหน้า
"งั้นก็นอนที่นี่แหละ พรุ่งนี้ค่อยไปหาท่านบรรพบุรุษ"
มู่เหลียงปรายตามองแวมไพร์สาว ถามว่า
"เธอจะนอนแล้วเหรอ?"
ซิไป๋ฉีหัวเราะเบาๆ หยิบไพ่โป๊กเกอร์กับไพ่นกกระจอกออกมา เอ่ยอย่างขัดเขินว่า
"ตอนนี้ยังหัวค่ำอยู่เลย ฉันว่าจะสอนพวกเธอเล่นไพ่ นายจะเล่นด้วยกันไหม?"
เธอรับปากสองพี่น้องไว้แล้ว ว่าคืนนี้จะสอนพวกเธอเล่นไพ่
"ไม่อ่ะ พวกเธอเล่นกันเถอะ"
มู่เหลียงตอบด้วยน้ำเสียงสดใส
"อ้อๆ"
ซิไป๋ฉีพยักหน้า
เธอเรียกไห่เซ่อเฟินกับไห่เฟินนีมาที่โต๊ะ เริ่มจากสอนให้ทั้งสองคนรู้จักไพ่อย่างใจเย็น จากนั้นค่อยสอนกฎการเล่นไพ่เจ้าเมือง
แรกเริ่มสองพี่น้องยังคงมีความสับสนงุนงงอยู่บ้าง แต่หลังจากเล่นไปได้สองตา ก็เริ่มเข้าใจวิธีเล่นไพ่เจ้าเมืองทีละน้อย และในไม่ช้าก็ตกหลุมเสน่ห์ของมันจนถอนตัวไม่ขึ้น
กว่าพวกเธอจะเล่นจนเหนื่อยแล้วล้มตัวลงนอนพักผ่อน เวลาก็ล่วงเลยไปจนถึงเที่ยงคืนแล้ว