- หน้าแรก
- จะเป็นนักก๊อปทั้งที ทำไมระบบต้องบีบให้ไปเสี่ยงตายด้วย
- บทที่ 610: โจเซฟ (ฟรี)
บทที่ 610: โจเซฟ (ฟรี)
บทที่ 610: โจเซฟ (ฟรี)
บทที่ 610: โจเซฟ
ทันทีที่เห็นโจเซฟ เริ่นเหอก็รู้สึกว่าคณะกรรมการจัดการแข่งขันเปียโนครั้งนี้ทุ่มทุนสร้างสุดๆ โจเซฟไม่ใช่ว่าไม่เคยเป็นกรรมการรับเชิญในรายการประกวดของต่างประเทศ แต่ค่าตัวในการปรากฏตัวแต่ละครั้งของเขาเริ่มต้นที่ 120,000 ดอลลาร์สหรัฐเลยทีเดียว ตีเป็นเงินหยวนก็ 960,000 หยวน สมัยนี้ดาราดังระดับแถวหน้าออกงานอีเวนต์สักครั้ง ราคาสูงสุดก็คงราวๆ นี้แหละ ยกเว้นคนส่วนน้อยมากๆ อย่างหยางซี
ตอนนี้ค่าตัวของหยางซีพุ่งไปถึงครั้งละ 2 ล้านหยวนแล้ว แค่ร้องเพลงสองเพลงเท่านั้นนะ ต้องรู้ไว้ด้วยว่าดาราคนอื่นต่อให้จัดคอนเสิร์ตนานกว่าสองชั่วโมง ก็ยังได้ค่าตัวอยู่ระหว่าง 2-6 ล้านหยวนเท่านั้น
ยกตัวอย่างโจวเจี๋ยหลุนในชาติก่อน ค่าตัวต่อคอนเสิร์ตหนึ่งครั้งคือ 6 ล้านหยวน แถมทีมงานอีกกว่าร้อยชีวิตก็ต้องเข้าพักในโรงแรมที่ดีที่สุดของเมืองนั้นๆ สรุปแล้วคอนเสิร์ตธรรมดาๆ หนึ่งครั้ง ผู้จัดต้องแบกรับต้นทุนประมาณ 8-12 ล้านหยวน แน่นอนว่านี่ยังไม่นับกรณีพิเศษ อย่างคอนเสิร์ตค่าตัวแพงระยับของหวังเฟย
แต่ในเมื่อเชิญโจเซฟมาแล้ว ก็หมายความว่าการแข่งขันครั้งนี้ยุติธรรมและโปร่งใสอย่างแน่นอน ดูออกเลยว่าผู้จัดงานใส่ใจรายละเอียดน่าดู
แต่ว่านะ... เอาเงินค่าเชิญกรรมการไปเพิ่มเป็นเงินรางวัลไม่ดีกว่ารึไง การแข่งขันใหญ่โตขนาดนี้ รางวัลที่หนึ่งมีคนเดียว แต่ให้เงินรางวัลแค่ 100,000 หยวนเนี่ยนะ...
อย่างที่เจี่ยงฮ่าวหยางเคยว่าไว้ ถ้าไม่ใช่เพราะในชมรมชิงเหอมีเงินรางวัลสำหรับเกียรติยศแบบนี้มอบให้ด้วย พวกเขาก็คงไม่ชายตาแลการแข่งขันนี้เท่าไหร่ หลิวเจียหมิ่นที่อยู่ข้างๆ อธิบายอย่างอ่อนโยนว่า “ต่อให้เป็นการแข่งขันระดับนานาชาติ เงินรางวัลก็ยังน้อยมากอยู่ดี วงการเปียโนก็เป็นแบบนี้แหละ พอชนะการแข่งขันแล้วก็สามารถจัดคอนเสิร์ตเดี่ยวของตัวเองได้ หาเงินจากค่าตั๋ว หรือไม่ก็รับงานพรีเซนเตอร์”
ภาพลักษณ์ของหลิวเจียหมิ่นไม่ได้แย่ เมื่อก่อนเธอผอมเกินไปจนเหมือนเด็กหญิงไม้ขีดไฟ แต่ตอนนี้สารอาหารถึงแล้ว เลยดูเหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน จัดว่าเป็นสาวสวยคนหนึ่งเลยทีเดียว
ตอนนี้เธอคือนักเปียโนรุ่นใหม่ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในประเทศ การที่จะมีแบรนด์สินค้าติดต่อให้เธอเป็นพรีเซนเตอร์จึงเป็นเรื่องปกติ ดังนั้นจริงๆ แล้วหลิวเจียหมิ่นไม่จำเป็นต้องรับเงินรางวัลของชมรมชิงเหอมาตั้งนานแล้ว เดือนที่แล้วเธอเพิ่งจัดคอนเสิร์ตเดี่ยวที่จิงตูไป ได้ส่วนแบ่งมาเก้าแสนกว่าหยวน ซึ่งก็ไม่น้อยเลยจริงๆ
หลิวเจียหมิ่นเคยปรึกษากับเจี่ยงฮ่าวหยางว่า ต่อไปพวกเราไม่รับทุนการศึกษาของชมรมชิงเหอดีไหม แต่เจี่ยงฮ่าวหยางไม่ยอมเด็ดขาด “ตอนที่ประธานชมรมตั้งทุนนี้ขึ้นมา ก็ไม่ได้บอกนี่ว่าถ้ามีรายได้เป็นของตัวเองแล้วจะรับไม่ได้ พวกเรายังเรียนไม่จบ ม.6 เลยนะ เงินตั้งเยอะทุกปี ของฟรีใครไม่เอาก็บ้าแล้ว”
นี่คือความคิดแบบบ้านๆ ที่ตรงไปตรงมา สำหรับเจี่ยงฮ่าวหยางแล้ว เรื่องอุดมการณ์อะไรนั่นไว้ค่อยพูดถึงตอนรวยแล้วก็ยังไม่สาย ตอนนี้เพิ่งจะถึงไหนกันเชียว ต่อให้รวยกว่านี้ จะไปเทียบกับประธานชมรมได้ยังไง ชิงเหอกรุ๊ปของประธานนั่นแหละถึงจะเรียกว่ารวยจริง...
อีกอย่าง ตอนนี้โครงการทุนการศึกษาของชมรมก็แบ่งละเอียดยิบ ทั้งระดับชั้น ม.4 ม.5 ม.6 สายวิทย์ สายศิลป์ ที่หนึ่งได้เท่าไหร่ ที่สองได้เท่าไหร่ ที่สามได้เท่าไหร่ ทั้งหมดนี้ถูกกำหนดขึ้นมาใหม่หมดแล้ว ดังนั้นขอแค่ขยันเรียนให้พอ การได้รับทุนการศึกษาก็เป็นเรื่องธรรมดามาก ชมรมชิงเหอในอนาคตจะไม่มีสมาชิกเกิน 20 คน ชมรมหัวกะทิก็ต้องมีมาดของชมรมหัวกะทิ คนเยอะไปก็ไม่ดี เดี๋ยวมันจะมีพวกที่เข้ามาถ่วงความเจริญอยู่เสมอ
ปฏิกิริยาแรกของเริ่นเหอเมื่อเห็นโจเซฟก็คืออยากจะหลบหน้าไปก่อน พูดตามตรง จนถึงตอนนี้เขาก็ยังรู้สึกผิดต่อโจเซฟอยู่ เหมือนติดหนี้แล้วไม่มีปัญญาใช้คืน โจเซฟต้องอยากให้เขากลับไปสอนที่สถาบันดนตรีจูลเลียร์ดต่ออย่างแน่นอน ในอีเมลของเริ่นเหอยังมีเมลจากโจเซฟอีกสิบกว่าฉบับที่เร่งให้เขากลับไปทำงาน แต่ปัญหาก็คือ ในอนาคตเริ่นเหออาจจะไปเที่ยวอเมริกาได้ แต่การไปตั้งรกรากอยู่ที่นั่นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน
อีกอย่างเขาก็ไม่ต้องการให้คนแปลกหน้ารู้ตัวตน ‘ศาสตราจารย์น้อย’ ของเขา ขืนมีคนถ่ายรูปไปโพสต์ลงเน็ตเข้า เขาได้กลายเป็นดาราดังของจริงแน่ แบบที่เดินๆ อยู่ก็มีคนมาขอลายเซ็นน่ะ
นักเปียโนจริงๆ แล้วมีแฟนคลับไม่เยอะ อย่างน้อยก็เทียบกับดาราในวงการบันเทิงไม่ได้ แต่ตัวตนของศาสตราจารย์น้อยกลับแตกต่างออกไป เพราะการได้เป็นนักเปียโนระดับปรมาจารย์ตั้งแต่อายุยังน้อย รวมถึงเรื่องการเสนอทฤษฎีใหม่ๆ บวกกับบทเพลงสี่เพลงที่โด่งดังไปทั่ววงการดนตรีคลาสสิก ก่อนหน้านี้สื่อในประเทศก็อวยศาสตราจารย์น้อยจนขึ้นหิ้งไปแล้ว สมัยนั้นชิงเหอกรุ๊ปยังไม่ได้มีพลังสื่อในมือที่แข็งแกร่งขนาดนี้เลยด้วยซ้ำ
ดังนั้นเริ่นเหอจึงรู้ดีว่า หากตอนนี้ไปเปิดบัญชีเวยปั๋วที่ยืนยันตัวตนในนามของศาสตราจารย์น้อย ยอดผู้ติดตามคงพุ่งทะลุหลักล้านได้สบายๆ หรืออาจจะกลายเป็นดาราดังที่มีผู้ติดตามหลักสิบล้านก็เป็นได้
ถ้าคนอื่นอัปโหลดรูปเขาแล้วมีคนรีทวีตต่อๆ กันไป ตัวเขาเองจะตามลบทั้งหมดก็คงไม่ได้ เวยปั๋วเองก็เป็นพื้นที่แสดงความคิดเห็นอย่างเสรี ขืนทำแบบนั้นบ่อยๆ มีหวังได้เรียกทัวร์ลงแน่ ถึงตอนนั้นถ้ามีคนฉวยโอกาสสร้างของที่เหมือนกับเวยปั๋วขึ้นมา มันจะได้ไม่คุ้มเสียจริงๆ
ดังนั้นเริ่นเหอจึงวางแผนว่าจะเชิญโจเซฟไปเป็นแขกที่บ้านสี่ประสานของเขาเป็นการส่วนตัว ไม่ใช่มาแสดงละครฉากเพื่อนรักหวนคืนเจอกันตรงนี้
“ประธานชมรมเป็นอะไรไปคะ รู้จักเขาเหรอ” หลิวเจียหมิ่นเห็นสายตาที่เริ่นเหอมองโจเซฟก็เอ่ยถามด้วยความสงสัย
รู้จักสิ รู้จักดีเลยล่ะ! เริ่นเหอพูดเสียงเบา “นั่นคืออธิการบดีของสถาบันดนตรีจูลเลียร์ด มีเขาอยู่ การแข่งขันครั้งนี้ยุติธรรมแน่นอน เธอเล่นให้เต็มที่เถอะ”
“แล้วทำไมไม่เข้าไปทักทายเขาล่ะคะ” หลิวเจียหมิ่นรู้สึกว่าเริ่นเหอเหมือนกำลังหลบหน้าอีกฝ่ายอยู่...
“แค่กๆ ไม่เจอดีกว่า เดี๋ยวพอแข่งเสร็จแล้วเธอช่วยไปขอเบอร์โทรศัพท์เขามาให้หน่อยนะ บอกไปว่าศาสตราจารย์น้อยเป็นคนขอ เดี๋ยวฉันจะติดต่อเขาเอง” เริ่นเหอก็ไม่รู้ว่าเบอร์โทรศัพท์ของโจเซฟหลังจากมาประเทศจีนคือเบอร์อะไร ในเมื่ออีกฝ่ายมาถึงนี่แล้ว เขาก็ควรจะทำหน้าที่เจ้าบ้านที่ดีสักหน่อย สำหรับมิตรชาวต่างชาติที่เป็นมิตรแบบนี้ เริ่นเหอยินดีที่จะพาพวกเขาไปสัมผัสกับความงดงามของประเทศจีน
พอพูดแบบนี้ หลิวเจียหมิ่นกับคนอื่นๆ ก็ยิ่งสงสัยเข้าไปใหญ่ว่าทำไมเริ่นเหอถึงไม่อยากเจออีกฝ่ายที่นี่ หรือว่าความสัมพันธ์ตอนเป็นเพื่อนร่วมงานจะไม่ค่อยดี... แต่สิ่งที่หลิวเจียหมิ่นและคนอื่นๆ ไม่เข้าใจก็คือ ตอนนั้นเริ่นเหอไม่ได้ลาออกอย่างเป็นทางการ แต่เป็นการหนีไปโดยไม่บอกไม่กล่าว ดังนั้นตอนนี้จึงมีความรู้สึกเหมือนได้เจอเจ้าหนี้...
เมื่อการแข่งขันเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ โจเซฟก็นั่งหันหลังให้ฝั่งผู้ชมอยู่หน้าเวทีแล้ว เริ่นเหอกับเจี่ยงฮ่าวหยางและคนอื่นๆ แอบเข้าไปนั่งในหมู่ผู้ชมอย่างเงียบๆ ไม่ส่งเสียงใดๆ ตั้งใจฟังผู้เข้าแข่งขันบรรเลงเปียโนอย่างสงบ
วันนี้มีผู้เข้าแข่งขันที่ผ่านเข้ารอบมาทั้งหมดแค่ 12 คน หลังจากฟังไปสองคน เริ่นเหอเพิ่งรู้ตัวว่าเขาเข้าใจหยางซีผิดไป ก่อนหน้านี้เขามักจะเอาฝีมือของหลิวเจียหมิ่นไปเทียบกับหยางซีอยู่เสมอ เลยรู้สึกว่าฝีมือของหยางซียังไม่ถึงขั้นที่จะมาแข่งได้ แต่ตอนนี้เขาถึงได้รู้ว่า ที่จริงแล้วในบรรดาคนรุ่นใหม่ด้วยกัน หยางซีถือว่าเก่งมากแล้ว คนอย่างหลิวเจียหมิ่นสามารถใช้ฝีมือเปียโนเข้าเรียนในห้องเต้าหยวนของซื่อจงได้เลยนะ จะเอามาเทียบกันได้ยังไง
อีกอย่าง ความถนัดของหยางซีคือด้านการขับร้อง การจะให้เธอเก่งไปซะทุกอย่าง มันก็เป็นการฝืนใจคนเกินไป
หากไม่มีระบบทัณฑ์สวรรค์อยู่ เริ่นเหอเองก็คงสู้หยางซีไม่ได้ด้วยซ้ำ
พอถึงคิวหยางซีขึ้นเวทีเป็นคนที่ 5 คนอื่นต่างจับจ้องไปที่สีหน้าของกรรมการ แต่ยัยนี่กลับเอาแต่สอดส่ายสายตามองไปทั่วที่นั่งผู้ชม พอเห็นเริ่นเหอแล้วถึงได้วางใจและหันกลับไปจดจ่อกับเปียโน
ผู้ชมต่างรู้สึกงุนงง ทำไมรู้สึกเหมือนหยางซีกำลังมองหาใครอยู่เลยนะ?