- หน้าแรก
- วิถีพรานป่ามหาเศรษฐี ล่าสัตว์ ปรุงยา เลี้ยงดูยอดรัก ในยุคสงคราม
- บทที่ 130 - เมืองป๋ายอวี้แตกพ่าย หลี่ฉงซานจอมสร้างภาระ
บทที่ 130 - เมืองป๋ายอวี้แตกพ่าย หลี่ฉงซานจอมสร้างภาระ
บทที่ 130 - เมืองป๋ายอวี้แตกพ่าย หลี่ฉงซานจอมสร้างภาระ
"มิน่าเล่าตอนที่ฉิวจิ่นหรงยังมีชีวิตอยู่ถึงได้หยิ่งผยองนัก ที่แท้ก็กักตุนเสบียงอาหารไว้มากมายถึงเพียงนี้"
หนิงหยวนพาคนเดินเข้าไปในคลังเก็บของ ภูเขาเสบียงที่ถูกสร้างขึ้นจากกระสอบป่านหยาบๆ ตรงหน้าทำให้เขารู้สึกตื่นตะลึง
ท่ามกลางกลียุค สิ่งที่กอบโกยเงินทองได้ง่ายที่สุดก็คือสิ่งนี้นี่เอง
ในยามนี้เขาได้รับรู้ถึงมันอย่างลึกซึ้งแล้ว
ค่าแรงรายวันของชาวบ้านมีเพียงไม่กี่อีแปะ ทว่าราคาข้าวกลับพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ เสื้อผ้ากันหนาวก็มีราคาสูงลิ่วถึงสิบกว่าตำลึง
มีคนตั้งเท่าใดที่ต้องเหน็ดเหนื่อยจนกระอักเลือด ทว่าชั่วชีวิตก็ยังไม่เคยได้สวมเสื้อผ้าอุ่นๆ สักตัว แต่พวกผู้มีอำนาจที่สูบเลือดสูบเนื้อราษฎรกลับสามารถใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายได้อย่างตามใจชอบ
ความยากจนไม่เคยเกิดขึ้นกับต้าเฉียน แต่เป็นสรรพสัตว์นับหมื่นแสนที่อาศัยอยู่ในระดับล่างต่างหาก
เมื่อหนทางรอดทั้งหมดถูกปิดตายจนหมดสิ้น โลกมนุษย์ก็จะเหลือเพียงขุมนรก
"ตรวจนับเสบียงอาหาร แล้วรีบแจกจ่ายไปยังแคว้นต่างๆ ทันที" หนิงหยวนกำหมัดแน่น พยายามข่มความรู้สึกที่พลุ่งพล่านอยู่ในอกเอาไว้
คืนนั้น ณ แคว้นจิ่งหยาง
นายอำเภอเฉียนจ้องมองเสบียงอาหารที่ถูกส่งมาทางน้ำ ดวงตาอันแก่ชราเบิกกว้างจนแทบจะถลนออกมา
"นี่ ... นี่คือเสบียงที่ท่านแม่ทัพหนิงส่งมาให้พวกเราจริงๆ หรือ"
น้ำเสียงของเขาสั่นเครืออย่างหนัก น้ำตาเอ่อคลอเบ้า
โหวจื่อฉีกยิ้มกว้าง "ท่านแม่ทัพบอกว่า เสบียงมีให้กินอย่างจุใจเลยล่ะ"
"วันข้างหน้าแคว้นจิ่งหยางก็จะมีทหารชายแดนมาประจำการ ไม่ต้องกลัวพวกโจรป่ามาปล้นชิงอีกต่อไป"
โหวจื่อตบถุงเสบียงเบาๆ "เรียกชาวบ้านมารับเสบียงกันเถิด"
นายอำเภอเฉียนใช้แขนเสื้อขุนนางอันเก่าซอมซ่อเช็ดน้ำตาอย่างแรง เขาหันกลับไปมองกลุ่มชาวบ้านที่ผอมโซจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกที่มารวมตัวกันอยู่ในเมือง ทันใดนั้นเขาก็ยืดแผ่นหลังที่ค่อมงอขึ้นและตะโกนด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
"พี่น้องทั้งหลาย เข้าแถวเร็วเข้า"
"ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกเราไม่ต้องทนหิวอีกแล้ว ท่านแม่ทัพพยัคฆ์ทักษิณหนิงหยวนส่งเสบียงบรรเทาทุกข์มาให้พวกเราแล้ว ต่อไปนี้ที่นี่คือบ้านของพวกเจ้า ไม่ต้องเร่ร่อนพเนจรอีกต่อไปแล้ว"
ชั่วพริบตาเดียว เมืองที่เงียบเหงาปานป่าช้าแห่งนี้ก็ราวกับถูกเติมเต็มด้วยชีวิตชีวา
ใบหน้าที่ด้านชาของผู้อพยพค่อยๆ ปรากฏประกายแห่งความหวังขึ้นมา พวกเขาถือชามแตกๆ เดินกะเผลกๆ ทว่ากลับต่อแถวกันอย่างเป็นระเบียบ
เมื่อมองดูภาพนี้ โหวจื่อที่นั่งอยู่ด้านข้างก็แทะเสบียงแห้งกลืนลงคอพร้อมกับน้ำเย็น ทว่าบนใบหน้ากลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่แท้จริง
"ติดตามลูกพี่หนิง คุ้มค่าแล้ว"
"ชาตินี้ต่อให้ต้องสละชีวิตเพื่อเขาก็ยังคุ้มค่า"
เมื่อมีเสบียงอาหาร แคว้นต่างๆ ก็เริ่มเคลื่อนไหว
เหล่าช่างฝีมือเริ่มลงมือขุดลอกคลองเพื่อส่งน้ำ เตรียมความพร้อมสำหรับการเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิ
เมื่อชาวบ้านมีอาหารตกถึงท้อง ในมือก็เรี่ยวแรง
ประกอบกับทุกคนได้รับแจกจ่ายที่นาและได้รับการยกเว้นภาษีเป็นเวลาหนึ่งปี ทุกคนจึงยิ่งมีกำลังใจฮึกเหิม
หนิงหยวนยืนอยู่บนกำแพงเมืองอำเภอชิงหลง เขามองดูผู้อพยพที่ค่อยๆ มารวมตัวกันนอกเมืองเพื่อขอที่พักพิง เขาจึงรู้ว่าตนเองมาถูกทางแล้ว
"ลูกพี่หนิง" เสียงร้องเรียกอย่างเร่งร้อนดังมาจากใต้กำแพงเมือง
ท่ามกลางฝุ่นควันตลบอบอวล ม้าเร็วตัวหนึ่งควบตะบึงมาถึง พลสอดแนมกระโดดลงจากหลังม้าและคุกเข่าลงรายงานอย่างเร่งรีบ
"รายงานการศึกจากเมืองชายแดนป๋ายอวี้ หลังจากที่กองทัพของเราถอนกำลังออกมา เมืองก็ถูกตีแตกแล้วขอรับ"
"ท่านแม่ทัพเฒ่าหลี่ฉงซานนำทัพล่าถอยไปป้องกันเมืองหลักทั้งสามแห่งของแคว้นเป่าผิงโจวแล้วขอรับ"
"เร็วขนาดนี้เชียวหรือ" หนิงหยวนขมวดคิ้วแน่น
เดิมทีเขาคิดว่าทหารชายแดนป๋ายอวี้จะสามารถป้องกันเมืองไว้ได้อย่างน้อยครึ่งเดือน ใครจะไปคิดว่าเขาเพิ่งจะจากมาได้แค่สองวัน ทหารนอกด่านก็ตีเมืองแตกเสียแล้ว
ไอ้พวกตัวถ่วงเอ๊ย
"เซวียหงอี หยางจง โจวฉยง หูปา รวมพล"
เหล่าแม่ทัพรีบมารวมตัวกันอย่างรวดเร็ว
หนิงหยวนกวาดสายตามองทุกคน น้ำเสียงของเขาหนักแน่น "การที่ทหารนอกด่านตีเมืองแตกนั้นอยู่ในความคาดหมายของข้า เพียงแต่มันเร็วกว่าที่คิดไว้สองสามวัน ไม่ต้องตกใจไป"
"ตอนนี้พวกเราควรจะรับมืออย่างไรดี" นัยน์ตาของเซวียหงอีลุกโชนไปด้วยความปรารถนาที่จะต่อสู้
ดูจากท่าทีของพวกเขาแล้ว มีใครตื่นตระหนกกันบ้างล่ะ
มีเพียงความปรารถนาอันบริสุทธิ์ที่จะบั่นหัวพวกทหารนอกด่านเท่านั้น
หนิงหยวนคลึงขมับของตนเองเบาๆ "ทหารนอกด่านมีเสบียงอาหารไม่เพียงพอ แม้จะตีเมืองชายแดนแตกได้ ทว่าก็ยากที่จะตีเมืองต่างๆ ที่มีกำแพงสูงใหญ่ให้แตกได้ในเวลาอันสั้น"
"ในเมื่อพวกเรามีเสบียงอาหารอุดมสมบูรณ์ ก็สู้รบยืดเยื้อกับพวกมันดูสักตั้งจะเป็นไรไป"
หลังจากครุ่นคิดและเรียบเรียงความคิดอยู่ครู่หนึ่ง หนิงหยวนก็ออกคำสั่ง
"หยางจง เจ้าพาทหารยอดฝีมือห้าสิบนาย สวมใส่อุปกรณ์ให้ครบครัน รีบไปสมทบกับโหวจื่อที่แคว้นจิ่งหยาง"
"ที่นั่นอยู่ใกล้เมืองชายแดนป๋ายอวี้ที่สุด ย่อมต้องเป็นเป้าหมายแรกของทหารนอกด่านเป็นแน่"
"เจ้าจงรักษาเมืองไว้ให้ได้ หากชาวบ้านหรือเสบียงอาหารเป็นอะไรไปล่ะก็ ตัดหัวมาให้ข้าดูได้เลย"
"ลูกพี่หนิงโปรดวางใจ เมืองอยู่คนอยู่ขอรับ"
หยางจงประสานมือตะโกนก้อง เขาควบม้านำพี่น้องห้าสิบนายที่ตนเองเป็นคนฝึกฝนกับมือออกไปทันที ก่อนจะหายไปท่ามกลางฝุ่นควันที่ตลบอบอวลบนถนนสายหลัก
"โจวฉยง เจ้ารีบนั่งเรือกลับไปที่เมืองชายแดนเฮยสุ่ย แล้วเกณฑ์ทหารมาอีกสองร้อยนาย"
โจวฉยงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง "ทหารผ่านศึกที่พร้อมรบ หากจะรวบรวมให้ครบสองร้อยนายก็ถือว่าถึงขีดจำกัดแล้วนะขอรับ"
"หากเกณฑ์มาทั้งหมด แล้วเมืองชายแดนเฮยสุ่ยเกิดเหตุอันใดขึ้นมา ... "
"ใช้ทหารผ่านศึกครึ่งหนึ่งและทหารใหม่ครึ่งหนึ่ง" หนิงหยวนกล่าวอย่างเด็ดขาด "ไม่มีเวลามามัวฝึกซ้อมแล้ว สนามรบคือลานฝึกที่ดีที่สุด"
"มีใครบ้างที่ไม่เคยเป็นทหารใหม่ที่ไร้ประสบการณ์มาก่อน"
"เข้าใจแล้ว ข้าจะออกเดินทางเดี๋ยวนี้"
"แล้วข้าล่ะ" เซวียหงอีแทบจะรอไม่ไหวแล้ว
"ตอนนี้ทหารนอกด่านคงไม่กล้าบุกโจมตีครั้งใหญ่อะไรหรอก"
"หนึ่งคือทั้งคนทั้งม้าล้วนเหนื่อยล้า สองคือเกรงว่ากองทัพของเราจะตีโต้กลับเพื่อชิงเมืองคืน"
"อย่างมากก็แค่ส่งทหารม้าลาดตระเวนมาสอดแนมเท่านั้น"
หนิงหยวนมองฮูหยินแม่ทัพของตนพลางยิ้มขื่น "สิ่งที่พวกเราต้องทำก็คือ ต้องไม่ปล่อยให้ทหารนอกด่านคิดว่าทหารชายแดนต้าเฉียนถอนกำลังออกไปหมดแล้ว และยอมยกแคว้นรอบนอกของเป่าผิงโจวให้พวกมันไปเปล่าๆ"
"ความหมายของฟูจวินก็คือ ... " นัยน์ตาหงส์ของเซวียหงอีเป็นประกาย
หนิงหยวนยิ้มพลางบีบแก้มที่เริ่มมีน้ำมีนวลของนางเบาๆ
"สู้รบแบบกองโจร"
"ทำให้ทหารม้าลาดตระเวนของทหารนอกด่านต้องคอยระแวดระวังว่าจะมีกับดักซ่อนอยู่หรือไม่ในทุกๆ ก้าวที่พวกมันเดิน"
"ตกลง" เซวียหงอียิ้มร่า นางรีบจัดเตรียมกำลังพลห้าสิบนายทันที
ในบรรดาทหารห้าสิบนายที่เหลือ มียี่สิบนายเดินทางไปที่แคว้นจิ่งหยางแล้ว ส่วนที่เหลือหนิงหยวนจะรับหน้าที่บัญชาการด้วยตนเอง
สองสามีภรรยาแบ่งกำลังออกเป็นสองสายเพื่อดักซุ่มโจมตีในพื้นที่แห้งแล้งรอบนอกของแคว้นจิ่งหยาง โดยวางแผนที่จะไปบรรจบกันที่แคว้นจิ่งหยางในท้ายที่สุด
สำหรับความสามารถในการสู้รบแบบกองโจรของเซวียหงอี หนิงหยวนไม่ได้กังวลเลยสักนิด เพราะนางถนัดเรื่องนี้อยู่แล้ว
หลังจากมองดูขบวนของฮูหยินออกเดินทางในยามวิกาล ฉินหรูพี่สะใภ้ใหญ่ตระกูลหนิงก็เดินเข้ามาหาหนิงหยวนอย่างเงียบๆ
"ฟูจวิน ระวังตัวด้วยนะเจ้าคะ ... หากสู้ไม่ไหวก็ให้หนีไป อย่าได้ฝืนสู้เลย" พูดจบนางก็ตาแดงก่ำ
หนิงหยวนยิ้มพลางบีบสะโพกอวบอิ่มของฉินหรูเบาๆ ทำเอาฉินหรูจมูกแดงและทุบเขาไปหนึ่งที
"เรื่องการค้าฝากให้เจ้าและเถ้าแก่เนี่ยจัดการด้วยนะ วางใจเถิด ทหารนอกด่านบุกลงมาไม่ถึงที่นี่หรอก"
พูดจบหนิงหยวนก็พลิกตัวขึ้นหลังม้า เขานำหูปาควบม้าไปอีกทิศทางหนึ่ง
...
ฟ้าดินกว้างใหญ่ไพศาล พายุทรายบดบังท้องฟ้า
ณ หมู่บ้านร้างชายแดนที่ห่างจากแคว้นจิ่งหยางไปสามสิบลี้
ผู้อยู่อาศัยในอดีตได้หนีหายไปนานแล้ว เหลือเพียงทรายสีเหลืองและลมหนาวที่พัดโหยหวนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพัง
"ลูกพี่หนิง ทหารม้าลาดตระเวนของทหารนอกด่านจะมาจริงๆ หรือ" หูปาแทะเสบียงแห้งพลางสูดจมูกเดินเข้ามาใกล้
หนิงหยวนนำเฟอร์นิเจอร์เก่าที่ชาวบ้านทิ้งไว้มาสับเป็นชิ้นๆ เพื่อก่อกองไฟหลายกอง
เขามองไปรอบๆ แท้จริงแล้วในใจของเขาก็ไม่แน่ใจเช่นกัน
"ทหารนอกด่านบุกเข้ามา ย่อมต้องส่งทหารม้าลาดตระเวนมาสอดแนมอย่างแน่นอน"
"แต่จะมาวันนี้หรือไม่ แล้วจะมากันกี่คน พวกเราก็ไม่อาจบอกได้"
หนิงหยวนลดเสียงลง "ให้พี่น้องจับตาดูให้ดี ผลัดกันอยู่เวรยาม ห้ามละเลยเด็ดขาด"
พูดจบเขาก็ล้วงถุงผ้าใบเล็กออกมาจากอกเสื้อแล้วโยนให้หูปา
หูปาเปิดออกดูก็ตาเป็นประกายทันที "ขนม นี่มันของหายากเลยนะเนี่ย ... ลูกพี่หนิงไปเอามาจากไหนหรือ"
นั่นคือสิ่งที่ฉินหรูตั้งใจซื้อกลับมาให้เขาตอนที่นางเดินทางไปเยี่ยมบ้านเก่าที่แคว้นเป่าผิงโจวเมื่อวันก่อน
"แบ่งให้พี่น้องกินกัน"
"ได้เลย"
หูปารีบวิ่งออกไปด้วยความดีใจ
กองกำลังแบบกองโจรของเมืองชายแดนเฮยสุ่ยได้ซุ่มซ่อนตัวอยู่ในหมู่บ้านร้างแห่งนี้เป็นเวลาสามวันเต็ม
ในช่วงพลบค่ำของวันที่สาม จู่ๆ ก็มีม้าเร็วห้าหกตัวปรากฏขึ้นที่เส้นขอบเนินทรายในที่ไกลๆ และกำลังควบตะบึงตรงมายังหมู่บ้าน
"ลูกพี่หนิง ใช่ทหารนอกด่านหรือไม่" หูปลาย่อตัวลงต่ำและกำดาบใหญ่ห่วงเหล็กในมือแน่น
ภายในหมู่บ้านที่มืดสลัว หนิงหยวนหรี่ตาลงจ้องมอง รูม่านตาของเขาหดเกร็งอย่างกะทันหัน
วินาทีต่อมาคันธนูของเขาก็ง้างจนสุดสาย หัวลูกศรล็อคเป้าไปยังร่างอันเลือนรางท่ามกลางพายุทรายเรียบร้อยแล้ว