- หน้าแรก
- ผมซื้อของถูกราคาหลักหน่วย แต่ระบบกลับให้ของจริงราคาหลักล้าน!
- ตอนที่ 1235 ขาลงเขายากกว่าขาขึ้น
ตอนที่ 1235 ขาลงเขายากกว่าขาขึ้น
ตอนที่ 1235 ขาลงเขายากกว่าขาขึ้น
ตอนที่ 1235 ขาลงเขายากกว่าขาขึ้น
การใช้สิ่งของที่เหลืออยู่ของสวีอิ๋งเพื่อดึงความสนใจของเหล่าจ้าวนับว่าได้ผลดีทีเดียว หลินโม่นั้นยังพอทนได้ ส่วนเหล่าจ้าวก็หอบแฮกๆแต่คนที่แทบจะทนไม่ไหวและเริ่มมีน้ำลายฟูมปากคือน้องชวนนี่แหละ
"แฮ่ก... แฮ่ก... แฮ่ก... ช้า... ช้าหน่อย จะตายแล้ว จะตายจริงๆนะเนี่ย"
น้องชวนวิ่งตามมาจนทัน สองมือค้ำเข่า หอบหายใจอย่างหนักหน่วง
แต่ไม่มีใครสนใจเขาเลย หลินโม่ก้าวไปข้างหน้า ตบไหล่เหล่าจ้าวเบาๆ"ไปกันเถอะ ไปดูกัน"
"อืม" เหล่าจ้าวตอบเสียงหนัก
จากนั้นทั้งสามคนก็เดินเข้าไปหาสามสาว น้องชวนเห็นดังนั้นก็กลอกตาใส่ แต่ก็ต้องกัดฟันเดินตามไป
เมื่อมาถึงหน้าหอพักหญิง หญิงสาวทั้งสามคนมองพวกเขา สันนิษฐานได้เลยว่าน้องชวนคงโทรศัพท์มาบอกล่วงหน้าแล้ว
ต้องยอมรับเลยว่าน้องชวนเป็นคนที่รอบคอบมาก เมื่อคืนพอรู้ความจริง เขาก็ตัดสินใจว่าจะสะสางเรื่องนี้หลังจากถ่ายรูปจบการศึกษาเสร็จในวันนี้ แถมเขายังวางแผนไว้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้วด้วย
เขาขอเบอร์ติดต่อสามสาวไว้ บอกให้พวกเธอเลื่อนการเดินทางออกไปก่อน แล้วก็ขอให้เก็บของที่เหลือของสวีอิ๋งไว้ให้ ไม่ต้องจัดเก็บอะไรมาก เดี๋ยวพวกเขาจะพาเหล่าจ้าวไปเอาเอง
"มาแล้วเหรอ"
"ของของเสี่ยวอิ๋งเหลือไม่เยอะหรอกนะ พวกเราไม่ได้แตะต้องเลย อยู่บนห้องน่ะ"
"เสียใจด้วยนะ"
เมื่อเห็นเหล่าจ้าวเดินเข้ามา สามสาวก็เอ่ยทักทาย พูดตรงๆเลยว่า พอพวกเธอได้เจอเหล่าจ้าวอีกครั้งก็รู้สึกตกใจเหมือนกัน แต่พอคิดถึงสาเหตุ พวกเธอก็เข้าใจได้ ใครบ้างล่ะจะทนรับเรื่องแบบนี้ได้ง่ายๆโดยเฉพาะเมื่อพวกเธอเคยเห็นความรักที่หวานชื่นของทั้งคู่มาตลอดช่วงเรียนมหาวิทยาลัย
เมื่อได้ยินดังนั้น เหล่าจ้าวมองหน้าเพื่อนร่วมห้องของแฟนสาว แล้วก็มองไปที่ประตูหอพัก ภาพตรงหน้าทำให้เขารู้สึกเหม่อลอยไปชั่วขณะ ราวกับว่าในวินาทีถัดมา ร่างที่คุ้นเคยนั้นจะวิ่งลงมาจากชั้นบน ควงแขนเขาแล้วถามด้วยรอยยิ้มว่าจะไปกินข้าวร้านไหนดี
"ขอบ... ขอบใจนะ" เหล่าจ้าวพูดเสียงแหบพร่าเบาๆ
เมื่อเห็นดังนั้น ทั้งสามสาวก็เดินนำหน้าพาพวกเขาขึ้นไปบนหอพัก ไม่นานก็มาถึงหน้าห้องพัก
กระเป๋าเดินทางของทั้งสามคนถูกจัดเก็บเรียบร้อยแล้ว วางกองอยู่ใต้เตียงของแต่ละคน
"เหล่าจ้าว นายเข้าไปเถอะ พวกเราจะรออยู่ข้างนอก"
หลินโม่รั้งตัวหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังจะเดินตามเข้าไป
เหล่าจ้าวพยักหน้ารับคำ แล้วเดินเข้าไปในห้องพัก หัวหน้าหวังก็ดึงประตูห้องปิดตามหลัง
"เอ่อ... ขอบใจพวกเธอมากนะวันนี้ โชคดีจริงๆที่ได้พวกเธอช่วย" หลินโม่หันไปขอบคุณรูมเมตของสวีอิ๋งทั้งสามคน
ถึงแม้จะไม่ค่อยสนิทกันนัก แต่พวกเขาก็รู้จักชื่อของสามสาวดี ซือซิน หยังจินเหยา และหวังไต้หรง
หน้าตาพวกเธอไม่ได้โดดเด่นอะไรมากนัก เป็นเพียงคนธรรมดาทั่วไป แต่ก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่ โดยเฉพาะหลังจากออกไปฝึกงาน พวกเธอก็รู้จักแต่งตัวมากขึ้น ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นกว่าเมื่อปีก่อน
"ไม่เป็นไรหรอก เรื่องเล็กน้อยน่ะ" หวังไต้หรงตอบ
หยังจินเหยาถอนหายใจ "ไม่มีใครคิดหรอกว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ปีที่แล้วพวกเราก็เพิ่งรู้ข่าวจากข้อความในแชทกลุ่มเหมือนกัน"
"จ้าวสึอวี๋เขา..." ซือซินถามด้วยความเป็นห่วง
น้องชวนโบกมือปฏิเสธ "ไม่ต้องห่วง เหล่าจ้าวต้องผ่านมันไปได้แน่ๆอีกอย่าง เขาก็ยังมีพวกเราอยู่นี่นา จริงสิ พวกเธอจะเดินทางกันวันนี้เลยใช่ไหม แล้วเมื่อวานยังไม่ได้ถามเลย ตอนนี้พวกเธอทำงานอะไรกันอยู่ล่ะ"
สามสาวพยักหน้ารับ ซือซินตอบว่า "วันนี้จะเดินทางกันหมดเลย รถออกตอนบ่าย เก็บของเสร็จหมดแล้ว ส่วนเรื่องงาน... เฮ้อ สายศิลป์นี่มันหางานยากจริงๆนะ ตอนเลือกเรียนก็คิดแค่ว่าชอบ แต่พอเรียนจบต้องมาหางานทำจริงๆถึงได้รู้ว่ามันยากลำบากขนาดไหน ฉันตัดสินใจเปลี่ยนสายงานแล้วล่ะ วาดรูปอย่างเดียวคงไม่มีกิน ตอนนี้ก็เลยทำงานเป็นพนักงานออฟฟิศอยู่"
หวังไต้หรงพยักหน้าเห็นด้วยอย่างเข้าใจ "ฉันก็เหมือนกัน ปีที่ผ่านมาฉันเปลี่ยนงานมาหลายที่แล้ว แต่ก็ทำได้ไม่นาน ตอนแรกก็อยากจะหางานพวกออกแบบโฆษณาหรือไม่ก็สอนศิลปะเด็กนะ แต่สุดท้ายก็ค้นพบว่าตัวเองไม่เหมาะกับงานพวกนี้จริงๆฉันเลยตัดสินใจจะกลับบ้านไปสอบราชการ ตอนนี้ก็เริ่มเตรียมตัวอ่านหนังสือแล้วล่ะ"
"ฉันก็เรื่อยๆนะ พอได้เห็นแอคเคานต์ของหลี่ซือหยา ฉันก็เลยได้ไอเดียว่าจะลองเอาศิลปะมาผสมผสานกับโซเชียลมีเดียดู เผื่อจะรุ่งบ้าง อิจฉาสายการเรียนของพวกนายจริงๆหางานง่ายกว่าพวกเราเยอะเลย" หยังจินเหยายิ้มตอบ
ที่นี่คือวิทยาลัยศิลปะ นักศึกษาล้วนเรียนมาทางด้านศิลปะ แต่ต้องยอมรับความจริงว่า คนที่สามารถหาเลี้ยงชีพด้วยงานศิลปะได้นั้นมีน้อยมาก โอกาสหางานทำน้อยกว่าสายอื่นๆอย่างเห็นได้ชัด
ในบรรดาสามสาวนี้ สองคนตัดสินใจเปลี่ยนสายงานไปแล้ว ไม่ใช่เพราะไม่อยากทำงานตรงสาย หรือเกี่ยงเรื่องเงินเดือน แต่บางครั้งมันก็หางานตรงสายทำไม่ได้จริงๆ
อย่างพวกหลินโม่ที่เรียนมาทางด้านคอมพิวเตอร์ อย่างแย่ที่สุดก็ยังไปลองสมัครงานเป็นโปรแกรมเมอร์ได้ อย่างมากก็แค่หัวล้านเร็วหน่อยเท่านั้นเอง
"ก็ดีนะ ทำอาชีพอะไรก็หาเลี้ยงตัวเองได้เหมือนกันแหละ" น้องชวนยิ้มตอบ
หลินโม่พยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะถามต่อ "แล้วเดี๋ยวพวกเธอจะเดินทางพร้อมกันไหม"
"หืม? ถึงเป้าหมายปลายทางจะต่างกัน แต่ยังไงก็ต้องไปขึ้นรถไฟความเร็วสูงเหมือนกันแหละ" หยังจินเหยาตอบ
หลินโม่ถามต่อ "แล้วจะไปยังไงล่ะ ของพวกเธอเยอะน่าดูเลย"
หยังจินเหยาตอบ "ดูเหมือนเยอะไปงั้นแหละ กระเป๋าใบใหญ่ๆพวกเราก็ส่งไปรษณีย์กลับบ้านไปแล้ว ส่วนพวกหนังสือเรียนก็ชั่งกิโลขายลุงรับซื้อของเก่าใต้หอไปหมดแล้ว ตอนนี้ก็เหลือแค่ลากกระเป๋าเดินทางกับสะพายเป้ก็พอ ส่วนของใช้จุกจิกที่เอาไปไม่ได้ เดี๋ยวตอนลงไปก็ค่อยทิ้งลงถังขยะ"
"พวกเราสามคนคงปลีกตัวไปช่วยไม่ได้แน่ๆเหล่าจ้าวเขา... เอาอย่างนี้ละกัน หัวหน้าหวัง เดี๋ยวแกโทรหาหัวหน้าห้อง ให้เธอขับรถมารับพวกเธอสามคนไปส่งหน่อย" น้องชวนเสนอ
ในเมื่อพวกเธอมีน้ำใจช่วยเหลือ จะไม่ตอบแทนเลยก็คงดูไม่ดี ถ้าไม่ใช่เพราะต้องอยู่รอเหล่าจ้าว ป่านนี้พวกเธอสามคนก็คงเดินทางไปตั้งนานแล้ว
"ไม่ต้องหรอก พวกเรานั่งรถไฟความเร็วสูงไปกันเองได้"
"ไม่ต้องลำบากหรอกจริงๆ"
"พวกนายทำธุระของพวกนายไปเถอะ"
ทั้งสามสาวพยายามปฏิเสธ แต่พวกหลินโม่ก็ยังยืนยันที่จะช่วย ในที่สุดหัวหน้าหวังก็เดินเลี่ยงออกไปโทรศัพท์หาหัวหน้าห้อง
ในขณะเดียวกัน เหล่าจ้าวยืนอยู่ในห้องพักของสวีอิ๋ง มองดูเตียงนอนที่ว่างเปล่าของเธอด้วยสายตาเหม่อลอย
ห้องพักถูกตกแต่งอย่างอบอุ่น ผนังติดวอลเปเปอร์สีชมพู ใต้เตียงปูแผ่นโฟมกันกระแทก
ที่ตู้ล็อกเกอร์ส่วนตัวยังมีตะขอแขวนรูปหมีน้อยน่ารักติดอยู่ บ่งบอกถึงความเป็นห้องพักของผู้หญิงได้อย่างชัดเจน
แต่ตอนนี้ ข้าวของในห้องถูกเก็บไปจนเกือบหมด ทำให้ห้องดูกว้างขวางและอ้างว้าง
ของของสวีอิ๋งเหลืออยู่ไม่มากนัก บนเตียงและในตู้ล็อกเกอร์ถูกเก็บกวาดไปจนเกลี้ยง เหลือเพียงของชิ้นเล็กๆไม่กี่ชิ้นวางอยู่บนโต๊ะใต้เตียง
ของเหล่านี้เป็นของที่สามสาวช่วยกันจัดเก็บเมื่อคืนนี้ มีบางส่วนที่สวีอิ๋งฝากไว้กับพวกเธอ หรือวางไว้ในพื้นที่ส่วนรวม ซึ่งครอบครัวของเธอไม่แน่ใจว่าเป็นของใคร ก็เลยไม่ได้เก็บกลับไป
ของมีไม่กี่อย่าง มีกระดาษวาดเขียนปึกหนึ่งที่มีผลงานของเธอ หรือจะเรียกว่ากระดาษสเกตช์ภาพก็ได้ แก้วน้ำหนึ่งใบ กะละมังสองใบ พัดลมตัวเล็ก โทนเนอร์หนึ่งขวด เครื่องรางจี้หยก และพวงกุญแจตุ๊กตาตัวเล็กๆ
เหล่าจ้าวจ้องมองของเหล่านั้นอยู่นาน ก่อนจะดึงเก้าอี้หน้าโต๊ะออกมาแล้วนั่งลง
มุมนี้เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะสวีอิ๋งมักจะนั่งตรงนี้เวลาวิดีโอคอลหรือโทรคุยกับเขา เขาถึงกับรู้สึกว่าได้กลิ่นหอมที่คุ้นเคยลอยมาเตะจมูก
ในวินาทีนั้น จู่ๆเหล่าจ้าวก็หวนนึกถึงบทสนทนาที่ทั้งคู่เคยคุยกัน
นั่นคือคืนหนึ่งตอนเรียนอยู่ปีสอง ทั้งสองคนเดินเล่นกันในมหาวิทยาลัย จู่ๆสวีอิ๋งก็ถามเขาขึ้นมาว่า การลืมใครสักคนต้องใช้เวลานานแค่ไหน
ตอนนั้นเขาคิดอยู่นานแต่ก็หาคำตอบไม่ได้ สวีอิ๋งเลยเปลี่ยนคำถาม ถามว่าตอนขึ้นเขาหรือลงเขายากกว่ากัน
ตอนนั้นเขาตอบอย่างไม่ลังเลเลยว่าตอนขึ้นเขายากกว่า แต่สวีอิ๋งแย้งว่าตอนลงเขาต่างหากที่ยากกว่า
จนกระทั่งวินาทีนี้ ในที่สุดเขาก็เข้าใจคำตอบนั้นอย่างถ่องแท้
"ที่แท้เธอก็พูดถูก ตอนลงเขามันยากกว่าจริงๆด้วย"
ตอนขึ้นเขา เราอาศัยแค่สัญชาตญาณและความมุ่งมั่น เหมือนกับการตกหลุมรักใครสักคน แต่ตอนลงเขา ทุกย่างก้าวต้องฝืนแรงโน้มถ่วง เหมือนกับเศษเสี้ยวความทรงจำที่ผุดขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เขาว่ากันว่าปีนเขาขึ้นง่ายลงยาก ใครจะรู้ว่าการมอบใจนั้นง่ายดาย แต่การตัดใจนั้นแสนยากเข็ญ แรกพบงดงามจนวิญญาณแทบหลุดลอย ยามจากลากลับต้องเดียวดายน้ำตานองหน้า
จนถึงตอนนี้ ภาพเงาในใจยังคงอยู่ ลบแล้วกลับคืนมา หวนกลับไปที่เดิมใจแทบขาด เพลงรักแห่งการจากลาดังก้องในคืนเดือนหงาย
ถามสวรรค์ คำว่ารักเขียนอย่างไร ถึงได้ยากเย็นเพียงนี้
ชั่วพริบตา เวลาก็หมุนย้อนกลับไปในคืนนั้นตอนปีสอง ทั้งคู่นั่งอยู่บนอัฒจันทร์ข้างสนามกีฬา
เหล่าจ้าวหันไปยิ้มให้หญิงสาวข้างกาย "นี่ เธอจะอยู่เคียงข้างฉันไปอีกนานแค่ไหน"
เมื่อได้ยินดังนั้น หญิงสาวก็ตอบพร้อมรอยยิ้ม "สิ่งที่เรามีเยอะที่สุดก็คือเวลา ตราบใดที่นายไม่บอกเลิก เราก็จะอยู่ด้วยกันตลอดไป"