- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 1057 นี่แหละคือความสุขุมของคนรุ่นเก๋า
บทที่ 1057 นี่แหละคือความสุขุมของคนรุ่นเก๋า
บทที่ 1057 นี่แหละคือความสุขุมของคนรุ่นเก๋า
เหล่าหลัวเข้าใจแล้ว ตบขาตัวเองฉาดพลางบอก “มิน่าล่ะ! ก่อนหน้านี้กั๋วต้งยังวิเคราะห์อยู่เลย ว่าหวงเสี่ยวจีคงจะไปขุดเจอของดีจากตำราอาหารที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ แล้วก็เอาสูตรเนื้อพะโล้ที่เคยขายดีเป็นเทน้ำเทท่าในตอนนั้นกลับมาทำใหม่
ใครจะไปคิดล่ะ ว่าไอ้ลูกเต่านี่ไม่ได้ขุดสูตรเจอ แต่มาขอรับของจากนายต่างหากล่ะ! พวกนายทุนนี่มันเจ้าเล่ห์จริง ๆ ถึงกับไปจ้างคนนอกมาช่วย! แถมยังหลอกลูกค้าว่าเป็นรสชาติดั้งเดิมอีก!”
“ความจริงก็ไม่ถือว่าหลอกหรอกครับ มันคือรสชาติดั้งเดิมจริง ๆ นั่นแหละ” โจวเยี่ยนหัวเราะ
“จะเป็นไปได้ยังไง ตอนนั้น...” คำพูดของเหล่าหลัวชะงักไป ดวงตาก็เบิกกว้างขึ้นมาอีก “ตอนนั้นก็ไปรับของมาจากข้างนอกเหรอ?”
“ตอนนั้นเขามารับของจากคุณย่าผมไงล่ะครับ” โจวเยี่ยนพยักหน้า
“เฮ้ย! ไอ้ลูกเต่านี่ทำเป็นสันดานเลยนะ!” เหล่าหลัวโมโหจนหลุดหัวเราะออกมา “ตอนนั้นพะโล้ของร้านอาหารเฟยเยี่ยนโด่งดังไปทั่วเมืองเจียโจว เนื้อวัวพะโล้กับหัวหมูพะโล้ยิ่งได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจากบรรดาลูกค้าที่ชอบดื่มเหล้า หลายคนไปกินข้าวก็เพื่อไปกินพะโล้โดยเฉพาะเลย
ร้านอาหารเล่อหมิงเพื่อการนี้ ถึงกับต้องคิดหาวิธีสารพัด เปลี่ยนพ่อครัวทำพะโล้ไปตั้งหลายคน แถมยังตั้งทีมเฉพาะกิจขึ้นมาเพื่อศึกษาเรื่องเนื้อพะโล้โดยเฉพาะ พ่อฉันก็เป็นรองหัวหน้าทีมด้วย แต่รสชาติก็ยังสู้ร้านอาหารเฟยเยี่ยนไม่ได้อยู่ดี ช่วงนั้นพ่อฉันสูบบุหรี่วันละซอง เครียดจนหัวฟู ใคร ๆ ก็บอกว่าหวงซื่อหลางมีฝีมือจริง ๆ ถึงได้ทำพะโล้ออกมาได้อร่อยขนาดนี้
นึกไม่ถึงเลยนะ ว่าร้านอาหารเฟยเยี่ยนจะไม่ได้ทำพะโล้เอง แต่เป็นแค่คนรับจ้างขนพะโล้ต่างหาก!”
โจวเยี่ยนได้ยินดังนั้นก็หัวเราะเช่นกัน ยิ้มพลางบอก “แสดงว่าหวงซื่อหลางมีหัวคิดพลิกแพลงเก่งไงครับ ตอนนั้นเขาให้คนขับรถม้าจากเจียโจวมาขนพะโล้จากซูจีกลับไปเจียโจวทุกวัน ทำแบบนี้มาสิบกว่าปีไม่มีขาดตกบกพร่อง การเก็บความลับถือว่าทำได้ดีมาก ไม่มีใครสังเกตเห็นเลยสักนิด”
“นั่นก็จริง” เหล่าหลัวพยักหน้า
โจวเยี่ยนมองสองพ่อลูก สีหน้าจริงจังขึ้นมาหลายส่วน “เหล่าหลัว เสี่ยวหลัว หวงเฮ่อคนนี้เป็นลูกค้าคนสำคัญของร้านเรานะ ตอนนี้ลูกสาวลูกชายเขาก็เป็นหุ้นส่วนคนสำคัญของผมด้วย ที่ผมบอกเรื่องนี้กับพวกคุณ ก็เพราะเห็นว่าต้องมาขนพะโล้ไปมาทุกวัน
แต่ผมก็หวังว่าพวกคุณออกไปแล้วจะช่วยเก็บความลับเรื่องนี้ไว้ ไม่บอกให้คนอื่นรู้ จะได้ไม่ส่งผลกระทบกับกิจการของร้านอาหารเฟยเยี่ยน ซึ่งนั่นก็ถือเป็นความเสียหายครั้งใหญ่สำหรับเราเหมือนกัน”
“นายวางใจเถอะ ฉันไม่ใช่คนปากสว่าง” เหล่าหลัวพยักหน้า ปรายตามองเสี่ยวหลัว เอ่ยด้วยท่าทีจริงจัง “ถ้ามันกล้าปากสว่าง ฉันจะหักขามันซะ”
“อาจารย์โจวนายวางใจเถอะ ฉันก็ไม่ใช่คนปากสว่างเหมือนกัน!” เสี่ยวหลัวรีบให้คำมั่นสัญญา
“ได้ครับ เรื่องมันก็มีอยู่เท่านี้แหละ” โจวเยี่ยนพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม
ตอนนั้นคุณย่าของเขาขายเนื้อพะโล้ให้หวงซื่อหลาง ขายมาตั้งสิบกว่าปี ที่ไม่เคยมีใครจับได้ ก็เพราะท่านแทบจะไม่เคยติดต่อกับคนเจียโจวเลย
แต่สถานการณ์ของเขาตอนนี้มันต่างออกไป พ่อครัวในร้านของเขาตอนนี้ล้วนมาจากสำนักข่งแห่งร้านอาหารเล่อหมิง ซึ่งเป็นคู่แค้นกันทั้งนั้น แถมยังคุ้นเคยกันดีด้วย ยังไงก็ปิดไม่มิดอยู่แล้ว สู้บอกไปตรง ๆ เลยดีกว่า ขนาดอาเหว่ยยังเก็บความลับได้ โจวเยี่ยนย่อมไม่ต้องกังวลเรื่องสองพ่อลูกสกุลหลัวมากนัก
รอให้เขาไปเปิดร้านอาหารที่เจียโจว ถึงตอนนั้นอยู่คนละฟากของถนนตงต้าเจียกับถนนอวี้ถังร่วมกับร้านอาหารเฟยเยี่ยน ไม่แน่ว่าอาจจะต้องประจันหน้ากันสักตั้งก็ได้ เรื่องสงครามธุรกิจแบบนี้ ใครจะไปรู้ได้ล่ะ
ขนาดพี่น้องยังแตกคอกันได้เลย ไม่แน่ว่าวันข้างหน้าหวงอิงอาจจะมาช่วยเขาจัดการกับพ่อตัวเองก็ได้
“เสี่ยวหลัว มานี่สิ เดี๋ยวฉันจะแบ่งงานช่วงเช้าวันนี้ให้นายนะ อันดับแรก หั่นเนื้อส่วนอกพวกนี้ออกมาก่อน เดี๋ยวต้องเอาไปทำเนื้อตุ๋นหน่อไม้อบแห้ง หั่นให้ถูกทิศทางนะ ขนาดก็ประมาณนี้...” อาเหว่ยเรียกเสี่ยวหลัวเข้าไปหา เริ่มจัดแจงงานให้เขา
ตอนนี้ลูกน้องของเขามีขุนพลยอดฝีมืออย่างเสี่ยวหลัวกับโจวเฟยอยู่สองคนแล้ว
เพราะโจวเฟยต้องควบตำแหน่งเด็กยกอาหารด้วย หน้าที่ผู้ช่วยทำครัวก่อนหน้านี้อาเหว่ยก็เลยยังต้องรับผิดชอบอยู่
ตอนนี้เสี่ยวหลัวมาแล้ว เขาตั้งใจจะค่อย ๆ โอนถ่ายงานนี้ให้เสี่ยวหลัวอย่างเห็นได้ชัด เพื่อให้ตัวเองมีเวลาไปจับตะหลิวผัดอาหารมากขึ้น เสี่ยวหลัวเรียนรู้ได้อย่างตั้งใจมาก แถมยังกระตือรือร้นสุด ๆ
โจวเยี่ยนรู้สึกว่าแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกันไป ขอแค่อาเหว่ยจัดสรรงานได้ลงตัว การเจียดเวลามาเรียนทำอาหารก็ถือว่ามาถูกทางแล้ว มาจากตระกูลชื่อดัง แถมยังเคยคว้าชัยชนะการแข่งขันใช้มีดสำหรับพ่อครัวเยาวชนของเล่อหมิงมาแล้วด้วย โจวเยี่ยนไม่คิดจะให้เขาเป็นลูกมือหั่นผักไปตลอดชีวิตหรอกนะ
อาเหว่ยมาเพื่อเรียนรู้วิชา ตอนแรกที่ลาออกจากเล่อหมิงมาอยู่กับเขา นอกจากเรื่องเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าแล้ว เหตุผลหลักก็คือเรื่องนี้นี่แหละ เสี่ยวหลัวเองก็มาเพื่อเรียนรู้วิชาเหมือนกัน ตอนอยู่เล่อหมิงเขาเป็นแค่พนักงานชั่วคราว โอกาสได้ลงมือทำมีน้อยมาก
พอออกมาเปิดร้านอาหารกับพ่อ ก็ได้กลายเป็นเถ้าแก่น้อยเสียอย่างนั้น น่าเสียดายที่กิจการไม่ดี โอกาสได้ลงมือทำก็ยิ่งน้อยลงไปอีก แต่ยังไงซะก็เป็นวิชาที่สืบทอดกันมาในครอบครัว พ่อเขาสอนมาตั้งแต่เด็ก ฝีมือย่อมต้องมีอยู่แล้ว
โจวเยี่ยนไปยืนดูเขาหั่นผักอยู่ข้าง ๆ พักหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการหั่นเนื้อหรือหั่นผัก หั่นตรง สับ หั่นเฉียง ล้วนไม่มีปัญหา ขอแค่อาเหว่ยสาธิตให้ดูรอบเดียว เขาก็สามารถทำออกมาได้เป๊ะ
“พื้นฐานของเสี่ยวหลัวนี่แน่นมากเลยนะเนี่ย ทายาทพ่อครัวรุ่นที่สาม มีของจริง ๆ ด้วย” โจวเยี่ยนบอกกับเหล่าหลัว
“สองคนนี้ก็เป็นทายาทพ่อครัวรุ่นที่สาม รุ่นที่สี่กันทั้งนั้นแหละ เทียบกับคนรุ่นราวคราวเดียวกันก็ถือว่าใช้ได้ แต่ถ้าเทียบกับอาจารย์โจวก็ยังห่างชั้นกันอีกไกล” เหล่าหลัวเอ่ย
“ผมก็แค่โชคดีหน่อยเท่านั้นแหละครับ” โจวเยี่ยนส่ายหน้า เอ่ยอย่างถ่อมตัว
พอได้เวลา เหล่าหลัวก็เริ่มเตรียมวัตถุดิบเตรียมตัวทดลองทำอาหาร
โจวเยี่ยนเอามือไพล่หลังยืนดูอยู่ข้าง ๆ ส่วนเจิงอันหรงก็หยิบสมุดจดออกมา ยืนอยู่อีกมุมหนึ่ง เหล่าหลัวเริ่มจากจัดการฆ่าปลาไน บั้งเนื้อ แล้วนำไปหมักก่อน
“เส้นเลือดของปลาพยายามดึงออกให้หมด เยื่อดำ ๆ ก็ลอกออกให้เกลี้ยง แล้วล้างเลือดออกให้สะอาด ทำแบบนี้ปลาที่ออกมาจะคาวน้อยลง
การบั้งปลาต้องกะระยะห่างและความลึกให้พอดี นี่เป็นตัวกำหนดว่าเนื้อปลาที่ทำเสร็จแล้วจะเข้าเนื้อหรือเปล่า บั้งแบบนี้เสร็จก็หมักเกลือก่อนรอบนึง แล้วค่อยหมักด้วยน้ำต้นหอมกับขิง...” เหล่าหลัวอธิบายอย่างละเอียด ตั้งแต่วิธีบั้งและเทคนิคสำคัญ ไปจนถึงปริมาณเกลือที่ใช้ และวิธีทำให้น้ำต้นหอมกับขิงมีรสชาติเข้มข้นขึ้น เห็นได้ชัดว่าเข้าสู่โหมดการสอนของปรมาจารย์แล้ว
ตอนอยู่ร้านอาหารเล่อหมิง เขากับหวังเหมี่ยนถือเป็นกำลังหลักในการสอนสองคน ปกติก็สอนพ่อครัวรุ่นใหม่ทำอาหารอยู่บ่อย ๆ แถมยังมักจะได้รับเชิญไปสอนที่ฐานฝึกอบรมของเล่อหมิงด้วย ถือว่ามีประสบการณ์การสอนที่ค่อนข้างโชกโชนทีเดียว
ห้องเรียนของเหล่าหลัวเปิดสอนแล้ว พอพวกอาเหว่ยกับเสี่ยวหลัวยุ่งเสร็จ ก็พากันเข้ามาร่วมฟังด้วย ปลาถูกหมักทิ้งไว้ข้าง ๆ เหล่าหลัวก็เริ่มหั่นเนื้อ หั่นหมูเส้น จัดการกับเลือดหมู
มื้อเที่ยงนี้กินข้าวสี่อย่าง สำหรับปรมาจารย์ผู้มีประสบการณ์โชกโชน จังหวะการยกอาหารขึ้นโต๊ะก็เป็นสิ่งที่ต้องกะเกณฑ์ให้ดี นี่ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของฝีมือเช่นกัน
ทักษะการใช้มีดของเหล่าหลัวทั้งช่ำชองและรวดเร็ว โจวเยี่ยนยืนดูอยู่ข้าง ๆ อดทึ่งไม่ได้ หาข้อติไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว
“สิบโมงสี่สิบกินข้าวใช่ไหม?” เหล่าหลัวหันมาถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง
“ใช่ครับ” โจวเยี่ยนพยักหน้า
เหล่าหลัวเหลือบมองนาฬิกาปลุกที่วางอยู่บนเตาด้านข้าง เวลาชี้ไปที่สิบโมงยี่สิบพอดี จึงหันไปสั่งเสี่ยวหลัว “จุดไฟเตาแก๊สขนาดเล็กใบนี้ให้ฉันก่อนเลย”
“ได้ครับ!” เสี่ยวหลัวขานรับ แล้วเดินไปจุดไฟที่เตา
ขั้นตอนแรก เริ่มจากทอดปลาก่อน : ตั้งกระทะให้ร้อน ใส่น้ำมันเมล็ดผักกาดลงไป โรยเกลือป่นบาง ๆ ให้ทั่วก้นกระทะ แล้วจึงใส่ปลาไนลงไป
“ปลาไนลงกระทะแล้วอย่าเพิ่งไปขยับมัน รอสักสองสามวินาทีให้มันอยู่ทรง แล้วค่อยจับกระทะเขย่าเบา ๆ แบบนี้จะไม่ค่อยติดกระทะ ทอดปลาต้องทอดให้สุกพอดีในครั้งเดียว รอจนด้านนี้ทอดจนเหลืองกรอบ ก็ใช้ตะหลิวช่วยพลิกปลาอีกด้านนึง
จังหวะนี้ต้องเบามือหน่อยนะ หนังปลาและเนื้อปลาจะขาดไม่ได้ ขาดแล้วก็จะดูไม่น่ากิน ถ้าเป็นการสอบหรือแข่งขันล่ะก็ โดนหักคะแนนแน่นอน
พอเนื้อปลาทอดเสร็จ ไม่ต้องตักขึ้นมานะ ดันปลาไปไว้ริมกระทะเลย แล้วใส่เนยหมูลงไปครึ่งช้อน ตามด้วยฮวาเจียว พริกสดดอง แล้วก็ขิงที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้ ใส่ซอสพริกเต้าเจี้ยวเสฉวนที่พวกเราเพิ่งจะสับละเอียดลงไป ใช้ไฟอ่อนค่อย ๆ ผัดจนน้ำมันพริกแตกตัวส่งกลิ่นหอม แล้วก็เติมซีอิ๊วขาวลงไปผัดให้หอม เหยาะเหล้าทำอาหารลงไปนิดหน่อย แล้วเทน้ำเปล่าลงไปหนึ่งชาม ใช้ไฟอ่อนค่อย ๆ ตุ๋น เพื่อให้น้ำซุปซึมเข้าเนื้อปลา
ปลาต้องตุ๋นสักพัก ระหว่างนั้นก็จุดเตาแก๊สขนาดเล็กอีกสองเตา เริ่มผัดเครื่องแกงสำหรับต้มเลือดรสเผ็ดออกมาก่อน เราจะใช้มันวัว กลิ่นน้ำมันจะหอมเข้มข้นกว่า เอามาต้มถั่วงอกกับผ้าขี้ริ้ววัวก็จะยิ่งหอม...” เหล่าหลัวลงมือทำไปพลาง อธิบายวิธีทำให้พวกโจวเยี่ยนฟังไปพลาง ปากพูดไม่หยุด มือก็ขยับไปอย่างคล่องแคล่วไม่มีสะดุด
ต้มเลือดรสเผ็ดเมนูนี้ คราวก่อนโจวเยี่ยนเคยให้คำแนะนำอาเหว่ยทำเองดูรอบหนึ่ง รสชาติก็ถือว่าใช้ได้ แต่ถ้าจะบอกว่าน่าประทับใจก็คงไม่ใช่
ฐานน้ำซุปมันวัวผัดเสร็จก็เติมน้ำซุปกระดูกลงไป จากนั้นก็เริ่มทยอยต้มถั่วงอก หน่อไม้ฤดูหนาว และเลือดหมู ระหว่างที่รอก็เริ่มผัดหมูเส้นกลิ่นปลาไปพร้อม ๆ กัน
ใช่แล้ว ปรมาจารย์เริ่มแสดงให้พวกเขาเห็นแล้วว่ายอดฝีมือที่แท้จริงสามารถควบคุมกระทะสามใบในเวลาเดียวกันได้อย่างไร
วัตถุดิบต้มเลือดถูกจัดเรียงขึ้นมาเป็นชั้น ๆ จากก้นชาม โดยมีถั่วงอกเหลืองเป็นฐาน ตามด้วยหน่อไม้ฤดูหนาวหั่นบาง แล้วก็เลือดหมู สุดท้ายก็เอาผ้าขี้ริ้วและหลอดลมวัวที่ลวกแล้วมาโปะหน้า น้ำซุปงวดลงเล็กน้อย เทลงในชาม พอท่วมวัตถุดิบ พูนขึ้นมาเป็นยอดแหลม ๆ นิดหน่อย แล้วก็โรยกระเทียมสับ ต้นหอมซอย พริกแห้งหั่นท่อน ฮวาเจียวเม็ดลงบนยอดแหลม ราดน้ำมันร้อน ๆ ลงไป
ซู่!
เสียงน้ำมันเดือดดังขึ้นอย่างไพเราะ กลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่วทิศทันที บนผิวหน้าของเลือดหมูมีฟองอากาศผุดขึ้นปุด ๆ ในเวลาเดียวกันหมูเส้นกลิ่นปลาก็ออกจากกระทะ
“ยกออกไปได้เลย เนื้อสับผัดพริกใกล้จะเสร็จแล้ว ปลาไนน้ำแดงก็แค่รอน้ำซุปงวดเท่านั้น” เหล่าหลัวเอ่ย พลางอาศัยกระทะน้ำมันที่ร้อนอยู่ใส่เนยหมูลงไปผัดเนื้อสับผัดพริกสองชนิด
ตอนที่เนื้อวัวออกจากกระทะ ปลาก็ถูกตักขึ้นมาก่อน น้ำแป้งที่ผสมเตรียมไว้ล่วงหน้าถูกเทลงในกระทะ น้ำซุปก็ข้นเหนียวขึ้นมาทันที เหยาะน้ำส้มสายชูลงไปริมกระทะเล็กน้อย ยกกระทะขึ้น ใช้ตะหลิวตักน้ำซุปสีแดงสดข้นเหนียวราดลงบนตัวปลา
“ได้แล้ว ยกไป!” เหล่าหลัวร้องบอก พร้อมกับเหลือน้ำไว้ล้างกระทะกับตะหลิวตอนกำลังร้อน ๆ ไปในตัว ทุกท่วงท่าลื่นไหลราวกับสายน้ำ อาหารทั้งสี่อย่างออกจากกระทะห่างกันไม่ถึงสองนาที
โจวเยี่ยนอดไม่ได้ที่จะปรบมือให้ นี่แหละคือความสุขุมของคนรุ่นเก๋า
“เก่งจังเลย! กระทะสามใบ อาหารสี่อย่าง ถึงกับยกขึ้นโต๊ะได้พร้อมกันเลยเหรอเนี่ย!” เสี่ยวเจิงอดไม่ได้ที่จะร้องอุทานออกมา อาหารสองสามอย่างนี้ล้วนต้องการการควบคุมไฟที่สูงมาก ปกติจะต้องทำด้วยความระมัดระวังอย่างมาก
“สมกับเป็นเหล่าหลัว ระดับฝีมือสูงจริง ๆ!” โจวเยี่ยนก็เอ่ยชื่นชมเช่นกัน นี่เป็นห้องครัวที่เพิ่งจะเข้ามาทำอาหารเป็นครั้งแรก กล้าลงมือทำแบบนี้ แสดงว่าเหล่าหลัวมั่นใจในอาหารสองสามเมนูนี้มาก
“อาจารย์โจว กินข้าวไปชิมไปสิ” เหล่าหลัวพูดด้วยรอยยิ้ม พลางยกเนื้อสับผัดพริกจานนั้นเดินออกไป
“ได้เลยครับ” โจวเยี่ยนยกปลาไนน้ำแดงจานนั้นเดินตามออกไปจากห้องครัว