เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 39 ฉันไม่มีหน้าจะเอาไปไว้ที่ไหนแล้วเนี่ย

บทที่ 39 ฉันไม่มีหน้าจะเอาไปไว้ที่ไหนแล้วเนี่ย

บทที่ 39 ฉันไม่มีหน้าจะเอาไปไว้ที่ไหนแล้วเนี่ย


บทที่ 39 ฉันไม่มีหน้าจะเอาไปไว้ที่ไหนแล้วเนี่ย

วุ่นวายและยุ่งเหยิงอยู่พักใหญ่

เมื่อตะวันลับฟ้า เรือสำปั้นก็ลอยลำเข้าใกล้เกาะแห่งหนึ่ง

เกาะนี้ไม่ได้ใหญ่โตอะไรนัก เส้นผ่านศูนย์กลางกว้างประมาณ 500 เมตร

สภาพพื้นผิวค่อนข้างราบเรียบ เต็มไปด้วยหินและกรวดทราย

บวกกับพุ่มไม้ที่ขึ้นอยู่อย่างอดทนไม่กี่พุ่ม ทำให้ดูรกร้างอย่างยิ่ง

ซูล่างทิ้งสมอเรือ: “คืนนี้เราจะตั้งแคมป์กันที่นี่แหละ”

เขามองดูของที่แปรรูปเสร็จแล้วกองเป็นภูเขาเล็กๆ บนดาดฟ้าเรือ:

ชิ้นส่วนโลหะ แก้ว ผ้าหนา เชือกแข็งแรง ไม้พลองที่ทนทาน และแผ่นไม้หนา

บวกกับอุปกรณ์เสริมต่างๆ ที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้...

ครบถ้วน!

ซูล่างสูดหายใจเข้าลึก แม้ตับจะเริ่มประท้วงด้วยความเจ็บปวดจางๆ แต่ความตื่นเต้นกลับมีมากกว่า

เขาประกาศบอกลูกเรือทั้งสองคนที่ตอนนี้วิญญาณแทบหลุดออกจากร่างด้วยความเหนื่อยล้าว่า

“พวกเธอไปหาที่เหมาะๆ บนเกาะแล้วนอนพักกันไปก่อน”

“ส่วนฉันจะปั่นงานโต้รุ่ง อัปเกรดเรือระดับ 3 ให้เสร็จ!”

แค่คิดว่าจะได้ปลดล็อกพรสวรรค์ระดับเทพอย่างที่ 3

ซูล่างก็รู้สึกราวกับมีพลังเต็มเปี่ยมไปทั่วร่าง

หลินชิงหย่าแสดงความกังวลเล็กน้อย “โต้รุ่งเลยเหรอ? งานมันใหญ่มากนะ ให้พวกเราอยู่ช่วยอีกแรงไหม...”

ซูล่างโบกมือปฏิเสธ “ไม่ต้องหรอก ฉันมีโบนัสจากพรสวรรค์อยู่แล้ว ถ้าพวกเธออยู่ด้วยเดี๋ยวจะมาเกะกะจังหวะฉันเปล่าๆ”

“อีกอย่าง... เจ้าจิ้งจอกน้อยที่ปั่นเชือกมาทั้งวันคนนั้น ก็น่าจะหมดสภาพแล้วไม่ใช่หรือไง”

“เดี๋ยวเผลอละเมอเดินไปทำวัสดุที่พวกเราอุตส่าห์เก็บมาหายหมดล่ะยุ่งเลย”

ถังชีชีได้ยินดังนั้นก็ดีดตัวขึ้นจากความตายทันที พลางเท้าสะเอวอย่างเอาเรื่อง

“ใคร! ใครหมดสภาพ! ใครละเมอ! แม่สาวคนนี้ยังสติดีอยู่ร้อยเปอร์เซ็นต์! จะบอกให้ว่าต่อให้ต้องปั่นเชือกอีก 800 เส้น ฉันก็ทำไหว!”

น่าเสียดายที่ปากเก่ง แต่ร่างกายนั้นซื่อสัตย์กว่ามาก

วินาทีต่อมา ถังชีชีก็หาวออกมาคำโตจนน้ำตาเล็ด

ช่วยไม่ได้ ต่อให้เทียบกับซูล่างหรือหลินชิงหย่าที่มีร่างกายเหนือมนุษย์ เธอก็ถือว่ามาถึงขีดจำกัดแล้วจริงๆ

หลินชิงหย่าอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาแล้วบอกซูล่างว่า “งั้นก็ดูแลตัวเองด้วยนะ ถ้าเหนื่อยก็พัก อย่าฝืนจนเกินไป”

ซูล่างยิ้มรับแล้วเอื้อมมือไปขยี้ผมหลินชิงหย่าอย่างเป็นธรรมชาติ “รู้แล้วน่า ยัยถั่วต้ม”

ถังชีชีที่ยืนอยู่ข้างๆ ได้แต่กลอกตาอย่างเงียบๆ

“มาอีกแล้ว! มาอีกแล้ว! กลางวันแสกๆ แท้ๆ!”

“อาหารหมาพวกนี้มันไม่มีวันจบสิ้นเลยหรือไง!”

ซูล่างมีภูมิต้านทานต่อเสียงประท้วงของยัยจิ้งจอกจอมเกรียนนี่ไปเรียบร้อยแล้ว แถมยังรู้สึกว่ามันดูเพลินดีเสียอีก

ไม่นานนัก หลินชิงหย่าก็พาถังชีชีขึ้นไปบนเกาะ

เธอทำทุกอย่างอย่างคล่องแคล่ว สมกับที่เป็น “มือโปร” ผู้มีประสบการณ์

ส่วนถังชีชี แม้ร่างกายจะล้า แต่ปากกลับไม่ได้หยุดพัก

ระหว่างที่ช่วยเติมฟืน เธอก็พึมพำเบาๆ ว่า

“นี่... พี่หลิน นายจอมสูบเลือดนั่นน่ะ... จะสร้างเรือเสร็จภายในคืนเดียวได้จริงๆ เหรอ?”

หลินชิงหย่าส่งอาหารให้ถังชีชี “ถ้าเขาบอกว่าได้ ก็ต้องได้”

“ซูล่างน่ะ... ถึงบางครั้งจะดูทำตัวเหลาะแหละไปบ้าง”

“แต่ทุกเรื่องที่เขารับปาก ไม่เคยทำให้ใครผิดหวังหรอก”

ถังชีชีเบะปากไม่พูดอะไรต่อ แต่ในใจกลับรู้สึกแปลกๆ

ความเชื่อใจแบบไม่มีข้อกังขาเช่นนี้...

ดูเหมือนตัวเธอจะไม่เคยได้รับ และไม่เคยให้ใครมาก่อนเลย

หลินชิงหย่าเก็บอาหารที่เหลือลงห่อ “ฉันจะกลับไปบนเรือหน่อย”

“เอาไปส่งให้เขาเพิ่ม จะได้ดูด้วยว่าต้องการให้ช่วยอะไรไหม”

“เธออยู่คนเดียวที่นี่ ไม่มีปัญหาใช่ไหม?”

ถังชีชียืดอกขึ้น ทำท่าทาง “ฉันมันแน่” เต็มที่

“ล้อ...ล้อเล่นอะไรน่ะ! ฉันคือเงามายาผู้ยิ่งใหญ่! ราชาแห่งรัตติกาลเชียวนะ!”

“ไอ้เกาะร้างกระจอกนี่คือสนามเด็กเล่นของฉันต่างหาก มีอะไรต้องกลัว!”

หลินชิงหย่ามองท่าทางนั้นแล้วก็อดขำไม่ได้ “งั้นก็ได้ ดูแลตัวเองด้วย มีอะไรก็ตะโกนเรียกพวกเรานะ”

ถังชีชีมองกองไฟที่เต้นระบำอยู่ พร้อมกับฟังเสียงตอกไม้ที่ดังก้องแว่วมา ความรู้สึกในใจเริ่มซับซ้อนขึ้นอย่างบอกไม่ถูก

เหอะ ไอ้นายทุนหน้าเลือดนั่น ก็ขยันเอาเรื่องเหมือนกันแฮะ...

ช่างเถอะ เห็นแก่ที่จะสร้าง “พระราชวังกลางทะเล” ให้ฉันในเร็วๆ นี้

งดเว้นความผิดให้เขาไปหนึ่งข้อเป็นการชั่วคราวแล้วกัน...

แต่ว่า... ที่นี่มันเงียบเหงาจริงๆ...

ถังชีชีที่อ่อนล้าถึงขีดสุด กอดเข่าตัวเองแล้วเผลอหลับไปหน้ากองไฟ

ในฝัน เธอเหมือนได้กลับไปยังดาวสีน้ำเงิน

นอนอยู่บนเตียงหรูหราที่มูลค่าหลายล้าน

รอบตัวเต็มไปด้วยตุ๊กตารุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน และขนมขบเคี้ยวที่กินเท่าไหร่ก็ไม่มีวันหมด...

แกร๊ก

พื้นดินไม่ไกลจากจุดนั้นจู่ๆ ก็ทรุดตัวลง

เผยให้เห็นปากหลุมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 เมตร

จากนั้น ผู้ชายกลุ่มหนึ่งก็คลานออกมาจากหลุม

“แม่เอ๊ย ดันเจี้ยน ‘เหมืองแร่เหล็กดำ’ นี่มันไม่ใช่ที่ที่คนเขาอยู่กันชัดๆ...” ชายคนหนึ่งสบถออกมาเบาๆ

“พอใจซะเถอะน่าไอ้น้องรอง โชคดีแค่ไหนแล้วที่เจ้าพ่อหมาไปเจอเข้า เราถึงได้อุปกรณ์พวกนี้มาไง” ชายอีกคนสะบัดขวานสั้นในมือ

คนที่พวกเขาเรียกว่าเจ้าพ่อหมา คือหัวหน้าของกลุ่มนี้

ชายวัยกลางคนที่มีฉายาว่า “หมาคลั่งหลิวเฉวียน”

หลิวเฉวียนไม่สนใจคำบ่นของลูกน้อง แต่กวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง

“มีกลิ่นคนแปลกหน้า... แถมยังมีกลิ่นควันไฟด้วย”

เขาลดเสียงต่ำลงพลางมองไปที่กองไฟไม่ไกลนัก

“เอ๊ะ? เจ้าพ่อหมาครับ ทางนั้นมีเด็กผู้หญิงอยู่คนหนึ่ง!” ลูกน้องคนหนึ่งตาเป็นประกาย

“ดูท่าทางเหมือนหลงทางมา? บนเกาะร้างไร้ผู้คนแบบนี้ยังมีคนอยู่ด้วยเหรอเนี่ย?”

“หึ หน้าตาสะสวยใช้ได้เลย... เจ้าพ่อหมา พวกเราอดอยากกันมาหลายวันแล้ว ถือโอกาสเข็มทิศติดตาม ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรับรู้เป้าหมายได้มหาศาล

ไม่นานเขาก็ยืนยันได้ว่า รอบบริเวณนี้มีแค่เด็กสาวคนนี้คนเดียว

ในยุคสิ้นโลก ผู้หญิงหน้าตาดีอย่างถังชีชี

ถือเป็น “สินค้าแลกเปลี่ยน” และ “ทรัพยากรเพื่อความบันเทิง” ประเภทหนึ่งอยู่แล้ว

หลิวเฉวียนพยักหน้าให้ลูกน้องกลุ่มหนึ่ง

“ไอ้รอง ไอ้สาม ไปทางซ้าย ส่วนไอ้สี่ ไอ้ห้า ไปทางขวา ขยับตัวเบาๆ จับเป็น!”

“ของดีเกรดพรีเมียมแบบนี้ ถ้าเอาไปถวายพวกท่านข้างบน อาจจะได้ของดีๆ กลับมาเพียบ”

“แต่ก่อนจะถวาย... พวกเราต้องตรวจสอบสินค้ากันก่อน ให้สนุกกันให้เต็มที่”

ลูกน้องทั้ง 4 คนต่างเผยรอยยิ้มที่เข้าใจกันดี เห็นได้ชัดว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขาทำเรื่องชั่วช้าเช่นนี้

ถังชีชีกำลังหลับสนิท จนกระทั่ง— “แกร๊ก”

เสียงกิ่งไม้แห้งถูกเหยียบดังขึ้น และเล็ดลอดเข้าไปในโสตประสาทของเธอ

มีคนมางั้นหรือ? หรือว่าหลินชิงหย่ากลับมาแล้ว?

ไม่สิ... เสียงฝีเท้าไม่ใช่

มันเบาหวิว เต็มไปด้วยความจงใจ และที่สำคัญ... มีมากกว่าหนึ่งคน

“ผ่านทางมา? หรือแค่บังเอิญกันนะ...”

ถังชีชีตื่นเต็มตาในทันที แต่ยังคงแสร้งทำเป็นหลับสนิทอยู่เช่นเดิม

เกาะแห่งนี้แห้งแล้งและปราศจากทรัพยากร

แล้วใครกันจะบ้าบิ่นมาสำรวจลึกถึงใจกลางเกาะในยามวิกาลแบบนี้?

ทำอย่างไรดี?

จะให้ตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ เพื่อดึงซูล่างกับหลินชิงหย่าให้มาที่นี่?

ไม่ได้! ไม่มีทาง!

ฉัน ถังชีชี จอมโจรในตำนาน ผู้ครอบครองพรสวรรค์ระดับ SS สตรีที่จะต้องมีชื่อเสียงก้องกังวานไปทั่วผืนมหาสมุทรอันไร้สิ้นสุด

จะต้องมาเสียทีให้พวกโจรปลายแถว จนถึงขั้นต้องร้องขอชีวิตเชียวหรือ?

ถ้าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ฉันจะยังเอาหน้าไปไว้ที่ไหนบนเรืออีกล่ะ?

ต้องจัดการด้วยตัวเอง และต้องเป็นการจัดการที่สวยงามที่สุด

ในขณะที่ถังชีชีกำลังดราม่าในใจ พวกคนเหล่านั้นก็เข้ามาใกล้ในระยะไม่ถึง 2 เมตร

“ลงมือ!” หลิวเฉวียนที่อยู่ไม่ไกลส่งสัญญาณ เหล่าลูกสมุนก็พุ่งตัวเข้าใส่พร้อมกัน

คนหนึ่งเอื้อมมือจะคว้าไหล่ของถังชีชี ส่วนอีกคนใช้ผ้าเช็ดหน้าหมายจะปิดปากเธอ

ทว่าในเสี้ยววินาทีที่มือของพวกมันกำลังจะสัมผัสตัว—

ผ้าห่มที่คลุมร่างถังชีชีอยู่ก็ถูกสะบัดขึ้น ปิดกั้นการเคลื่อนไหวของทั้งสองคนเอาไว้

ในเวลาเดียวกัน ร่างบอบบางก็สไลด์ถอยหลังออกไป

“อะไรวะเนี่ย?” “ระวัง!” ทั้ง 4 คนพุ่งเข้าใส่ความว่างเปล่า

ถังชีชีปัดฝุ่นออกจากตัวพลางเอ่ยด้วยสีหน้าเอือมระอา:

“นี่ พวกคุณลุงคะ ดึกดื่นป่านนี้ไม่ยอมอยู่บ้านดีๆ จะออกมาหลอกหลอนคนอื่นมันไม่สุภาพนะคะ”

ไอ้สามใช้ขวานฟันฉับเข้าที่ผ้าห่มเหนือหัว: “นังนี่ปากดีนักนะ!”

“คอยดูเถอะ เดี๋ยวจะร้องไม่ออก!” ชายอีกคนชักมีดสั้นออกมา

เมื่อรวมกับอีก 2 คนที่อยู่ด้านหลัง ทั้ง 4 ก็ล้อมเข้ามาเป็นรูปครึ่งวงกลม

“จึ๊... ให้ดีๆ ไม่ชอบ กวนประสาทกันดีนัก”

ถังชีชีนึกในใจพร้อมเปิดใช้งานช่วงเวลาแห่งเงามายา

ลดการมีตัวตนของตัวเองลงจนแทบจะกลืนหายไปกับเงามืดโดยรอบ

“ล-ลูกพี่! ยัยนั่น... ยัยนั่นหายไปไหนแล้ว!” สมุนคนหนึ่งเอ่ยเสียงสั่น

จบบทที่ บทที่ 39 ฉันไม่มีหน้าจะเอาไปไว้ที่ไหนแล้วเนี่ย

คัดลอกลิงก์แล้ว