- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 1021 จะบอกว่าเขาซื่อบื้อ ก็ดูซื่อบื้อได้น่ารักดี
บทที่ 1021 จะบอกว่าเขาซื่อบื้อ ก็ดูซื่อบื้อได้น่ารักดี
บทที่ 1021 จะบอกว่าเขาซื่อบื้อ ก็ดูซื่อบื้อได้น่ารักดี
“อากาศช่วงสองสามวันข้างหน้านี้ถือว่าใช้ได้เลย อุณหภูมิทรงตัวอยู่ต่ำกว่าเจ็ดองศา” สหายเหล่าโจวดูพยากรณ์อากาศ แล้วหันมารายงานโจวเยี่ยน
“ดีเลยครับ ขอแค่อุณหภูมิไม่สูงขึ้น ทุกอย่างก็ไม่มีปัญหา” โจวเยี่ยนอาบน้ำเสร็จ ก็ล้มตัวลงนอนบนเก้าอี้นวม คนในครอบครัวนั่งล้อมวงดูโทรทัศน์ด้วยกัน บรรยากาศดีมาก
โจวเยี่ยนดูไปได้สักพัก ก็ง่วงจนทนไม่ไหว จึงรีบกลับเข้าห้องไปนอนตั้งแต่หัวค่ำ
ช่วงสองสามวันต่อมา กิจการอาหารเช้าในร้านยิ่งขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เด็กอนุบาลที่มากินซาลาเปาแป้งร่วนก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ แถมยังมีแนวโน้มลามจากชั้นอนุบาลหนึ่งไปยังชั้นอนุบาลสองและสามอย่างเห็นได้ชัด สำหรับเรื่องนี้ นอกจากโจวเยี่ยนจะเอ่ยชมว่าสุดยอดนักขายช่างเก่งกาจแล้ว เขาก็ทำได้เพียงปาดน้ำตารับเงินเท่านั้น
ทุกเช้าในช่วงเวลาที่ลูกค้าพลุกพล่าน ภายในร้านจะเนืองแน่นไปด้วยเด็กตัวน้อยจากโรงเรียนอนุบาล มองแวบแรกนึกว่าหลงเข้ามาในโรงอาหารของโรงเรียนอนุบาลเสียอีก
พวกคนงานที่ไม่กินข้าวต้ม ก็เลยห่อซาลาเปาถือไปกินระหว่างทาง สละที่นั่งให้พวกเด็ก ๆ ไปแทน
จะทำยังไงได้ล่ะ ล้วนเป็นลูกหลานของเพื่อนคนงานด้วยกันทั้งนั้น จะให้ไปแย่งที่นั่งกับเด็กตัวเล็ก ๆ ได้ยังไงกัน
“โชคดีที่ตอนนี้มีแค่เด็กอนุบาลที่งอแงจะกิน ถ้าเกิดไอ้ตัวกินจุที่บ้านฉันรู้เข้าล่ะก็ เงินเดือนแค่นี้ของฉันคงไม่พอยาไส้แน่”
“ซาลาเปาแป้งร่วนแบบนี้น่ะ มื้อนึงลูกชายฉันกินอย่างน้อยต้องมีหกลูก ปาเข้าไปหนึ่งหยวนห้าเหมา! เอาไปซื้อเนื้อหมูได้ตั้งจินครึ่งแล้วนะ”
“อายุสิบสี่สิบห้ากำลังโตนี่นา ตอนฉันอายุเท่านั้น ฉันรู้สึกว่าตัวเองกินวัวได้ทั้งตัวเลยมั้ง”
จ้าวตง ซ่งหยาง และจูเจ๋อนั่งกินข้าวเช้าด้วยกัน แต่ละคนมีข้าวต้มคนละชาม กับซาลาเปาแป้งร่วนคนละสองลูก มองดูเด็ก ๆ ภายในร้านพลางกระซิบกระซาบพูดคุยกัน บนใบหน้าล้วนประดับด้วยรอยยิ้ม
จ้าวตงหัวเราะพลางบอก “ถ้าให้ฉันพูดนะ ต้องยกความดีความชอบให้เถ้าแก่น้อยของเราเลย เพิ่งไปเข้าโรงเรียนอนุบาลได้ไม่กี่วัน พวกเด็ก ๆ ก็พากันติดใจซาลาเปาแป้งร่วนฝีมือเถ้าแก่โจวกันงอมแงมแล้ว”
ซ่งหยางพูดต่อ “ซาลาเปาแป้งร่วนแบบนี้น่ะ ฉันเคยไปกินที่เฉิงตูอยู่หนนึง ลูกละสี่เหมา รสชาติสู้ของเถ้าแก่โจวไม่ได้เลยสักนิด เขาบอกว่าขั้นตอนการทำมันซับซ้อน แถมต้นทุนการทำแป้งร่วนก็สูงกว่า ราคาก็เลยต้องแพงขึ้นหน่อย เถ้าแก่โจวขายลูกละสองเหมาห้าเฟินนี่ ถือว่าเป็นราคาคุณธรรมสุด ๆ แล้ว”
“ได้ยินมาว่าวันนี้ผู้บริหารจากคณะกรรมการวางแผนและเศรษฐกิจมณฑลจะลงมาตรวจงานเหรอ? พี่ตง เขาเรียกพี่ไปต้อนรับหรือเปล่า?” จูเจ๋อเอ่ยถาม
จ้าวตงยิ้มบาง ๆ พลางตอบ “ผู้บริหารมาตรวจงาน หัวหน้าแผนกผลิตก็ต้องประจำอยู่ในโรงงานสิถึงจะดูมีความรู้และพึ่งพาได้ คนที่จะไปรับก็ต้องเป็นพวกนายอยู่แล้ว เมื่อวานก่อนเลิกงาน ยังสั่งให้ทุกคนอยู่ช่วยกันทำความสะอาด เตรียมตัวไว้พร้อมหมดแล้วล่ะ”
“ฉันน่ะได้รับแจ้งเรียบร้อยแล้ว บอกว่าจะมาตอนบ่าย กะว่าน่าจะกินข้าวเที่ยงเสร็จแล้วค่อยมา ผู้จัดการโรงงานจองโต๊ะกับเถ้าแก่โจวล่วงหน้าไว้สองโต๊ะแล้ว งานเลี้ยงรับรองมื้อค่ำโรงงานเราเป็นคนดูแล” จูเจ๋อเอ่ย
จ้าวตงถูมือไปมา “ผู้บริหารจากคณะกรรมการวางแผนและเศรษฐกิจมณฑลมาทีไรก็มีแต่เรื่องดี ๆ ทุกที ดูท่าทางยอดสั่งซื้อของโรงงานเราปีนี้น่าจะเพิ่มขึ้นอีกนะเนี่ย ไม่รู้ว่าจะต้องขยายสายการผลิตหรือเปล่า เผลอ ๆ อาจจะต้องรับคนเพิ่มด้วย”
“อันนี้เห็นด้วยเลย ปีที่แล้วผู้บริหารมาหนนึง พวกเราก็ได้สายการผลิตใหม่มาตั้งหนึ่งสาย เป็นเรื่องดีจริง ๆ นั่นแหละ” ซ่งหยางพยักหน้าสมทบ
วันนี้โจวหยางก็ยังคงแวะมาตั้งแต่เช้าตรู่ รอจนที่ร้านยุ่งเสร็จไปบ้างแล้ว โจวโม่โม่ก็เลิกงานกะเช้าพอดี หยิบซาลาเปาแป้งร่วนมาสองลูก แล้วพาเธอไปส่งที่โรงเรียน ถือโอกาสเอาข้าวเช้าไปส่งให้ครูหยวนหยวนด้วย
“หยวนหยวน ซาลาเปาแป้งร่วนของเธอมาแล้ว!”
“หยวนหยวนนี่โชคดีจังเลยนะ ได้กินซาลาเปาแป้งร่วนร้อน ๆ ทุกวันเลย”
โจวหยางยังไม่ทันถึงหน้าประตูโรงเรียน บรรดาครูอนุบาลก็พากันเอ่ยแซวฟางหยวนหยวนแล้ว
“โธ่ พวกเธออย่าพูดมั่วสิ...” ฟางหยวนหยวนหน้าแดงระเรื่อ เอ่ยด้วยท่าทีขวยเขินเล็กน้อย
ทุกคนพากันหัวเราะเสียงดังกว่าเดิม แล้วรับเด็ก ๆ ในชั้นเรียนของตัวเองเข้าไปข้างใน
“ครูหยวนหยวน! คุณปู่หลี่!” โจวโม่โม่ร้องทักทาย แล้ววิ่งตรงเข้าไปข้างในทันที
“ครูหยวนหยวน ซาลาเปาแป้งร่วนของคุณครับ” โจวหยางจอดรถจักรยาน แล้วยื่นถุงซาลาเปาส่งให้เธอโดยตรง พอเห็นใบหน้าของเธอแดงระเรื่อ ก็เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “ทำไมหน้าคุณถึงแดงจังเลยล่ะครับ ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า?”
ใบหน้าของฟางหยวนหยวนยิ่งร้อนผ่าวและแดงก่ำหนักกว่าเดิม เธอยื่นมือไปรับซาลาเปามา กระซิบเสียงเบา “ฉันไม่ได้เป็นอะไรค่ะ พรุ่งนี้คุณไม่ต้องเอาซาลาเปามาส่งให้ฉันแล้วนะคะ เดี๋ยวฉันแวะไปกินเองค่ะ”
“ได้เลยครับ ผมรู้ว่าพรุ่งนี้วันอาทิตย์คุณหยุดงานนี่นา ถ้างั้นพรุ่งนี้ตอนเที่ยงเจอกันนะครับ” โจวหยางขานรับด้วยรอยยิ้ม แล้วปั่นรถจักรยานออกไป
“เอ่อ...” ฟางหยวนหยวนมองตามแผ่นหลังของโจวหยางที่ปั่นจักรยานจากไปอย่างอารมณ์ดี ก็อดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมา
จะบอกว่าเขาซื่อบื้อ ก็ดูซื่อบื้อได้น่ารักดีเหมือนกัน
วันนี้ทางโรงงานจองงานเลี้ยงแบบเหมาโต๊ะราคาห้าสิบหยวนเอาไว้สองโต๊ะ พอพ้นช่วงเช้าที่วุ่นวาย โจวเยี่ยนก็เอาเป็ดรมควันใบชาสองตัวไปรมควันเตรียมไว้ก่อน
งานเลี้ยงโต๊ะละห้าสิบหยวน ใครได้กินต่างก็เอ่ยปากชมเปาะ แต่มันก็เป็นประเภทได้รับคำชมแต่ขายไม่ออกจริง ๆ ปัจจุบันนี้นอกจากโรงงานทอผ้าแล้ว ก็ยังไม่มีลูกค้ารายอื่นมาจองเลย
จะทำยังไงได้ล่ะ ราคานี้คนกินเงินเดือนธรรมดาคงสู้ไม่ไหวจริง ๆ
อาหารน่ะดีมาก แต่ครอบครัวธรรมดาที่ไหนจะมีความจำเป็นต้องใช้เงินตั้งห้าสิบหยวนมาจัดโต๊ะเลี้ยงแขกคนสำคัญล่ะ
ก็มีแต่โรงงานทอผ้าเจียโจวนี่แหละที่ผลประกอบการดี กระเป๋าหนัก มาตรฐานการเลี้ยงรับรองแขกถึงได้สูงกว่าคนอื่นตั้งเยอะ
ตอนนี้โจวเยี่ยนก็รอแค่เวลาที่ทางโรงงานผ้าไหมแห่งที่สองมีความจำเป็นต้องจัดเลี้ยงรับรองแขกบ้างเท่านั้น โรงงานผ้าไหมแห่งที่สองก็ถือว่าพอมีกำลังทรัพย์อยู่บ้างเหมือนกัน
จ้าวเถี่ยอิงนั่งแทะเมล็ดทานตะวันผิงแดดอุ่น ๆ อยู่หน้าประตู เอ่ยถามด้วยความสงสัย “โจวเยี่ยน ลูกบอกว่าจะมีผู้บริหารจากระดับมณฑลลงมาตรวจเยี่ยมไม่ใช่เหรอ? ทำไมนานขนาดนี้แล้วยังไม่เห็นมาอีกล่ะ? เนื้อรมควันกับกุนเชียงของพวกเราคงไม่ได้ทำเก้อหรอกใช่ไหม?”
“ตามหลักแล้วก็ควรจะมาได้แล้วนะครับ...” โจวเยี่ยนเองก็รู้สึกงุนงงอยู่บ้าง
เมื่อวันอาทิตย์ก่อนตอนที่บังเอิญเจอผู้บริหารจากคณะกรรมการวางแผนและเศรษฐกิจมณฑลที่เหมยโจว อีกฝ่ายก็เอ่ยปากชัดเจนว่าจะมาตรวจเยี่ยมที่ร้านอาหารนี่นา นี่ก็ผ่านมาหนึ่งอาทิตย์เต็มแล้ว ยังไม่เห็นแม้แต่เงาเลย
“แม่วางใจเถอะครับ ไม่พลาดหรอก เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ผู้บริหารท่านนั้นพูดคนเดียวนะ คราวก่อนตอนเจอหัวหน้าบรรณาธิการเหอที่เฉิงตู เขาก็ยังเอ่ยถึงเรื่องนี้เหมือนกัน” โจวเยี่ยนเอ่ยปลอบใจ ลงทุนทำเนื้อรมควันไปตั้งหลายพันหยวน ต้นทุนไม่ใช่น้อย ๆ เรื่องนี้จ้าวเถี่ยอิงคงเก็บเอาไปกังวลไม่เลิกแน่
ระหว่างที่กำลังรมควันเป็ดใบชาอยู่นั้น เสียงรถมอเตอร์ไซค์ก็ดังแว่วมา ก่อนที่ตัวรถจะค่อย ๆ แล่นมาจอดสนิทอยู่หน้าประตู
ด้านหลังมีหวงอิงที่ปั่นจักรยานตามมาด้วยเสียงหอบแฮ่ก ๆ
“พี่เยี่ยน วันนี้มีคนจองงานเลี้ยงเหมาโต๊ะอีกแล้วเหรอ?” หวงปิงก้าวลงจากรถ โบกมือปัดควันไฟ พลางเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
“อืม มีงานเลี้ยงเหมาโต๊ะระดับหรูสองโต๊ะน่ะ” โจวเยี่ยนขานรับด้วยรอยยิ้ม กวาดสายตามองหวงปิงที่สวมเสื้อคลุมตัวใหม่สีเขียวขี้ม้าแล้วหัวเราะพลางบอก “เสื้อคลุมตัวนี้เท่ไม่เบาเลยนะ!”
“แจ่มไปเลยใช่ไหมล่ะ เสื้อคลุมนักบินอเมริกา กันลมแถมยังอุ่นด้วย ใส่แล้วดูทะมัดทะแมงสุด ๆ” หวงปิงฉีกยิ้มกว้าง
“ใช้ได้เลย ครึ่งปีมานี้บึกบึนขึ้นไม่เบา เสื้อคลุมนักบินยังใส่ขึ้นเลยนะเนี่ย” โจวเยี่ยนบีบแขนเขาเบา ๆ ช่วงที่ผ่านมาทั้งขนเนื้อ หั่นเนื้อ ลำแขนก็เลยดูหนาและแข็งแรงขึ้นมา
“แหะ ๆ มันแน่อยู่แล้วครับ ลงแรงไปไม่สูญเปล่าหรอก” หวงปิงยืดอกตอบด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ
“ไม่ใช่แค่กำยำขึ้นเท่านั้นนะ แต่โหงวเฮ้งก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลยล่ะ” จ้าวเถี่ยอิงมองหวงปิงพลางเอ่ยเสริม “เมื่อก่อนขอบตาดำปื๊ด ซูบผอมเป็นกุ้งแห้ง หน้าตาก็ซีดเซียว แววตาก็เลื่อนลอย มองแล้วอย่างกับยมทูตขาวไม่มีผิด เรียกให้มาช่วยยกโต๊ะทีนึง สองมือก็สั่นงก ๆ ฉันล่ะกลัวใจเหลือเกินว่าเขาจะกลายเป็นผีเสื้อบินปลิวลมไปซะก่อน”
“น้าจ้าว ช่างเปรียบเปรยเห็นภาพสุด ๆ ไปเลยค่ะ! ก๊าก ๆ ๆ...” หวงอิงที่เพิ่งจอดรถเสร็จ ได้ยินดังนั้นก็ชูนิ้วโป้งให้ แล้วหัวเราะลั่นออกมาเป็นเสียงห่าน
“น้าจ้าว พอเถอะครับ เลิกแฉผมได้แล้ว...” หวงปิงหน้าแดงเถือก เอ่ยตอบด้วยท่าทีจนใจ
“ฉันก็พูดความจริงนี่นา” จ้าวเถี่ยอิงหัวเราะร่วน “ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว ขอบตาดำก็หายไปแล้ว แก้มที่เคยตอบก็มีเนื้อมีหนังขึ้น ตัดผมให้สั้นลง คนก็ดูสดใสมีชีวิตชีวาขึ้นตั้งเยอะ ใส่เสื้อผ้าก็ดูเต็มทรง ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ราวกับเอาเสื้อผ้าไปแขวนไว้บนลำไม้ไผ่ แตกต่างไปจากเดิมมากจริง ๆ”
หวงปิงยกมือขึ้นเกาหัว รอยยิ้มบนใบหน้าปิดเอาไว้ไม่อยู่ “ต้องยกความดีความชอบให้พี่เยี่ยนที่คอยสอนสั่งครับ ถ้าเทียบกับเขายังห่างชั้นอยู่อีกไกล”
“อันนั้นเห็นด้วยเต็มร้อยเลย ความแตกต่างหลัก ๆ มันแสดงออกอยู่บนใบหน้านั่นแหละ โจวเยี่ยนออกจะหน้าตาหล่อเหลาเอาการอยู่ ส่วนเธอน่ะนะ...” จ้าวเถี่ยอิงมองเขา ก่อนจะกลืนคำพูดท่อนหลังกลับลงคอไป
“ผมทำไมเหรอครับ?” หวงปิงยังไม่วายไล่เลี่ยซักถามต่อ
“นายหน้าตาตลกไง! ก๊าก ๆ ๆ...” หวงอิงเป็นคนรับช่วงต่อ ตอบพลางหัวเราะเสียงดังลั่นกว่าเดิม
“อันนี้ฉันไม่ได้เป็นคนพูดนะ” จ้าวเถี่ยอิงเอ่ยยิ้ม ๆ
“ยัยหวงอิง!” หวงปิงกัดฟันกรอด
“แบร่ ๆ ๆ~” หวงอิงแลบลิ้นปลิ้นตาใส่โดยไม่เกรงกลัวเลยสักนิด
จ้าวเถี่ยอิงเบนสายตาไปมองหวงอิงพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้มหวาน “หวงอิงเองก็ผอมลงไปเยอะเลยนะเนี่ย เอวคอดเริ่มเห็นชัดแล้ว ใบหน้าก็ดูเรียวเล็กลงไปตั้งเยอะ อดทนพยายามอีกนิด ฤดูร้อนปีนี้ก็จะได้ใส่กระโปรงสวย ๆ แล้วล่ะ”
หวงอิงได้ยินดังนั้นก็เอ่ยด้วยความดีใจทันที “ใช่ไหมล่ะคะ! น้าจ้าว หนูจะบอกอะไรให้นะคะ นับตั้งแต่ที่หนูเริ่มปั่นจักรยานมากินข้าวที่ร้านของน้าจนถึงตอนนี้ น้ำหนักหนูหายไปตั้ง 35 จินแล้วนะคะ! เก่งสุดยอดไปเลยใช่ไหมล่ะ?”
“อืม เก่งมากเลยล่ะ” จ้าวเถี่ยอิงพยักหน้า เอ่ยตอบด้วยรอยยิ้ม “แถมหนูยังดูเหมือนผอมลงไปมากกว่า 35 จินซะอีกนะ เพราะเป็นการผอมลงจากการปั่นจักรยาน ไม่ใช่การอดอาหาร ผิวพรรณเนื้อตัวก็เลยดูกระชับขึ้นด้วย”
“โห! แบบนี้หนูยิ่งดีใจเข้าไปใหญ่เลยค่ะ!” หวงอิงดวงตาทอประกายวิบวับ “หนูตัดสินใจแล้วค่ะ หลังจากนี้ทุกเช้าหนูจะปั่นจักรยานมากินอาหารเช้าที่ตำบลซูจี จะมุ่งมั่นปั่นไปจนกว่าน้ำหนักจะลดเหลือ 135 จินให้ได้! กระโปรงตัวสวยในฤดูร้อนปีนี้ หนูต้องได้ใส่มันอย่างแน่นอน!”
“พยายามเข้าล่ะ! พอได้ออกกำลังกาย สีหน้าก็ดูเปล่งปลั่งขึ้นด้วยนะ” โจวเยี่ยนทอดสายตามองหวงอิง หากเทียบกับสาวอวบที่เอาแต่สวมกระโปรงตัวโคร่งปกปิดเรือนร่างตัวเองในตอนที่เจอกันครั้งแรก เธอเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนเลยจริง ๆ วันนี้ที่ปั่นจักรยานมา เธอสวมเสื้อกันหนาวบุนวมสีดำ มัดผมหางม้าทรงสูง ทำให้รูปร่างโดยรวมดูเพรียวและยืดสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ถึงแม้จะยังดูอวบอั๋นอยู่บ้าง แต่บุคลิกท่าทางกลับดูโดดเด่น มีมาดของเถ้าแก่เนี้ยหญิงแกร่งเต็มเปี่ยม เรื่องความอ้วนความผอมกลับกลายเป็นเรื่องที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไรไปเลย
โจวเยี่ยนยังมีภารกิจลดน้ำหนักของเธอติดตัวอยู่นะ น้ำหนักเริ่มต้นของเธอคือ 183.6 จิน ตอนนี้ลดไปได้แล้ว 35 จิน ยังคงเหลืออีก 143.6 จิน ห่างจากเป้าหมายน้ำหนักที่แม่ของเธอคาดหวังไว้ที่ 123.6 จิน อยู่อีกแค่ 25 จินเท่านั้น
ภารกิจนี้ปรากฏขึ้นมาตั้งแต่ตอนที่โจวเยี่ยนได้พบกับหวงอิงเป็นครั้งแรก ความคืบหน้าของภารกิจเพิ่งจะล่วงเลยมาได้เพียงครึ่งทาง ถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงที่คงต้องใช้เวลากันไปอีกเนิ่นนานเลยทีเดียว
น้ำหนักหกสิบจินที่ตั้งเป้าไว้นั้น ต้องอาศัยผู้ที่มีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า หรือไม่ก็ต้องเป็นคนที่ทนรับเสียงหัวเราะเยาะและคำถากถางมาอย่างแสนสาหัส อาศัยแรงฮึดสู้เฮือกใหญ่ถึงจะสามารถทำได้สำเร็จ แต่ตอนนี้ชีวิตของหวงอิงนั้นราบรื่นเกินไปเสียแล้ว เธอสามารถหลุดพ้นจากร่มเงาของพ่อแม่ได้สำเร็จ และก้าวขึ้นมาเป็นเถ้าแก่เนี้ยผู้มีอำนาจสิทธิ์ขาดของร้านพะโล้อย่างเต็มตัวแล้ว
ในสถานการณ์เช่นนี้ เธอไม่น่าจะมีแรงจูงใจที่แรงกล้าในการลดน้ำหนักอีกต่อไป