เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1033 จิตรกรน้อยโม่โม่กับความมุ่งมั่นเรื่องไก่ตุ๋นเผือก

บทที่ 1033 จิตรกรน้อยโม่โม่กับความมุ่งมั่นเรื่องไก่ตุ๋นเผือก

บทที่ 1033 จิตรกรน้อยโม่โม่กับความมุ่งมั่นเรื่องไก่ตุ๋นเผือก


โจวโม่โม่วิ่งไปหลังเคาน์เตอร์ ไม่นานก็หอบกระดาษวาดรูปตั้งหนึ่งออกมา วางลงบนโต๊ะ แล้วกางออก

เถียนเจียวปีนขึ้นไปบนม้านั่งยาว มองดูไก่ตัวผู้บนกระดาษวาดรูปใบแรก ร้องอุทานด้วยความตกตะลึง “โห! โม่โม่ นี่เธอเป็นคนวาดเหรอ? ไก่ตัวผู้นี่ดูน่าอร่อยจังเลย!”

“ใช่ไหมล่ะ! เถียนเจียว เธอเข้าใจเราสุด ๆ เลย!” โจวโม่โม่เอ่ยด้วยความดีใจ “เธอรอเราเก็บเงินได้อีกหน่อยนะ เราจะซื้อมันกลับบ้าน แล้วให้เกอเกอทำไก่ตุ๋นเผือกให้พวกเรากิน ถึงเวลาเร้าเจะเรียกเธอมากินด้วยนะ!”

“ได้เลย~” เถียนเจียวพยักหน้าอย่างหนักแน่น โดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย

“โม่โม่ เธอต้องจำไว้ว่าต้องเรียกพี่ด้วยนะ พี่ก็ชอบกินไก่ตุ๋นเผือกเหมือนกัน” หลินจิ่งสิงรีบยกมือขึ้นบอก

“พี่ก็เหมือนกัน!” หลินปิ่งเหวินเอ่ยสมทบ

“ได้ค่า วางใจเถอะ หนูต้องเรียกพวกพี่แน่นอนค่า” โจวโม่โม่พยักหน้า

ทุกคนได้ยินดังนั้นก็อดขำไม่ได้ เจ้าตัวเล็กพวกนี้ได้ตกลงรสชาติของไก่ตัวผู้นี้กันอย่างเบิกบานใจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เมิ่งฮั่นเหวินและเมิ่งอันเหอพิจารณาไก่ตัวผู้นั้นอย่างตั้งใจ มุมปากที่ยกขึ้นเริ่มจะกลั้นรอยยิ้มเอาไว้ไม่อยู่แล้ว

“ดีมาก มีชีวิตชีวามาก ไม่ได้วาดพระอาทิตย์เติมลงไปให้ดูเกะกะ ท่าทางการขันก็วาดออกมาได้ชัดเจน ลายเส้นตรงหัวไก่นี่ยังดูแข็งไปนิด คราวหน้าตอนวาดก็ระวังหน่อยก็แล้วกัน” เมิ่งฮั่นเหวินพยักหน้าพลางบอก

เมิ่งอันเหอหัวเราะ “วาดไก่ตัวผู้ได้ดีกว่าน้าอีก ตอนนั้นน้ากลัวไก่ตัวผู้ที่ชอบจิกคนที่สุดเลย วิ่งไล่คนเก่งยิ่งกว่าหมาซะอีก”

เมิ่งฮั่นเหวินพลิกดูรูปถัดไป

ช่วงนี้โจวโม่โมกวาดรูปหลายอย่างจับฉ่ายมากจริง ๆ มีทั้งภาพทิวทัศน์ภูเขาและแม่น้ำแบบจริงจัง มีทั้งมุมหนึ่งของสะพานหิน มุมหนึ่งของท่าเรือ มีภาพวาดดอกไม้และนกอย่างไก่ตัวผู้ แล้วก็มีภาพวาดหมึกน้ำหัวข้อที่ไม่ค่อยพบเห็นบ่อยนักอย่างมดขนของย้ายรัง

เมิ่งฮั่นเหวินดูไปก็อดหัวเราะไม่ได้ “อืม เวลาแค่สิบกว่าวันนี้ หัวข้อที่วาดแทบจะตามทันหัวข้อที่ตาวาดมาหลายสิบปีเลยนะ ดีมาก เป็นคนช่างสังเกตมาก ไม่มีทางตันเลยสักนิด”

“รูปมุมหนึ่งของท่าเรือนี่วาดได้ดีมากเลยนะ ถ่ายทอดความแข็งแกร่งของลูกหาบออกมาได้ดีเลย” เมิ่งอันเหอหยิบรูปวาดขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียด

เมิ่งฮั่นเหวินหยิบรูปวาดอีกใบขึ้นมา “ตาชอบรูปมุมหนึ่งของสะพานหินนี่มากกว่านะ วาดพ่อค้าแม่ค้าไม่เยอะ แต่กลับให้ความรู้สึกถึงบรรยากาศการใช้ชีวิต ให้ความรู้สึกถึงความคึกคักของการไปเดินตลาดนัดพุ่งเข้าใส่หน้าเลย”

“โม่โม่เก่งจังเลย!”

หลินปิ่งเหวินและหลินจิ่งสิงสองพี่น้องอึ้งไปเลย สีหน้าไม่อยากจะเชื่อ

“นี่โม่โม่เป็นคนวาดทั้งหมดเลยเหรอเนี่ย?”

สีหน้าของสองสามีภรรยาเถียนฮุยและหลี่ซือหนานก็ไม่ต่างกัน พวกเขารู้ว่าโม่โม่วาดรูปเป็น แต่นึกไม่ถึงเลยว่าจะวาดออกมาได้สวยขนาดนี้

ถ้าไม่บอกว่าโม่โม่เป็นคนวาด พวกเขาต้องคิดว่าเป็นผลงานของจิตรกรสักคนแน่นอน ในสายตาของคนนอก ถือว่าวาดได้ยอดเยี่ยมมาก

“ใช่แล้ว ทุกวันพอกลับมาจากโรงเรียนอนุบาล ก็ต้องวาดรูปสองชั่วโมง ไม่เคยมียกเว้นเลยสักวัน” จ้าวเถี่ยอิงพยักหน้าพลางบอก

“เก่งกาจจริง ๆ” หลี่ซือหนานที่เป็นครู เคยเห็นเด็กที่มีพรสวรรค์มาก็เยอะ แต่เพิ่งจะเคยเห็นเด็กวัยสี่ขวบที่มีระเบียบวินัยขนาดนี้เป็นครั้งแรกนี่แหละ

“โม่โม่ ปัญหาเรื่องแสงเงาที่หนูพูดถึง น่าจะเป็นสองรูปนี้ใช่ไหม?” เมิ่งฮั่นเหวินหยิบรูปวาดทิวทัศน์ภูเขาและแม่น้ำออกมาสองใบ

“อื้อ ๆ” โจวโม่โม่พยักหน้า “คุณตาดูสิค้า แสงตรงนี้หนูรู้สึกว่ามันไม่ค่อยสวยเลย แต่หนูก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไง วาดออกมาแล้วมันก็เลยเป็นแบบนี้ค่า”

มิ่งฮั่นเหวินหัวเราะ “หนูวาดไม่ผิดหรอก ก็แค่ผสมสีไม่ถูกน่ะ หนูไปเอาสีมาสิ เดี๋ยวตาจะสอนหนูผสมสีที่หนูยังไม่เคยใช้สักสองสามสีนะ”

“ได้ค่า!” โจวโม่โม่รีบวิ่งไปหยิบสีทันที

“หนูดูสิ ท้องฟ้ามันมืดไปหน่อย หนูอยากจะให้แสงส่องทะลุลงมาจากตรงนี้ สีเหลืองที่เราผสมก็ต้องมีความโปร่งแสงหน่อย...” เมิ่งฮั่นเหวินสอนไปผสมสีไป อธิบายและสาธิตเรื่องสีและสัดส่วนให้โจวโม่โม่ดูอย่างละเอียด

“หนูดูสิ ผสมสีเหลืองแบบนี้มันก็จะสว่างขึ้นมาหน่อย เดี๋ยวพวกเราลองแก้สีดูนะ” เมิ่งฮั่นเหวินหยิบพู่กันขึ้นมา จุ่มสี แล้วตวัดไปสองครั้ง

การตวัดพู่กันสองครั้งนี้ราวกับการแต้มตาให้มังกร โทนสีของภาพสว่างไสวขึ้นมาในทันที แสงส่องทะลุเมฆดำมืดลงมา ก่อเกิดเป็นภาพแสงแดดสาดส่องภูเขาทองคำ

“โห! นี่แหละคือสีที่หนูอยากได้เลยค่า!” โจวโม่โม่ดวงตาเป็นประกาย มองเมิ่งฮั่นเหวินด้วยความตื่นเต้น “คุณตาเก่งสุด ๆ ไปเลย!”

“รูปนี้หนูแก้เองนะ” เมิ่งฮั่นเหวินยื่นพู่กันในมือให้เธอ

“ได้ค่า!” โจวโม่โม่ไม่มีท่าทีหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย รับพู่กันมาจุ่มหมึก แล้วก็เริ่มลงมือแก้สี ตวัดพู่กันเพียงไม่กี่ครั้ง ก็ทำให้ภาพวาดที่เดิมทีดูมืดหม่นกลับมามีชีวิตชีวาขึ้นมาได้เช่นกัน

เมิ่งฮั่นเหวินมองเธอพลางบอก “ภาพวาดพู่กันจีนถึงแม้จะแตกต่างจากภาพวาดสีน้ำมันอยู่บ้าง แต่การผสมสีก็ถือเป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญที่สุดเหมือนกัน สีมีอยู่แค่ไม่กี่สี แต่ถ้าเราปรับสัดส่วนของสีที่แตกต่างกัน ก็จะได้สีที่แตกต่างกันออกมา ปกติเวลาว่าง ๆ หนูก็ลองผสมเล่นดู ผสมได้สีที่ตัวเองชอบแล้ว ก็จำสัดส่วนเอาไว้ ผสมบ่อย ๆ เข้า สีที่หนูจะเอามาใช้ได้ก็จะเยอะขึ้นเอง”

“อื้อ ๆ” โจวโม่โม่พยักหน้า เห็นด้วยอย่างยิ่ง

“ดีมาก มีพัฒนาการอย่างเห็นได้ชัดเลย” เมิ่งฮั่นเหวินพึงพอใจกับผลงานของโจวโม่โม่มาก สายตาที่มองเธอนั้นเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ปิดบังความเอ็นดูเอาไว้ไม่อยู่

“ลูกศิษย์คนนี้ ดูท่าทางพ่อของฉันคงจะรับไว้แน่นอนแล้วล่ะ” เมิ่งอันเหอกระซิบเสียงเบากับหลินจื้อเฉียง

“มองออกแล้วล่ะ” หลินจื้อเฉียงก็หัวเราะเช่นกัน

“คุณน้า คุณอา อยากได้รูปวาดไหมค้า? หนูให้พวกคุณได้นะค้า” โจวโม่โม่เอ่ย

“โม่โม่ ให้รูปไก่ตัวผู้กับฉันได้ไหมล่ะ?” เถียนเจียวเอ่ยถาม

โจวโม่โม่พยักหน้าอย่างใจป้ำ “ได้สิ ให้เธอเลย จะให้เราเขียนข้อความไว้ให้ด้วยไหมล่ะ?”

“เอา!” เถียนเจียวพยักหน้า ก่อนจะเอ่ยถาม “เขียนข้อความคืออะไรเหรอ?”

“ก็คือเขียนว่า มอบไก่ตัวผู้หนึ่งตัวให้เถียนเจียว แล้วก็เขียนชื่อเราไว้ข้างล่างตรงนี้ไง” โจวโม่โม่อธิบาย

“เอา! เราชอบไก่ตัวผู้ที่เธอให้เรานะ” เถียนเจียวพยักหน้า

“มาสิ เราจะเขียนให้เธอ” โจวโม่โม่เทน้ำหมึก แล้วก็เริ่มลงมือเขียนทันที

ข้อความบนหัวกระดาษ: มอบไก่ตัวผู้หนึ่งตัวให้เถียนเจียว

ชื่อผู้เขียน: โจวโม่โม่เป็นคนให้

เป็นการลงชื่อที่ง่าย ๆ สบาย ๆ ซะจริง

“มา ตาสลักตราประทับให้หนูเสร็จแล้ว หนูเอาไปประทับตราด้วย จะได้ดูเป็นมืออาชีพมากขึ้นนะ” เมิ่งฮั่นเหวินหยิบตราประทับออกมาจากกระเป๋าส่งให้โจวโม่โม่ แล้วก็หยิบตลับหมึกประทับตราออกมาเปิด

“โห! นี่คือตราประทับของหนูเหรอค้า? สวยจังเลย!” โจวโม่โม่รับตราประทับมา พลิกดูซ้ายทีขวาที ดีใจสุด ๆ

“นี่สลักมาจากหินโซ่วซานน่ะ รูปทรงของหินก้อนนี้ถือว่าใช้ได้เลยนะ ไม่มีเครื่องมือถนัดมือ ตาก็เลยแค่ขัดให้มันกลมมนขึ้นมาหน่อยน่ะ” เมิ่งฮั่นเหวินสอนวิธีใช้ตราประทับให้เธอด้วยรอยยิ้ม “กดลงไปในตลับหมึกก่อน ให้ด้านนี้ติดสีแดงให้ทั่ว แล้วก็ประทับลงไปตรงใต้ชื่อของหนูให้ตรง ๆ แค่นี้ก็เสร็จแล้วล่ะ”

“โห! เป็นชื่อหนูจริง ๆ ด้วย! สวยจังเลยค่า!” โจวโม่โม่มองชื่อที่ประทับออกมา มองตราประทับในมือด้วยความชื่นชม “คุณตา! ขอบคุณสำหรับตราประทับนะค้า หนูชอบมากเลย!”

“ไม่เป็นไรหรอก” เมิ่งฮั่นเหวินโบกมือด้วยรอยยิ้ม ดีใจมากเช่นกัน

“โม่โม่ ถ้างั้นน้าขอรูปนี้นะ หนูเขียนข้อความให้น้าด้วยสิ” เมิ่งอันเหอยื่นรูปมุมหนึ่งของท่าเรือให้โจวโม่โม่ ปล่อยให้เธอเขียนข้อความตามใจชอบ แล้วก็ประทับตราอันใหม่ลงไป

หลินปิ่งเหวินและหลินจิ่งสิงเห็นดังนั้น ก็ขอรูปวาดไปคนละใบเช่นกัน

เมิ่งฮั่นเหวินขอรูปภาพมุมหนึ่งของสะพานหินที่มีบรรยากาศการไปเดินตลาดนัด

เรื่องแจกรูปวาดนี่ โจวโม่โม่ใจกว้างสุด ๆ เลยล่ะ

โดยเฉพาะตอนที่ประทับตรานั่น ยิ่งประทับก็ยิ่งคล่องแคล่ว

รูปวาดที่เขียนข้อความแล้วถูกนำมากางผึ่งไว้บนเคาน์เตอร์ เอาของมาทับไว้ รอจนแห้งสนิทแล้วค่อยเก็บ

จากนั้นโจวโม่โม่ก็พาเด็ก ๆ หลายคนวิ่งออกไปเล่นทรายข้างนอก

กองทรายหน้าประตูถูกสหายเหล่าโจวโกยไปไว้ตรงมุมแล้วเกลี่ยให้เรียบ เพื่อความสะดวกในการเล่นของโจวโม่โม่

“เถียนเจียว โรงเรียนอนุบาลของพวกเธอสอนเขียนหนังสือหรือยังล่ะ?” โจวโม่โม่เอ่ยถาม

“ยังเลย” เถียนเจียวส่ายหน้า มองเธอด้วยความสงสัย “โม่โม่ ทำไมเธอถึงเขียนหนังสือเป็นล่ะ?”

“เพราะเราไปเรียนชั้นเรียนอ่านเขียนมาไง คุณครูเป็นคนสอนเราน่ะ” โจวโม่โม่มองเธอพลางเอ่ยถาม “จะให้เราสอนเธอเขียนชื่อไหมล่ะ?”

“เอาสิ!” เถียนเจียวพยักหน้า

“มา กิ่งไม้นี่ก็คือดินสอ เธอจับมันไว้เหมือนตอนจับตะเกียบนั่นแหละ” โจวโม่โม่ยื่นกิ่งไม้ตรงแหน่วกิ่งหนึ่งให้เธอ

“จับไว้แล้ว” เถียนเจียวบอก

“โห! เธอจับได้ดีมากเลยนะ!” โจวโม่โม่มองท่าทางจับดินสอของเธอ แล้วพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “เดี๋ยวเราเขียนให้เธอดูรอบนึงก่อนนะ เถียน—เจียว เธอเห็นไหม นี่คือชื่อของเธอไง”

“เอ่อ...” เถียนเจียวเอียงคอพลิกดูซ้ายทีขวาที เอ่ยด้วยความสงสัย “เหมือนแม่จะไม่ได้เขียนแบบนี้นะ”

เถียนฮุยได้ยินดังนั้นจึงชะโงกหน้าเข้ามาดู อดหัวเราะไม่ได้ “โม่โม่ อันนี้คือเถียนเจียวที่เป็นพริกหวาน ชื่อของเถียนเจียวต้องเขียนแบบนี้ต่างหากล่ะ”

“อ้าว? เถียนเจียว ที่แท้ตัวเถียนของเธอก็คือตัวเถียนที่แปลว่าทุ่งนานี่เอง” โจวโม่โม่ก็ตกใจอยู่บ้าง “แต่เราก็ยังรู้สึกว่าเถียนเจียว (พริกหวาน) มันดูหวานกว่าอยู่ดีแหละ แต่เถียนเจียวอันนี้เขียนง่ายกว่านะ เดี๋ยวเราสอนเธอเขียนเอง”

“อื้อ ๆ” เถียนเจียวพยักหน้าอย่างว่าง่าย

“เริ่มเขียนเส้นตั้งก่อน จากนั้น...” โจวโม่โม่ถือกิ่งไม้ สอนเถียนเจียวเขียนชื่อลงบนพื้นทรายทีละขีด

เถียนเจียวดูอย่างตั้งอกตั้งใจ แล้วก็ทำตามทีละขีดอย่างมุ่งมั่น

เถียนฮุยยืนดูอยู่ด้านข้างสักพัก เดิมทียังแอบกังวลว่าท่าทางจับดินสอกับลำดับขีดที่โจวโม่โม่สอนอาจจะผิดพลาด แต่พอดูปุ๊บก็พบว่าไม่มีจุดบกพร่องเลยแม้แต่น้อย ซ้ำยังเขียนตัวหนังสือสองตัวนั้นได้เป็นระเบียบกว่าเขาเสียอีก จึงเดินกลับเข้าไปจิบชาในร้านอาหารอย่างเงียบ ๆ

เถียนเจียวเรียนรู้ลำดับขีดได้อย่างรวดเร็ว จากนั้นก็หัดเขียนบนพื้นทรายต่อไป พลางคุยเล่นไปด้วย “โม่โม่ เธอไปโรงเรียนอนุบาลแล้วร้องไห้หรือเปล่า?”

โจวโม่โม่เอ่ยอย่างสงสัย “ทำไมต้องร้องไห้ด้วยล่ะ? โรงเรียนอนุบาลสนุกจะตาย ถึงแม้กับข้าวจะสู้ที่บ้านไม่ได้ไปหน่อย แต่ก็มีคุณครูแล้วก็เพื่อน ๆ มาเล่นด้วยตั้งเยอะแยะ สนุกสุด ๆ ไปเลย”

“แต่ว่า... แต่ว่าพอไปโรงเรียนอนุบาล ก็จะไม่ได้เจอพ่อแม่ ปู่ย่าตายายแล้วนี่นา แถมยังต้องถูกขังอยู่ในโรงเรียนอนุบาลตั้งวันนึงถึงจะได้กลับบ้าน แล้วก็จะไม่ได้เจอตุ๊กตาของฉันด้วย” เถียนเจียวเบ้ปากเอ่ย “เราชอบอยู่บ้าน ที่บ้านสนุกกว่าเยอะเลย”

“เถียนเจียว ที่แท้เธอก็คิดแบบนี้นี่เอง” โจวโม่โม่ทำท่าครุ่นคิด ก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เราไม่เหมือนเธอนะ เราไปโรงเรียนอนุบาลมีเรื่องให้ทำตั้งเยอะแยะ เราเป็นหัวหน้าห้อง ต้องช่วยคุณครูดูแลเพื่อน ๆ เวลาเพื่อนทะเลาะกัน เราก็ต้องเข้าไปช่วยห้าม ถ้าห้ามไม่ฟังก็ตีสั่งสอนคนละที

แล้วเราก็ยังต้องสอนหนังสือเพื่อน ๆ ด้วยนะ ขจัดความไม่รู้หนังสือ เริ่มต้นจากชั้นอนุบาลหนึ่งทับสองของพวกเรา ตอนนี้เราสอนพวกเขาบวก 1+1 เป็นแล้ว แล้วก็สอนเพื่อนตั้งหลายคนเขียนชื่อตัวเองได้แล้วด้วย แต่ละวันยุ่งจะตายไป”

หลี่ซือหนานถือถ้วยชาอยู่ในมือ ตั้งใจฟังพวกเด็ก ๆ คุยกัน อดหัวเราะออกมาไม่ได้ “พี่อิง โม่โม่ไปสอนหนังสือเด็ก ๆ คนอื่นในโรงเรียนอนุบาลเหรอคะ?”

จ้าวเถี่ยอิงเปิดกล่องขนม จัดใส่จานสองใบแล้วยกมาให้เป็นของว่างกินคู่กับชา เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “พี่ก็ได้ยินเธอเล่าแบบนั้นแหละ จันทร์พุธศุกร์สอนเลข อังคารพฤหัสเสาร์สอนภาษา คุณครูไม่ยอมสอนเธอก็เลยสอนเอง เธอบอกว่าจะขจัดความไม่รู้หนังสือให้เด็กในโรงเรียนอนุบาลให้หมดน่ะ แต่ละวันนี่ช่างมีพลังล้นเหลือจริง ๆ”

ทุกคนได้ยินดังนั้นก็อดขำไม่ได้ เจ้าตัวเล็กนี่ไม่ธรรมดาจริง ๆ!

โจวเยี่ยนเตรียมวัตถุดิบเสร็จไปพอสมควรแล้ว ก็เดินออกมาจิบชากับทุกคนด้วย

“เสี่ยวโจว ได้รับจดหมายจากเหยาเหยาหรือยัง?” หลินจื้อเฉียงเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม

“ยังเลยครับ เห็นบอกว่าส่งจดหมายจากฮ่องกงมาต้องใช้เวลาตั้งครึ่งเดือนกว่าจะถึง แถมยังมีโอกาสถูกด่านศุลกากรสกัดไว้อีก ผมเดาว่าจดหมายที่ผมส่งไปเธอก็น่าจะยังไม่ได้รับเหมือนกัน” โจวเยี่ยนส่ายหน้า

“เมื่อวานฉันเพิ่งจะโทรศัพท์ไปคุยกับทางบริษัทใหญ่มา ลองถามไถ่เรื่องของเหยาเหยาดู เธอเข้าทำงานได้อย่างราบรื่นแล้วล่ะ ลี่เฉิงกรุ๊ปให้ความสำคัญกับชุดผ้าไหมเจียติ้งมาก ชุดฤดูใบไม้ผลินี้ตั้งใจจะปล่อยออกมาชิมลางดูก่อน ถึงแม้เธอจะเพิ่งเข้าทำงาน แต่ก็ถูกย้ายไปแผนกออกแบบเพื่อร่วมงานออกแบบแล้ว ถือว่าได้รับความไว้วางใจมากเลยนะ” หลินจื้อเฉียงบอกด้วยรอยยิ้ม “ทางนู้นยังบอกอีกว่า ความสามารถของเธอได้รับการยอมรับจากผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบแล้วด้วย ถ้าชุดฤดูใบไม้ผลิทำออกมาได้ราบรื่น ชุดฤดูร้อนอาจจะมอบหมายให้เธอเป็นหัวหน้าทีมออกแบบเลยล่ะ”

“ดีจังเลยครับ ทุกอย่างราบรื่นก็ดีที่สุดแล้วครับ” โจวเยี่ยนพยักหน้า พอได้ยินข่าวคราวของเหยาเหยา ความกังวลในใจก็คลายลงไปได้บ้าง

ทุกคนนั่งจิบชากันไปสักพัก โจวเยี่ยนเหลือบมองนาฬิกา แล้วก็ลุกไปง่วนอยู่ในห้องครัวต่อ ตอนเที่ยงมีงานเลี้ยงเหมาโต๊ะหกโต๊ะ ทำง่ายกว่าหน่อย

ตอนเที่ยงกินข้าวเสร็จ ฟางหยวนหยวนก็ไปโรงเรียนอนุบาลก่อนเวลาสิบนาที

มองแต่ไกล ก็เห็นรถจักรยานคันใหญ่จอดอยู่หน้าประตูโรงเรียนอนุบาล

โจวหยางยืนอยู่หน้ากระจกเงาบานใหญ่หน้าประตูโรงเรียนอนุบาล กำลังจัดเสื้อผ้า ดึงชายเสื้อ ขยับปกเสื้อ ดูเหมือนจะทำยังไงก็ไม่ถูกใจสักที

จบบทที่ บทที่ 1033 จิตรกรน้อยโม่โม่กับความมุ่งมั่นเรื่องไก่ตุ๋นเผือก

คัดลอกลิงก์แล้ว