- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 1039 โศกนาฏกรรมผักดองขึ้นฝ้า
บทที่ 1039 โศกนาฏกรรมผักดองขึ้นฝ้า
บทที่ 1039 โศกนาฏกรรมผักดองขึ้นฝ้า
“เกอเกอ พรุ่งนี้เช้าหนูจะมาท่องให้ฟังนะค้า” โจวโม่โม่เอ่ยกับโจวเยี่ยนก่อนจะขึ้นบ้านไป
“ได้เลยจ้ะ” โจวเยี่ยนรับคำ
ทุกคนขึ้นไปข้างบนกันหมดแล้ว โจวเยี่ยนก็ไปล้างหน้าแปรงฟัน โดยเฉพาะมือที่ล้างจนสะอาดสะอ้าน จากนั้นก็ส่องไฟฉายเดินไปหลังเคาน์เตอร์ สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ค่อย ๆ เปิดฝาไหดองก้านกะหล่ำปลี กลิ่นเปรี้ยวโชยเตะจมูก แสงไฟฉายส่องลงไปในไห ปากไหมีคราบสีขาวขุ่นเต็มไปหมด น้ำเกลือขุ่นมัวจนมองไม่เห็นก้านกะหล่ำปลีเลย
ความคาดหวังที่เต็มเปี่ยมของโจวเยี่ยนพังทลายลงในพริบตา หัวใจกระตุกวาบ เย็นเยียบไปครึ่งซีก
ทำไมถึงขึ้นฝ้าได้ล่ะ?!
ทั้ง ๆ ที่ได้รับคำแนะนำจากราชาผักดองมาแล้วนี่นา!
ก้านกะหล่ำปลีนี่ไม่ต้องเอาไปตากแห้งก่อน ก่อนหน้านี้ก็เคยใช้น้ำเกลือแช่ล้างทำความสะอาดมาแล้วสองรอบ เดิมทีเป็นเมนูที่เขามั่นใจที่สุด นึกไม่ถึงเลยว่าจะขึ้นฝ้าซะได้ โจวเยี่ยนหยิบตะเกียบแห้งมาคู่หนึ่ง คีบก้านกะหล่ำปลีขึ้นมาจากไหสองสามก้าน
[ก้านกะหล่ำปลีดองขึ้นฝ้าที่ล้มเหลวหนึ่งไห (คนอื่นเขาย่างก้าวอย่างสง่างามราวดอกไม้ผลิบาน แต่นายทำผักดองขึ้นฝ้า)]
“ระบบเฮงซวย ฉันจะด่าแกยันบรรพบุรุษเลย แม่งเอ๊ย!”
เดิมทีโจวเยี่ยนก็ใจเสียอยู่แล้ว ยิ่งมาโดนระบบเยาะเย้ยอีก ก็ถึงกับสติแตกไปเลย
ภารกิจนี้มีเวลากำหนดนะ ให้เวลาแค่เดือนเดียวเอง
เวลาที่เหลือในตอนนี้: 10 วัน!
ก้านกะหล่ำปลีดองไหนี้คงจะใช้ไม่ได้แล้ว แถมยังทำให้น้ำเกลือเสียไปด้วย
น้ำเกลือที่ขึ้นฝ้า แถมยังขุ่นมัว นั่นก็กลายเป็นขยะที่แม้แต่น้ำเกลือเกรดสองก็ยังเทียบไม่ติดเลย
ด้วยมาตรฐานของโจวเยี่ยน ย่อมไม่มีทางเอามาใช้อีกแน่นอน
ยกไหผักดองไปไว้ด้านข้างด้วยความรู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง โจวเยี่ยนก็ไปล้างมืออีกรอบ เอาผ้าขนหนูสะอาดมาเช็ดมือจนแห้ง ถึงค่อยเปิดฝาไหแก่นตะวันดองที่อยู่ข้าง ๆ อย่างระมัดระวัง หัวใจของโจวเยี่ยนเต้นระทึกจนแทบจะกระดอนออกมาจากคอ เขากลั้นหายใจ ค่อย ๆ ส่องไฟฉายลงไปในไห
เชื้อราสีขาวที่คิดไว้ไม่ได้ปรากฏให้เห็น ปากไหสะอาดเอี่ยม น้ำเกลือใสแจ๋ว เหมือนกับตอนเพิ่งใส่ลงไปเมื่อวันนั้นไม่มีผิด
โจวเยี่ยนเบือนหน้าไปอีกทาง ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก
ฟู่!
โชคดีที่ไม่ขึ้นฝ้า!
ถ้าแก่นตะวันขึ้นฝ้าอีกล่ะก็ ต่อให้อยากจะแก้ไขก็คงไม่ทันแล้ว
แก่นตะวันตากแห้งไว้สองวันแล้วค่อยเอาลงไห จนถึงตอนนี้ก็เพิ่งจะสี่วัน ต้องดองให้ครบเจ็ดวันถึงจะได้ที่ ดังนั้นโจวเยี่ยนจึงแค่ตรวจดูสภาพน้ำเกลือ แล้วก็ปิดฝาไหกลับตามเดิม ขอแค่น้ำเกลือไม่มีปัญหา ผักดองก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
โจวเยี่ยนตรวจดูไหหัวไชเท้าดองด้วยความรู้สึกกระวนกระวายใจ โชคดีที่ไม่มีอะไรน่าตกใจ น้ำเกลือสะอาดเอี่ยมเหมือนกัน ไม่มีร่องรอยการขึ้นฝ้าเลยแม้แต่น้อย ปิดฝากลับตามเดิม เติมน้ำหล่อปากไห โจวเยี่ยนก็อุ้มไหก้านกะหล่ำปลีดองที่ขึ้นฝ้าออกมาวางบนโต๊ะด้านนอก ส่องไฟพิจารณาดูอย่างละเอียด หัวไชเท้ากับแก่นตะวันไม่มีปัญหา แสดงว่าวิธีที่ปู่สามก่วนสอนมานั้นถูกต้องแล้ว ผักดองก็ต้องดองแบบนี้แหละ
แต่ทำไมดันมีแต่ไหก้านกะหล่ำปลีดองนี่ล่ะที่ขึ้นฝ้า ปัญหามันอยู่ตรงไหนกัน?
โจวเยี่ยนส่องไฟฉายพิจารณาดูอยู่นาน จู่ ๆ ก็สังเกตเห็นเรื่องหนึ่ง ระดับน้ำเกลือมันลดลง!
ก่อนหน้านี้ก้านกะหล่ำปลีที่เขาคีบออกมา เขาก็ใส่กลับลงไปในไหแล้ว แต่ระดับน้ำเกลือเมื่อเทียบกับรอยที่เขาทำสัญลักษณ์ไว้ก่อนหน้านี้ กลับลดลงไปประมาณเซนติเมตรครึ่ง นี่เพิ่งจะเจ็ดวันเองนะ ถือว่าลดลงไปไม่น้อยเลยทีเดียว
ไหนี้ปิดไม่สนิทเหรอ?
โจวเยี่ยนมีสีหน้าลังเล
ไหเล็กใบนี้เป็นของที่สหายเสี่ยวโจวปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้ใช้งานมานานแล้ว เนื่องจากก้านกะหล่ำปลีมีค่อนข้างน้อย โจวเยี่ยนก็เลยเลือกไหเล็กมาใช้แก้ขัดไปก่อน ตอนนั้นแค่ทดสอบว่าไม่รั่วซึม แต่ไม่ได้เอาไฟมาทดสอบดูว่ามันปิดสนิทดีหรือเปล่า โจวเยี่ยนยกไหผักดองเดินออกไปหน้าประตู เทผักดองที่ขึ้นฝ้าในไหนี้ลงแม่น้ำไปให้ปลาเป็นอาหาร เอาน้ำในแม่น้ำมาล้างทำความสะอาดไหจนสะอาดเอี่ยมแล้วถึงหิ้วกลับมา เอาผักดองให้ปลากิน ความเค็มแค่นี้พอลงสู่แม่น้ำหมินเจียงแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับน้ำเปล่าหรอก
จะเอาไปให้หมูกินก็ไม่ได้ เดี๋ยวพานจะทำให้น้ำข้าวหมูเสียไปทั้งถังเปล่า ๆ
วางไหผักดองไว้ที่หน้าประตู โจวเยี่ยนหยิบฟางข้าวมากำหนึ่งม้วนให้เรียบร้อย จุดไม้ขีดไฟเผาแล้วโยนลงไปในไห เติมน้ำหล่อปากไหให้เต็มก่อน แล้วค่อยปิดฝา โจวเยี่ยนส่องไฟฉายไปที่ปากไห มีฟองอากาศผุดขึ้นมาเป็นสายดังปุด ๆ ๆ แล้วก็นิ่งสนิท น้ำที่หล่อปากไหไว้ไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย
“ไอ้บรรพบุรุษเอ๊ย! เจอค้อนหน่อยเป็นไง!” โจวเยี่ยนหยิบค้อนที่วางอยู่ด้านข้างมา เงื้อค้อนขึ้นทุบเปรี้ยงเดียว ก็เจาะรูไหผักดองจนเป็นรูโบ๋
ไขคดีได้แล้ว!
ไหใบนี้มีปัญหา ปิดไม่สนิท เชื้อราในอากาศต้องเข้าไปในไหแน่ ๆ ถึงได้ทำให้ขึ้นฝ้า
ปู่สามก่วนสอนไว้ไม่ผิดจริง ๆ การทำผักดองจะทำลวก ๆ ไม่ได้เลย ขืนทำผิดพลาดไปแม้แต่ขั้นตอนเดียว ผลลัพธ์ก็อาจจะทำให้ผักดองเสียไปทั้งไหได้เลย
โจวเยี่ยนโยนไหที่แตกไปไว้ด้านข้าง เดินเข้าไปในครัวแล้วอุ้มไหใบใหม่ออกมา จุดไฟเผาฟางข้าวแล้วโยนลงไปในไหเหมือนเดิม จากนั้นก็ปิดฝา ภาพอันน่าอัศจรรย์ก็ปรากฏขึ้น หลังจากมีฟองอากาศผุดขึ้นที่ปากไหดังปุด ๆ อยู่พักหนึ่ง น้ำที่หล่อปากไหไว้ก็ถูกดูดเข้าไปในฝาไหจนหมดเกลี้ยง สะอาดสะอ้าน “เอาใบนี้แหละ!” โจวเยี่ยนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ เปิดฝาออก เทน้ำขี้เถ้าด้านในทิ้ง แล้วนำไปล้างน้ำสะอาดอย่างระมัดระวัง จากนั้นก็ต้มน้ำร้อนหม้อใหญ่ เอาไหกับฝาไหไปต้มฆ่าเชื้อและขจัดคราบมันทั้งด้านในและด้านนอก เพื่อความแน่ใจว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาดอีก
ช่วยไม่ได้นี่นา เวลาเหลือไม่มากแล้ว ถ้าคราวนี้ยังไม่สำเร็จอีก สารานุกรมผักดองคงได้หลุดลอยไปจากเขาจริง ๆ แน่
คว่ำไหตากให้แห้ง โจวเยี่ยนก็เก็บกวาดห้องครัวจนสะอาดเรียบร้อย ถึงเพิ่งจะขึ้นไปนอน
…
“แม่จ๋า...” โจวหยางฮัมเพลงกลับมาถึงบ้าน ยื่นมือผลักประตูรั้วก็เปิดออกทันที เขารู้สึกสงสัยเล็กน้อยว่าทำไมแม่ถึงไม่ล็อกประตู พอเข็นจักรยานเข้าไปในห้องโถง ทันทีที่ก้าวพ้นประตู ก็ถูกสายตาเป็นสิบสิบคู่จ้องเขม็ง โจวหยางตกใจเล็กน้อย มองดูคุณย่า ครอบครัวลุงใหญ่ ครอบครัวลุงรองที่นั่งกันอยู่เต็มห้องโถง เอ่ยถามด้วยความสงสัย “แม่ วันนี้มีเรื่องสำคัญอะไรต้องคุยกันเหรอ? ทำไมถึงมากันพร้อมหน้าพร้อมตาขนาดนี้ล่ะ?”
“หยางหยาง ตกลงปลงใจกันหรือยัง?” หม่าจินฮวาเอ่ยถามด้วยสีหน้าร้อนรน
“อะไร... อะไรตกลงปลงใจล่ะแม่?” โจวหยางกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อก สังเกตเห็นโจวเว่ยกั๋วที่นั่งอมยิ้มอยู่เงียบ ๆ ด้านข้าง และคนในครอบครัวที่ต่างก็มองเขาด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม ก็เข้าใจแจ่มแจ้งในทันที แย่แล้ว มุ่งเป้ามาที่เขาเต็ม ๆ!
หญิงชราเอ่ยปาก “ไม่ต้องมาทำเป็นไก๋เลย เว่ยกั๋วบอกว่าวันนี้ไปเจอแกพาผู้หญิงไปดูหนังที่โรงหนังนี่นา แกลองบอกมาสิว่าแม่หนูนั่นเป็นใคร? ตกลงปลงใจกันหรือยัง? ถ้าตกลงกันแล้ว ย่าจะได้ให้แม่แกไปสู่ขอไง”
“อาเล็ก...” โจวหยางรู้สึกจนใจ นึกไม่ถึงเลยว่าข่าวนี้จะแพร่กระจายในครอบครัวโจวเร็วขนาดนี้ ขนาดพี่เฟยยังมามุงดูด้วยเลย “
รับสารภาพโทษหนักเป็นเบา ขัดขืนโทษเบาเป็นหนัก” โจวเว่ยกั๋วเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง
“หยางหยาง ไม่ต้องอายไปหรอก คนกันเองทั้งนั้น” โจวเจี๋ยหัวเราะพลางตบไหล่เขาเบา ๆ “พวกเราก็พี่น้องกันทั้งนั้น แกจะลำเอียงไม่ได้นะ ฉันได้ยินมาว่าโจวเยี่ยนรู้เรื่องทั้งหมดแล้วนะ พวกเราก็ช่วยออกความคิดเห็นให้แกได้เหมือนกันนะ”
โจวหยางเห็นดังนั้นจึงเอ่ยอย่างจนใจ “วันนี้พวกเราก็แค่ไปดูหนัง เดินเล่น แล้วก็กินข้าวเย็นด้วยกันแค่นั้นเองครับ ตอนนี้ยังเป็นแค่เพื่อนกันอยู่เลย”
“ก้าวหน้าไปเร็วเหมือนกันนี่นา!”
“นั่นสิ ไปดูหนัง แถมยังเดินเล่นกินข้าวด้วยกัน สาวน้อยคนนี้ต้องรู้สึกดีกับแกแน่ ๆ!”
ทุกคนได้ยินดังนั้นดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมา
“แล้วยังไงต่อล่ะ?” หม่าจินฮวาเอ่ยถามด้วยความห่วงใย
“แล้วตอนกลับ ก็เลยนัดกันว่าวันพุธนี้จะไปพายเรือเล่นที่สวนสาธารณะในเจียโจวครับ” โจวหยางตอบ
“สาวน้อยคนนั้นตกลงไหมล่ะ?”
“ตกลงครับ” โจวหยางพยักหน้า
“งั้นก็สำเร็จไปกว่าครึ่งแล้วล่ะ!” โจวเจี๋ยปรบมือร้องบอก
“ป้าสาม ฉันว่าป้าคงต้องไปหาหมอดูหาฤกษ์ยามอีกแล้วล่ะมั้ง” จ้าวหงก็หัวเราะเช่นกัน
หม่าจินฮวาได้ยินดังนั้นก็ยิ้มแก้มแทบปริ ข่าวดีนี่มีมาติด ๆ กันเลยจริง ๆ
หญิงชราเอ่ยถาม “แล้วประวัติครอบครัวของผู้หญิงคนนั้น แกลองสืบดูหรือยังล่ะ?”
โจวหยางไม่กล้าอิดออด รีบตอบทันที “เป็นคนตำบลสุ่ยโข่วข้างหน้านี่แหละครับ ที่บ้านมีพี่น้องสามคน เธอเป็นคนสุดท้อง มีพี่ชายคนนึงกับพี่สาวคนนึง แต่งงานมีครอบครัวกันหมดแล้ว เธอทำงานอยู่ที่โรงเรียนอนุบาลของโรงงานทอผ้าเจียโจว ปีนี้อายุยี่สิบสอง ได้ยินลุงรปภ.บอกว่า เงินเดือนเดือนนึงน่าจะตกประมาณสี่สิบกว่าหยวน ปกติก็พักอยู่ที่หอพักครับ”
คุณย่าฟังแล้วก็พยักหน้าติด ๆ กัน บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้ม ลุกขึ้นยืนพลางบอก “แยกย้ายกันได้แล้ว ไอ้พวกท่อนไม้อย่างพวกแกจะไปมีความคิดดี ๆ อะไรได้ โจวเยี่ยนคนเดียวก็พอแล้ว”
ทุกคนได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมา แล้วก็แยกย้ายกันไป
“สู้ ๆ นะเว้ย กลับมาพักร้อนคราวนี้ พยายามจัดการเรื่องใหญ่ให้เรียบร้อยซะล่ะ” โจวเจี๋ยตบไหล่โจวหยางเบา ๆ หัวเราะพลางบอก
“ได้เลย” โจวหยางรับคำด้วยรอยยิ้ม เดินไปส่งทุกคนที่หน้าประตู ปิดประตูรั้วเสร็จถึงได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก
“หยางหยาง...”
“แม่ ผมไปอาบน้ำนอนก่อนนะ!” โจวหยางร้องบอก แล้วก็วิ่งแจ้นไปทันที
เช้าตรู่ โจวเยี่ยนไปเลือกกะหล่ำปลีที่ได้รับคำวิจารณ์ดีเยี่ยมมาสองสามหัว เอากลับมาก็แกะเอาก้านออกก่อน ล้างให้สะอาดอย่างระมัดระวัง เอาตะแกรงไม้ไผ่ไปตากไว้ที่ริมตลิ่ง
“อาจารย์โจว เมื่อไม่กี่วันก่อนเพิ่งจะดองก้านกะหล่ำปลีไปไหหนึ่งไม่ใช่เหรอ?” เจิงอันหรงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“มันขึ้นฝ้า เสียไปแล้วล่ะครับ ต้องดองใหม่” โจวเยี่ยนถอนหายใจออกมา นี่มันโศกนาฏกรรมชัด ๆ
“ขึ้นฝ้าเหรอ! แล้ว... อีกสองไหที่เหลือล่ะ?” เจิงอันหรงเอ่ยถามด้วยความห่วงใย นั่นมันน้ำเชื้อดองผักคุณภาพเยี่ยมที่พวกเขานำกลับมาจากเหมยโจวเลยนะ ล้ำค่าสุด ๆ
โจวเยี่ยนบอก “สองไหนั้นยังปกติดีครับ ไหก้านกะหล่ำปลีนี่เป็นเพราะตอนแรกไม่ได้ตรวจสอบไหให้ดี ปิดไม่สนิท อากาศก็เลยเข้าไปน่ะครับ”
“งั้นก็ดีแล้ว” เจิงอันหรงถอนหายใจอย่างโล่งอก
“เกอเกอ มาท่องหนังสือค่า” โจวโม่โม่ตื่นนอนมา สิ่งแรกที่ทำก็คือหยิบหนังสือนิตยสารภาษาอังกฤษมาหาโจวเยี่ยน บนหัวยังมีผมชี้โด่เด่อยู่สามเส้น ปากก็ท่องเจื้อยแจ้วไปมาแล้ว โจวเยี่ยนกางนิตยสารออกวางไว้ด้านข้าง ปรายตามองเป็นระยะ ๆ
อย่าหาว่าอย่างงั้นอย่างงี้เลยนะ ออกเสียงตามโจวเยี่ยนได้เหมือนเป๊ะเลย ความแม่นยำก็สูงมาก ออกเสียงชัดถ้อยชัดคำ อ่านออกเสียงคำศัพท์ทุกคำไม่มีตกหล่นเลย
สองย่อหน้าใหญ่ คำศัพท์ตั้งร้อยกว่าคำ ไม่ผิดเพี้ยนไปเลยสักคำเดียว
ท่องภาษาอังกฤษเสร็จ เธอยังท่องเนื้อหาที่ตัวเองแปลเมื่อวานให้ฟังอีกรอบด้วย
“อืม ดี! ท่องได้ดีมาก ถูกหมดเลย!” โจวเยี่ยนชูนิ้วโป้งให้ ทอดมองโจวโม่โม่ด้วยความภาคภูมิใจ
จู่ ๆ เขาก็เริ่มจะเข้าใจแล้วว่าทำไมเซี่ยเหยาถึงได้ชอบสอนโม่โม่ท่องบทกวีนี่นัก ก็เพราะความจำของเจ้าตัวเล็กนี่ดีเกินไปน่ะสิ การได้สอนเธอเป็นอะไรที่ทำให้รู้สึกประสบความสำเร็จมากเลยล่ะ
จะพูดยังไงดีนะ...
มันทำให้คนสอนเกิดความรู้สึกหลงผิดคิดว่าตัวเองเป็นอาจารย์ชื่อดังไงล่ะ
ดูสิ สอนไปสอนมา ก็ได้อัจฉริยะด้านภาษาอังกฤษออกมาคนนึงแล้ว
คุณว่าใครจะไม่ชอบลูกศิษย์แบบนี้บ้างล่ะ?
โจวโม่โม่ได้แสดงให้เขาเห็นอย่างเต็มเปี่ยมแล้วว่า พรสวรรค์ของเธอนั้นยอดเยี่ยมเป็นอันดับหนึ่งอย่างแน่นอน!